ฤาโลกกำลังคืบคลานสู่อวสาน

ฤาโลกกำลังคืบคลานสู่อวสาน
ทหารประชาธิปไตย
แน่นอนทุกสรรพสิ่งเมื่อมีกำเนิดก็ย่อมไปสู่อวสาน แต่อายุขัยของแต่ละสรรพสิ่งนั้นต่างกัน บ้างก็ยาวนานจนทำให้เราหลงไหลยึดติดว่ามันจะอยู่นิรันดร์ บางอย่างก็อายุสั้นเพียงพริบตาที่เกิดก็ดับสูญไปพลัน
โลกที่มีอายุยืนยาว และมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กำลังเผชิญกับปัญหาหลายประการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เกิดจากการกระทำของมนุษย์นั่นเอง เช่น การกระตุ้นให้เกิดวิกฤตกาลของสิ่งแวดล้อม และภาวะโลกร้อน
แน่นอนสิ่งเหล่านี้แม้ไม่ได้ทำอะไรก็จะมีวิถีของมันจากจุดกำเนิดถึงจุดดับสูญ แต่มนุษย์เป็นตัวไปเร่งให้มันเกิดขึ้นเร็วขึ้นและรุนแรงขึ้น ด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นในแต่ละช่วงเวลา
ในปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับปัญหาร้ายแรงที่เกิดขึ้นจากการเสื่อมสลายของสิ่งแวดล้อม ปัญหาการทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติ และความจำกัดของทรัพยากรที่ต้องใช้เพื่อมาตอบสนองความต้องการของมนุษย์ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก
นอกจากนั้นความไม่รู้จักเพียงพอและบันยะบันยังในการบริโภคทำให้เราต้องขยายตัวในการทำลายสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น
หากเราจะจัดความสำคัญของสิ่งแวดล้อมที่เราต้องใส่ใจ และมันจะมีผลกระทบต่อมนุษย์ก็อาจทำเป็นกลุ่มดังนี้
1.ความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อนและยากที่จะทำให้สังคมได้ตระหนัก ถึงผลกระทบที่เป็นห่วงโซ่ ระหว่างสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เชื่อมโยงกัน ดังคำกล่าวที่ว่า “เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาว”
การเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมอันเกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่น ภาวะโลกร้อน มลภาวะ การตัดไม้ทำลายป่า ย่อมเกิดผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเมื่อบางสิ่งบางอย่างถูกทำลายก็จะทำให้เกิดการสูญเสียสมดุล ทำให้เกิดมหันตภัยต่อมนุษย์ได้ ตัวอย่างเช่น จำนวนหนูที่เพิ่มขึ้นมาก และทำลายเรือกสวนไร่นา เป็นจำนวนมากเพราะเราไปกำจัดงูที่เป็นศัตรูทางธรรมชาติของหนู หรือการที่ยุงมีจำนวนเพิ่มขึ้นและแพร่เชื้อโรคต่างๆ ที่ยากจะป้องกันและเยียวยา ก็เพราะภาวะโลกร้อน ทำให้อากาศอุ่นขึ้นยุงก็แพร่พันธุ์และเคลื่อนที่ไปยังภูมิภาคต่างๆได้มากขึ้น
2.ปัญหาเรื่องน้ำ การสร้างมลภาวะทำให้เกิดการแพร่กระจายของน้ำเสียที่ทำลายสัตว์น้ำ และเป็นผลกระทบต่อมนุษย์จนเราอาจขาดแคลนน้ำดีสำหรับการบริโภค หรือใช้ในการทำการเกษตรกรรม
นอกจากนี้การทิ้งขยะไม่ว่าจะเป็นขยะพลาสติกที่ไม่ย่อยสลาย หรือขยะที่เป็นสารพิษ เครื่องมืออิเลคโทรนิคที่ถูกทิ้งเป็นขยะ ซึ่งนอกจากจะอุดตันทางน้ำแล้ว ยังเป็นภัยต่อชีวิตคนและสัตว์อีกด้วย
น้ำท่วมและความแปรปรวนทางอากาศอันเกิดจากภาวะโลกร้อน ก็เป็นปัญหาที่ซ้ำเติมภาวะวิกฤติของน้ำ ที่เป็นปัจจัยหลักในการหล่อเลี้ยงชีวิตทั้งหลาย
3.การตัดไม่ทำลายป่า เราต้องการพืชและต้นไม้เพื่อความอยู่รอดสิ่งเหล่านั้นให้ออกชิเจน อาหาร น้ำ และยารักษาโรคสำหรับทุกคน แต่ถ้ายังมีการตัดไม้ทำลายป่า ดำเนินต่อไปในอัตรานี้เราจะไม่เหลือป่าไม้อันทรงคุณค่าต่อชีวิต ตัวอย่างของการทำลายป่าที่มีนัยสำคัญ เช่น การเผาป่าที่อเมชอน ประเทศบราซิลเพื่อต้องการที่ดินมาทำเกษตรกรรม
4.มลภาวะ หรือมลพิษ สาเหตุหลักอันหนึ่งของการทำลายภาวะแวดล้อม โดยเฉพาะภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพมลพิษสำคัญ ทั้ง 7 ประเภทได้แก่ อากาศ น้ำ ดิน เสียง กัมมันตภาพรังสี และความร้อนที่เราถ่ายเทให้ในอากาศ เช่น การใช้เครื่องปรับอากาศเป็นต้น เป็นฝีมือมนุษย์ที่ไร้จิตสำนึกทั้งสิ้น
5.การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ จากรายงานของสหประชาชาติ จะเกิดวิกฤตกาลรุนแรงภายใน 12 ปี หากเราไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ทรัพยากร โดยเฉพาะการใช้พลังงานจากฟอสซิลที่ก่อให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ จำนวนมหาศาลอันก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก นั่นคือคาร์บอนไดออกไซด์ ไปครอบคลุมบรรยากาศของโลก ทำให้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ไม่สะท้อนกลับไปในบรรยากาศนอกโลก แต่สะสมเพิ่มทวีคูณขึ้นในโลก
อุณหภูมิมหาสมุทรที่เพิ่มขึ้นกำลังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์และชีวิตในทะเล ระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นจากการละลายของน้ำแข็งในขั้วโลก ทั้งสองและกรีนแลนด์ ทำให้พื้นที่อยู่อาศัยหดแคบลง ความเค็มที่เจือจางของน้ำทะเล ทำให้เกิดการปรวนแปรของกระแสน้ำอุ่นและน้ำเย็นในมหาสมุทร ซึ่งจะมีผลกระทบต่อดินฟ้าอากาศและลมตามฤดูกาล เกิดความรุนแรงของพายุมากขึ้นเป็นทวีคูณดังที่ปรากฏในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมานี้เป็นตัวอย่างที่ประจักษ์ชัด
ฝนที่ตกไม่เป็นไปตามฤดูกาลและเปลี่ยนเขตทำให้บางพื้นที่มีน้ำท่วมรุนแรงเพราะฝนตกหนักมาก ขณะที่บางพื้นที่แห้งแล้งยังคงเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่นานคนก็จะเฉยชากับสิ่งเหลานี้เพราะเราเห็นเรื่องผิดธรรมชาติที่เคยเป็นมาสู่ความผิดปกติที่เคยชิน
การแก้ปัญหาเหล่านี้ถูกนำเสนอโดย นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ที่ใส่ใจในวิกฤตกาลของโลก
แต่การจะแก้ปัญหาได้จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้คนที่อยู่อาศัยในโลกนี้ทั้งหมด
ตราบใดที่มนุษย์ยังเห็นแก่ตัว มักง่าย ไม่รับผิดชอบต่อส่วนรวม เราก็คงต้องนั่งรอความวิบัติที่จะเกิดขึ้น เพราะเราทำร้ายธรรมชาติ ด้วยการผลักภาระต่างๆให้สิ่งแวดล้อมบัดนี้ธรรมชาติจะเอาคืน
แต่การจะให้คนทั้งโลกร่วมมือกันแก้ไขภาวะวิกฤติของสภาพแวดล้อม เราต้องอาศัยผู้นำในแต่ละประเทศ เราต้องอาศัยเจตจำนงค์ทางการเมืองที่แน่วแน่ของผู้นำ ที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าประโยชน์ส่วนตน ด้วยการลุกขึ้นมาร่วมมือกันทำสิ่งที่ดีงามเพื่อโลก
สิ่งเหล่านี้จะทำได้ก็ด้วยการปลุกจิตสำนึกของประชาชนให้ตระหนักถึงมหันตภัยที่จะเกิดขึ้นกับเราในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า
หากทุกวันนี้เรามีแต่ผู้นำที่ขาดจิตสำนึก เป็นจำนวนมาก หลงตัวมัวเมาอำนาจเสพติดผลประโยชน์ เมื่อผู้นำส่วนใหญ่ยังขาดจิตสำนึก แล้วเราจะหวังให้ประชาชนมีจิตสำนักได้อย่างไร
ตัวอย่างของความโง่เขลา ขาดจิตสำนึก เช่น ผู้นำคนหนึ่งออกมาให้ข้อมูลว่ากังหันลมที่เป็นพลังงานทดแทนนั้นจะก่อให้เกิดมะเร็งแก่คนที่อยู่อาศัยใกล้เคียง โดยไม่มีหลักฐานในการวิจัยทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนเลย หรือมีผู้นำของประเทศกำลังพัฒนาประเทศหนึ่งออกมาแนะนำให้ประชาชนเลี้ยงปลาในช่วงที่กำลังประสบภัยน้ำท่วมหนัก แทนที่จะปลูกจิตสำนึกชาวบ้านให้ช่วยกันผดุงรักษาสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวการให้เกิดน้ำท่วมนี้
หากเป็นอย่างนี้ต่อไปก็รอมหันตภัยที่จะเกิดกับเราเถิด







