INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เตือนภัยแล้งถึงภัยจีน

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

เตือนภัยแล้งถึงภัยจีน

ท่ามกลางกระแสข่าวและความกลัวที่มีต่อการแพร่ระบาดของโรค””โควิด 19”ที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ในหลายเดือนที่ผ่านมานี้ แทบจะไม่มีสื่อมวลชนใด ให้ความสนใจต่อภัยแล้ง ที่กำลังจะเกิดขึ้นในประเทศไทย เช่นที่เคย

จนน่าสงสัยว่า หรือว่าปีนี้บ้านเรา ไม่มีปัญหาภัยแล้งแล้ว หรือว่าเขื่อนต่างๆ ตลอดจนอ่างเก็บน้ำ ล้วนมีน้ำในปริมาณเพียงพอ พร้อมที่จะนำมาใช้ประโยชน์ ทั้งในการอุปโภคและบริโภค

ทางรัฐบาลเองก็เลยเงียบกริบ แทบไม่มีข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  หรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเลย ว่าปีนี้(๒๕๖๓) จะมีน้ำเพียงพอต่อการทำการเกษตรกรรมหรือไม่เพียงไรและเตรียมการไว้แล้วอย่างไร

กรณีไวรัสจะส่งผลกระทบต่อการผลิตพืชผลการเกษตรอย่างไร มีโอกาสที่จะผลิตมากพอส่งขายหรือขยายชาติตลาด ด้วยการเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส ได้หรือไม่

เพราะในเรื่องนี้ ไม่จำเป็นต้องรอให้การแพร่ระบาดของไวรัสบรรเทาเบาบาง เนื่องจากปัญหาย่อมจะเกิดขึ้นได้ในทันทีพร้อมๆ กันหลายอย่างในคราวเดียว จึงต้องวางแผนเตรียมพร้อม อย่าได้เงียบๆ ไป

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขอขอบคุณกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลจริงว่า อันที่จริงแล้ว ภาวะภัยแล้งในประเทศยังคงเกิดขึ้นเป็นปกติ โดยเปิดเผยว่า ๒๖ จังหวัดทั่วประเทศเวลานี้ กำลังประสบปัญหาภัยแล้ง โดยแบ่งเป็นภาคเหนือเจ็ดจังหวัด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๑๐ จังหวัดและภาคกลางกับภาคตะวันออกเก้าจังหวัด

ขณะเดียวกันทางกรมฯก็ได้ช่วยบรรเทาแก้ไขปัญหาไปแล้ว ตามสมควรแก่เหตุและพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือหากแจ้งให้ทราบ

ดูๆ ไปแล้วบ้านเรา(เมืองไทย)ก็มีความพร้อมสรรพในการแก้ไขปัญหาภัยแล้งไว้พอใช้ ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ทั้งนี้ จนกว่าจะมีสัญญานอันตรายแจ้งเตือน มาจากแหล่งกักเก็บน้ำ ว่าระดับน้ำลดปริมาณลงมากผิดปกติ ไม่มีน้ำพอเพียง ในการทำการเกษตร จะต้องประหยัด หรือปรับการจัดการใช้น้ำใหม่ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นแทบจะทุกปีที่ผ่านมา

น่าเสียดายว่า ไม่เคยมีทีท่าว่า ทางการพร้อมที่จะแก้ไขปัญหาได้อย่างสมบูรณ์แบบ ดังนั้นแต่ละปีจะมีปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้น ต่อเนื่องกันมา

ถึงแม้จะมีโครงการพระราชดำริ ทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง ในด้านการกักเก็บน้ำ ในการจัดการน้ำ แต่กลับไมทำ

ทำให้แต่ละปีต้องสูญเสียงบประมาณใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก แทนที่จะลงทุนแก้ไขใหญ่ เพียงหนเดียว

จึงถามรัฐบาลว่า ทำไมไม่ทำ

ดูไปแล้ว เสมือนกับไม่เคยสรุปบทเรียน ได้สำเร็จสักที

ดีที่ปัญหาภัยแล้งในเมืองไทย ยังไม่เคยทำให้เกิดภาวะข้าวยากหมากแพงอย่างสาหัสสากรรจ์ อย่างในอาฟริกา เช่นที่เคยเกิดในเอธิโอเปีย

ไม่เช่นนั้น คนไทยคงต้องเที่ยวคุ้ยเขี่ย หาเมล็ดข้าวในท้องนา เพื่อรวบรวมเอามาหุงกิน เช่นชาวอาฟริกันก็ได้

วันนี้ ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เพียงเพื่อเตือนรัฐบาลว่า อย่าลืมว่าวันนี้ยังคงมีปัญหาหาภัยแล้งคุกคามอยู่  อย่ารอจนโรคระบาดหยุดเพราะจะไม่ทันกาล

ความสามารถทางการเกษตรของเรายังมีอยู่มาก แม้อุตสาหกรรมจะพังไปแล้วบางส่วนเพราะผลกระทบจากไวรัส

โปรดรำลึกเสมอว่า เมืองไทยไม่ได้มีปัญหา ”โควิด 19” แต่เพียงอย่างเดียว

อีกเรื่องหนึ่งที่จะเตือนรัฐบาลก็คือ การที่จีนกักเก็บน้ำไว้ใช้เอง แทนที่จะปล่อยให้ไหลลงมาตามธรรมชาติสู่แม่น้ำโขง ลำน้ำที่หล่อเลี้ยงมนุษยชาตินับสิบๆ ล้าน ในพื้นที่ลุ่มน้ำตอนล่าง ทั้งในไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม

งานวิจัยล่าสุดระบุเป็นการยืนยันว่า ด้วยฝีมือของวิศวกรจีนในการก่อสร้างเขื่อนต่างๆ โดยเฉพาะ”เขื่อนสามผา” ส่งผลให้น้ำในลำน้ำโขง ลดระดับลงมาก ทั้งในช่วงที่ไหลผ่านไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม

ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อน ก็คือบรรดาเกษตรกรและชาวประมง ที่อาศัยลำน้ำนี้หล่อเลี้ยงชีวิตมารุ่นสู่รุ่นนับแต่บรรพกาล

การก่อสร้าง”เขื่อนสามผา”นี้ข้อมูลมีอยู่ว่า เป็นเขื่อนยักษ์ที่สร้างขึ้นขวางลำน้ำแยงซีเกียง ก่อให้เกิดอ่างเก็บน้ำยาวราว ๖๐๐ กิโลเมตร กักเก็บน้ำได้ ๓.๙๓ หมื่นล้านลูกบาสก์เมตร มีเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ๓๒ เครื่องผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง ๒๒.๕ ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมง การสร้างเขื่อนทำให้จีนสามารถรองรับน้ำหลาก ซึ่งเคยสร้างความเสียหายแต่ละปีเป็นจำนวนมากในอดีต ขณะเดียวกันก็สามารถแก้ปัญหาความแห้งแล้งได้อย่างชะงัด

แต่ที่ย่ำแย่ก็คือชาติที่อยู่ภาคใต้รายทางลงมาตามลำน้ำโขง ที่รองรับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากแยงซีเกียง จะไม่ได้รับปริมาณน้ำเท่าเดิมอีกต่อไป

ในฤดูแล้งบางแห่งจะแห้งผาก เพราะระดับน้ำที่เคยไหลลงมามีน้อยมากจากการกักเก็บของจีน

หมายความว่า หากเมื่อไรจีนโมโห เกิดไม่ปล่อยน้ำลงมา ชาติในลุ่มน้ำตอนล่าง ก็จะพากันเดือดร้อนไปตามๆ กัน

เรื่องนี้จีนรู้ดี ดังนั้น จึงไม่แปลกที่นายหวางยี่ รัฐมนตรีต่างประเทศจีนจะแถลงในที่ประชุมในลาวท่ามกลางเสียงโต้แย้งของเกษตรกรและชาวประมงในภูมิภาค เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า “เราเองในจีนก็ต้องเผชิญกับความเจ็บปวดนี้เช่นกัน ด้วยการสูบน้ำขี้นไปใช้”

จึงเกิดการตั้งคำถามว่า คำพูดของเขามีความเป็นจริงแค่ไหน ในเมื่อผลการวิจัยล่าสุดพบว่า ผู้ที่ทำให้ระดับน้ำในลำน้ำต่ำลง ก็คือวิศวกรจีนที่ออกแบบเขื่อนนั่นเอง

เสียงต่อต้านการใช้น้ำของจีนยังคงมีต่อมา เช่นก่อนหน้านี้มีข่าวว่ากลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ได้เรียกร้องให้จีนหยุดแผนระเบิดเกาะแก่งในลำน้ำบางแห่งที่เชียงแสนในจังหวัดเชียงรายซึ่งลำน้ำโขงไหลผ่าน เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินเรือของจีนลงมาไทยและลาว เหตุผลต่อต้านก็คือ การระเบิดเกาะแก่ง เป็นการทำลายภาวะแวะล้อมที่ปลาท้องถิ่นใช้เป็นแหล่งขยายพันธุ์ อันเป็นสาเหตุให้ปลาสูญพันธุ์ที่สุด คนที่เดือดร้อนก็คือชาวประมงไทยและลาว

แต่เรื่องนี้ ไม่มีเสียงบ่นทีชัดเจนจากลาว ซึ่งรับความช่วยเหลือในการพัฒนาเศรษฐกิจจากจีนเป็นจำนวนมาก ทำให้ปากถูกรูดซิป

แต่ที่ชัดเจนก็คือ จากกัมพูชา ที่มีทะเลสาปใหญ่โตที่เรียกว่า “โตนเลสาบ”เป็นแหล่งทำประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ของชาติ

เมื่อระดับน้ำลดลงไป ก็ทำลายแหล่งเพาะปลาหลายหลากพันธุ์ จึงตอบโต้พฤติกรรมของจีน ไปด้วยการระงับการสร้างเขื่อนไป(ด้วยเงินของจีน)โดยปริยาย

รวมทั้งเวียดนาม ซึ่งเป็นพื้นที่ของสามเหลียมปากแม่น้ำโขงก็ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องการใช้น้ำในการทำนาทำไร่ด้วย

พิจารณาแล้วชาติในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เสียเปรียบจีนอยู่มาก ในการใช้ประโยชน์จากลำน้ำ ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

คงรู้กันอยู่แล้วว่า ปัจจุบันจีนใช้กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจเข้าครอบงำชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านทางนโยบาย”หนึ่งแถบหนี่งถนน” ที่นอกจะใช้ความมั่งคั่ง ด้วยการทุ่มทุนส่งเสริมอุตสาหกรรมในชาติเหล่านี้แล้ว ก็ยังใช้ลำน้ำโขง ให้เป็นประโยชน์ในการบีบคั้นทางอ้อมด้วย

เป็นนโยบายที่สหรัฐมองว่าจีน ว่ามีแผนครองโลก ในอนาคต เพราะในภาคส่วนอื่นๆของโลก จีนก็กระทำเช่นนี้ ไม่ว่าจะในชาติแถบอาฟริกาหรือในศรีลังกา

แถมสหรัฐยังสงสัยว่า จีนจะเป็นแหล่งกำเนิดไวรัสโคโคโรนา ซึ่งนอกจากเริ่มต้นปัญหา แล้วยังปกปิดข่าว ทำให้สหรัฐได้รับความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก จะต้องเรียกร้องค่าเสียหาย

ถามตรงนี้เพียงว่า แล้วรัฐบาลไทย จะยินยอมจีนในทุกอย่าง ทุกกรณี เช่นที่กำลังเป็นอยู่กระนั้นหรือ

สองเรื่องสองรส ก็จบลงด้วยประการฉะนี้

 

 

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com