INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เอ็ดวิน แลนด์ ผู้ก่อตั้งโพลารอยด์ : ต้นกำเนิดสตีฟ จ้อป

120767

เอ็ดวิน แลนด์ ผู้ก่อตั้งโพลารอยด์ : ต้นกำเนิดสตีฟ จ้อป

ลีน สตารฟ์ทอัพ ของอิริค รี่ส์ จะเป็นหนังสือขายดีที่สุดเล่มหนึ่งทั่วโลกเกี่ยวกับเราจะทำให้สตาร์ทอัพของเราบรรบุความสำเร็จอย่างไร และทำไมสตาร์ทอัพจำนวนมากได้ล้มเหลว อิริค รีส์ ไดกล่าวถึงเหตุผลพื้นฐานสองข้อของสตาร์ทอัพส่วนใหญ่ที่ล้มเหลว การอาศัยวิธีการบริหารสมัยเดิมที่ไม่สอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจภายใต้สภาวะของความไม่แน่นอนที่สูงมาก การดำเนินตามวิถีทาง “เพียงแต่ทำมัน” ที่เท่ากับการไม่มีเครื่องมือการบริหารเลยวิธีการของลีน สตาร์ทอัพสามารถถูกใช้ได้กับธุรกิจขนาดเล็กและธุรกิจขนาดใหญ่ภายในทุกภาคของเศรษฐกิจ การเป็นผู้ประกอบการจะเท่ากับการบริหาร ทุกสตร์าอัพต้องการวิถีทางของการบริหารลักษณะเฉพาะที่สอดคล้องกับสภาวะของความไม่แน่นอนที่สูงหนังสือ The Startup Way ของเขา อิริค รีส์ ได้ช่วยให้บริษัทใหญ่กลายเป็นการเป็นผู้ประกอบการมากขึ้น ทำไมบริษัทกำลังมองหาการบริหารแบบผู้ประกอบการ อะไรจะเกิดขึ้นกับบริษัทที่ไม่ปรับตัว และบริษํทสามารถสนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการแก่บุคคลของพวกเขาอย่างไร อิริค รีส์ จะเป็นผู้เขียนหนังสือ The Lean Startup ด้วย หนังสือเล่มนี้ขายได้มากกว่าหนึ่งล้านเล่ม และได้ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศมากกว่าสามสิบภาษา ตามมุมมองของอิริค รีส์ การใใช้วิถีทางของลีน สตาร์ทอัพ บริษัทสามารถสร้างความเป็นระเบียบไม่ใช่ความสับสน ด้วยการให้เครื่องมือที่จะทดสอบวิสัยทัศน์อย่างต่อเนื่อง เราจะต้องทำงานอย่างฉลาดขึ้น ไม่่ใช่ลำบากขึ้นโดยไม่มองถึงขนาดของบริษัท แนวคิดของหนังสือคือใครก็ตามสามารถมีธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จได้เมื่อเราทำงานและประยุกต์ใช้สูตรหลักการที่สำคัญห้าข้อคือ ผู้ประกอบการจะอยู่ทุกที่ การเป็นผู้ประกอบการเท่ากับการบริหาร การเรียนรู้จากการทดสอบ วงจรสร้าง วัด เรียนรู้ และะการบัญชีนวัตกรรมสตาร์ทอัพ จะเป็นบริษัทที่ริเริ่มโดยผู้ประกอบการที่จะค้นหาโมเดลธุรกิจที่ทำซ้ำและขยายตัวได้ ผู้ประกอบการได้วางแผนสตาร์ทอัพเพื่อที่จะพัฒนาและทดสอบโมเดลธรุกิจที่ขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นแนวคิดของสตาร์ทอัพและการเป็นผู้ประกอบการจะเหมือนกัน แต่กระนั้นการเป็นผู้ประกอบการจะอ้างถึงธุรกิจใหม่ทุกอย่าง และธุรกิจที่อาจจะไม่เคยมุ่งหวังให้เจริญเติบโต ในขณะที่สตาร์ทอัพจะอ้างถึงธุรกิจใหม่ที่มุ่งให้เจริญเติบโตเลยพ้นไปจากผู้ก่อตั้งคนเดียว สตาร์ทอัพจะเผชิญกับความไม่แน่นอนสูง และอัตราความล้มเหลวที่สูง แต่สตาร์ทอัพส่วนน้อยที่บรรลุความสำเร็จจะมีโอกาสกลายเป็นบริษัทใหญ่และมีอิทธิพลสตาร์ทอัพบางบริษ้ทได้กลายเป็นยูนิคอร์น บริษัทสตาร์ทอัพเอกชนที่มีมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านเหรียญ สตาร์ทอัพจะเป็นเพียงแต่บริษัทใหม่ ธุรกิจที่ได้ถูกสร้างขึ้นไม่นานมานี้ แต่กระนั้นห้าปีที่ผ่านมาคณะบริหารธุรกิจหลายแห่งทั่วโลกได้คิดค้นคำนิยามทางวิชาการที่แตกต่างกันของอะไรคือสตาร์ทอ้พที่แท้จริงคำนิยามของสตาร์ทอัพที่ถูกยอมรับมากที่สุดโดยคณะบริหารบริหารธุรกิจจะถูกนิยามโดยสตีฟ แบลงค์ สตีฟ แบลงค์ จะเป็นนักวิชาการที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของซิลิคอน แวลลี่ย์ และเป็นผู้นำความคิดเห็นที่เข้มแข็งมากที่สุดคนหนึ่ง เขาได้สอนการเป็นผู้ประกอบการ ณ ทั้งมหาวิทยาลัยเบิรคเลย์และสแตนฟอร์ดสตีฟ แบลงค์ ได้ใช้เวลาของเขาอย่างมาก เพื่อที่จะแสดงแก่ผู้ประกอบการจะหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่เขาได้ทำระหว่างอาชีพที่ยาวนานของเขา และการเพิ่มโอกาสของความสำเร็จของพวกเขาได้อย่างไรการเป็นผู้ประกอบการคืออะไร ถ้อยคำว่า “Entrepreneur” จะมาจากภาษาฝร้่งเศส หมายถึง “ทำบางสิ่งบางอย่าง” หรือ “เข้าทำ” เริ่มแรกการเป็นผู้ประกอบการได้ถูกใช้อธิบายบุคลลที่ “รับความเสี่ยงภัย” ระหว่างผู้ซี้อและผู้ขาย หรือบุคคลที่ยอมรับงานเหมือนเช่นการเริ่มต้นธุรกิจใหม่

 

120766

เรากำลังอยู่ภายในโลกที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอย่างมาก นวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการกำลังยึดครองบทบาทเด็ดขาดต่อการพัฒนาทางเศรษ
กิจ ตามแนวคิดของโจเซฟ ชุมปีเตอร์ นักเศรษฐศาสตร์คลาสสิค การสร้างนวัตกรรมจะเป็นหน้าที่เดียวเท่านั้นที่เป็นรากฐานภายในประวัติศาสตร์ ถ้อยคำของโจเซฟ ชุมปีเตอรที่ว่าการเป็นผู้ประกอบการคือนวัตกรรมดูเหมือนว่าจะไม่เคยเหมาะสมเท่ากับปัจจุบันนี้โจเซฟ ชุมปีเตอร์ ได้ถูกมองว่าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งภายในครึ่งแรกของศตวรรษที่ยี่สิบ ณ เวลานั้นเขาจะมีส่วนภายในทษวรรษของการพัฒนาเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุด แนวคิดของนวัตกรรมและการเป็นผู้ประกอบการจะเป็นการมีส่วนช่วยต่อเศรษฐกิจเด่นชัดที่สุดของโจเซฟชุมปีเตอร์ เขาจะเป็นชาวออสเตรียและเคยเป็นรัฐมนตรีการคลังของออสเตรีย เขาจะเป็นนักวิชาการอยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วารด ข้อเขียนของเขาจะเกี่ยวกับลักษณะของทุนนิยม เขามักจะถูกเรียกว่า “บิดาของการเป็นผู้ประกอบการ” หรือ “บิดาของการทำลายอย่างสร้างสรรค์”เขาได้วิจารณ์วิธีการศึกษาเศรษฐศาสตร์สมัยเดิม การรักษาตัวแปรให้คงที่ที่จะอนุมาข้อสรุปด้วยเหตุผล นามธรรมจนเกินไปไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง เขาเชื่อว่าทุนนิยมสามารถถูกเข้าใจได้ว่าเป็นการขาดดุลยภาพที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องจากนวัตกรรมเท่านั้น โจเซฟชุมปีเตอร มองผู้ประกอบการว่าเป็นนักนวัตกรรมที่สำคัญ และยืนยันว่าการเป็นผู้ประกอบการจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของเศรษฐกิจ การสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจโดยพายุของการทำลายอย่างสร้่างสรรค์ ภายในข้อเขียนเริ่มแรกของเขาเกี่ยวกับการเป็นผู้ประกอบการ โจเซฟ ชุมปีเตอร์ได้อธิบายความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างการประดิษฐ์และนวัตกรรม การประดิษฐ์จะเป็นผลลลัพธ์จากกระบวนการของการสะสมอย่างต่อเนื่อง ค่อยเป็นค่อยไป และคาดคะเนได้ของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ แต่นวัตกรรมจะแสดงการประยุกต์ใช้ทางธุรกิจทันทีของความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ ดังนั้นในขณะที่การประดิษฐ์จะเจริญเติบโตด้วยการก้าวไปอย่างมั่นคงและช้า นวัตกรรมมักจะเป็นเหตุการณ์ทันทีทันใดและทำลาย นวัตกรรมส่วนใหญ่จะถูกมองว่าเป็นผลงานสร้างสรรค์ของผู้ประกอบการ พวกเขาจะปรากฏเป็นระยะจุดชนวนความไม่ต่อเนื่องอย่างมากภายในเส้นทางของการพัฒนาทางเศรษฐกิจโจเซฟ ชุมปีเตอร์ได้กำหนดบทบาทที่สำคัญของนวัตกรรมแก่ผู้ประกอบการภายในผลงานเขียนชิ้นเอกของเขา Theory of Economic Development เขาได้มองการพัฒนาเศรษฐกิจว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างไม่ต่อเนื่องที่เกิดจากผู้ประกอบการด้วยการจัดการการรวมกันใหม่ของปัจจัยการผลิตที่เขาเรียกว่านวัตกรรม ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง ตามมุมมองของโจเซฟ ชุมปีเตอร์ ผู้ประกอบการ จะเป็น “ผู้ทำลายอย่างสร้างสรรค์” พวกเขาจะสร้างหรือทำให้เกิดการขาดดุลยภาพภายในเศรษฐกิจด้วยการทำให้นวัตกรรม
เป็นธุรกิจ

การประดิษฐ์————-> การสร้างความคิดใหม———–>การเกิดความรู้ใหม่

นวัตกรรม———–>การประยุกต์ใช้ความคิด———–>การเกิดผลิตภัณฑ์ใหม่

โจเซฟ ชุมปีเตอร์ ได้แยกความแตกต่างระหว่าง ผู้ประกอบการแบบทำซ้ำ ที่สร้างธุรกิจขนาดย่อมคล้ายกับธุรกิจขนาดย่อมอื่นมาก และผู้ประกอบการแบบนวัตกรรมที่พลิกคว่ำกับวิถีทางของการกระทำที่เป็นอยู่ เขาได้แยกความแตกต่างรหว่างธุรกิจขนาดย่อมและธุรกิจที่เจริญเติบโตสูงด้วย ธุรกิจขนาดย่อมส่วนใหญ่จะยังคงอยู่เล็ก ธุรกิจทั้งสองประเภทจะมีบทบาทที่สำคัญภายในเศรษฐกิจที่บรรลุความสำเร็จ
ประเทศที่มีธุรกิจขนาดย่อมจำนวนมากมักจะหยุดนิ่ง บุคคลเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขาเอง เพราะว่าพวกเขาไม่มีโอกาสอย่างอื่น ธุรกิจเหล่านี้จะยังคงอยู่เล็ก เพราะว่าพวกเขาจะทำอย่างเดียวกับธุรกิจขนาดย่อมอื่น แต่กระนั้นผู้ประกอบการที่บรรลุความสำเร็จจะทำลายคู่แข่งขันที่เล็กกว่าของพวกเขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อพวกเขาได้เจริญเติบโตบริษัท วอลมาร์ทได้กลายเป็นผู้ค้าปลีกใหญ่ที่สุดของโลก ด้วยการทดแทนร้านค้าปลีกแบบครอบครัวหลายพันแห่ง
อเมซอน ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ขายหนังสือ ด้วยการผลักดันร้านขายหนังสือหลายพันแห่งออกไปจากธุรกิจ ภายใต้การส่งเสริมวิถีทางใหม่ของการกระทำ ผู้ประกอบการได้สร้างองค์การใหม่ที่ว่าจ้างบุคคลหลายพันคน รวมทั้งบุคคลที่มิฉะนั้นแล้วอาจจะว่าจ้างตัวพวกเขาเอง ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่งผู้ประกอบการจะเพิ่มประสิทธิภาพโดยส่วนรวมและและลดระดับของการจ้างงานตัวเองพร้อมกัน
เมื่อ ค.ศ 1911 โจเซฟ ชุมปีเตอร์ ได้พิมพหนังสือเล่มแรกที่สำคัญของเขาเกี่ยวกับนวัตกรรมชื่อ The Theory of Economic Development เขาได้แยกนวัตกรรมไว้เป็นห้าประเภทคือ

1 การแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือคุณภาพใหม่ของผลิตภัณฑ์

2 กระบวนการใหม่ การแนะนำวิธีการใหม่ของการผลิต

3 การเปิดตลาดใหม่

4 การได้มาของของแหล่งวัตถุดิบใหม่

5 การดำเนินองค์การใหม่

โจเซฟ ชุมปีเตอร์ ได้สร้างถ้อยคำที่ดูเหมือนข้ดแย้งกันคือ การทำลายอย่างสร้างสรรค์ ภายในหนังสือของเขาชื่อ Capitalism, Socialism, and Democracy เขาได้มองการเป็นผู้ประกอบการเป็นกระบวนการอย่างหนึ่งของการทำลายอย่างสร้างสรรค์ เนื่องจากผลิตภัณฑ์ได้ถูกทำลายไป และทดแทนด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ ดังนั้นการเป็นผู้ประกอบการจะมุ่งการค้นพบและการแสวงหาประโยชน์จากโอกาสที่มีกำไร การเป็นผู้ประกอบการจะเป็นกลไกที่สำคัญ เพื่อที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลง บริษัทที่กระตุ้นการเป็นผู้ประกอบการต้องยอมรับความเสี่ยงภัย ผูกพันกับนวัตกรรม และใช้การกระทำเชิงรุก ไม่ใช่การรอคอยโอกาสที่สร้างโดยบริษัทอื่นเราจะมีความแตกต่างระหว่างธุรกิจขนาดย่อมและธุรกิจผู้ประกอบการคือ ธุรกิจขนาดย่อมมีขนาดเล็ก และไม่ครอบครองตลาด สมาคมธุรกิจขนาดย่อมของอเมริกาได้กำหนดว่าธุรกิจขนาดย่อมจะมีพนักงานไม่เกิน 100 คน ธุรกิจขนาดย่อม ไม่เจริญเติบโตเป็นธุรกิจขนาดกลางหรือขนาดใหญ่ นักธุรกิจขนาดย่อมจะเป็นผู้ประกอบการ แต่ไม่ใช่นักธุรกิจขนาดย่อมทุกคนเป็นผู้ประกอบการ ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมที่สำคัญเกิดขึ้นจากธุรกิจขนาดย่อมเหมือนกับธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ธุรกิจขนาดย่อมได้คิดค้นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีดโกนสแตนเลส วิทยุทรานซิสเตอร์ และเครื่องถ่ายเอกสาร สมาคมธุรกิจขนาดย่อมของอเมริกาได้กล่าวว่า ธุรกิจขนาดย่อมได้สร้าง 55% ของนวัตกรรมทุกอย่างภายในตลาดของอเมริกาการเจริญเติบโตของธุรกิจผู้ประกอบการอาจจะเกิดขึ้นจากระยะเริ่มแรก กลายเป็นธุรกิจขนาดกลางที่มีบุคคล 100 ถึง 500 คน กลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีบุคคล 500 คนขึ้นไป วอลมาร์ท ไมโครซอฟท์ หรืออินเทล ได้เริ่มต้นจากการเป็นผู้ประกอบการด้วยเป้าหมายของการเป็นบริษัทที่ยิ่งใหญ่ภายในตลาดของพวกเขา ณ จุดเริ่มต้น ธุรกิจขนาดย่อมและธุรกิจผู้ประกอบการอาจจะแยกจากกันได้ยาก ตามมุมมองของผู้ประกอบการแล้ว การเจริญเติบโตและการปรากฏที่ยิ่งใหญ่คือเป้าหมายที่สำคัญของพวกเขาเรามักจะรับรู้ความสำเร็จของการเป็นผู้ประกอบการ แต่ความล้มเหลวจะเป็นส่วนสำคัญของการเป็นผู้ประกอบการด้วย ภายใต้ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น ผู้ประกอบการได้เรียนรู้บทเรียนบางอย่างที่อาจจะนำไปสู่การสร้างธุรกิจที่บรรลุความสำเร็จในที่สุด โนแลนด์ บุชเนลล์ ผู้ก่อตั้งอตาริ วีดีโอเกม ได้ล้มเหลวภายในธุรกิจหลายอย่าง แต่เขาได้มุ่งมั่นและเรียนรู้ความผิดพลาดของเขาเอง การเริ่มต้นธุรกิจของริชาร์ด แบรนด์สัน ผู้ก่อตั้งเวอร์จิน กรุ็ป จะมีทั้งธุรกิจที่ล้มเหลวด้วย เช่น ธุรกิจนิตยสาร เวอร์จิ้น กรุ็ป จะเป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่มากของอังกฤษ ไม่แพ้กลุ่มธุรกิจใหญ่มากของญี่ปุ่น เช่น มิตซูบิชิ กร็ุป หรือกลุ่มธุรกิจใหญ่มากของเกาหลี เช่น ซัมซุง กรุ็ป ธุรกิจของเวอร์จิ้น กรุ็ป จะมีตั้งแต่ดนตรี วิทยุ โรงแรม สายการบิน การค้าปลีก อินเตอร์เน็ต หนังสือ ธนาคาร ไปจนถึง การดูแลสุขภาพ ธุรกิจทุกอย่างของบริษัท ได้ใชัชื่อตราสินค้าอย่างเดียวกันคือ “เวอร์จิ้น”เมื่อพูดถึงธุรกิจแบบครอบครัว เรามักจะมองว่าเป็นธุรกิจขนาดย่อม ธุรกิจแบบครอบครัวอาจจะเป็นหรือไม่เป็นธุรกิจผู้ประกอบการ ที่จริงแล้วธุรกิจแบบครอบครัวอาจจะมีขนาดย่อมหรือขนาดใหญ่ได้ ธุรกิจแบบครอบครัวเป็นเจ้าของและบริหารโดยโดยบุคคลส่วนใหญ่ที่เกี่ยวพันกันทางสายเลือดและหรือการสมรส ธุรกิจแบบครอบครัวมักจะต้องเผชิญกับปัญหาของการสืบทอด การสืบทอดความเป็นผู้นำจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง คำถามคือ ทรัพย์สินจะแบ่งกันอย่างไร และใครคือผู้สืบทอดคนต่อไป ธุรกิจแบบครอบครัวประมาณ 30% เท่านั้นจะอยู่รอดถึงสองช่วงอายุคน และเพียง 15% เท่านั้นจะอยู่รอดถึงสามช่วงอายุคน ช่วงอายุคนแรกจะสร้างธุรกิจ ช่วงอายุคนที่สองจะสืบทอดมรดก และ ช่วงอายุคนที่สามจะทำลายรีนาโต แทเจอรี่ และ จอห์น เดวิส มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้สร้างโมเดลวงกลมสามวงของธุรกิจแบบครอบครัวขึ้นมา เพื่อที่จะอธิบายการทับซ้อนระหว่างครอบครัวและธุรกิจ สมาชิกของครอบครัว แต่ไม่มีความเป็นเจ้าของ(6) อาจจะได้รับความลำเอียงจากการจ้างงาน และโอกาสความก้าวหน้ามากกว่าสมาชิกของครอบครัว และมีความเป็นเจ้าของ แต่ทำงานอยู่ที่อื่น (4) หรือบุคคลที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของครอบครัวและมีความเป็นเจ้าของ (2) ผลประโยชน์ที่แตกต่างกันจะทำให้การบริหารธุรกิจแบบครอบครัวยุงยาก ซับซ้อน และตึงเครียด ธุรกิจครอบครัวจะมีอัตราความล้มเหลวสูง สมาคมธุรกิจขนาดย่อมของอเมริกาได้รายงานว่าธุรกิจใหม่ประมาณ 60% ถึง 80% ล้มเหลวภายในห้าปีแรกของการดำเนินงาน เจ้าของอาจจะเสียชีวิตหรือเกษียณ การขายธุรกิจแก่บุคคลบางคน หรือธุรกิจไม่ทำกำไร ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือ การเริ่มต้นของธุรกิจครอบครัวจำนวนมากล้มเหลว เนื่องจากเจ้าของขาดการควบคุมทางการเงินที่ดี การบริหารผิดพลาด การขาดความเชี่ยวชาญ และการขาดความผูกพันการสำรวจชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงเป็นเจ้าของมากกว่าเก้าล้านธุรกิจภายในอเมริกา สัดส่วนประมาณ 38% ของธุรกิจทุกอย่าง ผู้หญิงมักจะเผชิญกับเพดานแก้วภายในบริษัท ประตูความก้าวหน้าของบริษัทได้ถูกปิดลง เนื่องจากความลำเอียงทางเพศต่่อผู้หญิง ดังนั้นพวกเธอได้ลาออก และกลายเป็นผู้ประกอบการ การเป็นผู้ประกอบการได้ให้โอกาสแก่ผู้หญิงต่อสู้ด้วยตัวเองเรามักจะมีความเชื่อว่าผู้ประกอบการเป็นโดยกำเนิดจากพันธุกรรม การวิจัยยืนยันว่าไม่เป็นความจริง บุคคลทุกคนมีศักยภาพเป็นผู้ประกอบการได้ แต่ผู้ประกอบการมีคุณลักษณะทางบุคลิกภาพบางอย่างร่วมกันอยู่ อายุที่กระตือรือร้นมากที่สุดของผู้ประกอบกานอยู่ระหว่าง 25 ถึง 34 ปี ผู้ประกอบการไม่จำเป็นต้องร่ำรวย เช่น ฮิวเลตต์-แพคการ์ด บริษัทอีเล็คโทรนิคระดับโลก ได้เริ่มต้นขึ้นมาภายในโรงเก็บรถยนต์ ของนักศึกษามหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดสองคน พวกเขามีเงินทุนไม่กี่ร้อยเหรียญ และได้คำสั่งซื้ออุปกรณ์เสียงจากบริษัทวอลท์ ดีสนี่ย์เท่านั้น ผู้ประกอบการมองว่าเงินไม่ใช่เป็นเหตุผลพื้นฐานของการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ผู้ประกอบการบางคนเตือนว่า การมุ่งเงินอาจจะไขว้เขวได้ เท็ด เทิรนเนอร์ ผู้ก่อตั้งซีเอ็นเอ็น ได้กล่าวว่า ถ้าเราคิดว่าเงินเป็นเงื่อนไขที่สำคัญแล้ว เราอาจจะกลัวเกินไปกับการสูญเงินที่จะได้เงิน เด็บบี้ ฟิลด์ ผู้ก่อตั้งมิสซิส ฟิลด์ คุกกี้ กล่าวว่า ถ้าเราจะแสวงหาเงิน เราจะไม่ได้เงิน ผู้ประกอบการหลายคนได้หลีกเลี่ยงการกล่าวขวัญและไม่ดึงดูดความสนใจจากประชาชน ที่จริงแล้วผู้ประกอบการบางคนอาจจะชอบความโด่งดัง เราจะรู้จักชื่อของผู้ประกอบการที่โด่งดังไม่กี่คน เช่น บิลล์ เกตต์ ของไมโครซอฟท์ ไมเคิล เดลล์ ของเดลล์ คอมพิวเตอร์ หรือสตีฟ จ้อป ของแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์เท่านั้นการเป็นผู้ประกอบการได้กลายเป็นความสนใจไปทั่วโลก มหาวิทยาลัยบาบสันได้วิจัยการเป็นผู้ประกอบการภายใน 35 ประเทศรวมทั้งอเมริกา พบว่าบุคคลวัยหนุ่มสาวประมาณ 30 ล้านคนหรือ 14% ของประเทศที่ได้ศึกษายุ่งเกี่ยวกับการสร้างธุรกิจใหม่ บุคคลหลายคนมองการเป็นผู้ประกอการการเป็นงานอาชีพที่ดึงดูด จำนวนหนังสือการเป็นผู้ปรกอบการได้ชี้ให้เห็นถึงการเจริญเติบโตของการเป็นผู้ประกอบการ อเมซอน ดอทคอม ได้ระบุว่าหนังสือผู้ประกอกการจะมีมากกว่า 1,900 เล่ม

120768 120769

การเสียชีวิตของผู้ประกอบการยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของโลก สตีฟ จ้อป ผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ เมื่อ ค.ศ 2011 ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก ผู้นำประเทศ ได้กล่าวถึงการเป็นผู้ประกอบการเป็นวิถีทางอย่างหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจ แม้แต่คณะกรรมการรางวัลโนเบิลได้ยกย่องผลกระทบของการเป็นผู้ประกอบการทางสังคม การให้รางวัลโนเบิลสาขาสันติภาพแก่มูฮัมมัด ยูนุส นักเศรษฐศาสตร์ ผู้ก่อตั้งธนาคารคนจนของบังคลาเทศ เพื่อการให้สินเชื่อแก่ผู้ยากจน(ไมโครเครดิต)ผู้นำธุรกิจไม่ได้เป็นข้อกำหนดเบื้องต้นของการเป็นผู้ประกอบการ เรื่องราวของผู้ก่อตั้งธุรกิจหลายคนเป็นนักศึกษาที่ลาออกจากมหาวิทยาลัย ปีเตอร์ ดัคเกอร์ นักวิชาการบริหารแนวหน้าของโลก ได้กล่าวไว้ดีมาก การเป็นผู้ประกอบการเป็นของขลัง ? การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่เวทมนต์คาถา การเป็นผู้ประกอบการไม่ใช่ความลึกลับ และการเป็นผู้ประกอบการไม่ได้เป็นกรรมพันธุ์ การเป็นผู้ประกอบการเป็นสาขาวิชา และทุกสาขาวิชาสามารถเรียนรู้ได้ ใช่บุคลบางคนได้ยืนยันว่าการเป็นผู้ประกอบการเป็นศิลปะมากกว่าศาสตร์การแพร่กระจายของนวัตกรรมจะเป็นทฤษฎีหนึ่งที่ได้พยายามจะอธิบายอย่างไร ทำไม และอัตราความเร็วเท่าไรที่ความคิดและเทคโนโลยีจะแพร่กระจายผ่านทางวัฒนธรรม แนวคิดได้ถูกศึกษาเริ่มแรกโดยกาเบรียล ทาร์ดีนักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ค.ศ 1890 เมื่อ ค.ศ 1962 อีเวอร์เรตต์ โรเจอร์ นักวิชาการทางสังคมวิทยาชนบท ได้พิมพ์หนังสือชื่อ Diffusion of Innovation ภายในหนังสือของเขา อีเวอร์เรตต์ โรเจอร ได้สังเคราะห์การวิจัยจากมากกว่าห้าร้อยแปดการศึกษาของการแพร่กระจาย และได้สร้างทฤษฎีเพื่อการยอมรับนวัตกรรมท่ามกลางบุคคลขึ้นมาเขาได้ทำให้ทฤษฎีการแพร่กระจายของนวัตกรรมแพร่หลายภายในหนังสือของเขา หนังสือเล่มนี้ได้ถูกพิมพ์เมื่อ ค.ศ 1962 และเป็นทฤษฎีหนึ่งทางสังคมศาสตร์เก่าแก่ที่สุด ผลลัพธ์สุดท้ายของการแพร่กระจายนี้คือบุคคลที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมยอมรับความคิด พฤติกรรม หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ การยอมรับหมายความว่าบุคคลได้กระทำบางสิ่งบางอย่างแตกต่างจากที่พวกเขาได้กระทำก่อนหน้านี้ เช่น การซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่ จุดสำคัญของการยอมรับคือบุคคลจะต้องรับรู้ความคิด พฤติกรรม หรือผลิตภัณฑว่าเป็นนวัตกรรมการได้การยอมรับนวัตกรรมจะยุ่งยาก ปัญหาโดยทั่วไปคือ การเพิ่มอัตราของการแพร่กระจายของนวัตกรรม การแพร่กระจายคือการสื่อสารของนวัตกรรมผ่านช่องทางตามเวลาท่ามกลางบุคคลของระบบสังคม ข่าวสารจะมุ่งที่ความคิดใหม่ มันจะเป็นกระบวนการที่บุคคลสร้างและร่วมข้อมูลที่จะบรรลุความเข้าใจร่วมกัน การแพร่กระจายจะมีองค์ประกอบสี่อย่างคือ ตัวนวัตกรรม ช่องทางการสื่อสาร ระยะเวลา และระบบสังคมอีเวอร์เรตต์ โรเจอร์ ได้ยืนยันว่าการแพร่กระจายจะเป็นกระบวนการที่นวัตกรรมไดัถูกสื่อสารตามเวลาท่ามกลางบุคคลภายในระบบสังคม ต้นกำเนิดของทฤษฎีการแพร่กระจายของนวัตกรรมจะแตกต่างและก้าวข้ามหลายสาขาวิชาอีเวอร์เรตต์ โรเจอร์ ได้พัฒนาโมเดลของเส้นโค้งการยอมรับนวัตกรรม และการแพร่กระจายของนวัตกรรม เมื่อบริษัทได้นำผลิตภัณฑ์ใหม่ – นวัตกรรม ออกสู่ตลาด โดยปรกติผลิตภัณฑ์ใหมจะต้องใช้เวลาหลายปีที่จะแพร่กระจายและเจาะตลาด รูปจะแสดงการแจกแจงความถี่ปรกติเส้นโค้งการยอมรับที่แสดงการแบ่งผู้ยอมรับนวัตกรรมเป็นกลุ่มลูกค้าของผลิตภัณฑใหม่ห้ากลุ่มคือ ผู้ล้ำสมัย ผู้นำสมัย ผู้ทันสมัย ผู้ตามสมัย และผู้ล้าหลังผู้ล้ำสมัย 2.5% แรกที่ยอมรับนวัตกรรม ต่อไป 13.5% ที่ยอมรับนวัตกรรมจะถูกเรียกว่าผู้นำสมัย ต่อไป 34% ที่ยอมรับนวัตกรรมจะถูกเรียกว่าผู้ทันสมัย34% ของกลุ่มไปทางขวาของค่าเฉลี่ย จะถูกเรียกว่าผู้ตามสมัย และ 16% สุดท้ายจะถูกเรึยกว่าผู้ล้าสมัยภายหลังจากเริ่มต้นอย่างค่อนข้างช้า จำนวนลูกค้าจะค่อยเพิ่มสูงขึ้นจนถึงจุดสูงสุดและลดน้อยถอยลง บริษัทจะต้องเข้าหากลุ่มลูกค้าแต่ละกลุ่มด้วยกลยุทธ์การตลาดที่แตกต่างกัน ถ้าบริษัทต้องการจะผลักดันผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ผ่านทุกขั้นตอนของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์
1 ผู้ล้ำสมัย บุคคลเหล่านี้ต้องการจะเป็นบุคคลแรกที่จะพยายามกับนวัตกรรม พวกเขาจะสนใจความคิดใหม่ และบุคคลเต็มใจมากที่จะเสี่ยงภัย
2 ผู้นำสมัย บุคคลเหล่านี้จะแสดงผู้นำทางความคิดเห็น พวกเขาพอใจกับบทบาททางความเป็นผู้นำ และยึดเอาโอกาสของการเปลี่ยนแปลง
3 ผู้ทันสมัย บุคคลเหล่านี้ไม่ค่อยจะเป็นผู้นำ แต่พวกเขาจะยอมรับนวัตกรรมก่อนบุคคลโดยทั่วไป โดยทั่วไปพวกเขาต้องการจะเห็นหลักฐานว่านวัตกรรมใช้การได้ก่อนที่พวกเขาจะเต็มใจยอมรับมัน
4 ผู้ตามสมัย บุคคลเหล่านี้จะสงสัยต่อการเปลี่ยนแปลง และจะยอมรับนวัตกรรมภายหลังจากที่มันไดัถูกลองโดยบุคคลส่วนใหญ่แล้ว
5 ผู้ล้าหลัง บุคคลเหล่านี้จะผูกพันกับประเพณีและอนุรักษนิยมมาก พวกเขาจะสงสัยมากต่อการเปลี่ยนแปลง

 

4

การศึกษาได้ค้นพบว่าบริษัทเล็กจะสร้างนวัตกรรมได้มากกว่าบริษัทใหญ่ อะไรคือความลับของการเป็นผู้ประกอบการ เพื่อที่จะสร้างคุณค่าภายในตลาด ภายในความเป็นจริงแล้ว ความลับจะไม่เป็นความลับเลย ความลับคือการประยุกต์ใช้ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเพื่อที่จะแก้ปัญหา และใช้ประโยชน์จากโอกาสที่บุคคลได้เผชิญอยู่ทุกว้น ความคิดสร้างสรรค์คือ ความสามารถที่จะพัฒนาความคิดใหม่ และค้นหาวิถีทางใหม่ของการมองปัญหาและโอกาส นวัตกรรมคือความสามารถที่จะประยุกต์ใช้ข้อแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ต่อปัญหาและโอกาส เพื่อที่จะเพิ่มคุณค่าชีวิตแก่บุคคลธีโอดอร์ เลวิตต์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้สรุปว่าผู้ประกอบการบรรลุความสำเร็จด้วยการคิดและการกระทำสิ่งใหม่ หรือสิ่งเดิมด้วยวิถีทางใหม่ การมีเพียงแต่ความคิดใหม่จะไม่เพียงพอ การเปลี่ยนแปลงความคิดให้เป็นผลิตภัณฑ์หรือธุรกิจจะเป็นขั้นตอนที่สำคัญต่อไปปีเตอร ดรัคเกอร์ ได้กล่าวว่า นวัตกรรมคือเครื่องมือโดยเฉพาะของผู้ประกอบการ วิถีทางที่พวกเขาได้ใช้ประโยชน์การเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสเพื่อธุรกิจที่แตกต่าง บริษัทสามารถสามารถสร้างข้อได้เปรียบทางการแข่งขันที่เหนือกว่าบริษัทใหญ่ได้โดยความคิดสร้างสรรค์ที่เหนือกว่า และนว้ตกรรมี่เหนือกว่า วอร์เร็น เบนนิส นักวิชาการความเป็นผู้นำ ได้กล่าวว่า บริษัทที่บรรลุความสำเร็จปัจจุบันนี้จะมีชีวิตอยู่หรือตายขึ้นอยู่กับคุณภาพความคิดของพวกเขาิถ้าเราใส่แว่นกันแดด ใช้กล้องถ่ายรูป หรือดูทีวีบนจอแอลซีดี เราจะต้องขอบคุณนวัตกรรมอย่างหนึ่งของเอ็ดวิน แลนด์ ผู้ก่อตั้งโพลารอยด์ คือ กระบวนการโพลาไรเซชั่น สตีฟ จ้อป จะยอมรับบุคคลที่สร้างแรงบันดาลใจไม่กี่คน แต่บุคคลหนึ่งของเขาคือ เอ็ดวิน แลนด์ นักศึกษาที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่คิดค้นโพลาไรซ์ ฟิลเตอร์บางทีเอ็ดวิน แลนด์ จะยังคงเป็นนักประดิษฐ์และผู้ประกอบการที่สำคัญที่สุดแต่รู้จักกันน้อยที่สุดภายในประวัติศาสตร์ของอเมริกา ภายในหลายวิถีทางเขาจะเป็นสตีฟ จ้อป ต้นกำเนิด ผู้ก่อตั้งแอปเปิลครั้งหนึ่งได้ยอมรับว่าเอ็ดวินแลนด์ จะเป็นทรัพย์สมบัตของชาติสตีฟ จ้อปได้กล่าวว่าการพบผู้ก่อตั้งโพลารอยด์จะเหมือนกับไปเยี่ยมศาลเจ้า เขาจะชื่นชมเอ็ดวิน แลนด์ ผู้บุกเบิกของการถ่ายภาพอินสแต้นท์ การผสมกันของนวัตกรรม สุนทรียภาพ และการมุ่งอรรถประโยชน์ของลูกค้า ทำนองเดียวกับที่แอปเปิ้ลได้กระทำอยู่ เอ็ดวิน แลนด์ ได้มองเห็นจุดตัดกันของศิลปะ ศาสตร์ และธุรกิจ และสร้างองค์การที่จะสะท้อนสิ่งนั้นเอ็ดวิน แลนด์ ได้ใช้เวลาหลายชั่วโมงภายในการศึกษาอิสระ ณ ห้องสมุดสาธารณะนิวยอร์ค เขาได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ เคมี และคุณลักษณะของแสง แต่มันได้กลายเป็นว่าด้วยการเดินทางของครอบครัวไปนิว เม็กซิโกที่ได้ให้ความคิดแก่เขาที่จะสร้างการคิดค้นที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา ภายในการเดินทางของครอบครัวไปซานตาเฟเมื่อ ค.ศ 1943 เอ็ดวิน แลนด์ ได้ถ่ายภาพลูกสาววัยสามปีของเขาชื่อเจ็นนิเฟอร์ เธอได้ถามว่าทำไมเธอไม่สามารถมองเห็นภาพของเธอได้ทันที เอ็ดวิน แลนด์ ได้อธิบายแก่ลูกสาวของเขาว่าเธอจะต้องรอจนกว่าพวกเขาได้กลับบ้าน นำฟิล์มไปห้องทดลองล้างและพิมพ์ก่อนที่เธอจะมองเห็นภาพได้ เจนนิเฟอร์ได้กลอกตาของเธอและพูดทำนองว่า “น่าเบื่อจังเลย ทำไมฉันไม่สามารถมองเห็นภาพได้ทันที” เอ็ดวิน แลนด์ได้ครุ่นคิดกับคำถามนี้และความคิดได้เกิดขึ้นภายในใจของเขา การนำไปสู่การพ้ฒนากล้องโพลารอยด์ เอ็ดวิน แลนด์ ได้ยกย่องลูกสาววัยสามขวบของเขา เนื่องจากเธอได้มีความคิดของกล้องโพลารอยด์ เอ็ดวิน แลนด์ ได้สมัครเรียนที่จะศึกษาเคมีและฟิสิกส์ ณ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด แต่เขาจะเป็นนักศึกษาที่ไม่อดทน เขาไม่ต้องการจะใช้เวลาของภายในห้องบรรยาย เขาต้องการจะอยู่ภายในห้องทดลอง ตั้งแต่ ค.ศ 1920 เขาออกไปและกลับมาที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดสองสามครั้ง ภายในการกลับมาครั้งหนึ่งเขาได้ร่วมการพัฒาไมโครคริสตัล โพลาไรซ์กับห้วหน้าห้องทดลองฟิสิกส์ของฮาร์วาร์ดที่ประทับใจกับผลงานของเอ็ดวิน แลนด์ เขาได้อนุญาตให้เอ็ดวินแลนด์ใช้ห้องทดลองแยกออกมาเพื่อการวิจัยของเขา เอ็ดวิน แลนด์ได้สร้างผลงานทางวิชาการของเขาที่จะสร้างกล้องถ่ายรูปอินสแต้นท์ หมายถึงกล้องถ่ายรูปที่สามารถถ่ายภาพและพิมพ์ภาพออกมาได้ทันทีเมื่อลูกสาวของเขาได้ถามเกี่ยวกับกล้องถ่ายรูปอินสแต้นท์ ล้อได้เริ่มต้นที่จะหมุนสมองของเอ็ดวิน แลนด์ เขาได้รับรู้ว่าเขาสามารถใช้การวิจัยโพลาไรซ์ของเขาและคุณสมบัติของแสงพิมพ์ภาพของลูกสาวได้ทันทีตามที่เธอต้องการบุคคลที่ต้องการจะเริ่มต้นและสร้างความแตกต่างโลกที่เต็มไปด้วยโอกาสเหมือนกับพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์รอที่จะถูกเก็บเกี่ยว และความคิดทุกอย่างจะอยู่ที่นี่นั่งเคียงข้างตามที่พวกเขาจะเพียงแต่ตอบสนองต่อการเรียกร้อง ดังที่เอ็ดวิน แลนด์ ได้กล่าวว่าโลกจะคล้ายกับทุ่งที่อุดมสมบูรณ์ ที่รอการถูกเก็บเกี่ยว และเมล็ดพันธุ์ได้ถูกเพาะปลูก และสิ่งที่ผมทำออกไปและช่วยเพาะปลูกเมล็ดพันธุ์มากขึ้นและเก็บเกี่ยวมันภายในการระลึกถึงสตีฟ จ้อป ผู้ก่อตั้งแอปเปิ้ลได้ถูกเปรียบเทียบกับนักประดิษฐ์ – ผู้ประกอบการ ที่ยิ่งใหญ่ของโลก : โทมัส เอดิสัน เฮนรี่ ฟอร์ด อเล็กซานเดอร์ แกรแฮม เบลล์ แต่ไม่มีใครเลยที่สตีฟ จ็อป ได้มองว่าเป็นวีรบุรุษของเขา บุคคลที่สตีฟ จ้อป ได้ยกย่องว่าเป็นโมเดลของเขาคือ เอ็ดวิน แลนด์
กล้องโพลารอยด์ขายได้มากกว่า 150 ล้านเครื่องและทำให้เอ็ดวิน แลนด์มีชื่อเสียง คำถามที่ไร้เดียงสาของลูกสาวของเขาได้นำเขาที่จะท้าทายสมมุติฐานว่าอุตสาหกรรมการถ่ายภาพเป็นของตาย

120866 120867

Instant : The Story of Polaroid จะเป็นหนังสือเกี่ยวกับบริษัทที่ไม่ธรรมดา โดยคริสโตเฟอร์ โบนานอส หนังสือเล่มนี้จะเป็นประวัติที่ครอบคลุมของโพลารอยด์ บริษัทการถ่ายภาพอินสแต้นท์ของเอ็ดวิน แลนด์ บริษัทที่มีชื่อเสียง ด้วยการแนะนำกล้องโพลารอยด์เมื่อ ค.ศ 1948 บรรลุความสำเร็จอยู่หลายสิบปี ก่อนช่วงเวลาการตกต่ำ และสิ้นสุดลงด้วยการล้มละลายของบริษัทเมื่อ ค.ศ 2001 เมื่อ ค.ศ 1960 และ ค.ศ 1970 โพลารอยด์จะเป็นแอปเปิ้ลปัจจุบันนี้ บริษัทเทคโนโลยีสุดยอดบนโลกนี้ ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ต้านทานไม่ได้ ภายในยุคที่รุ่งเรือง โพลารอยด์ จะเป็นกล้องถ่ายภาพนวัตกรรมอย่างแท้จริง คลังสมองทางวิทยาศาสตร์ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ิืสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องที่จริงแล้วสตีฟ จ้อป ได้แสดงออกด้วยการกล่าวว่าเขาได้จำลองบริษัทของเขาด้วยการเอาอย่างโพลารอยด์ ทำนองเดียวกับแอปเปิ้ล โพลารอยด์จะมีผู้ก่อตั้งที่มีวิสัยทัศน์และฉลาดมาก บุคคลทั้สองจะเป็นหน้าตาทางสาธารณะของบริษัทและขับเคลื่อนความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา เอ็ดวิน แลนด์ จะเป็นนักศึกษาที่ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด การคิดค้นอย่างแรกของเขาคือเครื่องกรองเซลลูลอยด์เรียกว่า โพลาไรเซอร์ เพียงพอที่จะทำให้บริษัทเล็กลุกขึ้นมา เมื่อสตาร์ทอัพได้เจริญเติบโต ความสามารถของเอ็ดวิน แลนด์ในฐานะของนักประดิษฐได้เกิดเป็นดอกไม้ และเมื่อ ค.ศ 1947 เขาได้สร้างกล้องโพลารอยด์ที่ผลิตภาพได้ทันที ณ เวลาที่นักถ่ายภาพจะต้องส่งฟิลม์ของพวกเขาไปล้างและพิมพ์ภาพ มันจะน่าประหลาดใจ แทนที่จะรอเป็นสัปดาห์ เราจะมีภาพภายใน 60 วินาที ถ้าภาพของเราออกมาไม่น่าดู เราสามารถถ่ายอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่เวลาสำคัญจะหายไป ต่อมาโพลารอยด์ได้เจริญเติบโตอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาได้กลายเป็นบริษัทสำคัญที่หยุดยั้งไม่ได้ เมื่อ ค.ศ 1972 เอ็ดวิน แลนด์ ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่เขามองว่าเป็นความสำเร็จจุดสูงสุด : ระบบกล้องถ่ายภาพเอสเอ็กซ์ – 70เขาได้วางเดิมพันบริษัทกับผลิตภัณฑ์ใหม่ทั้งหมด ไม่กี่ปีต่อมาบริษัทได้บรรลุยอดขายหนึ่งพันล้านเหรียญต่อปี อีสท์แมน โกดัก ได้พยายามจะแย่งยอดขายด้วยการแนะนำการถ่ายภาพอินสแต้นท์ของตัวเอง และโพราลอยด์ได้ทำการฟ้องร้องศาลจากการละเมิดสิทธิบัตรคริสโตเฟอร์ โบนานอส ได้ชี้ว่าสตีฟ จ้อปได้ถูกบันดาลใจอย่างมากโดยเอ็ดวิน แลนด์ วอลเตอร์ ไอแซคสันได้ระบุภายในหนังสือชีวประวติของสตีฟ จ้อป ของเขาว่า สตีฟ จ้อป ได้กล่าวว่าเอ็ดวิน แลนด์จะเป็นบุคคลหนึ่งของวีรบุรุษวัยเด็กของเขาพวกเขาทั้งสองจะมีวิสัยทัศน์ที่มุ่งมั่น การเข้าคู่ความรู้สึกการออกแบบที่เข้มแข็งกับเทคโนโลยี พวกเขาทั้งสองจะเป็นนักศิลปะ – นักเทคโนโลยี ความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงต่อความสำคัญของผลิตภัณฑ์ตัวม้นเอง แทนที่จะตอบสนองส่วนของตลาดหรือแย่งส่วนแบ่งตลาด เรารู้ว่าเครื่องเล่นเอ็มพี 3 จะมีอยู่ก่อนไอพอด และมันจะน่าเกลียดหรือรำคาญที่จะใช้ และจากนั้นอิฐสีขาวเล็กที่สมบูรณ์ได้เข้ามา มันจะเป็นวิถีทางเดียวกับความสำเร็จสูงสุดของเอ็ดวิน แลนด์ กล้องเอสเอ็กซ์ – 70 โพลารอยด์ คอรปอเรชั่น ต้นกำเนิด ได้ถูกก่อตั้งภายในเคมบริดจ์ แมสสาชูเสตต์ โดยเอ็ดวิน แลนด์ เมื่อ ค.ศ 1937 บอสตัน โกลบ ได้เรียกว่าเป็น “จักเกอร์นอตแห่งนวัตกรรม” ภายในหลายประเด็นโพลารอยด์คือ แอปเปิ้ลในขณะนั้น ด้วยผู้นำเอ็ดวิน แลนด์ นักวิทยาศาสตร์ นำทางบริษัทในฐานะของซีอีโอผู้ก่อตั้งนานสี่ทษวรรษ ตลาดเริ่มแรกของโพลารอยด์คือแว่นกันแดดโพลาไรซ์ แม้ว่าโพลารอยด์จะเป็นชื่อครัวเรือนไปทั่วโลก การแนะนำกล้องดิจิตอลต่อมวลชนเมื่อปลาย ค.ศ 1990 ทำให้บริษัทต้องยุ่งยาก ระหว่าง ค.ศ 2001 และ ค.ศ 2009 โพลารอยด์ได้เผชิญกับการล้มละลายทางการเงินสองครั้ง ตั้งแต่ ค.ศ 2005 ไปจนถึง ค.ศ 2009 เราได้ผ่านซีอีโอไปแล้วหกคน สก็อต ฮาร์ดี้ ซีอีโอคนต่อมาพูด โพลารอยด์ได้รับรู้ว่าพวกเขาจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรากฐาน และออกเดินทางของการค้นพบตัวเองมันจะชัดเจนต่อเราว่าทรัพย์สินยิ่งใหญ่ที่สุดที่เรามีคือตราสินค้าโพลารอยด์ ด้วยประวัติมายาวนานกว่า 75 ปี โพลารอยด์ จะเป็นชื่อตราสินค้าที่ถูกรับรู้ไปทั่วโลก บริษัทจะมีชื่อเสียงของการเป็นผู้นำภายในนวัตกรรม แท้ที่จริงนี่จะเป็นบริษัทที่ได้เจริญเติบโตจากสตาร์ทอัพโรงเก็บรถยนต์ภายใน ค.ศ 1937 เป็นปรากฎการณ์ทางวัฒนธรรมประชานิยมพันล้านเหรียญแต่กระนั้นการกลายเป็นดิจิตอลของการถ่ายภาพทำให้บุคคลหลายคนมองกล้องโพลารอยด์ล้าสมัย แทนที่จะวางเดิมพันอนาคตของบริษัทกับผลิตภัณฑ์ยุคใหม่ โพลารอยด์ได้ตัดสินใจที่จะใช้ประโยชนชื่อตราสินค้าที่เข้มแข็งและยอมรับกัน และการเข้าไปสู่ข้อตกลงทางสิทธิบัตรกับบริษัทที่ผลิตผลิตภัณฑ์สมัยใหม่ที่สอดคล้องกับคุณค่าที่ตราสินค้าโพลารอยด์ห่อหุ้มอยู่บุคคลหลายคนเชื่อว่าโพลารอยด์จะตาย ทั่งที่พวกเขาจะเป็นชื่อครัวเรือนมายาวนาน บุคคลหลายคนคิดว่าตราสินค้าจะตายภายในยุคของการถ่ายภาพดิจิตอล แต่เวลาผ่านมาโพลารอยด์ได้สร้างการกลับมา สิ่งที่ได้พบคือเราจะมีรุ่นใหม่ของลูกค้าที่กำลังซื้อกล้องอินสแต้นท์เหล่านี้ และได้ประสบการณ์จากการถ่ายภาพอินสแต้นท์เป็นครั้งแรก ซีอีโอของโพลารอยด์ พูด บุคคลเหล่านี้จะเป็นรุ่นวายและแซดที่หลงใหลกับประสบการณ์ถ่ายภาพย้อนยุคนี้ของเราในขณะที่โพลารอยด์กำลังพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะคว้าอะไรก็ตามที่ทำให้พวกเขาลอยตัวได้ บุคคลสามคนที่ไม่ต้องการจะให้บริษัทตายคือ ดร. โฟลเรียน แคปส์ อังเดร บอสแมน และมาร์แวน ซาบา ได้รวมทีมที่จะช่วยรักษาสิ่งที่เหลืออยู่ของโพลารอยด์ดังคำพูดของเอ็ดวิน แลนด์ อย่าทำโครงการถ้ามันไม่มีความสำคัญหรือเกือบจะเป็นไปไม่ได้ชัดเจน ได้สร้างแรงบันดาลใจต่อชื่อสตาร์ทอัพของพวกเขา เดอะ อิมพอสสิเบิ้ล โปรเจ็ค ได้ถูกก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 2008 ภายหลังจากที่โพลารอยด์ได้ประกาศว่าพวกเขาจะหยุดการผลิตฟิล์มเพื่อกล้องโพลารอยด์ พวกเขาสามคนที่ต้องการจะนำโพลารอยด์กลับมา อิมพอสซิเบิ้ล โปรเจ็ค ได้ซื้อเครื่องจักรผลิตจากโพลารอยด์ 3.1 ล้านเหรียญ เป้าหมายของพวกเขาคือการสร้างสูตรใหม่ของตราสินค้าเพื่อฟิล์มที่ใช้กับกล้องโพลารอยด์เก่าได้ ตามความจริงแล้วม้นเป็นการกระทำที่เป็นไปไม่ได้ ณ เวลานั้น ส่วนหนึ่งเพราะว่าโพลารอยด์ได้ทำลายลูกโซ่อุปทานของพวกเขาไปแล้ว และผู้บริหารลังเลที่จะขายเครื่องจักรที่ยังคงอยู่แก่พวกเขา ถ้าพวกเขาไม่ตกลงที่จะไม่ผลิตสูตรโพลารอยด์เก่าอีกจุดพลิกผันได้เเกิดขึ้นเมื่อ ดร โฟลเรียน แคปส์ ได้มอบอิมพอสซิเบิ้ล โปรเจ็ค แก่ผู้ประกอบการวัยหนุ่มชื่อออสการ์ สโมโลเคาสกี ที่ได้ชักชวนบิดาของเขาซื้อหุ้น 20% ของอิมพอสซิเบิ้ล โปรเจ็คเมื่อ ค.ศ 2012 จากนั้นครอบครัวของออสก้าร์ สโมโลเคาสกี้ ได้ซื้อตราสินค้าโพลารอยด์และทรัพย์สินทางปัญญาของพวกเขา การแต่งงานกันของสองตราสินค้าภายใต้หลังคาเดียวกัน ต่อจากนั้นเมื่อ ค.ศ 2017 วันครบรอบปีที่แปดสิบของโพลารอยด์ อิมพอสซิเบิ้ล โปรเจ็ค ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็นโพลารอยด์ ออริจินอลส์โพลารอยด์จะเปรียบเสมือนกับนกฟินิกส์แห่งอุตสาหกรรมการถ่ายภาพนกฟินิกส์จะเป็นนกตำนานที่เล่ากันว่าเมื่อถูกไฟเผาไหม้จะกลับฟื้นคืนชีพจากกองขี้เถ้าเป็นนกหนุ่มที่แข็งแรง โพลารอยด์ได้เคยเจริญรุ่งเรืองมายาวนาน และได้เข้าสู่ช่วงการตกต่ำจนถึงการล้มละลายถึงสองครั้ง ในที่สุดโพลารอยด์ได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากกระแสความคิดถึงได้เกิดขึ้นกับบุคคลกลุ่มหนึ่ง

 

120869 120874

นับตั้งแต่การจากไปของเขา เราจะมีการเปรียบเทียบจำนวนมากของสตีฟ จ้อป กับโทมัส เอดิสัน บุคคลที่มีสิทธิบัตรมากกว่าใคร แต่ยกเว้นบทความที่ดีเยี่ยมโดยคริสโตเฟอร์ โบนานอส ภายในนิวยอร์ค ไทม์ เกือบจะไม่มีบทความและข่าวการเสียชีวิตของสตีฟ จ้อป ได้มองเห็นความคล้ายคลึงกันที่สะดุดตาระหว่างเขาและบุคคลที่มีจำนวนสิทธิบัตรสูงสุดลำดับสองเลย เอ็ดวิน แลนด์ นักประดิษฐ์การถ่ายภาพอินสแต้นท์ ไม่มีการระลึกถึงเหล่านี้ได้ให้ข้อคิดเห็นความจริงว่าสตีฟ จ้อป ได้จำลองวิถีทางนวัตกรรมของเขาและบทบาทซีอีโอของเขาจากเอ็ดวิน แลนด์ ด้วยวิถีทางหลายอย่าง เขาจะส่อให้เห็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของสตีฟ จ้อป แม้ว่าจะไม่เคยบรรลุจุดสูงสุดเหมือนกับสตีฟ จ้อปโดยข้อเท็จจริงวอลเตอร์ ไอแซคสัน นักเขียนชีวประวัติของสตีฟ จ้อป ได้กล่าวว่า ถ้าไม่มีแรงบันดาลใจจากเอ็ดวิน แลนด์ เราอาจจะไม่มีแอปเปิ้ล ก่อนหน้านี้สตีฟ จ้อป ได้กล่าวว่าเขาไม่เคยพิจารณาที่จะค้นพบบริษัทเทคโนโลยีื เนื่องจากเขาคิดถึงตัวเขาเองเป็นนักมนุษยธรรม บุคคลที่เพียงแต่ชอบอิเล็คโทรนิค แต่เขาจะชื่นชมเอ็ดวิน แลนด์อยู่เสมอ และจากนั้นเขาได้อ่านบางสิ่งบางอย่างที่เอ็ดวิน แลนด์ได้พูดเกี่ยวกับความสำคัญของบุคคลที่สามารถยืนอยู่ที่จุดตัดของมนุษยชาติและวิทยาศาสตร์ ผมได้ตัดสินใจว่านั้นคือสิ่งที่ผมต้องการจะทำบางทีเพราะว่าผลงานของเอ็ดวิน แลนด์ จะเกิดขึ้นไม่นานและมองเห็นได้ ดังนั้นสตีฟ จ้อปจะถูกดึงดูดไปสู่เอ็ดวิน แลนด์ แต่ไม่ว่าจะทางไหนสตีฟ จ้อป จะเคารพเขามากและได้แสดงการยกย่องที่ไม่ค่อยจะได้ยินจากสตีฟ จ้อปเลย สองไอคอนจะคล้ายคลึงกันมาก พวกเขาลาออกจากมหาวิทยาลัย และสนใจต่อศิลปะเหมือนกับที่พวกเขาสนใจต่อเทคโนโลยี ที่จริงแล้วพวกเขามักจะมองสองอย่างนี้เป็นสาขาวิชาเดียวกันและเหมือนกัน ดังนั้นทำไมบุคคลทั้งสองอาจจะจะมีชื่อเสียงไม่ดีกับการมุ่งรายละเอียดเล็กน้อยและสุนทรียภาพเกินไป บุคคลส่วนใหญ่อาจจะไม่สนใจหรือแม้แต่ไม่สังเกตุ พวกเขาได้สร้างบริษัทหลายพันล้านเหรียญจากการประดิษฐ์ที่ได้ป้องกันด้วยการบังคับด้วยสิทธิบัตรอย่างไม่ย่อท้อ การทำให้คู่แข่งขันจนมุม และทำกำไรที่สูง พวกเขาทั้งสองจะเป็นผู้ศึกษาด้วยตัวเอง”เหมือนกับไปเยี่ยมศาลเจ้า” สตีฟ จ้อป ไ้ด้บรรยายการไปพบกับเอ็ดวิน แลนด์ ผู้ก่อตั้งโพลารอยด์ สตีฟ จ้อป จะชื่นชมเอ็ดวิน แลนด์ ผู้บุกเบิกการถ่ายภาพอินสแต้นท์ ข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือการประดิษฐ์ที่ได้สร้างชื่อเสียงแก่เขาได้ล้าสมัยไปโดยการปฏิรูปดิจิตอลที่ทำให้สตีฟ จ้อปเป็นวีรบุรุษทางธุรกิจและไอคอนทางวัฒนธรรม การสิ้นสุดของฟิล์มจะเกิดขึ้นจากการลุกขึ้นมาของการถ่ายภาพดิจิตอลและโทรศัพท์มือถือด้วยกล้องถ่ายภาพคุณภาพสูง การนำไปสู่การล้มละลายทางการเงินแก่โพลารอยด์ และคู่แข่งขันเก่าแก่ โกดัก สิบเอ็ดปีต่อมาภายในระยะเวลาของเขา เอ็ดวิน แลนด์จะถูกมองเห็นได้เกือบจะเหมือนสตีฟ จ้อป เขาได้ขึ้นหน้าปกวารสารไทม์เหมือนกับสตีฟ จ้อป บุคคลทั้งสองได้สร้างบริษัทหลายพันล้านเหรียญจากการประดิษฐ์ที่ยิ่งใหญ่ บุคคลทั้งสองจะเป็นผูศึกษาด้วยตนเอง นักศึกษาที่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เอ็ดวิน แลนด์ลาออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และสตีฟิจ้อป จากมหาวิทยาลัยรีดเอ็ดวิน แลนด์ ได้กล่าวว่า ผมสามารถมองเสิ่งที่กล้องโพลารอยด์ควรจะเป็น มันจะเป็นเพียงแต่มีตัวตนต่อผมราวกับว่ามันอยู่ข้างหน้าผมก่อนที่ผมจะเคยสร้างขึ้นมา และสตีฟ จ้อปได้กล่าวว่า ใช่ วิถีทางเดียวกับที่ผมได้มองเแมคอินทอช ถ้าผมถามบุคคลบางคนที่ได้ใช้เครื่องคำนวณส่วนบุคคลเท่านั้นว่าแมคอินทอชควรจะคล้ายกับอะไร พวกเขาไม่สามารถบอกผมได้ เราจะไม่มีวิถีทางที่จะทำการวิจัยลูกค้ากับมัน ดังนั้นผมจะต้องสร้างมัน ต่อจากนั้นแสดงต่อบุคคลและกล่าวว่าพวกเขาคิดอย่างไร บุคคลทั้งสองคนมีความสามารถนี้ไม่ใช่คิดค้นผลิตภัณฑ์ แต่ค้นหาผลิตภัณฑ์ พวกเขากล่าวว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้มีอยู่เสมอ มันจะเป็นเพียงแต่ไม่มีใครเคยเห็นมันมาก่อน เราจะเป็นบุคคลที่ได้ค้นพบมัน กล้องโพลารอยด์มีอยู่เสมอ และแมคอินทอชมีอยู่เสมอ มันจะเป็นเรื่องของการค้นพบ

120894 1327436

สตีฟ จ้อป เปลี่ยนแปลงโลกด้วยไอพอด ไอโฟน และไอแพด ดังคำพูดที่เป็นตำนานที่ครั้งหนึ่งเขาได้ชักจูงให้จอห์น สคัลลี่ย์ ซีอีโอ ของเป้ปซี่ มาเป็นซีอีโอของแอปเปิ้ล ว่า ” คุณต้องการขายน้ำอัดลมไปตลอดชีวิตที่เหลืออยู่ของคุณ หรือ หรือคุณจะมากับผม เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ “เราจะยอมรับว่าบริษัทที่เปลี่ยนแปลงโลกจะมีน้อย และบริ็ษัทที่เปลี่ยนแปลงโลกได้มากกว่าหนึ่งครั้งจะยิ่งน้อยลง แอปเปิ้ลจะเป็นบริษัทหนี่งท่ามกลางพวกเขา ด้วยนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ตลอดประวัติ 42 ปีของแอปเปิ้ล สตีฟ จ้อป เสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่อะไรที่เป็นมรดกอย่างแท้จริงของชายที่ชื่อของเขาได้กลายเป็นถ้อยคำเดียวกับแอปเปิ้ล เขาจะเป็นผู้บุกเบิกการปฏิรูปคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล นับตั้งแต่ 30 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเขาได้ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาของการปฏิรูปดิจิตอล เราเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจินตนาการโลกคล้ายกับอะไรโดยไม่มีสตีฟ จ้อป เราจะไม่มีแอปเปิ้ลปัจจุบันนี้ด้วย ถ้าไม่มีการผลักดันอย่างต่อเนื่องของสตีฟ จ้อป ไม่มีแอปเปิ้ลหมายถึงไม่มีแมคอินทอช ไอพอด ไอโฟน ไอแพด ไอแมค ไอทูนส์สตีฟ จ้อป ก่อตั้งร่วมแอปเปิ้ลภายในโรงเก็บรถยนต์ของพ่อแม่ของเขาเมื่อ ค.ศ 1976 เขาได้ถูกปลดออกไปเมื่อ ค.ศ 1985 เขาได้กลับมาชุบชีวิตแอปเปิ้ลที่ใกล้จะล้มละลายเมื่อ ค.ศ 1997 และเขาได้เสียชีวิตไปเมื่อ ค.ศ 2011 เขาได้สร้างแอปเปิ้ลให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลก ตามเส้นทางที่ผ่านมา เขาได้ช่วยทำการปฏิรูปเจ็ดอุตสาหกรรม : คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ภาพยนตร์แอนนิเมชั่น ดนตรี โทรศัพท์มือถือ แทปเล็ต คอมพิวเตอร์ ร้านค้าปลีก และการพิมพ์ดิจิตอล ดังนั้นเขาจะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของปูชนียสถานหลุมฝังศพของนักนวัตกรรมที่ยิ่งของอเมริกาเคียงข้างโทมัส เอดิสัน เฮนรี่ฟอร์ด และวอลท์ ดีสนี่ย์ บุคคลเหล่านี้ไม่มีใครเลยจะเป็นนักบุญ แต่นานหลังจากนั้นบุคลิกภาพของพวกเขาจะถูกลืม ประวัติศาสตร์จะจดจำว่าพวกเขาได้ประยุกต์จินตนาการกับเทคโนโลยีและธุรกิจอย่างไรแอปเปิ้ลจะสร้างผลิตภัณฑ์คอมซูมเมอร์ อีเล็คโทรนิคที่มีการออกแบบและการใช้งานอย่างน่าทึ่ง และรวมมันกับผลิตภัณฑ์ซอฟทแวร์ที่จะยึดลูกค้าไว้ภายใต้การจากไปของสตีฟ จ้อปไม่นานมานี้ คำถามอย่างหนึ่งภายในใจของผู้นำธุรกิจจะคล้ายกัน : อะไรจะเกิดขึ้นกับแอปเปิ้ลถ้าไม่มีสตีฟ จ้อป เป็นผู้นำ ผลิตภัณฑ์อะไรที่แอปเปิ้ลจะปล่อยออกมา และโมเดลธุรกิจของบริษัทจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรโดยไม่มีสตีฟ จ้อปนำไปสู่ธุรกิจใหม่ วิสัยทัศน์ของสตีฟ จ้อป สามารถอยู่ได้อย่างยาวนานแค่ไหนเรายังคงมีเวลาที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงการนำเสนออย่างสำคัญของแอปเปิ้ล ไอแพด ไอพอด และไอโฟนยังคงเป็นอุปกรณ์อีเล็คโทรนิคส่วนบุคคลที่นิยมแพร่หลายอยู่ แม้ว่าเราจะไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ลูกค้าจะตื่นเต้น และถ้าข่าวลือเกี่ยวกับโทรทัศน์แอปเปิ้ลเป็นความจริง นี่จะเป็นการขยายวิสัยทัศน์ไปสู่ตลาดผลิตภัณฑใหม่ระยะหนึ่ง เราไม่มีทางที่จะรู้เลยว่าความคิดอื่นจำนวนเท่าไรได้ถูกปรุงอยู่โดยสตีฟ จ้อป กำลังรอที่จะปล่อยออกมาไม่กี่ปีข้างหน้า สตีฟ จ้อป และสตีฟ วอซเนียก สองแฮกเกอร์วัยหนุ่ม พวกเขาได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย ก่อตั้งแอปเปิ้ลเมื่อ ค.ศ 1976 ภายในโรงเก็บรถยนต์ของพ่อแม่ของสตีฟ จ้อป พวกเขาได้สร้างวิสัยทัศน์บริษัทของการเปลี่ยนแปลงที่บุคคลมองคอมพิวเตอร์ สตีฟ จ้อป และสตีฟ วอชเนียก ต้องการสร้างคอมพิวเตอร์ที่เล็กเพียงพอแก่บุคคลที่จะมีมันไว้ภายในบ้านหรือสำนักงานของพวกเขา พวกเขาเพียงแต่ต้องการให้คอมพิวเตอร์ใช้งานง่าย พวกเขาต้องการเงินทุน 1,350 เหรียญที่จะเริ่มต้นแอปเปิ้ล ดังนั้นสตีฟ จ้อป ได้ขายวีดับบลิว ไมโครบัสของเขา และสตีฟ วอชเนียก ได้ลงทุนด้วยเครื่องคิดเลขเอชพีของเขาพวกเขาได้เริ่มต้นสร้างแอปเปิ้ลวันภายในโรงเก็บรถยนต์ของสตีฟ จ้อปด้วยความมุ่งหมายของการขายแอปเปิล วันคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรก สตีฟ วอชเนียกจะสร้างด้วยมือและใช้ไม้แต่แอปเปิ้ลวันจะขาดความสมบูรณ์ การขาดอุปกรณ์ส่วนประสานกับผู้ใช้เหมือนเช่นแป้นพิมพ์หรือแม้แต่ตัวกล่อง แอปเปิ้ล ทู จะเป็นคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลเครื่องแรกที่บรรลุความสำเร็จชื่อของแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ มาจากที่ไหน การเดาได้ล่องลอยขึ้นมาหลายอย่าง สตีฟ จ้อป และสตีฟ วอชเนียก ต้องการธุรกิจเริ่มต้นของพวกเขาอยู่ข้างหน้าอตาริภายในสมุทรโทรศัพท์พวกเขาต้องการจะห่างไกลจากภาพพจน์ที่เย็นชาและซับซ้อนที่สร้างโดยบริษัทคอมพิวเตอรฺอื่น ณ เวลานั้น – ด้วยชื่อเหมือนเช่นไอบีเอ็ม ดิจิตอล อีควิปเม้นต์ และซินคอมการรำลึกถึงแอปเปิ้ล เรคคอร์ด ค่ายเพลงของเดอะ บีตเติ้ลเพื่อการค้นหาคำตอบที่ไว้ใจได้ เราควรจะมุ่งไปที่ผู้ก่อตั้ง ภายในชีวประวัติของสตีฟ จ้อป สตีฟ จ้อปได้บอกแก่วอลเตอร์ ไอแซคสันว่า เขาจะอดอาหารด้วยการกินผลไม้ และเพิ่งกลับจากสวนแอปเปิ้ล และคิดว่าชื่อดูแล้วดี สนุกสนาน สตีฟ วอชเนียก ผู้ก่อตั้งร่วมของแอปเปิ้ล ได้อธิบายว่ามันจะเป็นสองสามสัปดาห์ต่อมาเมื่อได้เราได้ค้นพบชื่อของความเป็นหุ้นส่วน ผมกำลังกำลังขับรถยนต์รับสตีฟ จ้อป กลับมาจากสนามบินตามทางหลวง 85 สตีฟ จ้อป ได้กลับจากการไปเยี่ยมโอเรกอน เขาได้ไปยังสถานที่เรียกว่า สวนแอปเปิ้ล สตีฟ จ้อป ได้แนะนำชื่อหนึ่ง – แอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ ข้อคิดเห็นอย่างแรกจากปากของผม แอปเปิ้ล เรคคอร์ดเป็นไงบ้าง นี่จะเป็นค่ายเพลงที่บิตเติ้ลเป็นเจ้าของอยู่ เราทั้งสองได้พยายามจะคิดค้นชื่อดูแล้วเป็นเทคนิค แต่เราไม่สามารถคิดชื่ออื่นที่ดีกว่าแอปเปิ้ลได้ต่อมาสตีฟ จ้อป ได้ดำเนินขั้นตอนแรกเลยพ้นไปจากคอมพิวเตอร์ด้วยไอพอด เครื่องเล่นดนตรีดิจิตอล ด้วยคำสัญญาว่า “1,000 เพลงภายในกระเป๋าของเรา” แต่ไอพอด ได้เริ่มต้นค่อนข้างช้า เพราะว่ามันเริ่มต้น ณ ราคาที่แพง 399 เหรียญ และต้องใช้กับแมคเท่านั้นเมื่อ ค.ศ 2003 แอปเปิ้ลได้เปิดร้านดนตรีไอทูนส์ด้วยโมเดลการกำหนดราคาที่ใหม่ 0.99 เซ็นต์ต่อเพลง เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงไอพอดให้เป็นศูนย์กลางของจักรวาลสื่อดิจิตอลภายใต้การแนะนำเครื่องเล่นดนตรีที่บรรลุความสำเร็จไอพอดเมื่อ ค.ศ 2001 และไอทูนส์ เมื่อ ค.ศ 2003  แอปเปิ้ลได้สร้างตัวเองใหม่เป็นผู้นำภายในอุตสาหกรรมลคอมซูมเมอร์ อีีเล็คโทรนิค การนำไปสู่การเอา “คอมพิวเตอร์” ออกไปจากชื่อของบริษัทเมื่อ ค.ศ 2007 เมื่อ ค.ศ 2001 แอปเปิ้ลได้เปิดตัวเครื่องเล่นตรีไอพอด ลูกค้าจะชอบส่วนประสานวงลัอคลิกทีสวยงาม ที่สำคัญกว่าไอพอดจะทำงานอย่างไร้รอยต่อกัยไอทูนส์ ซอฟท์แวร์ตู้ดนตรีของแอปเปิ้ลสำหรับแมค การค้นหาเพลงได้ง่ายจากซีดีไปยังไอพอด และต่อมาจากร้านดนตรีไอทูนส์ เมื่อสิ้นทษวรรษแอปเปิ้ลขายไอพอดได้มากกว่า 200 ล้านเครื่อง เมื่อ ค.ศ 2007 ไอพอดสร้างรายได้ต่อปีแก่แอปเปิ้ลมากกว่า 8 พันล้านเหรียญ สตีฟ จ้อปได้เดิมพันกับวิถีทางใหม่ของการฟังดนตรีจากซีดีทั้งอัลบั้ม แอปเปิ้ลทำให้มันเป็นไปได้ที่จะซื้อเพลงอะไรก็ตามเพียง 99 เซ็นต์ และเราไม่จำเป็นต้องซื้อทั้งอัลบั้ม 1,000 เพลงภายในกระเป๋าของเรา นี่คือโมเดลธุรกิจใหม่ของดนตรีที่ทำให้ไอพอดนิยมแพร่หลายอย่างรวดเร็ว สตีฟ จ้อป ได้คาดดคะเนอุปสงค์ของไอพอดจากช่วงเริ่มต้น เขาได้กล่าวว่า ดนตรีจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของบุคคลทุกคน ดนตรีจะต้องมีอยู่ตลอดไป นี่ไม่ได้เป็นตลาดที่เสี่ยงโชค และเนื่องจากดนตรีจะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของบุคคลทุกคน ดนตรีจะเป็นตลาดเป้าหมายที่กว้างใหญ่มากทั่วโลก ไอพอดไดปฏิรูปโชคชะตาของแอปเปิ้ลใหม่ ราคาหุ้นของบริษัทได้เพิ่มสูงขึ้นห้าเท่าภายในห้าปีต่อมา ไอพอดได้เปลี่ยนแปลงระดับพื้นฐานของบริษัทด้วยการเปลี่ยนแปลงจากผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ไปเป็นผู้ผลิตคอมซูมเมอร์ อีเล็คโทรนิค เมื่อ ค.ศ 2007 บริษัทได้ทำให้การปฏิรูปนี้สมบูรณ์ ด้วยการประกาศว่าแอปเปิ้ลได้เปลี่ยนแปลงชื่อของบริษัทจากแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ เป็น แอปเปิ้ล อิงค. ภายในวันเดียวกันนั้นพวกเขาได้เปิดตัวไอโฟนด้วยเมื่อ ค.ศ 2006 สตีฟ จ้อป ได้เปิดตัวไอโฟนต่อโลกว่าเป็นผลิตภัณฑ์สามอยางภายในผลิตภัณฑ์อย่างเดียว “ไอโฟนจอกว้างด้วยการควบคุมแบบสัมผัส การปฏิรูปโทรศัพท์มือถือ และอุปกรณการสื่อสารที่ก้าวหน้า ไอโฟนจะเป็นการปฏิรูปวิถีทางของการรับรู้โทรศัพท์ ไอโฟนจะไม่ใช่เป็นเพียงแต่โทรศัพท์ ไอโฟนจะเป็นคล้ายกับการมีมินิคอมพิวเตอร์ภายในกระเป๋า ไอโฟนจะเป็นการปฏิรูปของส่วนประสานจอสัมผัส การปฏิรูปโทรศัพท์มือถือด้วยวิถีทางอย่างเดียวกับที่แมคอินทอชได้ปฏิรูปคอมพิวเตอรส่วนบุคคล 23 ปีก่อนหน้านี้ แอปเปิ้ลขายไอโฟนได้ 500 ล้านเครื่องแอปเปิ้ลได้ขยายความสำเร็จของไอโฟนเมื่อ ค.ศ 2010 ด้วยไอแพด แทปเล็ต คอมพิวเตอร์บนพื้นฐานของซอฟท์แวร์อย่างเดียวกัน แอปเปิ้ลขายไอแพดไ้ด้ 200 ล้านเครื่องการเปลี่ยนแปลงของแอปเปิ้ลได้เริ่มต้นด้วยไอพอด เมื่อแอปเปิ้ลได้เปิดตัวเครื่องเล่นดนตรีของพวกเขาเมื่อ ค.ศ 2011 ตลาดเครื่องเอ็มพีสามจะอยู่ภายในขั้นตอนเริ่มแรก อุปกรณ์ ณ เวลานั้น จะมีหน่วยความจำน้อยที่บรรจุเพลงไ้ด้น้อย แอปเปิ้ลได้สร้างนวัตกรรมด้วยไอพอด ขนาดความจุห้าจีบีของอุปกรณ์ได้สร้างพื้นที่จัดเก็บด้วยถ้อยคำของแอปเปิ้ลว่า ใส่ 1,000 เพลงภายในกระเป๋าของเรา บริษัทจะมีเคล็ดลับเพื่อการร่วมเทคโนโลยีใหม่กับโมเดลธุรกิจที่สร้างสรรค์ การสร้างไอทูนส์และแอปเปิ้ลแอพสโตร์ จะเป็นตัวอย่างที่ดี แอปเปิ้ลได้ค้นพบวิถึทางใหม่ที่จะสร้างรายได้ด้วยการให้บุคคลบริโภคไมโครคอนเท้นต์ สตีฟ จ้อป ได้มองเห็นโอกาสของบุคคลที่ชอบดนตรี พวกเขาต้องการดนตรี แต่ไม่ต้องการจะเดินทางไปยังร้านดนตรีที่จะซื้อซีดีราคาแพง เมื่อ ค.ศ 2003 ร้านเพลงไอทูนส์ได้ถูกเปิดตัว และในไม่ช้าได้กลายเป็นผู้ค้าปลึกดนตรีลำดับสูงสุด  ณ เวลาของการวางตลาดไอโฟนครั้งแรก สมาร์ทโฟนที่แข่งขันเหมือนเช่น แบล็คเบอรรี่ กำลังใช้แป้นพิมพ์ แอปเปิ้ลได้ใช้วิถีทางที่แตกต่างกันต่อไอโฟนเครื่องแรกเมื่อ ค.ศ 2007 ด้วยการเพิ่มจอสัมผัส การออกแบบที่เรียบง่ายแต่สร้างสรรค์ได้ปรับปรุงสไตล์ของสมาร์ทโฟน การขับเคลื่อนแอปเปิ้ลเป็นผู้นำของเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ แบล็ค เบอร์รี่ ยักษ์ใหญ่เมื่อครั้งหนึ่งไม่สามารถจะแข่งขันได้ สมาร์ทโฟนของบริษัทได้พ่ายแพ้ไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของรายได้ของแอปเปิ้ลจะมาจากไอโฟน แมคและไอแพดจะเป็นแหล่งที่มาที่สำคัญของรายได้ด้วย สตีฟ จ้อป ได้เสียชีวิตจากมะเร็งตับอ่อน เมื่อ ค.ศ 2011 นับตั้งแต่นั้นมาแอปเปิ้ลได้ถูกบริหารโดยทิม คุก รองลงมาจากสตีฟที่ยาวนาน ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต สตีฟ จ้อป ได้เตือนทิม คุก ว่า เขาจะต้องไม่พยายามบริหารแอปเปิ้ลด้วยการถามว่าสตีฟ ได้จัดการการตัดสินใจแต่ละอย่างอย่างไร สตีฟได้กล่าวว่า “เพียงทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง” แอปเปิ้ล ได้กล่าวถึงสตีฟ จ้อป ว่า “ต้นตอของนวัตกรรมที่สุดจะนับได้ที่เพิ่มคุณค่าและปรับปรุงชีวิตของเราทุกคนและทำให้โลกดีขึ้นอย่างล้นพ้น”

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *