อิสลาโมโฟเบีย : โรคเกลียดกลัวอิสลามกับการเยียวยา ตอนที่ 2

อิสลาโมโฟเบีย : โรคเกลียดกลัวอิสลามกับการเยียวยา ตอนที่ 2
กับมายาคติในเรื่องความรุนแรงในศาสนาอิสลาม
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วทส.
ความรุนแรงและความสุดโต่งในศาสนาอิสลาม ถือว่าเป็นประเด็นที่ได้นำมาถกเถียงและสนทนากันมากทีเดียวในยุคปัจจุบัน โดยบางกลุ่มมีความเชื่อว่า ในศาสนาอิสลามและคำสอนของอิสลาม ไม่ว่าจะเป็นตัวบทจากพระคัมภีร์อัลกุรอาน หรือจากวจนะของพระศาสดามุฮัมมัด ได้มีกลิ่นอายของการสนับสนุนให้มีความรุนแรงและแสดงออกถึงความสุดโต่งต่อคนอื่นๆ
ความสุดโต่งและความรุนแรงที่ได้ถูกฉายภาพจากมุสลิมบางกลุ่ม ไม่ว่าจะกลุ่มรัฐอิสลาม(ไอเอส) ได้ส่งผลกระทบต่อประชาคมมุสลิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เพราะว่ากลุ่มก้อนเหล่านั้นได้กระทำหรือได้แสดงความรุนแรงไปในฐานะของชาวมุสลิม หรือบางครั้งยังได้อ้างตัวบทในการแสดงออกถึงความรุนแรงนั้นว่ามาจากศาสนาอิสลาม จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า จริงๆแล้วในคำสอนอิสลามมีความเชื่อให้ใช้ความรุนแรงหรือไม่? และจากการกระทำเหล่านั้น ทำให้เกิดปรากฏการณ์อิสลาโมโฟเบีย โรคเกลียดกลัวอิสลาม ซึ่งจากเริ่มแรกได้เกิดขึ้นในต่างประเทศ ในโลกตะวันตก จนกระทั้งเข้ามาสู่ประเทศไทยที่มีกระแสการห้ามการสร้างมัสยิดในจังหวัดมุกดาหาร หรือในพื้นที่อื่นๆที่กลุ่มศาสนิกอื่นๆได้แสดงออกถึงการรังเกียจต่อมุสลิมและต่อศาสนาอิสลาม และมายาคติความนิยมต่อความรุนแรงในศาสนาอิสลามได้กลายเป็นความเชื่อและกลายเป็นสัจจคติไปเสียแล้ว
กระแสโลกปัจจุบันได้แสดงการรังเกียจต่อความสุดโต่งและการแสดงออกถึงการนิยมความรุนแรงในศาสนา และกลับกันโลกวันนี้ต้องการสันติภาพ ความยุติธรรม เสรีภาพ และความสัมพันธ์ฉันมิตรระหว่างกันและกัน
เป็นที่รู้จักกันมาตลอดว่า สันติภาพเป็นภาพงดงามของศาสนาและเป็นความสำคัญทั้งในบริบททางศาสนา และถือว่าศาสนาจะจรรโลงไว้ซึ่งสันติภาพ ไม่ใช่ความรุนแรง และการเกลียดชังระหว่างกันและกัน
รากฐานความคิดและหลักปรัชญาของศาสนาอิสลามได้ถูกบรรจุกรอบแนวคิดเดียวกันที่ได้ร้อยเรียงระหว่างสันติภาพและความรัก รวมทั้งการมองว่าเป็นภาระหน้าที่หนี่งทางศาสนาที่จะต้องสร้างสันติภาพ สร้างมิตรภาพและความเมตตาต่อชาวโลก โดยถือว่าเป็นบทบัญญัติหนึ่งทางศาสนาและทางหลักจริยธรรมของอิสลาม
มายาคติความรุนแรงในศาสนาอิสลามมาจากไหน?
ศาสนาอิสลามโดยการเป็นประจักษ์พยานตามบริบทของของยุคสมัยจากสมัยเริ่มแรกจนถึงปัจจุบัน ซึ่งยืนยันโดยประวัติศาสตร์ของอิสลามว่า ศาสดามุฮัมมัด(ศ)ได้กำชับและบอกแก่สาวกของท่านให้อยู่ร่วมกับบรรดาศาสนิกอื่นๆในนครมะดีนะฮ์อย่างสันติ และประวัติศาสตร์ได้บันทึกไว้ว่าหลังจากที่ศาสดามุฮัมมัดได้อพยพสู่นครมะดีนะฮ์ และได้จัดตั้งรัฐอิสลามขึ้น บรรดามุสลิมในสมัยนั้นได้เริ่มรู้จักบรรดาศาสนิกของศาสนาอื่นๆโดยใช้ชีวิตตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ร่วมกัน และมีความสัมพันธ์ต่อกันทางด้านวัฒนธรรม มีการแปลตำราทางด้านศาสนาจากภาษาอื่นๆและมีการปฎิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมตลอดทั้งทางด้านวิชาการด้านอื่นๆ
คัมภีร์อัลกุรอานได้อ้างไว้อย่างชัดเจนในความสัมพันธ์ที่ทำให้นึกถึงบรรดาผู้ศรัทธาในศาสดาก่อนศาสดามุฮัมมัด อย่างเช่นชาวยิวที่มีศรัทธาต่อศาสดาฮิบรอฮีม และศาสดามูซา ชาวคริสต์ที่ได้ศรัทธาต่อพระเยซู ศาสดาอีซา ชาวโซโรอัสเตอร์
อิสลาม คือ ศาสนาแห่งสันติภาพและเรียกร้องไปสู่ความเป็นหนึ่งเดียว เรียกร้องไปสู่ความเป็นเอกภาพและความสมานฉันท์ และต่อต้านการก่อการร้ายทุกรูปแบบ ไม่นิยมต่อความรุนแรงและความสุดโต่งและอิสลามเป็นศาสนาที่สร้างความสมดุลภาพทั้งทางเอกบุคคลและทางสังคม
อิสลามเรียกร้องมนุษยชาติสู่การยอมจำนนต่อความเป็นเอกะของพระผู้เป็นเจ้า เอกอองค์อัลลอฮ ซ.บ. เพราะว่าพระองค์อัลลอฮ คือ ปฐมเหตุแรก เป็นผู้สร้าง เป็นผู้ปกครอง และเป็นผู้ปกป้อง และเป้าหมายการยอมรับอิสลาม คือการนำมาซึ่งความผาสุก ความสงบสุขของชีวิต ทั้งโลกนี้ และชีวิตโลกหน้า
การบัญญัติทางศาสนาทุกประการและทุกเรื่อง ไม่ว่าหลักปฎิบัติที่เป็นเรื่องเล็กสุด จนไปถึงสิ่งใหญ่สุดได้รับการบัญชาใช้หรือบัญชาห้ามมาจากเอกองค์อัลลอฮซ.บ. และปรัชญาของการบัญญัติหลักปฎิบัติเหล่านั้น ทั้งหมดคือความโปรดปรานจากพระองค์อัลลอฮซ.บ. โดยที่ประโยชน์ของการยึดปฎิบัติตามคำสั่งใช้หรือละเว้นจากคำสั่งห้ามนั้น เป็นของมนุษย์โดยแท้ และบางบทบัญญัติมีประโยชน์ในมิติทางปัจเจกบุคคล และบางบทบัญญัติมีมิติทางสังคม
หลักปรัชญาและทฤษฎีทางเทววิทยาได้กล่าวไว้ว่า แท้จริงพระเจ้าอยู่ในฐานะของผู้ทรงวิทยปัญญาขั้นสูง (ทรงฮะกีม) อันหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่พระผู้เป็นเจ้าทรงกระทำหรือพระองค์ทรงบัญชา สิ่งนั้นย่อมเป็นสิ่งที่ทรงคุณค่าและมีประโยชน์ และประโยชน์นั้นจะยังถึงผู้ปฏิบัติและผู้กระทำ ดังนั้นหลักการเรื่องหนึ่งและข้อบัญญัติหนึ่งของมุสลิม คือการสร้างความสมานฉันท์ระหว่างมุสลิมด้วยกันและจะต้องมีปฎิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนบ้าน รวมไปถึงคนต่างศาสนิก ดังที่อิมามอะลี(อ)ได้กล่าวกับท่านมาลิก อัชตัร ว่า..
“ โอ้มะลิกเอ๋ย จงนำคำขวัญเป็นคติต่อตัวเองเสมอว่า ต้องมีความเมตตจิตาและความรักต่อพวกเขา จงมีความโอบอ้อมอารี และอย่าได้เป็นดั่งสัตว์ดุร้าย ที่คอยจะกัดกินพวกเขา เพราะว่าประชาชนเหล่านั้น มีสองกลุ่ม หนึ่งพวกเขาอาจจะเป็นพี่น้องร่วมศาสนากับเจ้า หรือถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาก็เป็นมนุษย์เหมือนกับเจ้า”
อัลกุรอานได้กล่าวถึงเรื่องหลักเอกภาพและการสร้างความสมานฉันท์ไว้ว่า
“และพวกเจ้าจงยึดสายเชือกของอัลลอฮฺโดยพร้อมเพรียงกันทั้งหมด และจงอย่าแตกแยกกัน และจงรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺที่มีแด่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกัน แล้วพระองค์ได้ทรงทำให้สนิทสนมกันระหว่าหัวใจของพวกเจ้าแล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วยความเมตตาของพระองค์” (บทอาลิ อิมรอน : 103)
แต่ทว่าสิ่งที่ปรากฏในยุคปัจจุบัน คือการนำเสนอศาสนาอิสลามและพฤติกรรมของมุสลิมในลักษณะที่เป็นลบ ไม่ว่าในเรื่องอิสลามเป็นศาสนานิยมความรุนแรง อิสลามเป็นศาสนาที่รังเกลียดศาสนิกชนอื่นๆและมีบทความและหนังสือบางเล่มได้ถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนชาวตะวันตกหรือจากนักบูรพาคดี พยายามหาข้อเชื่อมโยงความเกี่ยวข้องระหว่างความขัดแย้ง,ความรุนแรง,สงครามกับความเชื่อในศาสนาอิสลาม
ในเชิงการเมืองนั้น การนำเสนอเรื่อง ศาสนากับความรุนแรง มีจุดประสงค์ เพื่อให้ผู้คนเปลี่ยนไปนิยมแนวคิดแบบวัตถุนิยม นิยมแนวคิดแบบเซคูลาร์ลิซม์(การแยกศาสนาออกจากการเมือง) มีนโยบายหลัก คือ การทำให้ศาสนามีภาพลักษณ์แบบไร้เหตุผล-ความรุนแรง-การละเมิดสิทธิสตรี และอื่นๆ
ในเชิงวัฒนธรรม และปรัชญา กลุ่มที่มักจะนำประเด็นเรื่อง ศาสนา กับ ความรุนแรง มาวิจารณ์คือ กลุ่มเอทิสต์,วัตถุนิยม,เสรีนิยมสุดโต่ง
การนำเสนอ ภาพลบในเรื่อง “ศาสนากับความรุนแรง” มีเป้าหมายทั้งทางการเมือง,วัฒนธรรม,สังคม,วิถีชีวิต ซึ่งปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ที่มีความรักศาสนา คือ เมื่อถูกกล่าวหา ว่า ศาสนาของตน เป็นศาสนาที่สอนให้ใช้ความรุนแรง ผู้นับถือศาสนาบางกลุ่มที่ไม่ได้ศึกษาในเรื่องของศาสนาอย่างเพียงพอ หรือ ห่างไกลจากผู้รู้ จึงไม่รู้วิธีที่จะให้คำตอบที่เหมาะสม หรือ หักล้างขอกล่าวหาอันนี้ได้ และในบทความนี้ เราจะนำคำตอบ และคำชี้แจงต่างๆแนะนำเป็นแนวทางสำหรับท่าน และเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องกับ ผู้ที่คิดว่า ศาสนา สอนให้ใช้ความรุนแรง(ศาสนากับความรุนแรง www.abnewstoday.com)
จากการสืบค้นและการตั้งคำถามในเชิงมุ่งหาเหตุถอดรื้อ(deconstruct) ว่าด้วยความเป็นมายาคติในศาสนาอิสลามต่อความนิยมต่อความรุนแรง และเป็นเหตุให้เกิดปรากฏการณ์ โรคความเกลียดกลัวอิสลามในทุกวันนี้ โดยที่มีสมมติฐานอยู่ ๓ สมมติฐานดังนี้
1 ความรุนแรงและสนับสนุนการสงครามภายในศาสนา
2 สงครามระหว่างศาสนา
3 การจำกัดศาสนาที่ถูกต้องเพียงหนึ่งเดียว คือ ต้นตอของความขัดแย้ง
จากสามสมมติฐานนี้ นำไปสู่การขยายผลและสร้างวาทกรรม ว่าด้วยเรื่องศาสนาอิสลามนิยมความรุนแรง กอรปกับพฤติกรรมของมุสลิมบางกลุ่มที่ส่งผลในเชิงลบที่ปรากฏอยู่จริง โดยแสดงออกถึงความรุนแรงและและความสุดโต่งในศาสนา จนนำไปสู่ วาทกรรม “อิสลาโมโฟเบีย”
ความรุนแรงที่สะเทือนโลก หรือสร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อศาสนาอิสลามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สังคมโลกาภิวัตน์ ได้ถือว่าทุกๆความขัดแย้งนั้นสามารถจะแก้ไขได้ โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งในศาสนาและศาสนิกหรือแม้แต่ในระหว่างนิกาย ซึ่งจริงๆแล้วมิได้มาจากตัวบทของศาสนาและมาจากการตีความของบางกลุ่มที่มีความนิยมต่อความรุนแรง ดังนั้นการสนองต่อความรุนแรงที่นิยมความรุนแรงในศาสนาหรือในนิกาย ไม่ได้มาจากแก่นคำสอนของศาสนาและธรรมชาติบริสุทธิ์ และจากสามสมมติฐานข้างต้น เราจะนำมาวิเคราะห์และมาสังเคราะห์ให้เห็นข้อเท็จจริงในตอนต่อไป.







