อนาคตการเมืองไทย

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
อนาคตการเมืองไทย
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2562 ณ ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้มีการจัดงาน “วิชาการเพื่อราษฎร์ ศาสตร์ เพื่อประชาธิปไตย” ภายในงานมีการจัดเสวนาวิชาการ-ปาฐกถา-ระดมสมอง-เวที Debate เผยผลสำรวจ “ทัศนคติต่อประชาธิปไตย และการเมืองของผู้เลือกตั้งครั้งแรก (First-Time Voters ) โดยผศ.ดร.อรรถสิทธิ์ พานแก้ว แลกเปลี่ยนโดย โอมาร์ หนุนอนันต์ กลุ่ม We Watch ,ธัญชนก คชพัชรินทร์ เลขาธิการกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท, จักรี เสาวภา ประธานสหภาพนักเรียน นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.)
ที่น่าสนใจคือ รายงานการสำรวจผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกอายุ 18-23 ปี ในระบบการศึกษาจำนวน 1,061 คน แบ่งตามรายภาค กทม. 25% กลาง 24.2% อีสาน 24% เหนือ 15.5% ใต้ 10.0%
ประเด็นคำถามมีดังต่อไปนี้
1.คนรุ่นใหม่ตั้งตารอสนใจการเลือกตั้งแค่ไหน โดยจัดสเกลจากน้อยไปมาก 1-10 พบว่ามีความสนใจค่อนข้างมาก โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.98
2.คนรุ่นใหม่ตัดสินใจเลือกตั้งจากอะไร ผล คือ เลือกพรรคอันดับ 1 คิดเป็น 44.8% รองลงมาคือเลือกคน 34.8% อันดับสุดท้ายคือเลือกนายก 20.4%
3.คนรุ่นใหม่อยากได้นายกฯแบบไหน ผลเรียงลำดับดังนี้
3.1 มีความเป็นผู้นำสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้
3.2 เป็นผู้ที่แก้ปัญหาทางการเมืองด้วยวิถีทางประชาธิปไตย
3.3 มีวิสัยทัศน์ในการบริหารประเทศ
3.4 สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษในที่ประชุมระหว่างประเทศได้โดยไม่ต้องใช้ล่ามแปลภาษา
3.5 มีบุคลิกภาพเหมาะสมกับความเป็นผู้นำประเทศ
3.6 มีวาทศิลป์ในการสื่อสาร
4.คนรุ่นใหม่เลือกใคร(พรรค)ไหนโดยแบ่งเป็นรายภาค
4.1 กทม.อนาคตใหม่ 77.4% เพื่อไทย 12.3% ประชาธิปัตย์ 3.2%
4.2 ภาคเหนืออนาคตใหม่ 56.6% เพื่อไทย 30.2% ประชาธิปัตย์ 4.4%
4.3 ภาคอีสาน อนาคตใหม่ 45.7% เพื่อไทย 30.6% พลังประชารัฐ 7.0%
4.4 ภาคใต้ อนาคตใหม่ 46.7% ประชาธิปัตย์ 33.3% เพื่อไทย 4.8%
4.5 ภาคกลาง อนาคตใหม่ 73.2% เพื่อไทย 12.8% ประชาธิปัตย์ 4.3%
5.คนรุ่นใหม่พึงพอใจกับประชาธิปไตยไทยแค่ไหน
5.1 ไม่พอใจเลย 18.1%
5.2 ไม่ค่อยพอใจ 45.7%
5.3 ค่อนข้างพอใจ 33.4%
5.4 พอใจมาก 2.9%
6.แม้ว่ารัฐบาลจะมาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย แต่ถ้ามีการคอร์รัปชันมาก ฝ่ายทหารควรเข้ามาแทรกแซงเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้นหรือไม่
6.1 เห็นด้วยมากที่สุด 9.1% คะแนน 1
6.2 คะแนน 2 4.1%
6.3 คะแนน 3 10.9%
6.4 คะแนน 4 10.1%
6.5 คะแนน 5 10.3%
6.6 คะแนน 6 18.0%
6.7 คะแนน 7 7.3%
6.8 คะแนน 8 6.0%
6.9 คะแนน 9 5.9%
6.10 คะแนน 10 18.3% ไม่เห็นด้วยเลย
ซึ่งถ้าดูตามคะแนนเฉลี่ยแล้วค่อนข้างไม่เห็นด้วยจนไม่เห็นด้วยเลยที่มีคะแนนสูงสุด
นอกจากนี้ผู้นำการสำรวจยังให้ข้อสรุปจากการสำรวจไว้น่าสนใจ เช่น ผู้ที่ลงคะแนนเลือกตั้งครั้งแรก มีความรู้และข้อมูลทางการเมืองต่ำแต่ดราม่าสูง เช่น ถามว่าใครคือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติคนปัจจุบันจำนวน ส.ส.ในสภาทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญ 60 มีเท่าไร ประชาคมอาเซียนมีกี่ประเทศ พบว่ามีมากถึง 53.1% ที่ตอบได้ 1 ข้อ 32% ตอบไม่ได้เลย ขณะที่ตอบได้ครบทุกข้อมีเพียง 0.1% (รายละเอียดให้ติดตามอ่านรายงานฉบับเต็ม) แต่ผู้เขียนจะขอวิเคราะห์ในบางประเด็นประกอบภารพิจารณาคือ
1.ผู้ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นครั้งแรก (18-23 ปี) ถือว่าอนาคตใหม่ คือ พรรคตัวแทนของพวกเขา แม้ว่าจะไม่ค่อยมีข้อมูลทางการเมืองหรือเข้าใจการเมืองเพียงน้อยนิด แต่ลงคะแนนเลือกเพราะมีอารมณ์ร่วมที่เห็นการครอบงำของพรรคการเมืองเก่าๆ และทหารที่ผลัดกันมาปกครองประเทศ แต่ก็มิได้ทำให้เกิดความเจริญงอกงามเท่าที่ควรจะเป็น จึงเน้นตัววัดด้านเศรษฐกิจเป็นหลัก
2.ผู้ลงคะแนนเลือกตั้งเป็นครั้งแรก จะต้องเป็นผู้ที่รับผิดชอบต่อการปกครองบ้านเมือง หรือตกอยู่ในภาวการณ์ทางการเมืองที่อาจถูกครอบงำด้วยระบอบที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย จึงรู้สึกอึดอัดและต่อต้าน โดยเฉพาะไม่ยอมรับการเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองของทหาร
3.หากต้องการให้มีการสถาปนาระบอบประชาธิปไตย ที่แท้จริงและเป็นไปอย่างมีเหตุมีผล ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลและพรรคการเมืองทั้งหลายที่จะทำหน้าที่ให้ความรู้กับประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ไม่ใช่การครอบงำ และแสวงผลประโยชน์ อย่างไรก็ตามในข้อนี้พรรคอนาคตใหม่น่าจะมีบทบาทนำในการให้ความรู้ด้านการเมืองในระบอบประชาธิปไตย เพราะถือเป็นคนรุ่นเดียวกันพูดกันรู้เรื่องอย่าไปเน้นแค่วาทกรรม
นอกจากนี้สถาบันการศึกษาก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวเองในการแสวงหาความรู้ความเข้าใจการเมืองและถ่ายทอดให้บรรดานักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่จะเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศต่อไป
4.คนรุ่นเก่าควรตระหนักได้แล้วว่า สุดท้ายเราก็ต้องจากไปและปล่อยให้อนาคตอยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะดีจะเลวอย่างไร เราก็คงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในอนาคต การออกมาแสดงความเกลียดความโกรธคนรุ่นใหม่นี้ คิดต่างจึงไม่ใช่ทางออกของประเทศที่ดี หากแต่ว่าการให้ความรู้ความเข้าใจด้วยความเมตตา รักใคร่คนรุ่นลูกรุ่นหลาน น่าจะเป็นสิ่งที่ดีกว่า แม้ว่าเขาเหล่านั้นอาจจะไม่ยอมรับความคิดของเราก็ตาม
5.การใช้วิธีการสกปรกเพื่อทำลายพรรคอนาคตใหม่ มีแต่สร้างความแตกแยกและการต่อต้านที่สะท้อนกลับรุนแรง อันจะเป็นผลพวงให้เกิดความคิดที่รุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคต หากต้องการดำเนินการที่สร้างสรรค์ต้องมีแนวทางที่ดีกว่า เป็นแบบอย่างให้อนุชนรุ่นหลังได้เอาเยี่ยง ไม่ใช่มีแต่สร้างตัวอย่างที่เลว แล้วก็มาแถด้วยตรรกแบบศรีธนญชัย ตลอดจนใช้อำนาจบีบบังคับ เพราะมันจะเกิดแรงโต้กลับในอนาคต ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติเลย
สุดท้ายอย่ามาอ้างกฎหมายที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนหลักนิติธรรมเลย เพราะมันคือการฉ้อโกงดีๆนี่เอง







