เก่าไป(ทรัมพ์)-ใหม่มา(ไบเดน)

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
เก่าไป(ทรัมพ์)-ใหม่มา(ไบเดน)
โล่งอกสิครับ ที่ไม่มีการชุมนุมติดอาวุธ หรือเกิดเหตุร้ายใดๆ ทั้งสิ้นระหว่างพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิดีสหรัฐ เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคม ทุกสิ่งทุกอย่างดำเนินไปอย่างเรียบร้อย จนกล่าวได้ว่าเข้าขั้น ”ดีมาก”
อย่างไรก็ตามก่อนจะมาถึงจุดเปลี่ยนผ่านอย่างราบรื่นนี้ ความระทึกขวัญก็ได้เกิดขึ้นแล้ว หลังจากที่สำนักงานสอบสวนกลาง หรือ เอฟบีไอ ได้ออกคำเตือนล่วงหน้า ในการประเมินจากข่าวกรองว่า กลุ่มฝ่ายขวาจัด ผู้สนับสนุนอดีตประธานาธิบดี”ดอนัลด์ ทรัมพ์”อาจจะก่อความวุ่นวายซ้ำขึ้นมาอีก ทั้งในช่วงก่อนหน้าและระหว่างวันที่มีพิธีสาบานตน(๒๐ มกราคม) ตามเมืองเอก(เมืองหลวง)ของรัฐต่างๆ รวมทั้งในกรุงวอชิงตัน ดีซี เพื่อต่อต้านการเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ ๔๖ ของนาย“โจ ไบเดน”และตำแหน่งรองประธานาธิบดี”ของนาง”กมลา แฮร์ริส”สตรีผิวสีคนแรก(อเมริกันเชื้อสายอินเดีย)ทั้งนี้ เพราะพวกเขาเชื่อว่า”ทรัมพ์”ถูกปล้นชัยชนะในการเลือกตั้งคราวนี้ หลังจากที่ถูก”ทรัมพ์”เป่าหูว่าถูกโกงเลือกตั้งอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง ทั้ง ๆ ที่ไร้หลักฐานใดๆ ไม่ว่าจะพยายามควานหาจากที่ไหน เพื่อเอาไปยืนยันว่ามีการโกงเลือกตั้งหรือโกงคะแนนเสียง
แต่เขาก็ทำให้การกล่าวอ้างนั้น “ดูสมจริง” โดยปฏิเสธไม่ยอมแพ้และไม่ยอมเข้าร่วมพิธีสาบานตน ในการส่งมอบตำแหน่งตามธรรมเนียมอันงดงามที่เคยมีมา สร้างความอัปยศอดสูแก่คนอเมริกันที่มีความรู้สึกนึกคิดตามปกติโดยทั่วไป เป็นที่ยิ่งนัก
ทั้งนี้ ก็ต้องขอบคุณเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติ ที่มีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิเป็นแกนหลัก ร่วมกันกับแต่ละมลรัฐ โดยเฉพาะในรัฐที่”ทรัมพ์”แพ้แบบคู่คี่ ต้องส่งหน่วยกำลังพิทักษ์ชาติ (National Guards)ออกมาคอยระวังป้องปรามและคอยตั้งรับความวุ่นวายล่วงหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองหลวงราว ๒๕,๐๐๐ นาย พร้อมเครื่องไม้เครื่องมือ
นอกจากนั้น ก่อนหน้านี้ “สำนักงานหัวหน้ากองบัญชาการทหารร่วม”ก็ได้ออกแถลงการณ์อย่างชัดเจน เป็นที่น่าสังเกต แสดงจุดยืนห้ามทหารเข้าเกี่ยวข้องใดๆ กับการประท้วงตั้งแต่วันที่ ๖ มกราคม ๒๕๖๔ อันเป็นวันที่เกิดการจลาจลขึ้น ณ ตึกรัฐสภาสหรัฐ ทำให้มีผู้เสียชีวิตห้าราย ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก ยังมิอาจประเมินได้ ทั้งนี้ จากคำยุยงส่งเสริมของผู้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี”ดอนัลด์ ทรัมพ์” รายหนึ่งที่เสียชีวิตในจำนวนนั้นเป็นสตรีวัย ๓๔ ชื่อ “แอชลี แบ็บบิท” อดีตทหารผ่านศึกจากเมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย
“สำนักงานหัวหน้ากองบัญชาการทหารร่วม”เตือนว่าถ้าหากทหารนายใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับการประท้วง จะถือเป็นการล่วงละเมิดรัฐธรรมนูญ เพราะทหารมีหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ พฤติกรรมใด ๆ อันเป็นการทำลายขบวนการรัฐธรรมนูญ (ไม่เพียงเฉพาะการต่อต้านธรรมเนียม,ต่อต้านคุณค่าหรือต่อต้านคำสาบาน)ถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
ซึ่งนั่น (ในอีกส่วนหนึ่ง)เท่ากับเป็นการเตือน มิให้ทหาร เข้าไปมีบทบาทยุ่งเกี่ยวกับการทำ”รัฐประหาร”
เมื่อพูดถึงการทำรัฐประหาร ความเป็นไปได้ก็คือ หาก”ทรัมพ์”ประกาศกฎอัยการศึกตามที่ร่ำลือกันแต่แรก(ดีที่ไม่เกิด) ก็มีความเป็นไปได้ที่จะนำไปสู่การประกาศภาวะฉุกเฉิน ล้มผลการเลือกตั้ง แล้วเลือกตั้งใหม่
ในขณะที่ข่าวอีกกระแสหนึ่งบอกว่า เหตุผลที่อาจจะต้องประกาศกฎอัยการศึก อยู่ที่ว่าข้าวของเครื่องอุปโภคบริโภคและน้ำมันเชื้อเพลิงเริ่มขาดแคลน
สมมุติฐานนี้ คาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ ถ้า”ทรัมพ์”บ้าพอ ในการตัดสินใจประกาศใช้กฎอัยการศึก ช่วงก่อนพ้นอำนาจไม่กี่วัน
หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็ค่อนข้างจะเป็นไปได้ที่สงครามกลางเมืองอาจเกิดขึ้น แต่“ทรัมพ์”คงต้องคิดหนักว่าจะเอาอาวุธที่มีประสิทธิภาพชนิดที่ใช้ทำสงครามมาจากไหน แม้จะมีกำลังคนสนับสนุน
นี้เป็นแนวความเห็นที่ค่อนข้างจะสุดโต่ง แต่ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียเลย
ทีนี้หันมา”ตีความ”หรือขยายความ ว่าด้วย”สำนักงานหัวหน้ากองบัญชาการทหารร่วม” ว่าคืออะไรกันแน่
คำตอบก็คือ หมายถึงศูนย์กลางรวม ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ ทหารนาวิกโยธินและผู้พิทักษ์ (ตามรายชื่อหน่วยที่แนบมาท้ายนี้)เอาไว้ด้วยกัน เพื่อความสะดวกในการบังคับบัญชา
เห็นหรือยังครับว่า ท่ามกลางความเป็นความตายของชาติ “ทหารที่ดี”จะต้องยึดเอาหลักกฏหมายสูงสุด เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่เอาพรรคพวกเป็นสรณะ
ข่าวรายงานว่า การพ้นตำแหน่งของ”ทรัมพ์”เมื่อวันที่ ๒๐ มกราคมบังเกิดขึ้น โดยเขาและภริยา”เมลาเนีย”เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์จากทำเนียบขาว ไปขึ้นเครื่องบิน”แอร์ฟอร์ซ วัน”ที่ท่าอากาศยานแอนดรูว์ของกองทัพอากาศสหรัฐเมื่อเช้าวันที่ ๒๐ มกราคม
จากนั้นก็เดินทางไปยังท่าอากาศยานสากล”ปาล์ม บีช”ก่อนขึ้นรถในขบวนไปยังบ้านพักที่”มาร์ อา ลาโก”เพื่อใช้ชีวิตที่เหลือที่นั่น
ก่อนหน้านี้ เขาแถลงไปแล้วว่า จะไม่ไปร่วมพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีของ”โจ ไบเดน”ซึ่งเท่ากับเขาแสดงอาการรังเกียจเหยียดหยามอย่างชัดเจน ว่ารับไม่ได้ (แม้จะต้องแกล้งทำ เพื่อความสมบทบาท ที่แน่อนว่าต้องแสดงต่อจากนี้ไป)
ก่อนเดินทาง”ทรัมพ์”ได้กล่าวปราศรัยสุดท้าย เป็นการอำลาต่อชาวอเมริกัน ที่ท่าอากาศยานแอนดรูว์ พูดถึงความสำเร็จในการสร้างงาน ตั้งกองกำลังอวกาศ นโยบายทหารผ่านศึกและการจัดเก็บภาษี และไม่ลืมที่จะบอกว่า เขาเป็นคนเดียวที่พัฒนาการผลิตวัคซีนป้องกัน””โควิด 19”ได้อย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ
“ทุกๆ คนจะต้องระมัดระวัง การระบาดใหญ่ซึ่งจะน่ากลัวมาก”
นี้คือความห่วงใยสุดท้ายที่”ทรัมพ์”กล่าวกับชาวอเมริกันเป็นการเอาใจ ทั้งๆ ที่เขาปล่อยให้ป่วยและตายไปเป็นจำนวนมาก ก่อนหมดวาระในการดำรงตำแหน่ง เพียงเพราะตัวเขาดื้อด้านและดันทุรังอ้างแต่แรกว่า เป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาๆ
ในที่สุด”ทรัมพ์”ก็บอกว่า เรา(ตัวเขาและคณะ)จะกลับมาอีกในสภาพใดสภาพหนึ่ง แต่ไม่ระบุชัดเจน
ทำให้น่าคิดว่าเป็นไปได้ไหม ที่เขาจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เพราะท่าทางเขาชัดเจนว่า ยังไม่ยอมเลิกเล่นการเมืองไปอย่างง่ายดายและเขาไม่เอ่ยถึงชื่อ”ไบเดน”เลย ในคำปราศรัยสุดท้าย สะท้อนความคับแค้น ว่ายังมีอยู่มาก
บางทีสิ่งที่น่ากลัว อาจเป็น”ความอาฆาต” ซึ่งก็ยังคาดไม่ได้ว่าจะเกิดขึ้นกับรัฐบาลของ”โจ ไบเดน”อย่างไร
จะมีการตั้ง”แก้วสามประการ”ของกลุ่มนิยม”ทักษิณ”คอยบ่อนทำลายหรือ”ไล่บี้”รัฐบาล”โจ ไบเดน”หรือไม่
“แก้วสามประการ”ในความหมายของกลุ่มเสื้อแดงไทยก็คือ ๑ พรรคการเมือง ๒ ผู้ชุมนุม ๓ กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ซึ่งดูเหมือนว่า”ทรัมพ์”นั้นมีแล้วสองประการ คือ”ผู้ชุมนุม”กับ”กองกำลังไม่ทราบฝ่าย”
ยังขาดประการที่ ๓ คือ”พรรคการเมือง” ที่”ทรัมพ์”อาจจัดตั้งขึ้นมาใหม่ พร้อมกับตั้งสถานีโทรทัศน์อีกสักช่องหนึ่งเอาไว้สนับสนุน
นั้นเป็นเรื่องราวของ”ทรัมพ์”ที่จะต้องติดตามต่อ ชนิดไม่กระพริบตา
สำหรับ”ไบเดน”ในวันเดียวกันนั้นในตอนเที่ยง ขณะพิธีสาบานตน ณ ตึกรัฐสภา ไม่มีผู้คนหนาแน่นอย่างที่เคยเป็นมา
ในการกล่าวคำปราศรัยรับตำแหน่ง”ไบเดน”กล่าวไว้อย่างแหลมคมว่า”ประชาธิปไตยยังใช้ได้อยู่ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของไวรัสและความรุนแรงที่เกิดขึ้นที่ตึกรัฐสภา”
นี้เป็นถ้อยคำที่ลึกซึ้ง สะท้อนถึง”ความไม่เป็นประชาธิปไตย”ที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของ”ทรัมพ์”โดยที่เขาไม่ต้องอ้างถึงตรง ๆว่า”ทรัมพ์”ทำอย่างไรบ้าง แต่กลับกล่าวเน้นเป็นการย้ำว่า”ประเทศนี้ได้เรียนรู้แล้วว่า ประชาธิปไตยนั้น มีคุณค่ายิ่ง”
อีกประโยคหนึ่งที่”ไบเดน”กล่าวแล้วสร้างความประทับใจแก่คนอเมริกันต่างสายพันธุ์ต่างชนชั้น ก็คือ “ความฝันที่จะได้รับความเป็นธรรม อยู่อีกไมห่างไกลแล้ว”
ไม่ว่า”ไบเดน”จะกล่าวปราศรัยน่าจับใจหรือประทับใจเพียงไร แต่สิ่งที่เขาจะต้องเผชิญจากนี้ไป ตามที่”ทรัมพ์”ทิ้งเป็นมรดกตกทอดไว้ให้ต้องดูแลนั้น ก็คือปัญหาหนักหน่วงหลายประการ
นับตั้งแต่ปัญหาแรก ที่สำคัญที่สุดก็คือการป้องกันและรักษาการแพร่ระบาดของโรค”โควิด19”(ซึ่งในตอนนี้ ๒๑มค.ติดเชื้อสะสมสูงสุดกว่าชาติใดในโลก ที่กว่า ๒๔ ล้านรายและเสียชีวิตกว่า ๔ แสนราย) ซึ่งก็ยังมีปัญหาในเรื่องการกระจายวัคซีน ที่ถูกที่ควรว่าจะทำให้เหมาะสมอย่างไร ที่ลืมไม่ได้ ก็คือปัญหาความแตกแยกภายในชาติจากกรณีรัฐบาล”ทรัมพ์”สร้างเอาไว้กับชนสีผิว ภายในประเทศ เพื่อประโยชน์ในการหาเสียงทางการเมือง
นอกจากนี้ ก็ยังมีปัญหาเศรษฐกิจหดตัว ที่ได้รับผลกระทบจาก”โควิด 19” เอาแค่เฉพาะไตรมาศแรกของปีที่แล้วก็ตกไปถึง ๔.๘ เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว
ปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกหรือปัญหาความตกลงปารีส ซึ่ง”ไบเดน”ได้รีบลงนามกลับเข้าร่วมข้อตกลงนี้ทันที ในวันเข้ารับตำแหน่ง หลังจากที่”ทรัมพ์”ถอนตัวออกเมื่อปี ๒๐๑๗ ซึ่งจะต้องเร่งทำความเข้าใจกันใหม่
ปัญหาฟื้นฟูความสัมพันธ์ด้านการค้ากับชาติต่างๆ เช่นที่รัฐบาล”ทรัมพ์”สร้างความเป็นศัตรูไว้กับจีน ฯลฯ ซึ่งมีความจำเป็นต้องไล่เรียงใหม่ แก้ไขปัญหาและความขัดแย้งอย่างถี่ถ้วน
ทั้งนี้ ยังไม่รวมถึงปัญหาการฟื้นฟู หรือปรับความสัมพันธ์กับชาติต่างๆ โดยเฉพาะปัญหาแย่งชิงความได้เปรียบเสียเปรียบด้านยุทธศาสตร์โลก ที่ยังคาราคาซังอยู่ ระหว่างสหรัฐกับจีนในเอเชียและแปซิฟิกและกับชาติอื่นๆ ในตะวันออกกลาง ปัญหาความร่วมมือกับ”นาโต้” ที่ตกต่ำไปในสมัย”ทรัมพ์” ซึ่งเขาเรียกร้องให้ชาติสมาชิกอื่นๆ ออกเงินสนับสนุนมากขึ้น
ดูไปแล้วปัญหาที่”ทรัมพ์”สร้างขึ้น ในช่วงสี่ปีที่ดำรงตำแหน่งทั้งปัญหาภายในและนอกประเทศนั้น “ไบเดน”จะใช้แก้ไขได้มากน้อยเพียงไร จะฟื้นฟูอะไรได้แค่ไหนในแต่ละปัญหา ด้วยเวลาเพียงแค่สี่ปีจากนี้ไป นับเป็นที่น่าสงสัย
เพราะว่า“ไบเดน”รับกองทุกข์มาจาก”ทรัมพ์”เต็มตักทีเดียว
ถามว่า นี่หรือความสุขจากการมีอำนาจ ?







