อิสลามการเมือง : กรณีศึกษาการเมืองอิสลามในอิรัก ตอนที่ 3

อิสลามการเมือง : กรณีศึกษาการเมืองอิสลามในอิรัก ตอนที่ 3
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
คณะรัฐประศาสนศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ศาสนาอิสลามในอิรักยุคสมัยคอลีฟะฮ์ทรงธรรม
ก่อนอื่นจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับทัศนะทั่วไปของอิสลามในเรื่องของของการเผยแพร่ศาสนาในดินแดนอันไกลพ้นยุคศาสดมุฮัมมัดและยุคคอลีฟะฮ์ทรงธรรมทั้งสี่(คุลาฟา รอชิดูน) นั่นคือว่าโลกอิสลามได้มีเป้าหมายในการขับเคลื่อนวิชาการและวัฒนธรรมอันงดงามของอิสลามนั้นยังประชาชาติอื่นๆ ไม่ว่าเป็นชาวอาหรับ ชาวเปอร์เซีย ชาวอินเดีย ชาวอียิปต์ ชาวตูนีเซีย ชาวมอร็อกโก ชาวซีเรีย หรือแม้แต่ในโลกยุโรป โลกตะวันตก เช่น ในสเปนก็ตาม และการขับเคลื่อนนี้ได้เริ่มจากจุดที่ไกลสุด จากฝากฝั่งตะวันออกจนได้ใหลบ่าลามไปถึงฟากฝั่งตะวันตก ข้ามผ่านไปสู่ทั้งทางตอนเหนือและทางตอนใต้ทุกสารทิศเลยทีเดียว
นักวิชาการบางกลุ่มจากฝั่งยุโรป ได้เชื่อว่า อารยธรรมอิสลามได้กำเนิดมาภายใต้ของความเป็นอาหรับหรือจากอารยธรรมอาหรับเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้อาหรับมีความทนงตนและถือดีในความเป็นอาหรับ จนกระทั่งได้พบว่าประเทศอาหรับบางประเทศพยายามจะนำอารยธรรมอาหรับแยกออกจากอารยธรรมอิสลามเสียด้วยซ้ำ และจะสำแดงให้เห็นว่าอารยธรรมอาหรับก้าวหน้ากว่าอารยธรรมอิสลาม และ การสมมติฐานเช่นนี้ชั่งห่างไกลจากความเป็นจริงยิ่งนัก
เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นของอาหรับในประเทศเยเมน และความเสียสละของชาวเปอร์เซียที่ยอมรับอิสลามในประเทศนั้น ถือว่าเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญและเป็นหลักฐานชิ้นใหญ่ว่า พวกอาหรับและชาวเปอร์เซียมีความจริงใจและมีความปรารถนาอย่างแรงกล้าต่อการขานรับอิสลาม และถ้าใครก็ตามได้เชื่อว่าอิสลามได้รับชัยชนะด้วยกับคมดาบ เห็นทีว่าเขานั้นขาดองค์ความรู้ในด้านประวัติศาสตร์ในเรื่องนี้เสียแล้ว หรือไม่ก็ไม่รู้จักและไม่ได้เรียนรู้ถึงชาวเปอร์เซียที่ยอมรับอิสลามจากการเผยแพร่หรือชาวบาบิโลน(อิรัก)ที่หันมายอมรับอิสลามในยุคเรืองอำนาจของคอลีฟะฮ์ทรงธรรมทั้งสี่
นักประวัติศาสตร์ทั้งหมดกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ศาสนาอิสลามได้มีความเจริญก้าวหน้าอย่างน่าทึ่งในประเทศอิหร่าน ซึ่งชาวอิหร่านได้ขานรับอิสลามโดยปราศจากสงครามหรือการขู่เข็ญ แค่เพียงยี่สิบปี อิสลามได้ใหลบ่าสู่เมืองต่างๆ จากชายฝั่งแม่น้ำยูเฟทิส(อิรัก) สู่ดินแดนเปอร์เซีย จากชายฝั่งทะเล สู่พื้นที่ราบ และยังแผ่อาณาเขตครอบคลุมไปทุกพื้นที่อย่างรวดเร็ว และถ้ามีการกล่าวถึงสงครามอยู่บ้างระหว่างเปอร์เซียกับอาหรับ ก็คงจะเป็นเปอร์เซียชนชั้นกลาง คนร่ำรวย ซึ่งพวกเขาคิดว่าการเข้ามาของอิสลามทำให้พวกเขาต้องเสียประโยชน์ และได้สกัดขั้นการแผ่ขยายของอิสลามเข้าสู่เปอร์เซีย
หลังจากที่อิสลามได้พิชิตเหนือดินแดนต่างๆที่อยู่ภายใต้การปกครองของเปอร์เซียทำให้ประชาชนทั้งชาวเปอร์เซียและอาหรับที่อยู่ในแถบอิรักหันมายอมรับอิสลาม และใช้เวลาไม่นานนัก ทำให้ทุกจังหวัดหันมายอมรับอิสลาม ยกเว้นบางเมืองเช่น เมืองมาซานดารอน ไดลีมอน ไ และประชาชนชาวอิหร่านยังได้เผยแพร่อิสลาม อีกทั้งได้เอาจริงเอาจังกับอิสลาม ด้วยการสร้างกฎเกณท์ และยืนหยัดบนคำสอนของศาสนา และเกือบสามศตวรรษที่อิสลามได้แพร่ในอิหร่าน อยู่ในสมัยของการปกครองราชวงศ์อุมัยยะฮ์และอับบาซียะฮ์ และชาวอิหร่านได้เริ่มเรียนรู้ด้านภาษาอาหรับ ด้านวรรณกรรมอาหรับ หลักนิรุกติศาสตร์ หลักการพิพากษา หลักการเมืองการปกครอง และหลักด้านสังคมวิทยา จนถือว่าเป็นแหล่งอารยธรรมอิสลามอีกที่หนึ่งของโลกที่มิมีวันจะลืมไปได้
หลังการปรากฏขึ้นของอิสลามและการจัดตั้งระบอบการปกครองแบบอิสลามขึ้น โดยได้รวบรวมชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่หลากหลายเข้าด้วยกันภายใต้ธง ที่มีนามว่า ธงอิสลาม เป็นอารยะธรรมที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังที่หาตัวจับยาก ซึ่งนักสังคมวิทยาและประวัติศาสตร์รู้จักกันในนามว่า อารยธรรมอิสลาม ที่มีชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย ตั้งแต่เอเชีย แอฟริกา และแม้กระทั่งยุโรป
ในช่วงต้นของศตวรรษที่ 7 ของคริสต์ ได้ขยายตัวอย่างช้า ๆกระทั่งครอบคลุมคาบสมุทรอาหรับทั้งหมดภายในระยะเวลาอันสั้น จากนั้นก็หันสู่ประเทศใกล้เคียงที่มีอารยะธรรมและวัฒนธรรมที่โดดเด่นที่สุดในยุคนั้น จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่าทึ่งและลุ่มลึกขึ้นในหมู่ประชาชนและสังคมของประเทศนั้น ๆ ที่เรียกกันว่า หลักศาสนา ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในความน่าทึ่งต่าง ๆ ของชีวิตมนุษย์เลยทีเดียวเพราะมันได้เข้ามาทำลายชีวิตที่ยึดติดกับสิ่งไร้สาระอย่างหมดสิ้น แล้วได้ยึดมั่นกับสิ่งใหม่ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าพันธนาการใด ๆ มันได้เข้ากุมหัวใจและความคิดของผู้คน การปฏิวัตินี้ ชื่อว่า อารยะธรรมใหม่ ไม่เพียงแต่ทำให้ซาอุดิอาระเบียที่ตาย ทะเลทรายที่ไม่มีน้ำและทุ่งหญ้าที่เงียบสงัด ที่มีประชากรเพียงไม่กี่คนและไม่เป็นที่รู้จัก กลายเป็นซาอุดิอาระเบียที่คึกคักที่ผู้คนถูกรู้จักในนามต่าง ๆ และจริยธรรมที่งดงาม ทว่ายังได้นำปรัชญาและความคิดใหม่มาสู่พวกเขา แม้ว่าส่วนจากรากฐานของมันนั้นได้ถูกรดน้ำด้วยอารยะธรรมสองประเทศเพื่อนบ้านที่ยิ่งใหญ่ (อีหร่านและโรม) ก็ตาม ทั้งนี้ทั้งนั้นสองประเทศนี้ก็ยังใหม่มาก อิสลามอยู่ในฐานะบทเรียนใหม่แห่งฟากฟ้า ปรัชญาต่าง ๆ ของการเรียกร้องความยุติธรรม ห่างไกลจากความอธรรมและการกดขี่ ประดุจดังน้ำเย็นฉ่ำที่ไหลลงสู่หัวใจที่หิวกระหายของผู้คนและเข้ามาแทนที่ในมันสมองของนักคิดที่แสวงหาความจริงทั้งหลาย ประชาชนที่ถูกกดขี่ของพวกเขาที่ถูกตัดขาดจากเพื่อนมนุษย์ มีเพียงมุ่งสู่พระผู้สร้างเท่านั้น ไม่เพียงแต่เป็นชัยชนะของเท้าเปล่าเหนือรองเท้าบูท อาวุธที่ล้าสมัยเหนืออาวุธที่ทันสมัย หรือชัยชนะของผู้ไร้อาวุธเหนือพวกมีอาวุธเท่านั้น ทว่าอย่างที่เราพูดไปแล้วว่าเป็นชัยชนะของความคิดใหม่และการเรียกร้องความยุติธรรมของกลุ่มผู้ถูกกดขี่ต่อพวกกดขี่ เป็นชัยชนะของผู้ถูกกดขี่เหนือพวกกดขี่ ความคิดและความรู้สึกเช่นนี้มันได้หยั่งรากลึกลงในหมู่ประชาชนของประเทศต่าง ๆ นั้น เพื่อจัดตั้งการปกครองของพวกเขาเองที่สอดคล้องกับทัพชัยแห่งศาสนาอิสลาม และผลพวงของชัยชนะทางจิตวิญญาณนี้ที่ผ่านมาพันกว่าปีจากการปรากฏขึ้นของอิสลาม ยังคงมีอยู่ในบ้านทุกหลังของประชาชาติทั้งหลายที่มีศรัทธา ในขณะที่ชัยชนะแห่งสงครามและบรรดานักรบแห่งอาหรับกลับไม่หลงเหลืออะไรไว้เลยในกลุ่มประเทศต่าง ๆ นี้”
ท่านเราะฮ์นะมอ เชื่อว่า อิสลามได้ทำลายการยึดติดที่ไร้สาระ และได้ยึดมั่นในศาสนาแทน ได้นำเสนอปรัชญาต่าง ๆ และความคิดใหม่ ๆ ขึ้น ชัยชนะของอิสลามเป็นชัยชนะความคิดใหม่เหนือความคิดเก่า ๆ ไม่ใช่เป็นชัยชนะของประชาชาติหนึ่งหนึ่งประชาชาติหนึ่ง ชัยชนะของอิสลามเป็นชัยชนะของการเรียกร้องความยุติธรรมและความยำเกรงเหนือการกดขี่และอาชญากรรม ปัจจัยหลักของชัยชนะอิสลามไม่ใช่ประชาชนชาวอาหรับ แต่คือมวลประชาที่ถูกกดขี่ ความกระหายในความจริงและความยุติธรรมของผืนแผ่นดินต่าง ๆ ภายใต้ความคิดแห่งฟากฟ้าเหนือมหาอำนาจปีศาจที่ปกคลุมเหนือสังคม
ดร. อับดุลฮุเซน ซัรรีนกูบ กล่าวไว้ในหนังสือ สารบัญอิสลาม1 เกี่ยวกับเรื่องสาเหตุต่าง ๆ ของอารยะธรามที่ยิ่งใหญ่และความรุ่งโรจน์ของอิสลาม ว่า
สิ่งที่เป็นเหตุให้ความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิชาการและด้านวัตถุเป็นสิ่งง่ายดายสำหรับบรรดามุสลิม อันที่จริงแล้วนั่นก็คืออิสลาม ที่สนับสนุนให้บรรดามุสลิมศึกษาหาความรู้และส่งเสริมให้มีชีวิตที่ดีมีความสุข ให้จิตวิญญาณแห่งการช่วยเหลือเกื้อกูลและการผ่อนปรนแทนความอาฆาตแค้นของโลกยุคโบราณ อีกทั้งเผชิญหน้ากับนักบวชของคริสตจักรที่สอนให้สันโดด ด้วยหลักธรรมคำสอนให้บรรดามุสลิมใช้ชีวิต “ทางสายกลาง” ทำให้อุตสาหกรรมและวิทยาการพัฒนาและสมบูรณ์ขึ้นอย่างง่ายดาย โลกที่อิสลามเข้าไปถึง จิตวิญญาณแห่งใช้ชีวิตอย่างสบายและสมดุลอยู่ในสภาพที่กำลังดับมอด สองอำนาจที่ยิ่งใหญ่ในโลกยุคนั้น (จักรวรรดิไบแซนไทน์และเปอร์เซีย) จักรวรรดิไบแซนไทน์ ที่มีทิฐิแห่งคริสตจักร นับวันยิ่งจมดิ่งลึกไปเรื่อย ๆ ยิ่งตัดขาดจากวิทยาการและปรัชญา ปิดกิจกรรมด้านปรัชญา โดยจักรพรรดิยุสตินิอานุส ประกาศให้ตัดความสัมพันธ์ที่เกือบจะเกิดขึ้นแล้วนั้น ระหว่างโลกแห่งโรมันกับอารยะธรรมและวิทยาการ ในอิหร่านก็เช่นกันกษัตริย์Khosrow มีความชื่นชอบด้านวิทยาการและการใช้ปัญญา เป็นรัฐที่รีบร้อนผนวกกับทิฐิด้านการแพทย์ที่ถูกกล่าวไว้ในอารัมภบทของหนังสือ กะลีละฮ์ วะ ดิมนะฮ์ ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะฟื้นฟูวิทยาการทุกประเภทในผืนแผ่นดินนี้ เป็นโลกที่ตกเชลยของความทิฐิต่อศาสนาและประชาชาติหนึ่ง อิสลามได้เป่าวิญญาณดวงใหม่ลงไป เหมือนดังที่ได้ก่อตั้ง ดารุสสะลาม ซึ่งเป็นศูนย์กลางที่แท้จริงของอัลกุรอาน ไม่มีความทิฐิของชาติพันธุ์ของความเป็นซีเรีย ความเป็นอิรัก เผชิญหน้ากับทิฐิด้านศาสนาของคริสต์และโซโรอัสเตอร์ ด้วยการผ่อนปรนและทำสัญญากับชาวคัมภีร์ และความปรารถนาในวิทยาการและการใช้ชีวิต และผลพวงของต้นไม้ที่น่าทึ่งนี้ที่ไม่มีทั้งความเป็นชาวตะวันออกและชาวตะวันตก ได้รับมาภายหลังจากการพิชิตของอิสลาม
ท่านอุมัร บิน ค็อตต็อบ ถือว่าเคาะลีฟะห์ที่ 2 ของอาณาจักรอิสลามระหว่างปี ฮ.ศ. 13-23 หรือ ค.ศ. 634-644 เมื่อเขาได้ขึ้นเป็นคอลีฟะฮ์ผ่านการสั่งเสียโดยคอลีฟะฮ์ที่หนึ่งนั้น ก็ได้ดำเนินด้านการเมืองและแผ่อาณาจักรอิสลาม และแผ่ขยายดินแดนไปหลายประเทศ และได้นำการเผยแผ่อิสลามไปต่างแดนโดยการส่งทูตไปหลายๆประเทศ เช่นทางตะวันตกส่งทูตไปถึงอิยิปต์แล้วข้ามแม่น้ำไนล์และต่อมายังผ่านเส้นทางไปยังเปอร์เซีย
ว่ากันว่าในสมัยคอลีฟะฮ์อุมัร อิบนิค็อดต๊อบ อิสลามได้แผ่ขยายดินแดนออกไปจนเกือบจะถึงพรมแดนของประเทศปากีสถานในปัจจุบัน บรรดาประชาชนในสมัยนั้นยังคงเคารพบูชาไฟ และรูปเจว็ดอยู่เลย
ทางตะวันออกก็ส่งทูตไปถึงประเทศอิรักและอิหร่าน และขณะนั้นอิหร่านนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์(ลัทธิบูชาไฟ)และยังมีบางกลุ่มที่นับถือศาสนายิวและศาสนาคริสต์ปะปน คณะนั้นจะเห็นว่ามีชาวยิวอพยบไปอยู่ที่บาบิโลน หรืออิรักในปัจจุบัน หรือเรียกดินแดนเมโสโปเตเมีย การเข้ามาของอิสลาม ทำให้ประชาชนรู้สึกแปลกหูแปลกตา อยากจะค้นหา แต่ก็มีบางกลุ่มที่ยึดติดความเป็นจารีตนิยมก็เกิดการเฉื่อยชา กระด้างกระเดื่องไม่เห็นชอบการศาสนาอิสลาม และถือว่าการใหลบ่าศาสนาอิสลามสู่อาณาจักรเปอร์เซีย เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในอิรักหันมาศึกษาศาสนาอิสลาม โดยผ่านคณะทูตของคอลีฟะฮ์และนักเผยแพร่ศาสนาในยุคนั้น
ในสมัยของคอลีฟะฮฺที่หนึ่ง ว่ากันว่าเขาได้เพียรพยายามที่จะให้เสถียรภาพของรัฐอิสลามให้มีความเป็นภารดรภาพ และมีความสามัคคีกันในหมู่มุสลิมเพราะปัญหาความขัดแย้งภายในได้อุบัติขึ้นมีความขัดแย้งต่อกัน และคอลีฟะฮ์ที่หนึ่ง ท่านมีความตั้งใจอันแน่วแน่ ที่จะทำให้สาส์นอิสลามไปยังกลุ่มประเทศต่างๆและผู้นำเผ่าต่างๆ ให้เข้าสู่การศรัทธาในอัล-อิสลามตามแบบอย่างที่ ท่านรอซูลได้ปฏิบัติเป็นแบบอย่างไว้แล้ว จนกระทั้งในยุคคอลีฟะฮ์ที่สองกองทัพมุสลิมได้เข้าตีพื้นที่สู่ชายแดนของสองมหาอาณาจักรคือ อาณาจักรเปอร์เซียและอาณาจักรโรมันตะวันออก ( ไบเซนไตน์ ) โดยคอลิฟะฮฺอุมัรได้สานหน้าที่นั้น จนสามารถขยายดินแดนให้กว้างขวางออกไปทั้งด้านตะวันออก ตะวันตก และด้านอุตระประเทศ อุมัร อิบนิ ค๊อดตอ็บเป็นคอลีฟะฮ์ที่ประสบความสำเร็จในการขยายอาณาจักรอิสลามให้กว้างขวางออกไป และเป็นคอลิฟะฮฺที่ได้ปลดปล่อยซีเรีย ปาเลสไตน์ จอร์แดนและอียิปต์ให้พ้นจากการยึดครองของจักรพรรดิแห่งเปอร์เซียและโรมันตะวันออก (อาจารย์ รอฟลี แวหะมะ อาจารย์ประจำคณะวิทยาลัยอิสลามศึกษา มอ.ปัตตานี ประวัติศาสตร์อิสลาม)







