ปรัชญาศาสนา กับกระบวนทัศน์ความสมานฉันท์ ตอนที่ 4

ปรัชญาศาสนา กับกระบวนทัศน์ความสมานฉันท์ ตอนที่ 4
ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ทฤษฎีปรัชญาอิสลามว่าด้วยเรื่อง”ความเป็นเอกภาพในพหุภาพทางภวันต์” คือหลักว่าด้วยทฤษฎีเชิงอภิปรัชญาที่มองผ่านสรรพสิ่งที่มีอยู่ ที่เป็นภาวะภวันต์ใหม่(มุมกินุลวุยูด) หรือเรียกตามความเข้าใจทั่วไป คือสิ่งเกิดใหม่ มีทั้งภาวะความเป็นเอกภาพ(unity) และภาวะพหุภาพ(Diversity) โดยภาวะความเป็นเอกภาพคือ ภาวะความมี(ภวันต์)(วุยูด) และภาวะความเป็นพหุภาพ((กัซเราะฮ์)เกิดจากความหลากหลายของสารัตถะภาพ(มาฮียะฮ์)ของแต่ละหน่วยหรือแต่ละประเภท ดังที่เราได้เห็นความหลากหลายต่างๆของสิ่งที่มีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต ดังนั้นสามารถจะให้เราเข้าใจได้ว่า แท้จริงสรรพสิ่งทั้งหมด มีความสัมพันธภาพกันอย่างลึกและอย่างแนบแน่นระหว่างกันและกันไม่ได้แยกจากกัน จนเราสามารถเข้าใจว่าในสรรพสิ่งต่างๆนั้นมีทั้งความต่างและความเหมือน และความต่างและความเหมือนคือกฎธรรมชาติหนึ่งของเอกภพ โดยกฎนี้มันจะสร้างความสมดุลภาพของเอกภพคือการสร้างเอกภาพในพหุภาพ และทั้งหมดจะอยู่ด้วยกัน ร้อยเรียงกันและสัมพันธ์ระหว่างกัน
หลักปรัชญาเรื่อง”ความเป็นเอกภาพในพหุภาพทางภวันต์” ถือว่าแนวคิดหนึ่งของนักปรัชญามุสลิม และเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเรื่องหนึ่งของสำนักปรัชญาฮิกมะตุลมุตะอาลียะฮ์(สำนักปรัชญาปรีชาญาณสูงส่ง การนำเสนอโดยมุลลา ศ๊อดรอ) จนสามารถนำมาเป็นทฤษฎีทางสังคมวิทยาและศาสนสัมพันธ์ในการใช้ชีวิตของมนุษยชาติบนความหลากหลาย และผ่านมุมมองที่ถูกต้องและอยู่บนความเป็นจริงหนึ่งว่า มนุษย์นั้นเป็นส่วนย่อยหนึ่งของเอกภพและมนุษย์สามารถสร้างสัมพันธภาพกับสรรพสิ่งต่างๆได้ทั้งหมด โดยเฉพาะความสัมพันธภาพระหว่างมนุษย์ด้วยกัน และหากพิจารณาจากยุคสมัยต้นๆของการกำเนิดปรัชญาอิสลาม และประวัติปรัชญามุสลิม จะพบว่านักปรัชญามุสลิมเปิดความคิดและยอมรับกระบวนการทางความคิดของต่างชาติและเห็นว่าการนำเสนอแนวคิดทางปรัชญาไม่ใช่เป็นเรื่องของชาติพันธุ์หรือเชื้อชาติและศาสนาและนักปรัชญามุสลิมพยายามจะหลีกเลี่ยงความเป็นชาตินิยมทางความคิดโดยที่พวกเขาพยายามหาโอกาสในการสนทนาแลกเปลี่ยนวิชาการพร้อมกับพูดคุยถึงแนวคิดทางปรัชญาของกันและกัน เช่นท่านอบูอิสฮากอัลกินดีย์(Abu-Ishakh Al-Kindi)เป็นนักปรัชญามุสลิมที่นิยมในปรัชญาของอริสโตเติลเป็นอย่างมาก หรือ อัลฟารอบีย์(Al-Farabi) อเวน สีน่า (Aven cina) และถ้าสืบค้นไปสมัยก่อนหน้านั้นที่ปรัชญาอิสลามเริ่มก่อตัวในสมัยการปกครองของราชวงศ์บะนีอับบาส(Abbaziyah)ชาวมุสลิมยินดีที่จะรับแนวคิดปรัชญาแบบกรีกโบราณหรือแบบตะวันออก โดยปราศจากการปิดกั้น ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของเพลโต อริสโตเติล หรือนักปรัชญาคนอื่นๆ ตลอดจนทำให้ความความสนอกสนใจต่อศาสตร์ปรัชญาได้ทวีคูณมากยิ่งขึ้นในสมัยนั้น หรือแม้แต่ศาสตร์อื่นๆที่มาจากจีนหรืออินเดีย ก็ได้รับการขานรับจากปราชญ์มุสลิมเป็นอย่างดี และจนถึงปัจจุบันนี้การศึกษาด้านปรัชญาในแวดวงของมุสลิมยังได้ศึกษาแนวคิดต่างๆทางปรัชญามีสาขาปรัชญาตะวันตกสาขาปรัชญาตะวันออกหรือปรัชญาเปรียบเทียบในมหาวิทยาลัยอิสลามและการสนทนาหรือการเสวนาทางความคิดของนักปรัชญามุสลิมกับนักปรัชญาที่ไม่ใช่มุสลิมมีมาทุกยุคทุกสมัยและจากบริบทดังกล่าวนี้ชี้ให้เห็นว่าปรัชญาอิสลามได้บูรณาการจากองค์ความรู้ด้านปรัชญาและแนวทางของนักปรัชญาที่เป็นคำสอนของอิสลามให้รู้จักการให้เกียรติผู้อื่นไม่ยึดมั่นถือมั่นพร้อมที่จะสรรสร้างความถูกต้องและความสันติภาพให้เกิดขึ้นจริงบนโลกใบนี้
ดังนั้นจากทฤษฎีทางปรัชญาสู่การสมานฉันท์ระหว่างศาสนาและนิกาย ก็สามารถจะนำมาปรับใช้เป็นรูปธรรม โดยเรียกร้องให้ทุกภาคส่วน ทุกศาสนา หรือผู้ที่เคร่งครัดในศาสนา โดยการเปิดใจกว้าง แต่ส่งเสริมให้มีเมตตาธรรมและสติปัญญา โดยการยึดหลักสมานฉันท์อย่างเอาจริงเอาจัง
การมีใจกว้าง และมีขันติธรรม ความอดทน สามารถจะรับฟังผู้ที่มีความเชื่อที่แตกต่างและมีความอดทนในการอยู่ร่วมกันในสังคมที่มีความเชื่อที่แตกต่าง การปฏิบัติได้เช่นนี้ คือ “การเข้าถึงหลักปรัชญา ความเป็นเอกภาพ ในพหุภาพ” หรือพูดอีกนัยยะหนึ่งคือ “การรักษาความเป็นเอกภาพในความหลากหลาย”(Unity in Diversity)
ศาสตราจารย์ กีรติ บุญเจือกล่าวว่า การแก้ปัญหาในเรื่องความขัดแย้งระหว่างศาสนาและนิกายในระยะยาวต้องใช้หลักการเสวนา นั่นคือ หาจุดสนใจร่วมกัน หรือเรียกวา แสวงหาจุดร่วม สงวนจุดต่าง เพื่อใช้เป็นพื้นฐานแห่งความเข้าใจดีต่อกัน จุดสนใจร่วมกันนั้นไม่มีจุดใดเป็นพื้นฐานได้ลึกซึ้งเท่าปรัชญา(ศ.กีรติ บุญเจือ ปรัชญาศาสนสัมพันธ์ วรสาร ศาสนสัมพันธ์ ประจำเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๔ มหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุสตอฟา กรุงเทพฯ)
ศาสตราจารย์ กีรติ บุญเจือได้นำเสนอหลักการสานเสวนาธรรมระหว่างศาสนาและนิกายไว้อย่างน่าสนใจดังนี้
- ไม่สังกัดลัทธิ ไม่สังกัดศาสนา ไม่มีเนื้อหาตายตัว มีแต่ท่าทีร่วมกัน คือเคารพความคิดเห็นของกันและกัน โดยส่งเสริมให้แต่ละคนเป็นตัวของตัวเอง มีปรัชญาของตนเอง มีความคิดเห็นของตนเองโดยเฉพาะ แต่ทว่าในเวลาเดียวกันก็พยายามเข้าใจความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยใจเป็นกลาง ให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ไม่ยึดถือเป็นอันขาดว่า “ใครคิดไม่เหมือนฉันใช้ไม่ได้”
- ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือระหว่างฝ่ายต่าง ๆ โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหาทางสายกลางปฏิบัติร่วมกันโดยทุกฝ่ายจะได้บ้างเสียบ้าง ไม่มีฝ่ายใดเลยมีแต่เสียไม่มีได้ และไม่มีฝ่ายใดเลยมีแต่ได้ไม่มีเสีย การรวมกลุ่มเช่นนี้เรียกได้ว่าเป็นการ “สร้างเอกภาพในพหุภาพ” (unify in diversity) ซึ่งขัดแย้งกับหลัก divide and rule (สร้างความแตกแยกแล้วปกครอง) และ unity and rule (สร้างความเป็นหนึ่งเดียวแล้วปกครอง) สองวิธีหลังปกครองง่าย ตกลงเร็ว แต่ไม่ส่งเสริมการสร้างสรรค์ วิธีหลังตกลงกันยาก แต่อุดมด้วยการสร้างสรรค์ เพราะแต่ละแนวคิดย่อมมีอะไรดีๆ
- พยายามขจัดความขัดแย้งทุกอย่างและทุกระดับด้วยสันติวิธี ประสบการณ์ให้บทเรียนมามากพอแล้วว่าวิธีการรุนแรงรังแต่สร้างปัญหาให้ยุ่งยากมากขึ้นและสร้างความเดือดร้อนให้ทุกฝ่ายโดยไม่จำเป็น(ศ.กีรติ บุญเจือ ปรัชญาศาสนสัมพันธ์ วรสาร ศาสนสัมพันธ์ ประจำเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๔ มหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุสตอฟา กรุงเทพฯ)
และศ.กีรติ บุญเจือได้เห็นถึงเป้าหมายและจุดประสงค์ของการเสวนาทางศาสนาและนิกายว่า
- เพื่อรู้จักมองเห็นปัญหาซึ่งตามปกติเรามองไม่เห็น
- เพื่อรู้จักมองหาคำตอบทุกคำตอบที่เป็นไปได้
- เพื่อรู้จักเก็บส่วนดีจากทุกคำตอบมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวของตน (ศ.กีรติ บุญเจือ ปรัชญาศาสนสัมพันธ์ วรสาร ศาสนสัมพันธ์ ประจำเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๔ มหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุสตอฟา กรุงเทพฯ)
เชคอิมรอน พิชัยรัตน์ อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยนานาชาติอัลมุสตอฟา แห่งประเทศไทยได้กล่าวถึงเรื่องการสานเสวนาไว้น่าสนใจอีกมุมหนึ่งว่า แนวทางที่ดีที่สุดที่จะสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นระหว่างศาสนาต่างๆ นั้นคือการทำความเข้าใจและทำความรู้จักซึ่งกันและกัน เพราะความไม่รู้นั้นเป็นบ่อเกิดของการห่างเหินและทำให้เกิดความชิงชังต่อกันหากความไม่รู้นั้นถูกใส่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องและแน่นอนที่สุดว่าการสานเสวนาพูดคุยกันนั้นเป็นวิธีการหนึ่งที่นำไปสู่การเจริญปัญญาในการทำความเข้าใจจุดเหมือนที่จุดต่างร่วมกัน(เชคอิมรอม พิชัยรัตน์ โลกวันนี้กับความจำเป็นต่อการสมานฉันท์ระหว่างศาสนาและนิกาย :สาส์นอิสลาม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กรุงเทพฯ ปี ๒๕๖๒)
วลีหนึ่งที่ศาสนิกชนทุกศาสนาต่างให้ความสำคัญและมีความเห็นพ้องต้องกันอันเป็นสาระธรรมในเชิงปฏิบัติของทุกศาสนานั่นก็คือ “ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี” การเป็นคนดีมีคุณธรรมคือเป้าหมายประการหนึ่งของทุกศาสนาเพราะความดีเป็นสิ่งสากลที่ศาสนิกทุกศาสนารักและปรารถนาที่จะให้เกิดขึ้นในสังคม ซึ่งศาสนาอิสลามให้ความสำคัญในจุดร่วมระหว่างศาสนาเป็นอย่างมาก โดยจะเห็นได้จากโองการและฮะดีษมากมายที่กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้(เชคอิมรอม พิชัยรัตน์ โลกวันนี้กับความจำเป็นต่อการสมานฉันท์ระหว่างศาสนาและนิกาย :สาส์นอิสลาม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กรุงเทพฯ ปี ๒๕๖๒)
อัลกุรอานยอมรับวิธีการสานเสวนากับผู้เห็นต่างโดยยกเรื่องราวในอดีตไว้เป็นตัวอย่างอีกด้วย อันที่จริงแล้วบุคคลแรกที่นำเสนอการเจรจากับผู้ที่เห็นต่างนั้นคือ อัลลอฮ์ (ซบ.) นั่นเอง นับตั้งแต่ทรงเริ่มสร้างอาดัม ที่ทรงนำเสนอเรื่องนี้แก่เหล่าทวยเทพ (มะลาอิกะฮ์) และพวกเขาก็นำเสนอทัศนะของพวกเขาต่อพระองค์ พระเจ้าทรงอธิบายและชี้แจงถึงการสร้างอาดัมให้พวกเขาได้เข้าใจจนเป็นที่กระจ่าง(เชคอิมรอม พิชัยรัตน์ โลกวันนี้กับความจำเป็นต่อการสมานฉันท์ระหว่างศาสนาและนิกาย :สาส์นอิสลาม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กรุงเทพฯ ปี ๒๕๖๒)
บรรดาศาสนาก็สานเสวนาและพูดคุยกับบรรดาชนเผ่าที่เห็นต่างด้วยเช่นกัน และพวกท่านให้เวลาในการทำความเข้าใจแก่ผู้คนในยุคของท่านอย่างมากมาย เช่น:
ศาสดานูห์ (อ.) ที่ได้ใช้เวลานานถึง 950 ปีในการสนทนากับผู้คนในยุคนั้น
قَالُوا يَا نُوحُ قَدْ جَادَلْتَنَا فَأَكْثَرْتَ جِدَالَنَا فَأْتِنَا بِمَا تَعِدُنَا إِنْ كُنْتَ مِنَ الصَّادِقِينَ
“พวกเขากล่าวว่า “โอ้นูห์เอ๋ย ! แน่นอนท่านได้โต้เถียงของเรามากขึ้น ดังนั้นจงนำมาให้เราเถิดสิ่งที่สัญญากับเราไว้ถ้าท่านอยู่ในหมู่ผู้สัตย์จริง”
ศาสดาอิบรอฮีม (อ.) ที่สนทนาพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องการลงโทษาชนชาวลูฏ รวมถึงบรรดาศาสดาทุกท่าน เช่น ศาสดาซอลิห์ ศาสดามูซา ศาสดาอีซา และ ฯลฯ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) และบรรดาผู้นำที่บริสุทธิ์ยิ่ง (อ.) ก็ได้ใช้วิธีการเสวนาและสนทนาทำความเข้าใจกับผู้เห็นต่างซึ่งท่านมัรฮูม ฏอบัรซี ได้รวบรวมเหตุการณ์เหล่านั้นไว้ในหนังสืออันทรงคุณค่าของท่าน (อัลเอี้ยะห์ติญาจ) เบื้องต้นท่านได้เริ่มอธิบายเกี่ยวกับเรื่องของการโต้เถียงและประเภทต่างๆของมัน โดยยกตัวอย่างต่างๆ การโต้เถียงที่ดีงามระหว่างท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) กับบรรดาผู้ปฏิเสธไว้(เชคอิมรอม พิชัยรัตน์ โลกวันนี้กับความจำเป็นต่อการสมานฉันท์ระหว่างศาสนาและนิกาย :สาส์นอิสลาม สถานเอกอัครราชทูต สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน กรุงเทพฯ ปี ๒๕๖๒)







