บทเรียนที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนจาก ราชวงศ์ฉิน(秦) ถึงราชวงศ์ชิง(清)

บทเรียนที่ได้จากการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนจาก ราชวงศ์ฉิน(秦) ถึงราชวงศ์ชิง(清)
รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ประเทศจีนมีการปกครองในระบอบกษัตริย์เป็นเวลาหลายพันปี กษัตริย์จีนตั้งแต่ราชวงศ์ฉินถึงราชวงศ์ชิงเรียกว่า’ฮ่องเต้’(皇帝)ก่อนหน้านั้นในประเทศจีนก็มีระบอบการปกครองที่มีกษัตริย์เป็นประมุขของประเทศ แต่ใช้ชื่อเรียกที่ต่างกัน เช่น’อ๋อง’(王)หรือ’กง‘(公)ซึ่งก็เป็นผู้ปกครองสูงสุดของผู้ที่ครอบครองพื้นที่ทั้งหมดหรือบางส่วนของประเทศ แต่ตั้งแต่ สมัย ฉินซีฮ่องเต้ พระมหากษัตริย์จีนถูกเรียกว่า’ฮ่องเต้’
ในบทความชุด’ความเจริญและความเสื่อมในประชาจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน’ได้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงของราชวงศ์ต่างๆในประวัติศาสตร์จีน ตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉินถึงราชวงศ์ชิง ซึ่งมีระยะเวลานาน กว่า 2000 ปี ในช่วงเวลาดังกล่าว ประเทศจีนได้เปลี่ยนจากประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้ากมาเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจและการเมืองที่ล้าหลังเมื่อเทียบกับประเทศอื่นอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศในโลกตะวันตก
การเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจของประเทศจีนมีสาเหตุหลายประการ ในที่นี้ จะสรุปถึงสาเหตุที่สำคัญ ที่ทำให้ประเทศจีนต้องมีความเสื่อมถอยทางเศรษฐกิจในช่วงที่มีฮ่องเต้เป็นผู้นำสูงสุดของประเทศ บางประการดังนี้คือ
1. ระบอบการปกครองสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ประเทศจีน ในสมัยที่มีฮ่องเต้ กษัตริย์หรือฮ่องเต้ มีความสำคัญต่อการดำเนินนโยบาต่างๆในการการปกครองประเทศ หากฮ่องเต้เป็นคนดีคนเก่ง บ้านเมืองก็จะมีความเจริญ แม้มีบางช่วงเวลา ในประวัติศาสตร์จีน ที่การปกครองประเทศของฮ่องเต้ถูกเบียดบังโดยขุนนางชั้นผู้ใหญ่ หรือเหล่าขันที แต่การที่กลุ่มคนอื่นๆมีอำนาจได้ ก็ต่อเมื่อเขาทำการในนามของฮ่อง เต้ โดยหลักการแล้ว ฮ่องเต้เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ คุณสมบัติของฮ่องเต้ทางด้านความรู้ความสามารถตลอดจนความคิดริเริ่ม จึงมีความสำคัญที่มีผลกระทบต่อความเจริญหรือความเสื่อมทางเศรษฐกิจและการเมือง สิ่งที่น่าเสียใจคือ ในช่วงเวลากว่า 2000 ปี ฮ่องเต้ที่ดีมีอยู่น้อย แต่ที่เลวมีมาก โดยทั่วไปฮ่องเต้องค์แรกของราชวงศ์มักเป็นเป็นคนที่มีความสามารถ เพราะต้องทำการต่อสู้แย่งชิงอำนาจจนได้รับชัยชนะ และถ้าฮ่องเต้คนนั้นเป็นคนดีด้วย ก็จะสามารถสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่บ้านเมืองได้ ส่วนฮ่องเต้องค์ต่อๆมา ส่วนใหญ่จะมีความรู้และความสามารถด้อยกว่า และมุ่งแต่การเสวยสุขหรือใช้ขุนนางข้าราชการ ที่มีความฉ้อฉลในการปกครองประเทศ อย่างไรก็ดี ก็ยังมีฮ่องเต้ที่ไม่ใช่ปฐมกษัตริย์ ของราชวงศ์ ที่มีความรู้ความสามารถและมีความคิดริเริ่ม ในการพัฒนาประเทศ เช่น ถังไท่จง (唐太宗)ในราชวงศ์ถัง และคังซี(康熙)ในราชวงศ์ชิง และก็มีปฐมพระกษัตริย์บางคน แม้เป็นคนเก่ง แต่ก็ไม่เป็นคนดี เช่นฉินซีฮ่องเต้(秦始皇)ในราชวงศ์ฉิน และ หมิงไท่จู่จูเหวียนจาง(朱元璋)ในราชวงศ์หมิง ซึ่งมีความทารุณโหดร้ายมาก เป็นต้น
2. ระบบราชการที่ไม่มีการแก้ไขปรับปรุงตามกาลเวลา. . เนื่องจากประเทศจีนมีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล การควบคุมและตรวจสอบข้าราชการในพื้นที่ต่างๆของประเทศจึงไม่สามารถทำได้โดยสะดวก ข้าราชการในพื้นที่อาจสมคบกับข้าราชการในส่วนกลาง ประพฤติปฏิบัติ ในทางมิชอบ เช่น มีการทุจริต กดขี่รังแกประชาชน หรือรายงานข้อมูลข่าวสารที่ไม่เป็นจริงต่อรัฐบาลกลาง ในสมัยราชวงศ์ชิง รัฐบาลจีนต้องติดต่อกับต่างประเทศ บ่อยครั้งข้าราชการที่อยู่ในมณฑลหรือหัวเมืองต่างๆไปเซ็นสัญญายกประโยชน์ทางการค้า การทำเหม่องแร่หรือการสร้างสิ่งสาธารณูปโภค ให้แก่ชาวต่างชาติโดยพลการ โดยรัฐบาลส่วนกลางในเมืองหลวงไม่สามารถรับรู้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นข้อเสียของระบบราชการที่ไร้ประสิทธิภาพ แต่ก็ถือได้ว่าเป็นข้อเสียของระบอบสมบูรณายาสิทธิราช ที่มีการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่พระมหากษัตริย์ ในช่วงเวลาที่กษัตริย์ไม่มีความสามารถหรือไม่สนใจ ตรวจสอบพฤติกรรมของข้าราชการต่างๆ ขุนนางและข้าราชการ ที่ชั่วร้ายก็สามารถหลอกลวงได้
3. การไม่ยอมรับรู้สถานการณ์ในส่วนอื่นๆของโลก. เนื่องจากประเทศจีนมีการปกครองที่เป็นปึกแผ่นและไม่เคยถูกรุกรานโดยชนชาติอื่นเป็นเวลานานปี คนในประเทศจีนตั้งแต่กษัตริย์จนถึงประชาชนทั่วไปจึงคิดว่าประเทศจีนเป็นศูนย์กลางของโลกที่มีอารยธรรมและวัฒนธรรมที่เหนือกว่าประเทศอื่นๆในโลก ก่อนศตวรรษที่ 15 ประเทศส่วนใหญ่ในทวีปยุโรปยังไม่มีการรวมกันเป็นปึกแผ่น. ประเทศที่มีอารยธรรมเก่าแก่ เช่น อียิปต์ และเปอร์เซียในแถบ ตะวันออกกลาง กรีกและโรมันในทวีปยุโรป และอินเดียในทวีปเอเชีย ต่างก็ไม่มีความสัมพันธ์กับจีนมากนัก ประเทศจีนจึงสามารถครองความเป็นใหญ่ในดินแดนของตนเป็นเวลานาน แต่สถานการณ์ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก หลังจากศตวรรษที่ 15 โดยหลายประเทศในทวีปยุโรปมีความเจริญก้าวหน้ามากขึ้นทางด้านต่างๆ ส่วนประเทศจีนนั้น กลับไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาก หรือมีการเปลี่ยนไปในทางที่เสื่อมถอยลงทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง แม้ในช่วงเวลาที่ประเทศจีนเริ่มมีการติดต่อกับชาติตะวันตก คนจีนส่วนใหญ่โดยเฉพาะผู้ปกครองประเทศก็ยังปฏิเสธที่จะรับรู้เรื่องราวของประเทศอื่น ที่ มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน แม้หลังจากที่ถูกรุกรานโดยประเทศตะวันตก และเริ่มเลียนแบบชาติตะวันตกในการพัฒนา แสนยาสุภาพ และเปิดให้มีการเรียนการสอนความรู้ ที่เกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จมากนัก ทั้งยังปฏิเสธที่จะทำการเปลี่ยนแปลงระบอบการเมืองการปกครอง. จนถึงตอนปลายราชวงศ์ชิง ในประเทศจีน ทั้งกษัตริย์ ขุนนางข้าราชการ และประชาชนส่วนใหญ่ ยังเห็นว่า จีนมีวัฒนธรรมและอรายธรรมที่เหนือกว่าชาติตะวันตก แม้มีข้าราชการและนักวิชาการบางคน ที่พยายามศึกษาและเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประเทศต่างๆในโลก แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจจากผู้ปกครองประเทศ
4. การจำกัดสิทธิเสรีภาพทางความคิด ในประวัติศาสตร์จีน ในยุคสมัยที่มีการเปิดกว้างทางความคิด และกษัตริย์ยอมรับฟังความความคิดเห็นจากขุนนางข้าราชการ และประชาชน อย่างเช่นในสมัยตอนต้นของราชวงศ์ถังที่มีชาวต่างชาติมาทำการค้าขายและอยู่อาศัย ในประเทศจีนเป็นจำนวนมาก เศรษฐกิจจีนก็มีความเจริญรุ่งเรือง แต่ในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง จีน มีการปิดประเทศ เป็นเวลานาน กีดกัน การรับรู้และจำกัดความคิดเห็นของประชาชน ลงโทษผู้ที่มีความคิดที่ขัดแย้งกับกษัตริย์และผู้ปกครองประเทศอย่างรุนแรง การสอบคัดเลือกเข้ารับราชการก็มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่มุ่งจำกัดความคิดเห็นของผู้เข้าสอบ นักวิชาการและประชาชนทั่วไปโดยส่วนใหญ่ จึงเป็นผู้ที่ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ และไม่สนใจที่จะเรียนรู้สิ่งต่างๆนอกจากสิ่งที่จะทำให้เขาสามารถผ่านการสอบคัดเลือกได้ การจำกัดความคิดและการลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นมีอยู่ในทุกๆทุกสมัย แต่มีความรุนแรงมากในบางช่วงเวลา ในรัชกาลฉินซีฮ่องเต้(秦始皇)มีการสั่งให้เผาหนังสือตำราที่มีคำสอนทางด้าน จริยธรรม คงไว้แต่หนังสือที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำมาหาเลี้ยงชีพ ในรัชกาลฮั่นอู่ตี้(汉武帝) มีการกำหนดให้ความคิดของขงจื๊อเป็นสิ่งพึงศึกษา และยกเลิกการศึกษาความคิดของนักปราชญ์คนอื่นๆ ในราชวงศ์ชิง กษัตริย์ เฉียนหลง(乾隆)ได้ทำการรวบรวมความรู้ใน หนังสือตำราทั้งหมดที่มีอยู่ในสมัยนั้น มาจัดทำเป็นสารานุกรม ซึ่งเป็นขบวนการที่ใช้คนเป็นจำนวนมาก และใช้เวลาหลายปี แต่ในการนี้ ก็การทำลายหนังสือและบทความและความรู้ทางวิชาการที่มีเนื้อหาที่ส่อไปในทางเป็นปรปักษ์กับราชวงศ์ชิงไปเป็นจำนวนมาก ทั้งฉินซีฮ่องเต้ ฮั่นอู่นี้และกษัตริย์เฉียนหลง จึงมีส่วนในการทำลายวัฒนธรรมจีน โดยเฉพาะในสมัยเฉียนหลงซึ่งเป็นช่วงศตวรรษที่ 19 ที่ประเทศจีนมีการสะสมความรู้ต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมากแล้ว
5. ความคิดและความเชื่อบางอย่างที่ถ่วงความเจริญ. แม้ประเทศจีนไม่มีระบบวรรณะเหมือนอินเดียที่มีการแบ่งชนชั้นของสังคมอย่างเคร่งครัด แต่สังคมจีนก็มีการแบ่งชนชั้นสังคม โดยจำแนกตามกลุ่มอาชีพออกเป็นสี่กลุ่มคือ 1.ชนชั้น’บัณฑิต’ ซึ่งเป็นกลุ่ม ข้าราชการและนักวิชาการ(士) 2. ชาวไร่ชาวนา(农)3. ช่างฝีมือ(工)และ 4. พ่อค้า(商) กลุ่มข้าราชการและนักวิชาการ ถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีเกียรติ เพราะมีวิชาความรู้ และสามารถรับราชการเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูล ถัดมาคือ กลุ่มชาวไร่ชาวนาและผู้ประกอบอาชีพประมงด้านอื่นๆ ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาหารให้แก่สังคม รองลงมาคือกลุ่มช่างฝีมือ ส่วนกลุ่มพ่อค้านั้นถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่มีประโยชน์ต่อสังคม การทำงานของพ่อค้าไม่ก่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ เพราะเพียงแต่เอาสิ่งของที่ผลิตออกมาแล้ว ไปขายในที่ต่างๆเพื่อเอากำไร ครอบครัวจีนโดยส่วนใหญ่ จึงนิยมให้ลูกหลานเรียนหนังสือ เพื่อสามารถสอบเข้ารับราชการ โดยไม่ให้ไปประกอบอาชีพอื่น นอกจากมีความจำเป็น ในยุคที่มีระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ ในบางช่วง เวลา คนที่ไม่สามารถสอบผ่านได้ หากมีเงิน ก็สามารถซื้อตำแหน่งได้ การซื้อตำแหน่งทางราชการมีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฉินและฮั่น แต่ก็ทำเป็นครั้งคราวในช่วงที่รัฐบาลมีปัญหางบประมาณ และต้องการหารายได้เข้ารัฐ มาในสมัยราชวงศ์ชิง โดยเฉพาะในช่วงตอนปลายของราชวงศ์ การซื้อขายตำแหน่งมีความแพร่หลายมาก ผู้ที่มีเงินมากพอ ก็สามารถใช้เงินซื้อตำแหน่งที่ใหญ่โตได้. ครอบครัวพ่อค้า ที่ร่ำรวย แม้ลูกหลานไม่สามารถผ่านการสอบคัดเลือก ก็สามารถใช้เงินซื้อตำแหน่งให้แก่ลูกหลานเพื่อเป็นเกียรติต่อวงศ์ตระกูล การไม่ให้ความสำคัญ แก่อาชีพช่างฝีมือและพ่อค้า มีผลทำให้ผู้ที่มีสติปัญญามุ่งสู่การเป็น’บัณฑิต ’ โดยไม่สนใจที่จะประกอบอาชีพช่างฝีมือและพ่อค้า ในสมัยโบราณ คนจีนสามารถ ผลิตเครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆ การค้าขายก็มีความเจริญรุ่งเรืองพอสมควร แต่การไม่ให้ความสำคัญกับอาชีพหัตถกรรมและการค้า มีผลทำให้งานฝีมือและการค้าพัฒนาได้ น้อยกว่าประเทศในโลกตะวันตก ซึ่งมีการปฏิวัติอุตสากรรม และการเดินเรือค้าขายในที่ต่างๆทั่วโลกในเวลาต่อมา
6. ระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ การสอบคัดเลือกเพื่อ เข้ารับราชการนี้ เริ่มในสมัยราชวงศ์สุย(隋)และมีการใช้ติดต่อกันมา เป็นเวลากว่าพันปีจนถึงตอนปลายราชวงศ์ชิง จึงได้ถูกยกเลิก ระบบนี้มีข้อดีคือ คนที่ไม่มีเส้นสายหรือไม่ได้อยู่ในตระกูลผู้มีอำนาจ สามารถอาศัยความรู้ของตนเองสอบเข้ารับราชการได้ และอาจได้ไต่เต้าสู่ตำแหน่งสูงในภายหลังได้ แต่ก็มีข้อเสียคือ ทำให้ผู้ที่มีสติปัญญาไม่สนใจที่จะประกอบอาชีพอื่น มุ่งแต่การท่องตำรา เพื่อตนเองสามารถสอบผ่านเข้ารับราชการได้ มีสุภาษิตจีนที่กล่าวว่า: ‘ในหนังสือมีบ้านทอง คำ มีสาวงามเหมือนหยก’ แต่หนังสือ ที่หมั่นศึกษา เพื่อให้สอบได้นี้ เป็นหนังสือประเภท กาพย์กลอนและคำสอนของนักปราชญ์โบราณ ซึ่งบางส่วนถูกตีความหรือแก้ไขให้สอดคล้องกับความคิดของผู้ครองอำนาจ ประเทศในแต่ละสมัย ในช่วงแรกแรกที่มีระบบการสอบนี้ ยังมีส่วนที่ให้ผู้เข้าสอบแสดงความคิดเห็นในเรื่องเกี่ยวกับการปกครองประเทศบ้าง แต่มาถึงในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ระบบการสอบคัดเลือกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก นอกจากมีรูปแบบที่ตายตัวแล้ว ผู้เข้าสอบยังไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยเสรี เนื้อหาสาระก็มุ่งไปในทางความจงรักภักดีต่อกษัตริย์และการประพฤติปฏิบัติตัวให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของสังคม ระบบการสอบเข้ารับราชการในลักษณะนี้ จึงทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการอ่านเขียนและมีส
5. ค้าขายในที่ต่างๆทั่วโลกในเวลาต่อมา
6. ระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการ การสอบคัดเลือกเพื่อเข้ารับราชการนี้ เริ่มในสมัยราชวงศ์สุย(隋)และมีการใช้ติดต่อกันมาเป็นเวลากว่าพันปีจนถึงตอนปลายราชวงศ์ชิงจึงได้ถูกยกเลิก ระบบนี้มีข้อดีคือ คนที่ไม่มีเส้นสายหรือไม่ได้อยู่ในตระกูลผู้มีอำนาจ สามารถอาศัยความรู้ของตนเองสอบเข้ารับราชการได้ และอาจได้ไต่เต้าสู่ตำแหน่งสูงในภายหลังได้ แต่ก็มีข้อเสียคือ ทำให้ผู้ที่มีสติปัญญาไม่สนใจที่จะประกอบอาชีพอื่น มุ่งแต่การท่องตำรา เพื่อตนเองสามารถสอบผ่านเข้ารับราชการได้ มีสุภาษิตจีนที่กล่าวว่า: ‘ในหนังสือมีบ้านทองคำ มีสาวงามเหมือนหยก’ แต่หนังสือที่หมั่นศึกษาเพื่อให้สอบได้นี้ เป็นหนังสือประเภทกาพย์กลอนและคำสอนของนักปราชญ์โบราณ ซึ่งบางส่วนถูกตีความหรือแก้ไขให้สอดคล้องกับความคิดของผู้ครองอำนาจประเทศในแต่ละสมัย ในช่วงแรกแรกที่มีระบบการสอบนี้ ยังมีส่วนที่ให้ผู้เข้าสอบแสดงความคิดเห็นในเรื่องเกี่ยวกับการปกครองประเทศบ้าง แต่มาถึงในสมัยราชวงศ์หมิงและชิง ระบบการสอบคัดเลือกได้มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก นอกจากมีรูปแบบที่ตายตัวแล้ว ผู้เข้าสอบยังไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้โดยเสรี เนื้อหาสาระก็มุ่งไปในทางความจงรักภักดีต่อกษัตริย์และการประพฤติปฏิบัติตัวให้อยู่ในกฎเกณฑ์ของสังคม ระบบการสอบเข้ารับราชการในลักษณะนี้ จึงทำให้ผู้ที่มีความสามารถในการอ่านเขียนและมีสติปัญญามุ่งไปในทางการอ่านหนังสือท่องคัมภีร์และฝึกฝนการเขียนตามรูปแบบที่กำหนดไว้ โดยไม่สนใจศึกษาหาความรู้ทางด้านอื่น และชนชั้น’บัณฑิต’ก็ไม่สนใจที่จะประกอบอาชีพอื่น ระบบนี้จึงมีผลทำให้ประเทศจีนซึ่งเคยมีความเจริญทางด้านการค้า หัตถกรรม และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี กลายมาเป็นประเทศที่มีความล้าหลังทางภาคเศรษฐกิจ แม้ในช่วงศตวรรษที่ 19 จีนได้ถูกบังคับให้เปิดประเทศ และรู้ว่าประเทศตนมีความล้าหลังกว่าทั้งทางด้านแสนยานุภาพ อุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีการจัดตั้งโรงเรียนที่มีหลักสูตรความรู้สมัยใหม่ แต่ก็ยังไม่มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก โดยนักเรีวนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงอยู่ในระบบการศึกษาแบบเดิม อย่างไรก็ตาม คนที่อยู่ในชนชั้นบัณฑิต ก็มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถผ่านการสอบได้ หรือสอบผ่านได้เฉพาะขั้นแรกในเมืองที่เขาอาศัยอยู่ เป็นบัณฑิตหรือ’ซิ่วไฉ’(秀才)ได้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะสอบผ่านในระดับที่สูงขึ้น เพื่อเป็น’จวี่เหริน’ (举人)ซึ่งมีสิทธิ์ไปสมัครเข้าสอบขั้นสุดท้ายในเมืองหลวงเป็น’จิ้นซื่อ’(进士)เพื่อบรรจุเข้ารับราชการได้ แต่การสอบคัดเลือก ก็ไม่ใช่ว่ามีทุกปี โดยปกติ จะมีการสอบในทุกๆสามปี บางคนสอบหลายครั้ง จนอายุแก่เฒ่าแล้วก็ยังไม่สามารถสอบได้ แต่ส่วนมากก็ไม่ยอมหันไปประกอบอาชีพอื่น คงอยู่บ้านท่องตำราเพื่อเตรียมสอบครั้งต่อไป หรือเป็นครูสอนหนังสือในชนบท แต่ครอบครัวที่มีฐานะ ก็ไม่ยอมจ้างคนที่สอบไม่ผ่านไปเป็นครูสอนลูกหลานของตน ในประเทศจีนจึงมี’บัณฑิต’ผู้ว่างงาน อยู่เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้น เมื่อเป็น’จวี่เหริน’แล้ว จะไปสอบคัดเลือกขั้นสูงสุดในเมืองหลวง ก็ต้องเดินทางไกลและเสียค่าใช้จ่ายมาก ผู้มีฐานะยากจนก็มักไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายได้นอกจากได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น ระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการนี้ จึงมีผลทำให้ประเทศจีนมีความล้าหลังทางเศรษฐกิจ อุตสากรรมและเทคโนโลยี เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆในโลกตะวันตก หรือแม้แต่ญี่ปุ่นซึ่งได้รับวัฒนธรรมจีนมาเป็นเวลานาน ก็ไม่มีระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการแบบเดียวกับจีน
7. ความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศ ตลอดระยะเวลากว่าสองพันปีที่ประเทศจีนมีฮ่องเต้เป็นประมุขของประเทศ มีการเปลี่ยนราชวงศ์อยู่หลายครั้ง แต่ละครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงราชวงศ์ ก็มักมีนโยบายเศรษฐกิจการเมืองการปกครองที่แตกต่างจากราชวงศ์ก่อนอยู่บ้าง และในแต่ละราชวงศ์ ก็มีช่วงเวลาที่มีการแก้ไขปรับปรุงนโยบายที่อาจเรียกได้ว่าการปฏิรูป ฮ่องเต้บางคนที่มีความคิดริเริ่ม หรือมีการใช้ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่มีความคิดในการปรับปรุงสภาพเศรษฐกิจการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆที่ต้องเผชิญอยู่ในขณะนั้น ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายการปกครองประเทศบ้าง แต่โดยทั่วไปแล้ว ราชวงศ์ต่างๆของจีน มักไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองมากนัก ส่วนมากยังคงใช้ระบบที่มีการสืบทอดมาจากราชวงค์ก่อน เช่น การมีอัครมหาเสนาบดีเป็นหัวหน้าข้าราชการ การแบ่งส่วนราชการออกเป็นกระทรวงต่างๆ และแบ่งการปกครองท้องถิ่นเป็นแคว้น มณฑลและอำเภอ ระบบการสอบคัดเลือกเข้ารับราชการก็มีการสืบทอดมาเป็นเวลากว่าพันปี แม้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงในรูปแบบและเนื้อหาการสอบ อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ราชวงศ์ฉินถึงราชวงศ์ชิง ก็มีช่วงเวลาที่ถือได้ว่าเป็นการปฏิรูปประเทศที่มีการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจและการเมืองการปกครองอย่างรอบด้านอยู่สองครั้ง เริ่มแรกก็คือการเปลี่ยนแปลงในสมัยหวางมหม่าง(王莽)ที่ครองราชย์ในปีค.ศ. 9 ถึง 23 ครั้งที่สองคือการปฏิรูปประเทศที่นำโดยหวางอานสือ(王安石)ในรัชกาลซ่งเสินจง(宋神宗)ในระหว่างปีค.ศ. 1869 ถึง 1885 ในราชวงศ์ซ่ง. หวางหม่างได้เปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจของประเทศจากระบบศักดินาเป็นระบบที่มีลักษณะที่เป็นสังคมนิยม เช่น ยึดที่ดินจากเอกชนมาเป็นของรัฐ แบ่งเป็นผืนเล็กๆ แล้วนำมาแจกจ่ายให้ประชาชนทุกครอบครัว จัดตั้งรัฐวิสากิจผูกขาดการซื้อขายสินค้าที่มีความจำเป็นต่อการครองชีพ ควบคุมการทำมาหากินของประชาชน ปล่อยเงินกู้ให้ผู้ยากไร้โดยมีดอกเบี้ยต่ำ เปลี่ยนแปลงระบบเงินตราของประเทศและขยายปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโดยการหลอมเงินโลหะจำนวนมาก. . หวางหม่างเป็นนักวิชาการสำนักขงจื๊อที่มีอุดมการณ์ในการสร้างความเป็นธรรมให้แก่ชนชั้นต่างๆในสังคม แต่นโยบายของเขากลับสร้างความเดือดร้อนให้แก่ประชาชนผู้ยากไร้ การเพิ่มปริมาณเงินปริมาณมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ มีผลทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างรุนแรง การปล่อยเงินกู้ให้แก่ประชาชนโดยมีการตั้งเป้าในวงเงินที่จะต้องปล่อยกู้ออกไปในแต่ละท้องที่ของประเทศ ก็ทำให้ข้าราชการในท้องถิ่นบังคับให้ประชาชนกู้เงินทั้งๆที่บางคนอาจไม่มีความจำเป็นที่จะใช้เงิน และในกรณีที่ไม่สามารถใช้คืนเงินกู้ตามกำหนดเวลา ก็จะถูกลงลูกโทษอย่างรุนแรง เช่น ยึดผลผลิตหรือที่ดิน นโยบายของกวางหมทางที่หวังจะช่วยเหลือคนยากไร้ จึงประสบกับความล้มเหลว จนทำให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และอำนาจการปกครองประเทศกลับไปสู่การครอบครองของตระกูลหลิวและใช้ชื่อราชวงศ์ฮั่นตามเดิม. ใน อีกประมาณ 1000 ปีต่อมา แผนการปฏิรูปประเทศของหวางอานสือ(王安石)ในสมัยราชวงศ์ซ่ง(宋)ซึ่งก็เป็นการเปลี่ยนแปลงการบริหารเศรษฐกิจที่มีการครอบคลุมอย่างกว้างขวาง แต่ก็ประสบกับความล้มเหลวเช่นกัน. เช่นเดียวกับหวางมหม่าง หวางอานสือก็ตเองการปฏิรูปประเทศเพื่อให้ประชาชนมีความอยู่ดีกินดี มีการกระจายรายได้ที่เป็นธรรม รัฐบาลมีฐานะทางการคลังที่ดีขึ้น และมีกำลังทหารที่มีความเข้มแข็ง. เขาประสบความสำเร็จได้ด้านการเพิ่มรายได้ให้กับรัฐบาลและการทำให้ กำลังพลมีความเข้มแข็งขึ้นมาในระดับหนึ่ง แต่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจของเขาต้องประสบกับความล้มเหลว เช่นเดียวกับการปฏิรูปของหวางมหม้างเมื่อพันปีก่อน แผนการปฏิรูปต้องดำเดินงานในพื้นที่ทั่วทั้งประเทศ และจำเป็นต้องใช้ข้าราชการที่ประจำอยู่ในมณฑลต่างๆเป็นผู้ดำเนินการ ในกรณีของหวางอานสือ ผู้ปฏิบัติแผนการปฏิรูปในท้องถิ่นต่างๆส่วนหนึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เคยรับราชการในเมืองหลวงที่ถูกเขาปลดออกจากตำแหน่งและลดระดับลงโดยส่งไปเป็นข้าราชการท้องถิ่น แต่เนื่องจากข้าราชการเหล่านี้ไม่เห็นด้วยกับแผนการปฏิรูปตามเขา จึงมักไม่ปฏิบัติงานตามแผน หรือทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับแผน โดยรัฐบาลส่วนกลางก็ไม่มีโอกาสได้รับทราบหรือไม่สามารถควบคุมได้ นอกจากนั้น ข้าราชการท้องถิ่นจำนวนมากยังมีพฤติกรรมคอร์รัปชั่น แสวงหาความร่ำรวยจากการดำเนินการแผนการปฏิรูป. . แต่สาเหตุสำคัญของความล้มเหลวของการปฏิรูปทางด้านเศรษฐกิจของหวางอานสือก็คือ การทำลายระบบตลาด โดยรัฐบาลเข้าไปแย่งกิจกรรมการซื้อขายสินค้าจากพ่อค้า การบังคับการซื้อสินค้าและบังคับการกู้เงิน ก็เปิดโอกาสให้ข้าราชการมีพฤติกรรมฉ้อราษฎร์บังหลวง การทำลายระบบตลาดที่มีการพัฒนามาแล้วเป็นเวลานับพันปี ก่อให้เกิดความยุ่งเหยิงทางเศรษฐกิจไม่เพียงในสมัยปฏิรูป แต่ยังส่งผลร้ายในช่วงเวลาต่อมาด้วย. . บทเรียนสำคัญของความล้มเหลวในการปฏิรูปประเทศของทั้งหวางมหม่างและหวางอานสือก็คือ แม้มีนโยบายที่หวังจะช่วยพัฒนาธุรกิจของประเทศและช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ แต่หากไม่สามารถปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่มีการตรวจสอบควบคุมที่รัดกุม ก็ต้องประสบกับความล้มเหลว ในที่สุดแผนปฏิรูปประเทศมุ่งหวังจะช่วยเหลือประชาชนและลดความเหลื่อมล้ำด้านสังคม กลับส่งผลในทางตรงกันข้าม ทำให้ประชาชนผู้ยากไร้ยิ่งประสบกับความยากลำบากมากขึ้น. วิวัฒนาการของเศรษฐกิจจีนตั้งแต่ราชวงศ์ฉินถึงราชวงศ์ชิงแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่มีความสำคัญ การเปิดเสรีทางความคิด และการรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ของโลก ตลอดจนการมีความคิดที่เปิดกว้าง ยอมรับข้อผิดพลาดของตนเอง และมีนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที ก็เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และถึงแม้มีนโยบายที่มีความหวังดีต่อการพัฒนาประเทศ แต่ไม่สามารถนำมาปฏิบัติอย่างถูกทรงและมีวิธีการที่ดี ก็อาจนำไปสู่ความล้มเหลวได้ ตัวอย่างนโยบายการพัฒนาประเทศในสมัยปัจจุบันที่ผู้นำประเทศมีความหวังดี แต่มีนโยบายและทิศทางที่ไม่ถูกหรือมีการปฏิบัติที่ไม่ถูกวิธี ที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศชาติก็มีอยู่ไม่น้อย ผู้สนใจอาจเข้าไปอ่านบทความที่พูดถึงตัวอย่างความล้มเหลวในการบริหารเศรษฐกิจในบล็อกนี้ได้.







