บุคคลห้าคนที่สร้างอเมริกา

บุคคลห้าคนที่สร้างอเมริกา
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้มองว่าประวัติธุรกิจอเมริกันสามารถถูกแยกได้เป็นสองระยะ : ก่อน ค.ศ 1850 และหลัง ค.ศ 1850 เขายืนยันว่าระยะแรกจะแสดงเศรษฐกิจตลาด – แสดงคุณลักษณะที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า การแข่งขันสมบูรณ์ ระยะที่สองจะต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน การแสดงสิ่งที่เขาเรียกว่าทุนนิยมการบริหาร การเปลี่ยนแปลงระหว่างสองช่วงเวลาเหล่านี้ได้สร้างการปฏิรูปภายในธุรกิจอเมริกัน การเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานของบริษัทจากเจ้าของไปสู่ผู้บริหารเงินเดือนเต็มเวลา มันจะจำเป็นต่อการดำเนินงานของธุรกิจสมัยใหม่ที่แท้จริงอย่างแรกคือรถไฟ ด้วยระบบที่กว้างใหญ่และการดำเนินงานที่ซับซ้อน รถไฟได้ถูกบังคับที่จะออกแบบวิธีการบริหารใหม่ ตามมุมมองของอัล

เฟรด แชนด์เล่อร์ รถไฟจะเป็นตัวเร่งของการปฏิรูปทางการบริหาร รถไฟจะเป็นการพัฒนาที่สำคัญอย่างมากภายในธุรกิจอเมริกัน รถไฟไม่ได้เป็นแต่เพียงธุรกิจสมัยใหม่เท่านั้น รถไฟได้สนับสนุนการพัฒนาธุรกิจอื่นด้วย ก่อนหน้ารถไฟ กลไกทางตลาดจะควบคุมและนำทางกระบวนการผลิต ภายหลังรถไฟการบริหารจะยึดครองกลไกทางตลาด
ทุนนิยมทางการบริหารจะเป็นถ้อยคำหนึ่งที่ได้แนะนำเมื่อ ค.ศ 1984
โดยอัลเฟรด แชนด์เล่อร์ เพื่อที่จะอธิบายรูปแบบเฉพาะของทุนนิยมที่ได้พัฒนาภายในปลายศตวรรษที่สิบเก้าและต้นศษวรรษที่ยี่สิบภายในอเมริกา และได้ท้าทายต่อระบบสมัยเดิมของทุนนิยมส่วนบุคคลที่ถูกสร้างบนการเกี่ยวพันทางการแข่งขันท่ามกลางบริษัทเล็กภายในอุตสาหกรรม ทุนนิยมทางการบริหารครอบงำโดยบริษัทใหญ่ได้แพร่หลายภายในช่วงเวลา ค.ศ 1950-1970
ดังที่ชี้ให้เห็นโดยอัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ทั้งที่ความแตกต่างภายในระยะเวลา การก้าวไป และการเปลี่ยนแปลง บริษัทใหญ่ภายในอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นจะวิวัฒนาการณ์ตามแบบแผนร่วมกัน มันจะแสดงคุณลักษณะโดยสิ่งที่อดอล์ฟเบอร์ลีิ และการ์ดิเนอร์ มีนส์ ระบุว่าเป็นการแยกระหว่างความเป็นเจ้าของและการควบคุม
ทุนนิยมทางการบริหารจะเกิดขึ้นจากการปฎิรูปอุตสาหกรรมและการคิดค้นของรถไฟและเทคโนโลยีการสื่อสาร ผู้บริหารครั้งแรกจะเกิดขึ้นจากธุรกิจรถไฟและโทรเลข ตำแหน่งของผู้บริหารจะเจริญเติบโตกับการแพร่หลายของการผลิตจำนวนมาก การบริหารการไหลของปัจจัยและผลผลิตภายในบริษัทการผลิตใหญ่ต้องการลำดับชั้น ต่อเมื่อการผลิตจำนวนมากและความประหยัดจากจากขนาดได้กลายเป็นความสำคัญเท่านั้น ลำดับชั้นทางการบริหารได้กลายเป็นที่โดดเด่น องค์การของบริษัทได้เจริญเติบโตเมื่อพวกเขาได้ขยายขนาด
ของพวกเขา และการรวมธุรกิจตามแนวดิ่งและแนวนอน บริษัทมักจะขยายตัวเมื่อผู้จัดจำหน่ายของพวกเขาขาดสิ่งจูงใจหรือเทคโนโลยีที่จะวางตลาด
ขาย และบริการผลิตภัณฑ์ผลิตจำนวนมาก ดังนั้นบริษัทได้ก้าวไปสู่การค้าปลีก การกระจาย และอุปทานวัตถุดิบ
ตามแนวคิดของอัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ธุรกิจสมัยใหม่จะถูกแสดงคุณลักษณะด้วยหน่วยธุรกิจ และมันจะถูกบริหารด้วยผู้บริหารเงินเดิอนอย่างไร หน่วยธุรกิจแต่ละหน่วยจะมีสำนักงานและการบัญชีของพวกเขาเอง และพวกเขาสามารถดำเนินงานเป็นอิสระจากกันด้วย การเปลี่ยนแปลงหลายอย่างได้เกิดขึ้นภายในธุกิจสมัยใหม่ มันได้ยกเลิกการปฎิบัติก่อนหน้านี้บางอย่าง ภายในธุรกิจสมัยใหม่ลำดับชั้นได้กลายเป็นแหล่งของอำนาจและได้เจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง การฝึกอบรมได้กลายเป็นทางการและยาวนานมากขึ้น ผู้บริหารจะถูกแยกออกมาจากความเป็นเจ้าของ ผู้ถือหุ้นจะไม่มีประสบการณ์ ความรู้ หรือความเข้าใจที่จะมีส่วนร่วมภายในการบริหารระดับสูง เมื่อธุรกิจสมัยใหม่เหล่านี้ได้เริ่มต้นเฟื่องฟู โครงสร้างทั้งหมดของเศรษฐกิจจะถูกเปลี่ยนแปลง
ดังนั้นมือที่มองเห็นของอัลเฟรด แชนเล่อร์ จะมุ่งที่การเปลี่ยนแปลงกระบวนการของการกระจายและการผลิต และมือที่มองเห็นจะถูกบริหารภายในอเมริกาอย่างไร
จุดสำคัญพื้นฐานคือธุรกิจสมัยใหม่ได้ยืดครองกลไกตลาดภายในการประสานการกระทำและการจัดสรรความเป็นเจ้าของ
โดยทั่วไปผู้เข้ามารายแรกภายในตลาดหรือเทคโนโลยีจะมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน การท้าทายผู้เข้ามารายแรกหมายถึงการแย่งลูกลูกค้าจากเขา
จะยุ่งยาก นับตั้งแต่ผู้เข้ามารายแรกได้บรรลุความประหยัดจากขนาดและขอบเขตแล้วเปรียบเทียบกับผู้ท้าทาย เนื่องจากความยุ่งยากที่จะท้าทายผู้เข้ามารายแรก บริษัทไม่กี่บริษัทจะสามารถท้าทายได้ บริษัทที่ก่อตั้งอย่างดีจะมีกล้ามเนื้อทางการเงินที่จำเป็น ดังนั้นตลาดที่พึ่งพาทุนจะกลายเป็นการผลิตน้อยรายอย่างรวดเร็ว การแข่งขันกึ่งผูกขาดบางโอกาส บริษัทที่แข่งขันเพื่อส่วนแบ่งตลาดและกำไรมักจะใช้ราคาเป็นอาวุธการแข่งขัน
ภายในหนังสือ Scale and Scope ของอัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ธุรกิจอุตสาหกรรมสมัยใหม่จะเจริญเติบโตภายในสามขั้นตอนคือ
* การลงทุนภายในสิ่งอำนวยความสะดวกทางการผลิตใหญ่เพียงพอที่จะได้ประโยชน์จากศักยภาพของเทคโนโลยีเพื่อความประหยัดจากขนาดและขอบเขต
* การลงทุนภายในการตลาดและเครือข่ายการกระจายของประเทศและระหว่างประเทศ
* การสรรหาและการจัดองค์การของผู้บริหารที่จะควบคุมหน่วยงานตามหน้าที่ และประสานงานมัน
ทุนนิยมทางการบริหารได้ครอบงำภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่องภายในประเทศที่พัฒนาแล้วส่วนใหญ่
แทนที่ทุนนิยมส่วนบุคคลที่เจ้าของธุรกิจจะเป็นซีซีโอด้วย ทุนนิยมทางการบริหารจะใช้ลำดับชั้นของผู้บริหารเงินเดือนที่มีน้อยหรือไม่มีความเป็นเจ้าของ
ภายในธุรกิจที่พวกเขาบริหารอยู่ ในขณะนี้ลำดับชั้นทางการบริหารจะควบคุมภาคเศรษฐกิจที่สำคัญ วิถีทางของการผลิตที่เอกชนจะยังคงเป็นเจ้าของไม่ใช่รัฐบาล
นับตั้งแต่การแนะนำแนวคิดนี้ การวิเคราะห์ภายในองค์การอุตสาหกรรมจะอยู่ที่การระบุโอกาสของความไม่สอดคล้องระหว่างสิ่งจูงใจที่ผู้บริหารของบริษัท
ได้เผชิญอยู่และผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น การศึกษาวิถีทางของการจูงใจผู้บริหารเหล่านี้ได้วางแนวการกระทำของพวกเขาให้ใกล้ชิดมากขึ้นกับผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้น การใช้สิทธิการซื้อขายหุ้นจะเป็นหนึ่งของตัวอย่างที่ธรรมดามากที่สุด
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ได้ค้นพบว่ากลยุทธ์การเจริญเติบโตของบริษัทมักจะดำเนินตามแบบแผนต่อไปนี้ ตอนเริ่มแรกบริษัทอาจจะเป็นโรงงาน สำนักงานขาย หรือคลังสินค้า อยู่ภายในอุตสาหกรรมเดียว ณ ทำเลที่ตั้งเดียว และการทำหน้าที่เดียวเหมือนเช่น การผลิต การขาย หรือการคลังสินค้า เมื่อบริษัทได้เจริญเติบโต การเจริญเติบโตของบริษัทจะดำเนินตามเส้นทางผ่านขั้นตอนสี่ขั้น
1 การขยายตัวทางปริมาณ บริษัทอาจจะผลิต ขาย หรือกระจายผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเพิ่มมากขึ้นไปยังลูกค้าเดิม
2 การขยายตัวทางพื้นที่ บริษัทอาจจะกระทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ต่อไปแต่ภายในพื้นที่กว้างขวางมากขึ้น
3 การรวมธุรกิจตามแนวดิ่ง บริษัทอาจจะซื้อหรือสร้างหน้าที่การผลิต
หรืิอการจัดจำหน้าย ผู้ผลิตอาจจะรวมธุรกิจไปทางหลังด้วยการซื้อหรือสร้างวัตถุดิบ พวกเขาอาจจะรวมธุรกิจไปทางหน้าด้วยการซี้อหรือสร้างการจัดจำหน่าย
4 การกระจายผลิตภัณฑ์ บริษัทจะเข้าไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ด้วยการรวมบริษัท การซื้อบริษัท หรือการสร้างบริษัท
วิถีทางสองอย่างหลังจะทำให้เกิดการปรับปรุงโครงสร้างการบริหาร โครงสร้างแบบหน่วยธุรกิจจะปรากฏขึ้นมา สำนักงานบริษัทจะปล่อยความรับผิดชอบการดำเนินงานประจำวันไป แต่จะมุ่งที่การตรวจสอบการปฏิบัติงานของหน่วยธุรกิจ การวางแผนและการดำเนินการกลยุทธ์ระดับบริษัท และ
ให้คำแนะนำเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจากสายงานสนับสุนของบริษัทแก่ผู้บริหารระดับสูง และผู้บริหารระดับกลางของหน่วยธุรกิจ
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้ใช้ข้อเสนอแปดข้อที่จะแสดงว่ามือที่มองเห็นของการบริหารจะทดแทนสิ่งที่อดัม สมิธ เรียกว่ามือที่มองไม่เห็นของพลังทางตลาดอย่างไรและทำไม
1 ธุรกิจหลายหน่วยสมัยใหม่จะทดแทนธุรกิจเล็กสมัยเดิม เมื่อการประสานงานทางการบริหารจะดีกว่ากลไกทางตลาดภายในการเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุน และกำไรเพิ่มสูงขึ้น – เนื่องจากทั้งประสิทธิภาพของบริษัทและความประหยัดจากขนาด
2 ข้อได้เปรียบของหน่วยงานหลายหน่วยที่ประสานงานกันภายในธุรกิจเดียว
ไม่สามารถบรรลุได้โดยไม่มีลำดับชั้นทางการบริหาร
3 ธุรกิจสมัยใหม่ได้ปรากฏตัวครั้งแรกภายในประวัติศาสตร์เมื่อปริมาณของกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้บรรลุระดับที่ทำให้การประสานงานทางการบริหารมีประสิทธิภาพและทำกำไรมากกว่าการประสานงานทางตลาด มันจะมากับเทคโนโลยีใหม่และการขยายตัวของตลาด
4 เมื่อลำดับชั้นทางการบริหารได้ทำหน้าที่ของมัน มันจะกลายเป็นแหล่งของการเจริญเติบโตที่มีพลัง ถาวร และต่อเนื่องของมันเอง
5 อาชีพของผู้บริหารที่มีเงินเดือนที่กำกับลำดับชั้นทางการบริหารจะกลายเป็นเทคนิคและวิชาชีพมากขึ้น การฝึกอบรมจะกลายเป็นยาวนานและเป็นทางการมากขึ้น
6 การบริหารของธุรกิจจะกลายเป็นแยกออกมาจากความเป็นเจ้าของมากขึ้นตลอดเวลา ผู้ถือหุ้นจะไม่มีอิทธิพล ความรู้ ประสบการณ์ หรือความผูกพันที่จะมีส่วนภายในการควบคุม
7 นักวิชาชีพจะพอใจความมั่นคงและการเจริญเติบโตระยะยาวมากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น ในแง่ของผู้บริหารที่มีเงินเดือน การดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องของธุรกิจของพวกเขาจะสำคัญต่ออาชีพตลอดชีวิตของพวกเขา
8 เมื่อธุรกิจใหญได้เจริญเติบโตและยึดครองภาคที่สำคัญของเศรษฐกิจ มันจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของภาคเหล่านี้และเศรษฐกิจโดยส่วนรวม
อัลเฟรด แชนด์เล่อร์ ได้ค้นพบว่าธุรกิจสมัยใหม่ต้องการสายพันธุ์ย่อยใหม่ของบุคคลทางเศรษฐกิจ – ผู้บริหารที่มีเงินเดือน ผู้บริหารจะต้องมีความเชี่ยวชาญทางการบริหาร
ตามแนวคิดของอัลเฟรด แชนด์เลอร์ ธุรกิจใหญ่ที่จะบรรลุความสำเร็จภายในยุคของทุนนิยมอุตสาหกรรม พวกเขาจะต้องทำการลงทุนแบบสามง่าม พวกเขาต้องลงทุนภายในโรงงานให้ใหญ่เพียงพอที่จะบรรุความประหยัดจากขนาด เมื่อโรงงานเหล่านี้ได้ถูกสร้างแล้ว พวกเขาจะต้องลงทุนภายในเครือข่ายของการกระจายจำเป็นที่จะรับประกันปัจจัยและขายผลผลิต สุดท้ายพวกเขาจะต้องลงทุนภายในการบริหาร ทั้ง
ณ ระดับสูงขององค์การ และระดับกลางของหน่วยดำเนินงานแต่ละหน่วย โดยทั่วไปกลุ่มธุรกิจใหญ่ของเกาหลีจะลงทุนสามอย่างเหล่านี้
อัลเฟรด แชนด์เลอร์ ยืนยันว่าเพื่่อที่่จะได้ประโยชน์จากความประหยัดจากขนาดและขอบเขต และกลายเป็นผู้เข้ามารายแรกภายในอุตสาหกรรม เราจะต้องทำการลงทุนแบบสามง่ามภายในการผลิต การตลาด และการบริหาร

คอร์เนเรียส แวนเดอรบิลท์ จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ แอนดรูว์ คาร์เนกี้ เจ. พี. มอร์แกน และเฮนรี่ ฟอร์ด บุคคลที่สร้างอเมริกา จะมีชื่อความหมายเดียวกับนวัตกรรมและธุรกิจใหญ่ภายในอเมริกา พวกเขาทุกคนได้ก่อตั้งอาณาจักรและสร้างความก่านหน้าภายในเทคโนโลยี พวกเขาได้สร้างรูปร่างของประเทศภายในวันเริ่มแรกของพวกเขา ด้วยการทำสิ่งเหมือนเช่นการพัฒนาโมเดลเพื่อรถไฟสมัยใหม่ การสร้างระบบการเงินที่ทันสมัย และการผลิตรถยนต์ที่เข้าสู่มวลชน
บุคคลที่มาจากความยากจนได้เริ่มต้นที่จะสร้างอาณาจักรของพวกเขา การช่วยสร้างแนวคิดความฝันอเมริกัน The Men Who Built America
จะเป็นภาพยนตร์สารคดีแปดตอนออกอากาศเริ่มแรกทางฮิสทรี่ แชนแนล เมื่อ ค.ศ 2012 ภาพยนตร์ชุดนี้จะมุ่งที่ชีวิตของยักษ์ใหญ่ห้าคนของอุตสาหกรรม
ช่วงเวลาระหว่างสงครามกลางเมืองและสงครามโลกครั้งที่หนึ่งบุคคลเหมือนเช่นจอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ และแอนดรูว์ คาร์เนกี้ ได้ช่วยสร้างทุนนิยมปัจจุบันอย่างไร
ก่อนสงครามกลางเมือง ผู้นำของอเมริกา บุคคลที่สร้างรูปร่างของประเทศ
ล้วนแล้วอยู่ภายในสังเวียนกลางเมือง ภายหลังสงครามกลางเมือง
พวกเขาจะเป็นนักธุรกิจ ดังที่ริชาร์ด พาร์สันส์ ซีอีโอก่อนหน้านี้ของไทม์ วอร์เนอร์ ผู้วิจารณ์ของชุดภาพยนตร์นี้ได้กล่าวว่า “มันไม่ได้เป็นความบังเอิญที่ศตวรรษที่ยี่สิบได้กลายเป็น…….. ศตวรรษอเมริกัน” ภาพยนตร์ชุดนี้ได้มุ่งที่
“คอมมาโดว์” คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลท์ : รถไฟ จอห์น ดีื รอคกี้
เฟลเล่อร์ : น้ำมัน แอนดูรว์ คาร์เนกี้ : เหล็ก เฮนรี่ ฟอร์ด : รถยนต์ และเจพีิ
มอร์แกน : การเงิน
สตีเฟน เดวิด ผู้กำกับ ได้ชื่นชมกับบุคคลที่มีชื่อเสียงเหล่านี้อยู่เสมอ และนับตั้งแต่ ค.ศ 1997 เขาได้พยายามจะเล่าเรื่องราวของพวกเขา
การเล่าถึงนวัตกรรมทางอุตสาหกรรมและอาณาจักรทางธุรกิจของพวกเขาได้ปฏิรูปสังคมสมัยใหม่อย่างไร ผู้ชมภาพยนตร์สารคดีชุดนี้จะประมาณ 2.6 ล้านคน
จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ จะเป็นมหาเศรษฐีคนแรกของอเมริกา เป้าหมายของนายทุนใครก็ตามคือการทำเงิน และเขาสามารถถูกใช้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของทุนนิยม
การเอาชนะการเริ่มต้นอย่างถ่อมตัว จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์จะมีวิสัยทัศน์และแรงขับเคลื่อน
ที่จะกลายเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุดภายในอเมริกา เมื่อเข้าสู่ศตวรรษใหม่ คนงานโดยทั่วไปจะมีรายได้ 8 เหรียญ ถึง 10 เหรียญต่อสัปดาห์ จอห์น รอคกี้เฟล
เล่อร์จะมั่งคั่งเป็นล้านเหรียญ เขาคือกัปตันของอุตสาหกรรมหรือขุนนางนักปล้น โดยคำนิยาม ขุนนางนักปล้นจะเป็นนายทุนอเมริกัน ณ การเข้ามาสู่ศตวรรษที่สิบเก้า
ร่ำรวยตัวเขาเองจากหยาดเหงื่อของบุคคลอื่น ใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ หรือครอบครองอิทธิพลของรัฐบาลที่ไม่ยุติธรรม ไม่ว่าข้อสรุปจะเป็นอะไรก็ตาม ผลกระทบของจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ต่อเศรษฐกิจของอเมริกาต้องการการยกย่อง
จอห์น รอคกี้เฟลเลอร์เกิดเมื่อ ค.ศ 1839 ภายในโมราเวีย เมืองเล็กแห่งหนึ่งของนิวยอร์คทางตะวันตก
ก่อนสงครามกลางเมืองไม่นาน จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์และหุ้นส่วนได้ก่อตั้งบริษัทขนส่งภายในคลีฟแลนด์ โอไฮโอ บริษัททำเงินได้มากระหว่างสงคราม เมื่อ ค.ศ 1863 เขาและหุ้นส่วนได้ลงทุนธุรกิจอีกอย่างหนึ่งที่กลั่นน้ำมันดิบจากเพนซิลวาเนียเป็นน้ำมันก้าดเพื่อแสงสว่างของตะเกียง
จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้งานอย่างแรกของเขาภายในคลีฟแลนด์เมื่ออายุ 16 ปี เขาจะเป็นผู้ช่วยนักบัญชีด้วยเงินเดือนเพียง 1.5 เหรียญต่อสัปดาห์
เมื่อ ค.ศ 1863 จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ อายุ 24 ปี ได้ร่วมกับมอริซ คลาค น้องชาย และซามูเอล แอนดูรว์ นักเคมี เริ่มต้นการกลั่นน้ำมั้นภายในคลีฟแลนด์ โอไฮโอ สองปีต่อมาจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้ซื้อหุ้นของน้องชาย และเรียกชื่อโรงกลั่นน้ำมันว่าสแตนดาร์ด เวิร์ค เมื่อธุรกิจน้ำมันได้เจริญเติบโตภายในภูมิภาค จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้สร้างบริษัทใหม่ สแตนดาร์ด ออยล์ คอมพานีิภายในโอไฮโอ ชื่อสแตนดาร์ดได้ถูกเลือกที่จะหมายถึงการทำให้การกลั่นน้ำมันและผลิตภัณฑ์เป็นมาตรฐาน


จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้ขยายตัวสแตนดาร์ด ออยล์ อย่างรวดเร็วโดยการซื้อคู่แข่งขันของพวกเขา เมื่อ ค.ศ 1874 สแตนดาร์ด ออยล์ ได้เริ่มต้นซื้อเครือข่ายท่อส่งน้ำมัน บริษัทสามารถตัดการไหลของน้ำมันดิบไปยังโรงกลั่นที่รอคกี้ต้องการจะซื้อ เมื่อคู่แข่งขันได้พยายามจะสร้างท่อแข่งขันข้ามเพนซิลวาเนีย
สแตนดาร์ด ออยล์ ได้ซื้อที่ดินตามทางที่จะขัดขวาง
และใช้ขนาดของพวกเขาได้ประโยชนที่หามาไม่ได้แก่บริษัทเล็กกว่า เช่น อัตราส่วนลดจากรถไฟ
เมื่อ ค.ศ 1882 จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้ร่วมกับหุ้นส่วนของเขาสร้างสแตนดาร์ด ออยล์ ทรัสต ทรัสต์จะเป็นการรวมกันของบริษัทก่อตั้งโดยข้อตกลงทางกฏหมาย
การควบคุมบริษัทจำนวนมากที่ยอมให้สแตนดาร์ด ออยล์ ควบคุมการกลั่น การกระจาย การตลาด และด้านอื่นของอุตสาหกรรมน้ำมัน ทรัสต์มักจะลดการแข่งขันทางธุรกิจที่ยุติธรรม ด้วยการปฏิบัติทางธุรกิจที่หลักแหลมของจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ สแตนดารฺด ออยล์ ของเขาได้กลายเป็นธุรกิจใหญ่ที่สุดภายในแผ่นดิน ในที่สุดสแตนดาร์ด ออยล์ได้การควบคุมเกือบ 90% ของการผลิตน้ำมันของประเทศ การสร้างการผูกขาดทางอุตสาหกรรมที่ยิ่งใหญ่ครั้งแรกภายในโลก
การยึดครองอุตสาหกรรมน้ำมันของสแตนดาร์ด ออยล์ ได้ตกอยู่ภายใต้การ
วิจารณ์จากทั้งเอกชนและรัฐบาลโดยการสร้างการผูกขาดเสมือนจริงภายในอุตสาหกรรมน้ำมัน เมื่อ ค.ศ 1890 จอห์น เชอร์แมน วุฒิสมาชิกจากโอไฮโอ ได้เสนอกฏหมายห้ามการผูกขาด การให้อำนาจหน้าที่แก่รัฐบาลกลางที่จะระงับธุรกิจอะไรก็ตามที่ขัดขวางการแข่งขัน สแตนดาร์ด ออยล์ ทรัสต์ ได้กำจัดการแข่งขันอย่างมีประสิทธิภาพ
เมื่อ ค.ศ 1890 รัฐสภาได้ผ่านกฏหมายห้ามการผูกขาดที่จะจำกัดอำนาจของทรัสต์ การห้ามการรวมกันทุกอย่างหรืออย่างอื่น หรือการสมรู้ร่วมคิดภายในการจำกัดการค้า สแตนดาร์ด ออยล์ แพ้การฟ้องร้องคดีกฏหมายห้ามการผูกขาดภายในโอไฮโอเมื่อ ค.ศ 1892 ต่อจากนั้นบริษัทได้แตกเป็นบริษัทลูกจำนวนมาก
โดยทฤษฎีแล้วบริษัทเหล่านี้จะไม่เป็นเจ้าของโดยบุคคลเดียวหรือดำเนินงานโดยคณะกรรมการบริษัทเดียว แต่ปรากฏว่าพวกเขายังคงดำเนินงาน
ภายในการเชื่อมต่อกันและกัน แต่บริษัทเหล่านี้จะไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทที่ควบคุมอย่างเป็นทางการโดยจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ บรรดาบริษัทที่หลากหลายเหล่านี้ได้แก่ สแตร์นดาร์ด ออยล์ ออฟ โอไฮโอ สแตนดาร์ด ออยล์ ออฟ อินเดียนา สแตนดาร์ด ออยล์ ออฟ แคลิฟอร์เนีย เป็นต้น บริษัทอื่นได้ใช้ชื่อสแตร์นดาร์ด ออยส์ ที่จะทำกำไรจากชื่อเสียงของบริษัท แต่สแตนดาร์ด
ออยล์ คอมพานี แห่งโอไฮ จะเป็นบริษัทต้นกำเนิดที่จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ได้สร้างเมื่อ ค.ศ 1862
กระทรวงยุติธรรมได้ยื่นฟ้องคดีห้ามการผูกขาดต่อสแตนดาร์ด ออยล์เมื่อ ค.ศ 1909 การยืนยันว่าบริษัทได้ควบคุมการค้าโดยข้อตกลงสิทธิพิเศษกับรถไฟ การควบคุมท่อและการปฏิบัติที่ไม่ยุติธรรมเหมือนเช่นการตัดราคาของพวกเขาที่จะกำจัดคู่แข่งขันรายเล็กออกไปจากธุรกิจ บริษัทได้ใช้ยุทธวิธีเหมือนเช่นการขึ้นราคาภายในพื้นที่ที่มีการผูกขาด ในขณะที่ลดราคาภายในพื้นที่
ที่มีการแข่งขัน
จอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ ได้กลายเป็นบุคคลร่ำรวยและผู้ใจบุญสำคัญที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาได้เข้ามาสู่ธุรกิจน้ำมันด้วยการลงทุนภายในการ
กลั่นน้ำมัน โอไฮโอ คลีฟแลนด์ เมื่อ ค.ศ 1870 เมื่ออย่างเข้าศตวรรษที่ยี่สิบ สแตนดาร์ด ออยล์ ของเขาจะเป็นพลังที่ถูกยอมรับ ภายใน ค.ศ 1904 บริษัทได้ควบคุม 91% ของการผลิตน้ำมันและ 85% ของการขายสุดท้ายภายในอเมริกา
สแตนดาร์ด ออยล์ จะเป็นบริษัทการผลิตน้ำมัน การขนส่ง การกลั่น และการตลาดของอเมริกา บริษัทจะเป็นโรงกลั่นน้ำมันใหญ่ที่สุดภายในโลก
สแตนดาร์ด ออยล์ ได้ยึดครองตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันเริ่มแรกโดยการรวมธุรกิจตามแนวนอนภายในภาคการกลั่นน้ำมัน ภายในปีต่อมาบริษัทได้มีการรวมธุรกิจตามแนวดิ่ง

จอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ ได้กลายเป็นบุคคลที่ร่ำรวยมาก การรวมธุรกิจตามแนวนอนได้ถูกสร้างชื่อเสียงโดยสแตนดาร์ด ออยล์ ของเขา
จอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ จะเป็นนักอุตสาหกรรม เขาได้ถูกฝึกอบรมเป็นนักบัญชี แต่ได้เข้ามาสู่ธุรกิจน้ำมันไม่นานภายหลังจากการค้นพบบ่อน้ำมันที่ทิทัชวิลล์ เพนซิลวาเนีย โดยเอ็ดวิน เดรค
จอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ รู้ว่าเพื่อที่จะนำเสนอราคาต่ำที่สุด เขาไม่เพียงแต่จะต้องมีกระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้น แต่จะต้องมีเครือข่ายซัพพลายเออร์ที่มีต้นทุนต่ำด้วย ภายใต้ข้อพิจารณานี้ สแตนดาร์ด ออยจะเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงกับการใช้กลยุทธ์เรียกว่า การรวมธุรกิจตามแนวดิ่ง ด้วยการรวมธุรกิจตามแนวดิ่ง บริษัทจะเป็นเจ้าของลูกโซ่อุปทานของพวกเขาเอง เครือข่ายของซัพพลายเออร์ที่จัดหาวัตถุดิบ จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ได้ใช้การรวมธุรกิจตามแนวดิ่งที่จะช่วยลดต้นทุน ตัวอย่างเช่น เขาจะว่าจ้างช่างวางท่อของเขาเอง และลดต้นทุนแรงงานได้เกือบครึ่งหนึ่ง คูเปอร์จะกำหนดราคาถังไม้ 2.50 เหรียญต่อถัง
จอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ ได้ลดราคาลงเป็น 96 เซ็นต์ เมื่อเขาได้ซื้อพื้นที่ไม้โอ้คของเขาเอง เตาเผาของเขาเองที่จะอบไม้ และเกวียนและม้าของเขาเองที่จะลากมันไปยังคลีฟแลนด์ เขาได้สร้างถังไม้ ติดกาวมัน และทาสีน้ำเงิน

จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้สร้างอาณาจักรของเขาด้วยการเป็นหุ้นส่วนและการซื้อบริษัท
ตอนเริ่มแรกเขาได้ใช้การเป็นหุ้นส่วนที่จะเพิ่มทักษะและทรัพยากรแก่ธุรกิจของเขา นอกจากนี้แล้วเขาจะใช้การกู้ยืมและลงทุนกำไรใหม่ที่จะสะสมความรวดเร็วของการเจริญเติบโตของธุรกิจของเขา จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้พยายามจะควบคุมต้นทุนการขนส่งด้วยการสร้างคาร์เทลหรือผู้ผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดภายในการเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทรถไฟ การยอมให้พวกเขาได้รับการลด 50% ของต้นทุนน้ำหนัก
กลยุทธ์ธุรกิจที่สำคัญของเขาจะเป็นการลงทุนใหม่ที่จะเร่งการเจริญเติบโต
การใช้ประโยชนจากพลังการซื้อขนาดใหญ่ที่จะลดต้นทุนการขนส่ง การมุ่งที่การปรับปรุงประสิทธิภาพด้วยความประหยัดจากขนาด การรวมธุรกิจตามแนวดิ่งและการซื้อคู่แข่งขันของพวกเขา จอหน จะรักษาการแข่งขันให้น้อยที่สุด ด้วยการกำหนดราคาของเขาให้ต่ำและแม้แต่การขายราคา ณ ต้นทุนหรือต่ำต้นทุนที่จะกำจัดการแข่งขัน เขาจะตัดราคาคู่แข่งขันของเขา และใช้การกำหนดราคาแตกต่างกันที่จะทำกำไรสูงสุดภายในพื้นที่ที่ไม่มีการแข่งขัน การใช้เงินทุนกับการลดราคาภายในพื้นที่ที่มีการแข่งขัน เมื่อจอหนได้ซื้อโรงกลั่นน้ำมัน เขาจะพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพและใช้ความประยัดจากขนาดที่จะผลิต ณ ต้นทุนที่ต่ำลง การทำให้เขาลดราคาได้้ต่อไป และผลักดันธุรกิจมากขึ้นที่จะขายแก่เขา การสร้างความสามารถที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนต่อไป
นอกจากการซื้อคู่แข่งขันของเขาและเจริญเติบโตตามแนวนอนแล้ว เขาได้เจริญเติบโตธุรกิจของเขาตามแนวดิ่งด้วย การเพิ่มท่อและรถถังบรรจุน้ำมัน
และเครือข่ายการส่งน้ำมัน การช่วยให้เขาควบคุมมากขึ้นลูกโซ่การส่งน้ำมันทั้งหมด และการทำให้น้ำมันหามาได้แก่ประชาชนจำนวนมาก ภายใต้การควบคุมลูกโซ่การส่งน้ำมันทั้งหมด มันทำให้เขาสามารถลดต้นทุนการส่งน้ำมันลงด้วย ด้วยการหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินแก่ผู้ค้าส่ง และขายน้ำมันราคาต่ำลง
จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้กล่าวว่า อย่าขยี้คู่แข่งขันของเรา – การว่าจ้างพวกเขา ภายในการสร้างการผูกขาดของเขา
จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ รู้ว่าเขาจะต้องรักษาอย่างน้อยที่สุดรูปร่างหน้าตาของการแข่งขันไว้ เขาไม่ต้องการจะเป็นศัตรูกับเจ้าของของโรงกลั่นน้ำมันอื่นด้วย เขาต้องการจะนำพวกเขาเข้ามาภายในบริษัทของเขา การมองสแตนดาร์ด ออยล์ เกือบจะเป็นวัด เขาได้มองบริษัททำอย่างถูกต้องภายในโลกโดยการสร้างเสถียรภาพแก่อุตสาหกรรมน้ำมัน โครงสร้างบริษัทของสแตนดาร์ด ออยล์ จะยอมให้โรงกลั่นน้ำมันอื่นแสร้งทำว่าพวกเขายังคงเป็นอิสระ แต่ที่จริงแล้วโรงกลั่นเหล่านี้และเจ้าของจะเป็นส่วนหนึ่งของเครื่องจักรยักษ์ใหญ่ เป้าหมายที่ไม่ต้องการจะขยี้พวกเขา แต่นำพวกเขาเข้ามาถ้าเป็นไปได้ ด้วยข้อเสนอที่มีกำไรดีของหุ้นของบริษัท มูลค่าจะเพิ่มสูงขึ้นหลายครั้ง การชักนำพิสูจน์ว่าดีเกินไปที่จะพลาดโอกาส
แอนดูรส์ คาร์เนกี้ นักธุรกิจ ได้บุกเบิกการรวมธุรกิจตามแนวดิ่งภายอุตสาหกรรมเหล็กเมื่อศตวรรษที่สิบเก้า การใช้การรวมธุรกิจตามแนวดิ่งที่จะสร้างการผูกขาดเหล็ก
เขาได้ดำเนินทุกสิ่งทุกอย่างที่ต้องทำกับการผลิตเหล็ก จากการทำเหมืองแร่ ไปสู่การผลิต ไปสู่การกระจาย แอนดูรส์ คาร์เนกี้ได้ควบคุมทุกด้าน การรวมธุรกิจตามแนวดิ่งได้ช่วยการเจริญเติบโตของธุรกิจ คาร์เนกี้ สตีล ได้กลายเป็นธุรกิจใหญ่ที่สุดของเวลานั้น และแอนดูรว์ คาเนกี้จะเป็นบุคคลร่ำรวยที่สุด เขา ได้กลายเป็นนักธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ได้ เนื่องจากยุทธวิธีทางธุรกิจที่หลักแหลม จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ มักจะซื้อบริษัทน้ำมันอื่นที่จะกำจัดการแข่งขัน กลยุทธ์ที่รู้จ้กกันว่าเป็นการรวมธุรกิจตามแนวนอน แอนดูรว์ คาร์เนกี้ได้สร้างการรวมธุรกิจตามแนวดิ่ง แนวคิดที่ได้ถูกดำเนินการครั้งแรกโดยกูสทาวูส สวืฟท์
กูสทาวูส สวิฟท์ จะเป็นนักธุรกิจชาวอเมริกัน เขาได้สร้างอาณาจักรการบรรจุเนื้อสัตว์ระหว่างปลายศตวรรษที่สิบเก้า เขาได้เริ่มต้นเป็นผู้ซื้อปศุสัตว์และผู้ขายเนื้อสัตว์ภายในแมสซาซูเสตต์ ในที่สุดได้ย้ายที่ชิคาโกเมื่อการเชื่อมต่อรถไฟได้สร้างตลาดศูนย์กลางเพื่อการกระจายการเกษตรและปศุสัตว์ กูสทา
วูส สวิฟท์ได้รับรู้อย่างรวดเร็วว่าการขนส่งปศุสัตว์ที่มีชีวิตจะต้นทุนสูง เนื่องจากส่วนใหญ่ของวัวจะเป็นของเสีย เขาได้เปลี่ยนไปสู่ความคิดรถตู้เย็นที่เขาได้ออกแบบและดำเนินการ ภายหลังจากการใช้รถตูเย็นไม่นานเมื่อ ค.ศ 1880 สวิฟท์ แอนด์ โค. ได้ขนส่งเนื้อสัตว์เป็นหมื่นตันไปนิวยอร์คและเลยไป ในที่สุดกูสทาวูส สวิฟท์ได้ใช้
การรวมธุรกิจตามแนวดิ่งและสายการผลิตจำนวนมากที่จะทำให้กระบวนการฆ่าสัตว์และตกแต่งมีประสิทธิภาพเท่าที่จะเป็นไปได้ รถตู้เย็นของเขาได้สร้างผลกระทบภายในอุตสาหกรรมเนื้อ ทศวรรษต่อมาการขนส่งปศุสัตวที่มีชีวิตได้ลดลง และเมื่อ ค.ศ 1900 มันได้หยุดลงอย่างสิ้นเชิง ต้นทุนการขนส่งของบริษัทเนื้อได้ลงลง 10% ถึง 20 %
กูสทาวูส สวีฟท์ ได้ทำการปฏิรูปอุตสาหกรรมการบรรจุเนื้อด้วยการใช้รถไฟตู้เย็น การควบคุมต้นทุนอย่างเข้มงวด ณ โรงงานของเขา และการรวมธุรกิจตามแนวดิ่ง การปฏิบัติของเขาได้ช่วยให้เอาชนะความไม่ไว้วางใจของลูกค้าต่อเนื้อแปรรูป กูสทาวูส สวิฟท์ ผู้บุกเบิกคนหนึ่งของแนวคิดการรวมธุรกิจตามแนวดิ่ง จะลุ่มหลงกับการควบคุมต้นทุน ณ โรงงานและสำนักงานของเขา การผลิตของเขาจะเป็นตัวอย่างที่มีชื่อเสียงของการรวมธุรกิจตามแนวดิ่ง การเสริมแรงหลายขั้นตอนปรกติของกระบวนการบรรจุเนื้อสัตว์ให้เป็นกระบวนการเดียวที่ปรับปรุงให้คล่องตัว
กูสทาวูส สวีฟท์ ได้บุกเบิกการใช้ผลิตภัณฑ์พลอยได้ของสัตวเพื่อการผลิตสบู่ กาว ปุ๋ย เขาได้ถูกยกย่องกับการพัฒนารถตู้เย็นคันแรกทำให้บริษัทส่งเนื้อสัตว์ตกแต่งไปยังทุกส่วนของประเทศและต่างประเทศ การเริ่มต้นยุคของ “เนื้อสัตว์ราคาถูก” โรงงานบรรจุเนื้อสัตว์ของชิคาโกจะเป็นแห่งแรกที่ใช้เทคนิคการผลิตสายพานประกอบ เฮนรี่ ฟอร์ด ได้กล่าวถึงภายในอัตชีวประวัติของเขา My Life and Work ว่า มันจะเป็นการไปเยี่ยมโรงฆ่าสัตว์ชิคาโก ที่ได้เปิดตาของเขาต่อการใช้ระบบสายพานลำเลียงเคลื่อนที่และสถานีงานที่แน่นอน

ภายในการประยุกต์ใช้ทางอุตสาหกรรม
กูสทาวูส สวีฟท์ ได้สร้างการรวมธุรกิจตามแนวดิ่งด้วยการซื้อปศุสัตว์ รถตู้เย็น และคลังสินค้า และขบวนรถบรรทุกที่จะส่งเนื้อไปยังผู้ค้าปลีกขายเนื้อ
แอนดูรว์ คาร์เนกี้ ได้ซื้อบริษัทรถไฟและเหมืองเหล็ก ถ้าเขาเป็นเจ้าของรถไฟและเหมืองเหล็ก เขาสามารถลดต้นทุนและผลิตเหล็กราคาถูกได้ แอนดูรว์ คาร์เนกี้ต้องการคนงาน
ที่มีประสิทธิภาพ เขาต้องการให้คนงานรู้สึกว่าพวกเขามีผลประโยชน์ที่เป็นเจ้าของภายในความเจริญรุ่งเรืองของบริษัท ดังนั้นเขาได้ริเริ่มแผนการแบ่งกำไร ยุทธวิธีเหล่านี้ทุกอย่างได้ทำให้คาร์เนกี้ สตีล คอมพานี เป็นบริษัทหลายล้านเหรียญ เมื่อ ค.ศ 1901 เขาได้ขายบริษัทของเขาแก่ เจพี มอร์แกน 500 ล้านเหรียญ และเจพี มอร์แกนได้สร้าง ยู เอส สตีล ขึ้นมา
ภายใต้การรวมธุรกิจตามแนวดิ่ง บริษัทหนึ่งจะซื้อบริษัทอื่นที่อยู่ก่อนหรือหลังพวกเขาภายในกระบวนการลูกโซ่อุปทาน
ด้วยขั้นตอนทุกขั้นอยู่ภายใต้มือเดียว การรวมธุรกิจตามแนวดิ่งจะน่าทำให้ผลิตภัณฑ์ยึดคุณค่า และสิ่งที่
เป็นความคิดเริ่มแรกได้ถูกรักษาไว้ การรับรองว่าการดำเนินงานของผลิตภัณฑ์จะถูกทำทั้งหมดและทุกขั้นตอนจะดำเนินงานภายในธุรกิจเดียว การรวมธุรกิจตามแนวดิ่งจะกำจัดซัพพลายเออร์ที่ไม่สามารถขายผลิตภัณฑ์ของพวกเขาได้
การรวมธุรกิจตามแนวนอนจะเป็นการปฏิบัติทางธุรกิจภายในศตวรรษที่สิบเก้าที่รู้จักกันเป็น “การผูกขาด” เมื่อบริษัทต้องการจะเจริญเติบโตด้วยการรวมธุรกิจตามแนวนอน ความมุ่งหมายของพวกเขาคือ การซื้อบริษัทเดียวกันภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน การรวมธุรกิจตามแนวนอนได้ถูกใช้โดยธุรกิจใหญ่ที่จะสร้างทรัสต์และการผูกขาดด้วยการซื้อคู่แข่งขันทุกรายภายในธุรกิจอะไรก็ตาม จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้ใช้สิ่งนี้ภายในน้ำมัน และแอนดูรว์ คาร์
เนกี้ได้ใช้สิ่งนี้ภายในเหล็ก
การรวมธุรกิจตามแนวนอนจะช่วยให้บริษัทขยายตัวภายในขนาด กระจายผลิตภัณฑ์ให้หลากหลาย ลดการแข่งขันให้น้อยลง บรรลุความประหยัดจากขนาด และความประหยัดจากขอบเขต
ตัวอย่างที่ดีที่สุดของศตวรรษที่สิบเก้าคืออุตสากรรมน้ำมันของจอห์น รอคกี้ เฟลเล่อร์ เขาได้ซื้อบริษัทหลายบริษัท และแม้แต่ทำให้บริษัทบางบริษัทต้องออกไปจากธุรกิจ ด้วยการกระทำดังกล่าวนี้ จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์มั่นใจว่าเขาจะเป็นบริษัทเดียวเท่านั้นที่ขายน้ำมัน
ทรัสต์หรือการผูกขาดจะเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจอย่างหนึ่งออกแบบเมื่อปลาย ค.ศ 1800
ทรัสต์ได้ถูกบุกเบิกโดยแอนดรูว์ คาร์เนกี้ ของอุตสาหกรรมเหล็ก และจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ของอุตสาหกรรมน้ำมัน ความมุ่งหมายของทรัสต์คือ การกำจัดการแข่งขันภายในธุรกิจ บริษัทที่มีพลังจะควบคุมหุ้นของบริษัทเล็กหลายบริษัทภายในสายธุรกิจอย่างเดียวกัน การสร้างการผูกขาด การผูกขาดจะทำให้เกิดการรวมหัวกันกำหน่ดราคาและทุกบริษัทที่เกี่ยวข้องจะได้ประโยชน์
ทรัสต์จะเป็นสิ่งผิดกฏหมายเมื่อต้น ค.ศ 1900
การขยายตัวของรถไฟทำให้เกิดการลุกขึ้นมาของธุรกิจใหญ่ภายหลังสงครามกลางเมือง น้ำมัน – จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ เหล็ก – แอนดูรว์ คาร์เนกี้ และการเงิน – เจ พี มอร์แกน
ธุรกิจใหญ่เหล่านี้จะควบคุมเศรษฐกิจของชาติ จนกระทั่งขบวนการปฏิรูปได้วางข้อจำกัดเหมือนเช่นกฏหมายแรงงานเด็ก และกฏหมายห้ามการผูกขาด
ถ้อยคำ “ธุรกิจใหญ่” ืมักจะถูกใช้แสดงคุณลักษณะการขยายตัวทางอุตสาหกรรมภายหลังสงครามกลางเมืองของอเมริกา ระหว่างช่วงเวลานี้ การก้าวจากการผลิตภายในโรงงานเล็กไปสู่โรงงานใหญได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ภายในเกือบทุกอุตสาหกรรม จำนวนของคนงานของโรงงานได้เจริญเติบโต และเมื่อ ค.ศ 1900 โรงงานผลิตจะมีคนงานมากกว่า 1,000 คน – บางสิ่งบางอย่างที่ไม่ได้เคยยินมาก่อนสามสิบปีก่อนหน้านี้ – จะธรรมดา ธุรกิจใหญ่จะหมายถึงการรวมกันทั้งอุตสาหกรรมที่ควบคุมโดยหยิบมือหนึ่งของบริษัท เมื่อการแข่งขันได้นำไปสู่รูปแบบใหม่ขององค์การธุรกิจ อุตสาหกรรมเหล็กและอุตสาหกรรมน้ำมันจะเป็นตัวอย่างที่ดีของแนวโน้มนี้
จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้สร้าง สแตนดาร์ด ออยล์ ออฟ โอไฮโอเมื่อ ค.ศ 1870 และบริษัทได้ผูกขาดการกลั่นน้ำมันและการขนส่งอย่างรวดเร็วภายในอเมริกา จอห์นรอคกี้เฟลเลอร์ จะได้เงินคืนอย่างมากจากรถไฟ และการสร้างถังน้ำมันของเขาเอง สร้างท่อและถังเก็บน้ำมัน และซื้อรถถังน้ำมันที่จะลดค่าใช้จ่าย วิธีการเหล่านี้ของการรวมธุรกิจตามแนวดิ่งทำให้สแตนดาร์ด ออยล์ ลดราคาและขับดันคู่แข่งขันออกไปจากธุรกิจ บริษัทได้นำวิถีทางภายในการรวมธุรกิจตามแนวนอนด้วย การควบคุมธุรกิจภายในอุตสาหกรรมเดียวกัน เมื่อ ค.ศ 1882 จอห์น รอคกี้เฟลเลอร์ ได้สร้างสแตรน ออย ทรัสต์ ภายในทรัสต์ ผู้ถือหุ้นจะยินยอมให้หุ้นและการควบคุมของแต่ละบริษัทแก่คณะกรรมการของทรัสต์
จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้มุ่งหมายที่จะควบคุมปัญหาคู่กันของการผลิตมากเกินไปและการแข่งขัน เมื่อรวมกันจะสร้างจะสร้างอุปทานน้ำมันดิบจำนวนมาก การกดดันราคาลง และการคุกคามกำไร ข้อแก้ปัญหาของเขาคือ การรวมธุรกิจตามแนวนอนของโรงกลั่นเกือบทุกโรงภายในประเทศ จอห์น รอคกี้เฟบเล่อร์ สามารถควบคุมราคาและจำนวนของน้ำมันดิบได้
เมื่อ ค.ศ 1800 อเมริกาจะมีหลายธุรกิจยักษ์ใหญเรียกกันว่าทรัสต์ พวกเขาจะควบคุมทั้งภาคของเศรษฐกิจเหมือนเช่น เหล็ก น้ำมัน รถไฟ และน้ำตาล
ทรัสต์ที่มีชือเสียงมากที่สุดสองแห่งคือ ยู เอส สตีล และสแตนดาร์ด ออยล์ พวกเขาจะเป็นการผูกขาดและควบคุมอุปทานของผลิตภัณฑ์และราคาของพวกเขาด้วยบริษัทหนึ่งควบคุมทั้งอุตสาหกรรม การแข่งขันของบริษัทจะไม่มี บุคคลไม่มีทางเลือกที่จะซื้อจากใคร ราคาได้เพิ่มสูงขึ้นถึงหลังคา และคุณภาพไม่ได้มีความสำคัญ นี่ได้ทำให้เกิดการคุกคามและความลำบากต่อความเจริญรุ่งเรืองของอเมริกา ในขณะที่นักธุรกิจเจ้าของทรัสต์ยิ่งรวยขึ้น ประชาชนไม่พอใจและได้เรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการทันที ประธานาธิบดี ธีโอดอร์ โรสเวลท์ ได้ทำลายหลายทรัสต์โดยการบังคับที่รู้จักกันว่าเป็น “กฏหมายห้ามการผูกขาด” เป้าหมายของกฏหมายเหล่านี้คือการคุ้มครองลูกค้าโดยการส่งเสริมการแข่งขันภายในตลาด รัฐสภาอเมริกันได้ออกกฏหมายหลายฉบัยที่จะช่ายส่งเสริมการแข่งขัน โดยการห้ามวิธีการแข่งขันที่ไม่ยุติธรรม
ิ กฏหมายเชอร์แมน ค.ศ 1880 จะเป็นกฏหมายห้ามการผูกขาดเก่าที่สุดของชาติ กฏหมายจะเป็นมาตรการครั้งแรกที่ออกโดยรัฐสภาอเมริกันที่จะห้ามทรัสต์ กฏหมายเชอร์แมนจะเป็นชื่อของวุฒิสมาชิก วิลเลียม เชอร์แมน แห่งโอไฮโอ ผู้เชี่ยวชาญการควบคุมการค้า
เขาจะเป็นประธานของคณะกรรมาธิการเงินและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังสมัยประธานาธิบดี รูเธอร์ฟอร์ด เฮเยส
กฏหมายเชอร์แมนจะควบคุมการรวมกันของอำนาจที่แทรกแซงการค้าและลดการแข่งขันทางเศรษฐกิจ การห้ามนี้จะไม่เพียงแต่คาร์เทลที่เป็นทางการ แต่จะเป็นข้อตกลงอะไรก็ตามที่จะกำหนดราคาร่วมกัน จำกัดผลผลิตของอุตสาหกรรม ส่วนแบ่งตลาด หรือกำจัดการแข่งขัน
มันจะผิดกฎหมายถ้าคู่แข่งขันทำการตกลงระหว่างกันที่จะจำกัดการแข่งขัน พวกเขาไม่สามารถตกลงกันกำหนดราคาของผลิตภัณฑ์ นั่นคือการรวมหัวกันกำหนดราคา ธุรกิจจะผูกขาดไม่ได้ถ้าบริษัทโกงหรือแข่งขันไม่ยุติธรรม ผู้บริหารบริษัทที่ดำเนินธุรกิจของพวกเขาด้วยวิถีทางเหล่านี้จะลงเอยเสียค่าปรับสูงมากและแม้แต่ถูกจำคุก

“ทรัสต์” จะเป็นกลุ่มของบริษัทหรืออุตสาหกรรมจัดตั้งที่จะรวมอำนาจ และลดหรือกำจัดการแข่งขัน โมเดลที่ได้พัฒนาภายใน ค.ศ 1880 โดยจอห์น รอคกี้ เฟลเล่อร์ พยายามจะรวมการยึดครองของเขาข้ามพรมแดนของรัฐโดยการใส่หุ้นจากทรัพยสินที่หลากหลายลงไปที่องค์การเดียวเรียกว่าทรัสต์ เขาได้คิดค้นเครื่องมือทางกฏหมายรวมศูนย์กลางที่จะยึดครองอุตสากรรมข้ามพรมแดนของรัฐ เขาได้ใส่หุ้นจากทรัพยสินน้ำมันที่หลากหลายลงไปภายในโครงสร้างตามกฏหมายเรียกว่าทรัสต์ คือ สแตนดาร์ด ออยล์ ทรัสต์ บริษัทน้ำมันของจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์อาจจะดูเป็นอิสระทางกฏหมาย แต่คณะกรรมการของทรัสต์จะกำหนดนโยบายเพื่อกลุ่มที่รวมกัน ด้วยเครี่องมือทางกฏหมายใหม่นี้ จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ได้สร้างการผูกขาดที่มีพลังมากที่สุดและใหญ่ที่สุดของยุค
สแตนดาร์ด ออยล์ มักจะถูกอ้างเป็นทรัสต์แรก และกลไกทางกฏหมายที่
จอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์บุกเบิก ได้ปูเส้นทางเพื่อช่วงเวลาที่ไม่เคยมีมาก่อนของการกลายเป็นการผูกขาดภายในอเมริกา มันจะสร้างจุดกำเนิดของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ปัจจุบันได้ครอบงำชิวิตประจำวันของบุคคลทั่วโลก สแตนดาร์ด ออยล์ของจอห์น รอคกี้เฟลเล่อร์ ได้รวมอุตสาหกรรมน้ำมัน เจพี มอร์แกน ได้จัดตั้งเจ็นเนอรัล อีเล็คทริคและยู เอส สตีล และยึดครองรถไฟ
แอนตี้ทรัสต์ ตามที่ถ้อยคำได้เสนอแนะ ปรากฏขึ้นเป็นปฏิกริยาโดยตรงต่อแนวโน้มนี้ เมื่อ ค.ศ 1890 รัฐสภาได้ออกกฏหมายแอนตี้ทรัสต์ของเชอร์แมน กฎหมายห้ามการผูกขาด รากฐานของกฏหมายห้ามการผูกขาดของอเมริกา
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







