สมเด็จ วิรุฬหผล: วีรชน 14 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯ

สมเด็จ วิรุฬหผล: วีรชน 14 ตุลาฯ ชาวจุฬาฯ
เสฏฐนันท์ ธนกิจโกเศรษฐ์ และเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล
“สม ญานามนี่นี้ มีมานานเฮย
เด็จ เดี่ยวเดือนตุลา แซ่ซ้อง
วิรุฬห์ เลื่องประชา ธิปไตย
ผล เกิดชื่อดังก้อง ป่าวร้องฤเห็น”
(แต่งเพื่อรำลึกถึงสมเด็จโดย รศ. ดร. จุฑา มนัสไพบูลย์)
ใครจะไปรู้ว่ารูปภาพเล็ก ๆ จะกลายเป็นประเด็นใหญ่ ย้อนกลับไปเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 รศ.ดร. สิทธิเดช พงศ์กิจวรสิน คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ตัดสินใจถอดรูปภาพเล็ก ๆ ของสมเด็จ วิรุฬหผล หรือ “พี่สมเด็จ” นิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ออกจากห้องสโมสรนิสิตฯ โดยจะนำภาพไปคืนครอบครัว การตัดสินใจนี้ได้จุดประเด็นร้อนซึ่งเป็นที่พูดถึงอย่างมากในโลกออนไลน์ นำไปสู่การล่ารายชื่อคัดค้านได้หลายพันชื่อ (ตรวจสอบเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2564 มีผู้ลงชื่อสนับสนุน 1,269 คน) คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ออกมาชี้แจงเหตุผลผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าเหตุที่ตัดสินใจเช่นนี้เพราะได้รับคำทักท้วงจากหลายฝ่ายว่าการตั้งรูปของพี่สมเด็จแล้วมีนิสิตมากราบไหว้บูชานั้นไม่เหมาะสม จึงได้ปรึกษากับอาจารย์บางส่วน ตัวแทนนิสิต และครอบครัวพี่สมเด็จจนเห็นสมควรว่าจะถอดรูปออก อย่างไรก็ตามด้วยแรงกดดันจากภาคส่วนต่าง ๆ ประกอบกับครอบครัวของพี่สมเด็จก็แสดงเจตนาชัดเจนว่าไม่เคยต้องการให้ถอดรูปออก ภายหลังทางคณบดีจึงออกมาชี้แจงว่าเพิ่งได้ทราบว่าครอบครัวสมเด็จต้องการให้ติดรูปไว้ตามเดิม และยอมให้นำรูปภาพกลับมาติดที่เดิมในที่สุด
แม้ประเด็นดังกล่าวจะทำให้คนในวงกว้างนอกเหนือจากนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์และคนรุ่นเก่าได้รู้จักชื่อนามของวีรชนคนนี้ แต่แง่มุมชีวิตของสมเด็จดูจะยังจำกัดอยู่แค่ในฐานะของหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เท่านั้น เมื่อลองค้นเรื่องราวต่าง ๆ ของเขา ก็พบว่าไม่ได้มีการบันทึกเรื่องราวในแง่อื่น ๆ นัยหนึ่ง สมเด็จในฐานะ “มนุษย์” คนหนึ่งยังไม่ได้เป็นที่รู้จักมากนัก
ในโอกาสครบรอบ 48 ปี 14 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่สมเด็จเสียชีวิต ผู้เขียนต้องการทำตามเจตนารมณ์ข้างต้น (แม้ข้อมูลจะยังคงมีอยู่อย่างจำกัด) โดยบอกเล่าเรื่องราวของสมเด็จที่ไม่น่าจะเคยรับรู้กันโดยทั่วไป และเป็นเรื่องราวที่มีแง่มุมหลากหลายมากขึ้น ผ่านความโชคดีที่ได้สัมภาษณ์สมชาย วิรุฬหผล (พี่ชายของสมเด็จ) ครูประทุม มาโนชญากรกับครูจุฑามาศ ผลเจริญ (ครูผู้เคยสอนพี่สมเด็จในระดับชั้นประถมที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ ) และ คุณภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ (นิสิตรุ่นพี่คณะเศรษฐศาสตร์ผู้ได้พบร่างของสมเด็จเป็นคนแรกที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ) รวมถึงผ่านการค้นคว้าเอกสารอื่นประกอบด้วย
ใครคือสมเด็จ วิรุฬหผล
สมเด็จ วิรุฬหผล มีชื่อเล่นว่า “กุ๊กไก่” (คนในครอบครัวมักเรียกสั้น ๆ ว่า “กุ๊ก”) เป็นลูกคนสุดท้องจากบรรดาพี่น้องทั้งหมด 5 คน ครอบครัววิรุฬหผลเป็นชาวมุสลิมและอาศัยอยู่บ้านบริเวณถนนศรีเวียง จังหวัดกรุงเทพฯ เมื่อถึงวัยต้องเข้าศึกษา สมเด็จเข้าศึกษาระดับชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัยเช่นเดียวกับลูกชายคนอื่น ๆ ของบ้าน โดยเป็นนักเรียนรุ่นที่ 120 ของโรงเรียน จากการสัมภาษณ์ครูประทุมและครูจุฑามาศ สมเด็จเป็นเด็กตั้งใจเรียนและมีผลการเรียนอยู่ในระดับที่ดีมาก ผลการเรียนของเขาอยู่ในระดับ 90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว (ในสมัยนั้นใช้เกณฑ์การเมินเป็นเปอร์เซ็นต์) เมื่ออยู่กับเพื่อนสมเด็จก็เป็นคนร่าเริงสนุกสนานทำให้เขาเป็นที่รักของเพื่อนในกลุ่ม แม้สมเด็จจะชอบการเรียน แต่เขาก็มีความสนใจด้านการทำกิจกรรมเช่นกัน เมื่อครั้งยังศึกษาอยู่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนฯ สมเด็จได้ร่วมกิจกรรมอยู่เสมอ มีโอกาสได้แสดงละครโรงเรียนในบทโอลิเวอร์ ทวิสต์ รวมถึงเป็นหลีดของโรงเรียนด้วย หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมแล้ว สมเด็จเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยถือเป็นนิสิตรุ่นที่ 6 ของคณะ เหตุที่เขาตัดสินใจเลือกคณะนี้เพราะได้รับอิทธิพลจากสมชาย ที่เป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และยังเป็นอดีตประธานเชียร์มหาวิทยาลัยด้วย (สมัยนั้นรัฐควบคุมไม่ให้นักศึกษาทำกิจกรรมมากนัก การเคลื่อนไหวทางการเมืองส่วนใหญ่จึงต้องทำผ่านการเชียร์เป็นหลัก ตำแหน่งประธานเชียร์จึงอาจเทียบได้กับนายกสโมสรนักศึกษาในปัจจุบัน) สมชายเล่าว่าสมัยนั้นตนก็ยังไม่รู้จักเศรษฐศาสตร์เท่าไร แต่เลือกเข้าคณะนี้เพราะศรัทธาในตัวอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ที่เป็นคณบดีของคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และได้มีโอกาสเล่าเรื่องอาจารย์ป๋วยให้น้องชายฟังอยู่บ่อยครั้ง จึงเป็นไปได้ว่าจะเป็นอีกหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้น้องชายเลือกเข้าศึกษาในคณะเศรษฐศาสตร์เช่นเดียวกันตน เมื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาแล้วสมเด็จยังคงกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม โดยจะกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษในการเข้าร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือสังคมส่วนรวม เช่น การออกค่ายอาสาพัฒนาชนบท
เหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาฯ
เหตุการณ์ 14 ตุลาคม ไม่ได้เกิดขึ้นจากความบังเอิญ แต่พอจะเห็นเค้าลางได้จากการตื่นตัวของนิสิตนักศึกษามาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้ว ไม่ว่าจะผ่านการทำวารสาร หนังสือต่าง ๆ การตื่นตัวเรื่องการทุจริตเลือกตั้งผ่านการตั้งคณะกรรมการสังเกตการณ์การเลือกตั้ง การรัฐประหารตัวเองของจอมพลถนอม กิตติขจร การลักลอบล่าสัตว์ป่าในเขตอุทยานแห่งชาติ รวมถึงการคัดชื่อนิสิตนักศึกษาที่เสียดสีรัฐบาลออก เหล่านี้ล้วนนำไปสู่การเรียกร้องรัฐธรรมนูญและเหตุการณ์อื่น ๆ ตามมา
แม้คุณพ่อคุณแม่ของครอบครัววิรุฬหผลจะไม่ได้มีความเห็นทางการเมืองมากนัก แต่ระหว่างพี่น้องก็ได้มีการคุยเรื่องนี้กันอยู่บ้าง ซึ่งพวกเขาเห็นด้วยกับการเรียกร้องรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อาจกล่าวได้ว่าความคิดทางการเมืองในครอบครัวได้รับอิทธิพลโดยตรงจากสมชาย ที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองเป็นอย่างดี สมชายเล่าให้ฟังว่าช่วงนั้นจอมพลประภาส จารุเสถียรได้มาพูดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์โดยมีช่วงหนึ่งของปาฐกถากล่าวว่านิสิตนักศึกษามีหน้าที่เรียนก็เรียนไป ไม่ต้องมายุ่งเกี่ยวกับการเมือง สร้างความไม่พอใจให้แก่นักศึกษาที่กำลังนั่งฟังอยู่เป็นอย่างยิ่ง สมชายในฐานะประธานเชียร์มหาวิทยาลัยจึงนำเพื่อนอีกหลายคนประท้วงจอมพลประภาสด้วยการลุกขึ้นเดินออกจากหอประชุมในขณะนั้นเลย ซึ่งความกล้าแสดงออกทางการเมืองเพื่อเรียกร้องในสิ่งที่ถูกต้องนี้ก็อาจตกทอดมายังน้องคนเล็กอย่างสมเด็จด้วย เหตุการณ์ต่าง ๆ ทางการเมืองดำเนินมาจนถึงเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2516 ในวันนั้นหลังจากแต่งชุดนิสิตออกไปร่วมประชุมตอนเช้าที่คณะเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองที่มีทีท่าว่าจะเกิดความรุนแรง สมเด็จที่เพิ่งเป็นนิสิตปี 1 ได้หมาด ๆ ก็กลับบ้านมาเปลี่ยนชุดเตรียมจะออกไปร่วมชุมนุมกับเพื่อนิสิตนักศึกษา พี่น้องคนอื่นในครอบครัวเองก็แยกกันออกไปกับกลุ่มเพื่อนของแต่ละคนด้วยเช่นกัน สมชายได้มาทราบภายหลังว่าหลังจากออกไปชุมนุม สมเด็จได้กลับมาบ้านแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อติดตามสถานการณ์ทางโทรทัศน์ และทราบว่าเริ่มมีการใช้ความรุนแรงต่อนิสิตนักศึกษาประชาชน สมเด็จเป็นห่วงเพื่อน ๆ ที่ร่วมชุมนุมอยู่ จึงตัดสินใจกลับออกไปอีกครั้ง ซึ่งก็เป็นการออกไปที่เขาไม่ได้มีโอกาสได้กลับมาอีกเลย ขณะที่กำลังมุ่งหน้าไปยังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สมเด็จถูกยิงเข้าที่ด้านหลัง กระสุนทะลุอกและขาทั้งสองข้างและเสียชีวิตทันที ณ บริเวณกองบัญชาการตำรวจนครบาล ผ่านฟ้า
ภิรมย์ศักดิ์ สาสุนีย์ ศิษย์เก่าคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ รุ่นที่ 3 (ซึ่งขณะนั้นยังเป็นนิสิตปี 3) เล่าให้ฟังว่าวันนั้นตัวเขาและเพื่อน ตั้งใจจะไปร่วมชุมนุมที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่ทราบว่ามีคนเยอะมากจึงเปลี่ยนใจไม่ได้ไปร่วม ประกอบกับได้ข่าวว่ามีการปะทะกันจนบาดเจ็บ ต้องการเลือดด่วน จึงเลือกไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทย เมื่อมาถึงพบว่ามีคนรอคิวกันเยอะมาก เลยออกมายืนรอบริเวณห้อง OPD ของโรงพยาบาลจุฬาฯ เพื่อรอฟังข่าวจากทางโทรทัศน์ ระหว่างรอได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าหน้าของโรงพยาบาลทำให้ทราบว่ามีนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์เสียชีวิตและทางโรงพยาบาลได้เก็บร่างไว้ในห้องเก็บศพ ตนจึงแสดงตัวว่าเป็นนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์เพื่อจะได้ดูว่าผู้เสียชีวิตเป็นใคร จนเมื่อพบร่างจึงทราบว่าเป็นสมเด็จ วิรุฬหผล รุ่นน้องปี 1 ที่เคยเห็นหน้าคร่าตากันในคณะ เมื่อกลับถึงบ้านจึงรีบแจ้งไปยังอาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้ดำเนินการติดต่อครอบครัวของสมเด็จ ข้อมูลที่ภิรมย์ศักดิ์ให้นี้สอดคล้องกับที่ รศ. ศรีวงศ์ สุมิตร อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ได้เขียนเล่าถึงสมเด็จไว้ว่า ในช่วงบ่ายวันนั้นได้รับโทรศัพท์จากนิสิตแจ้งว่าสมเด็จถูกยิงตกน้ำที่สะพานผ่านฟ้าและถูกนำร่างไปไว้ที่ตึก 38 ซึ่งเป็นสถานที่เก็บร่างผู้เสียชีวิต จึงออกไปพร้อมกับอาจารย์อีกท่านหนึ่งเพื่อไปดู พอไปถึงเขาก็เปิดลิ้นชักซึ่งมีอยู่หลายสิบลิ้นชักก็ไม่พบ แต่ตรงกลางห้องมีเตียงมีผ้าคลุมไว้ ก็ต้องไปเปิดดูหน้า จนในที่สุดได้พบสมเด็จนอนอยู่ จึงติดต่อญาติให้นำร่างไปบำเพ็ญกุศล เนี่องจากสมเด็จนับถือศาสนาอิสลามจึงต้องทำพิธีให้เสร็จใน 24 ชั่วโมง จากนั้นจึงได้ตามไปที่สุสานแถวบางรักร่วมพิธีฝังร่างสมเด็จร่วมกับญาติและเพื่อนของเขา
ด้าน สมชาย วิรุฬหผล เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า หลังจากที่น้องชายไม่ได้กลับมาบ้าน ตนรู้สึกเป็นห่วงจึงได้ขับรถออกไปหาน้องชายอยู่นานแต่ก็ไม่พบ ระหว่างนั้นจิตใจก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเพราะเป็นห่วงน้องชาย แต่ไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากขับรถวนหาน้องชายอย่างไร้จุดหมาย ภาพที่เห็นบนท้องถนนตลอดทางคือผู้ชุมนุมบางส่วนที่ได้รับบาดเจ็บ ขณะที่บางส่วนโห่ร้องด้วยความโกรธเคืองต่อเจ้าหน้าที่ที่ใช้ความรุนแรง ผู้ชุมนุมไม่ได้มีอาวุธอย่างที่รัฐกล่าวอ้าง อย่างมากผู้ชุมนุมก็ทำได้แค่ฉวยเอาไม้หรือหินข้างทางมาเพื่อป้องกันตัวเท่านั้น ต่อมาหลังจากมีโทรศัพท์แจ้งว่าสมเด็จอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ครอบครัวจึงรีบเดินทางไปรับ แต่เมื่อมาถึงโรงพยาบาลจึงเพิ่งได้รู้ว่าสมเด็จเสียชีวิตแล้ว ซึ่งสร้างความตกใจให้กับทุกคนเป็นอย่างมาก พี่สาวคนโตถึงกับเป็นลมล้มทั้งยืนเมื่อได้ทราบข่าว
หลังจากรับร่างของสมเด็จแล้วครอบครัวได้นำไปประกอบพิธีภายใน 24 ชั่วโมงตามหลักของศาสนาอิสลามที่ครอบครัวนับถือ และได้รับเกียรติจากจุฬาราชมนตรีมาเป็นประธานในพิธีศพช่วงบ่ายด้วย โดยในพิธีมีเพื่อนและคณาจารย์เข้าร่วมอย่างเนืองแน่น สิงห์โต จ่างตระกูล อดีตผู้อำนวยการและศิษย์เก่าโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้เคยเล่าถึงการร่วมคำนับศพสมเด็จไว้ในบทความ “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี” ซึ่งลงในหนังสืออุโฆษสาร 1973 ของโรงเรียนอัสสัมชัญ มีใจความว่า
“. . . ข้าพเจ้ามาคำนับศพ สมเด็จ วิรุฬหผล ที่บ้านถนนศรีเวียง ศพของเขาห่อหุ่มด้วยธงไตรรงค์ ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า วิญญาณของสมเด็จคงดีใจ เมื่อทราบว่าสิ่งที่เขาต่อสู้เรียกร้องได้สำเร็จลงไปแล้ว เพราะรัฐบาลชุดใหม่รับปากว่าจะร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน . . . ”

(จุฬาราชมนตรี ต่วน สุวรรณศาสตร์ นำสวดขอพรให้ผู้วายชนม์ ที่มา ภาพส่วนตัวของครอบครัว)
นอกจากนี้หนังสืออนุสรณ์โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ปีการศึกษา 2516 ยังได้อุทิศหน้ากระดาษเพื่อสดุดีเขาในฐานะวีรชนที่เป็นศิษย์เก่า ขณะที่หนังสือที่ระลึกพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุท้องสนามหลวง 14 ตุลาคม 2517 ได้บันทึกเรื่องราวคร่าว ๆ ของสมเด็จไว้ในฐานะหนึ่งในวีรชน 14 ตุลาฯ ที่เสียสละตนต่อสู้จนได้รัฐธรรมนูญมา

(ภาพจากหนังสือรุ่นกรุงเทพคริสเตียน)

(ภาพจากหนังสือที่ระลึกพิธีพระราชทานเพลิงศพ ณ เมรุท้องสนามหลวง 14 ตุลาคม 2517)
แม้จะได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติเพียงใด การเสียชีวิตของสมเด็จก็ได้สร้างบาดแผลครั้งใหญ่ให้ครอบครัววิรุฬหผล สมชายเล่าว่า ก่อนหน้านั้นในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2516 ครอบครัวพึ่งสูญเสียคุณพ่อที่เป็นผู้นำไป การต้องสูญเสียน้องชายคนเล็กที่เป็นที่รักยิ่งอย่างสมเด็จไปในเดือนตุลาคมปีเดียวกันนั้นยากจะทำใจได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้หลังจากนั้น 2 ปี คุณแม่ที่ถูกโรครุมเร้าก็ตรอมใจเสียชีวิตตามไปอีกคนด้วย
เอกสารที่พบบนโต๊ะของสมเด็จ
หลังงานพิธีผ่านไป สมชายได้เข้าไปเก็บของใช้ส่วนตัวของน้องชายและพบกระดาษแผ่นหนึ่งอยู่บนโต๊ะเขียนหนังสือ ในกระดาษแผ่นนั้นสมเด็จคัดลอกโคลงบทหนึ่งของนเรศ นโรปกรณ์ โดยเขียนอย่างบรรจงด้วยลายมือของตนเอง มีใจความว่า
“๏ เพียงหวังจะเฟื่องฟุ้ง
ฤๅจึงมุ่งมาศึกษา
เพียงเพื่อปริญญา
เอาตัวรอดเท่านั้นฤๅ ๏
๏ แท้ควรสหายคิด
และตั้งจิตร่วมยึดถือ
รับใช้ประชาคือ
ปลายทางเราที่เล่าเรียน ๏”

(กระดาษบทกลอนที่พบบนโต๊ะของสมเด็จ ที่มา ภาพส่วนตัวของครอบครัว)
จากการบอกเล่าของสมชาย ตัวสมเด็จไม่ใช่คนเจ้าบทเจ้ากลอนอะไร ประกอบกับเขาก็ไม่ได้แสดงความเห็นทางการเมืองมากนักเมื่ออยู่ในโต๊ะอาหาร จึงเข้าใจว่าเขาคงได้อ่านกลอนบทนี้ที่ไหนสักแห่ง และรู้สึกว่าตรงกับอุดมการณ์ส่วนตัวจนเกิดความประทับใจ จึงคัดลอกเก็บไว้ กระดาษแผ่นนี้ซึ่งพึ่งได้เปิดเผยครั้งแรกในที่นี้น่าจะเป็นหนึ่งในหลักฐานที่ช่วยบ่งบอกอย่างหนักแน่นว่าสมเด็จมีความมุ่งมั่นในอุดมคติเพียงใด
ชีวิตหลังความตาย
ภายในวันเดียวกับที่สมเด็จเสียชีวิต การเมืองไทยได้เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จอมพลถนอม กิตติขจรลาออกและลี้ภัยไปต่างประเทศ มีการตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่และดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ผู้ที่อยู่ทันช่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างยกย่องสมเด็จเป็นหนึ่งในวีรชนผู้เสียสละตนในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.ประชุม โฉมฉาย คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ในขณะนั้น ได้ให้เกียรติติดรูปถ่ายของสมเด็จไว้อย่างเด่นชัดบริเวณบันไดหน้าลิฟต์ของคณะ เพื่อให้รุ่นพี่รุ่นน้องที่เดินผ่านได้รำลึกถึงสมเด็จและวีรกรรมในช่วง 14 ตุลาฯ พร้อมมีป้ายบรรยายประกอบว่า
“นายสมเด็จ วิรุฬหผล
นิสิตปีที่ ๑ คณะเศรษฐศาสตร์
ได้สละชีวิตในการเรียกร้องรัฐธรรมนูญ
เมื่อวันที่ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖
ขอให้อนุชนรุ่นหลังจดจำและพิทักษ์รัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยด้วยชีวิต
เยี่ยงวีรชนที่ได้สละชีวิตของตนมาแล้ว”

(ภาพสมเด็จในห้องสโมสรนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่มา เฟซบุ๊ก Netwit Ntw)

(ภาพพิธีไว้อาลัยและเปิดป้ายอนุสรณ์ของสมเด็จ ที่มา หนังสือพิมพ์ที่ครอบครัวตัดเก็บไว้)
นอกจากนี้ครอบครัวของสมเด็จยังได้ตัดสินใจมอบเงินจำนวนหนึ่งให้แก่ทางคณะเพื่อจัดตั้งทุนการศึกษาขึ้นมาในนามของสมเด็จ วิรุฬหผล
แต่เมื่อเวลาผ่านไปเรื่องราวของสมเด็จก็เริ่มจางหาย พร้อม ๆ กับความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ของขบวนการนักศึกษาในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519ไม่กี่ปีหลังจากนั้น นานวันเข้าทางคณะได้ยุบทุนในชื่อของสมเด็จไปด้วยเหตุผลว่าไม่เหมาะสมเพราะไม่สมควรให้ทุนเป็นชื่อบุคคล และเอาเงินที่ได้มาไปรวมกับของส่วนกลางมหาวิทยาลัย กระแสสังคมจำนวนหนึ่งก็เริ่มมองว่า เขาเป็นแค่ผู้โดนลูกหลงที่เสียชีวิตจากความโกลาหลทางการเมืองมากกว่า ส่วนรูปภาพที่เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงสมเด็จนั้นตั้งอยู่ได้อีกสักพักหนึ่ง ก่อนจะถูกย้ายขึ้นไปไว้บริเวณชั้น 5 ของคณะเพราะบริเวณนั้นไม่ค่อยมีคนขึ้นไป จนเกิดข่าวลือแปลก ๆ ว่าผีสมเด็จที่ชั้น 5 เฮี้ยนมาก เมื่อคณะต้องการใช้พื้นที่เพื่อทำการเรียนการสอนมากขึ้น ผีสมเด็จก็ไม่อาจจะอยู่ชั้น 5 ได้ รูปสมเด็จจึงได้ถูกย้ายไปมาอยู่หลายที่ จนในปัจจุบันก็มาอยู่ที่ห้องสโมสรนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งนิสิตที่เดินผ่านไปมายังสามารถเห็นได้อยู่ แต่กระนั้นเรื่องราวที่น้อยนิดของสมเด็จก็ไม่ได้ถูกขยายผลให้มีคนเข้าใจมากขึ้น ในยุคสมัยของการหลีกหนีการเมือง และกิจกรรมโซตัสที่กลับมาเบ่งบาน สมเด็จกลายเป็นผีประจำคณะ เป็นรุ่นพี่คนตายที่รุ่นพี่คนเป็นใช้หลอกให้นิสิตเข้าใหม่ยกมือไหว้และขอพรให้เดินทางไปค่ายอย่างปลอดภัย หรือบนบานศาลกล่าวให้สอบได้คะแนนดี
สมเด็จกลายเป็นประเด็นอีกครั้งในปี 2563 เมื่อคณบดีตัดสินใจถอดรูปสมเด็จส่งกลับคืนสู่ครอบครัว โดยให้เหตุผลอ้างว่าการตั้งรูปของสมเด็จไว้นั้นเป็นการไม่เหมาะสมเพราะเกรงว่านิสิตจะไปกราบไหว้อย่างงมงาย และปราศจากการทักท้วงติงของสโมสรนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ใช่ความผิดของสมเด็จที่ทำให้นิสิตงมงายกราบไหว้ หากแต่น่าจะมาจากคณบดี สโมสรนิสิตเศรษฐศาสตร์ และคณะเศรษฐศาสตร์ในระยะหลังนี้มากกว่าที่ไม่ได้ทำให้นิสิตรับรู้เรื่องราวของสมเด็จ ทั้งยังส่งเสริมกิจกรรมโซตัส แต่กลับไม่ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และอุดมคติของสมเด็จเลย สมเด็จจึงถูกลดทอนคุณค่าลงไป จากการยกย่องในฐานะของวีรชน 14 ตุลาฯ กลายเป็นเพียงผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง กลายเป็นเพียงผีที่นิสิตต้องกราบไหว้อยู่นาน ก่อนจะได้กลับมามีชีวิตให้ผู้คนได้รู้จักในฐานะวีรชนอีกครั้งหลังจากเกือบจะหายสูญไปจากคณะอย่างถาวร ทั้งนี้หากผู้อ่านคนใดสนใจประเด็นเรื่องการภาพถ่ายสมเด็จกับความหมายที่เกี่ยวกับอุดมการณ์ทางการเมืองสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากวิทยานิพนธ์เรื่อง “ภาพถ่ายกับชีวิตวัยรุ่นชนชั้นกลางในกรุงเทพมหานคร ทศวรรษ 2500 ถึงต้นทศวรรษ 2530” ของพงศกร ชะอุ่มดี ซึ่งในนั้นภาพถ่ายของสมเด็จที่คณะเศรษฐศาสตร์ถูกยกเป็นหนึ่งในตัวอย่างศึกษาที่น่าสนใจของวิทยานิพนธ์ฉบับนี้

(ภาพสมเด็จถูกถอดไปในปี พ.ศ. 2563 ที่มา เฟซบุ๊ก Netwit Ntw)
สมเด็จ วิรุฬหผล ในยุคการเคลื่อนไหวอีกครั้ง
กล่าวโดยเฉพาะ ในเวลานี้ที่นิสิตจุฬาฯ กำลังเริ่มตื่นตัวทางการเมืองอีกครั้ง กระแสการสนใจในบรรดาผู้มาก่อนหรือสายธารประชาธิปไตยก็กำลังหลั่งไหลอีกครั้งเช่นกัน ในปี พ.ศ. 2563 สโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และคณะกรรมการนิสิตอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ประจำปีนั้น ได้ส่งพวงหรีดไปวางหน้าห้องสโมสรนิสิตคณะเศรษฐศาสตร์เพื่อแสดงอาลัยรำลึกต่อพี่สมเด็จเป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ นอกจากนี้ สโมสรนิสิตคณะรัฐศาสตร์ ประจำปี พ.ศ. 2563 โดยความร่วมมือกับสโมสรนิสิตคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ได้จัดทำภาพวีรชนชาวจุฬาฯ ที่ห้องประชุมวิชิตชัย อมรกุล (วีรชน 6 ตุลาฯ) ตึกกิจกรรมคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ โดยมีภาพของสมเด็จอยู่ร่วมกับจิตร ภูมิศักดิ์ รัตนา สกุลไทย และวิชิตชัย อมรกุล
ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 ที่ประชุมองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้มีมติจัดทำเว็บไซต์เพื่อรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจุฬาฯ และการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ทางครอบครัววิรุฬหผลได้มอบภาพถ่ายของสมเด็จที่มีทั้งหมด รวมถึงภาพกระดาษบทกลอนลายมือสมเด็จ เพื่อทำเป็นดิจิทัล นับว่าเป็นครั้งแรกที่ภาพสมเด็จจะไม่ได้มีแต่ภาพหน้านิ่ง ๆ ยิ้มอ่อน ๆ แต่มีภาพวัยเด็ก ขณะเล่นละคร และอยู่กับเพื่อน ๆ ให้ได้ศึกษาและเป็นที่รู้จักสมเด็จในมุมอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น

(หลังจากรูปภาพถูกนำกลับมาติดที่เดิมและมีการวางพวงมาลารำลึก ที่มา เฟซบุ๊กสโมสรนิสิตรัฐศาสตร์ จุฬาฯ)
นอกจากความพยายามเหล่านี้แล้ว ไม่แน่ว่าเราอาจจะเห็นการรำลึกถึงสมเด็จแบบอื่น ๆ จนถึงการตีความ การแสดงบทละครต่าง ๆ ต่อวีรชนคนนี้หรือคนอื่นที่ชื่อเลือนหายไปเนิ่นนาน (อย่างที่ก็ยังไม่เห็นจากทางคณะเศรษฐศาสตร์เท่าที่ควร) คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ และจุฬาฯ คงไม่อาจหลีกหนีการต้องโอบรับเรื่องราวของสมเด็จเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย เพียงแต่ว่าจะเป็นไปอย่างไร ในลักษณะใด มากแค่ไหนเท่านั้น เพราะการยอมรับการมีตัวตนของสมเด็จ ในฐานะคนหนุ่มผู้มีอุดมคติ ไม่ได้เป็นผีที่ถูกกักตัวไว้ในคณะเศรษฐศาสตร์มีนัยที่ส่งอิทธิพลและสร้างแรงบันดาลใจให้นิสิตนักศึกษาปัจจุบันไม่ยอมรับอำนาจและสังคมที่ไม่เป็นธรรมอย่างแน่นอน ไม่ต้องห่วงเลยว่ากิจกรรมโซตัส และการเรียนเพื่อความมั่งคั่งส่วนตัวย่อมถูกท้าทาย หากแต่ทั้งหมดนี้ก็ยังเป็นเรื่องคาดเดาของผู้เขียน ชีวิตของสมเด็จรวมถึงวีรชนคนอื่น ๆ ก็ยังคงต้องถูกรื้อฟื้นและประสานข้อมูลกันต่อไป
ถ้าสมเด็จยังมีชีวิตอยู่ตอนนี้เขาน่าจะมีอายุได้ 65 ปี และถ้าเขายังมีชีวิตอยู่ก็คงจะได้ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับสังคมมากมาย อย่างไรก็ตามอาชญากรรมโดยรัฐได้พรากชีวิตของเขาและคนอื่น ๆ ในยุคเดียวกันไป ชีวิตของสมเด็จอาจจะไม่ได้ยืนยาวนัก แต่เมื่อเห็นสิ่งที่สมเด็จต่อสู้ เราก็อาจจะพูดได้ว่าอันที่จริงก็ไม่ได้แตกต่างจากที่วันนี้นิสิตนักศึกษาประชาชนกำลังต่อสู้อยู่เลย ไม่มีใครสมควรต้องตายหรือถูกจองจำเพียงเพราะเขาปรารถนาอยากให้ประเทศดีขึ้น พวกเขาออกมาเรียกร้องรัฐธรรมนูญและแก้ไขกฎหมายอื่น ๆ โดยเชื่อว่าหากประเทศเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนก็จะดีขึ้นตามไปด้วย ชีวิตของสมเด็จคงเป็นเครื่องเตือนใจถึงความเลวร้ายของรัฐได้ ขณะเดียวกันจากการที่พยายามย้ายหรือถอดรูปหลายครั้งก็สะท้อนให้เห็นว่า วีรชน 14 ตุลาฯ และอุดมคติของพวกเขายังคงท้าทายต่อยุคสมัยที่พยายามเงียบงัน รวมถึงกดให้ผู้คนสยบยอมตามรัฐ ยอมต่อค่านิยมของสังคมที่มุ่งเน้นปัจเจกนิยมและความมั่งมี เหนือกว่าอุดมคติและความเป็นธรรมของสังคม







