INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นโมเดลของความเป็นผู้นำแบบแท้จริง

512426

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นโมเดลของความเป็นผู้นำแบบแท้จริง

ตามมุมมองของบิลล์ จอร์จ ผู้นำแบบเเท้จริงเข้าใจค่านิยมของพวกเอง
และปฏิบัติต่อบุคคลอื่น บนพื้นฐานค่านิยมเหล่านี้ พวกมีความคิดคิดที่ชัดเจน
พวกเขาคือใคร พวกเขากำลังไปที่ไหน และอะไรคือสิ่งทึ่ถูกต้องที่ต้องทำ คุณลักษณะของผู้นำแบบแท้จริงได้แก่ หัวใจ ความมุ่งหมาย ค่านิยม ความสัมพันธ์ และวินัยตนเอง คุณลักษณะเหล่านี้ นำไปสู่พฤติกรรมที่สอดคล้องกัน : ความเห็นอกเห็นใจ ความลุ่มหลง การเชี่อมโยง พฤติกรรม และความสม่ำเสมอ
เฟรด วาลัมป์วา ได้ระบุว่าความเป็นผู้นำแบบแท้จริงประกอบด้วยคุณลักษณะเฉพาะสี่อย่าง ความตระหนักตนเอง มุมมองทางศีลธรรมภายใน การประมวลความสมดุล และความโปร่งใสทางความสัมพันธ์
ตลอดประวัติศาสตร์ของเรา เราได้มองเห็นตัวอย่างที่หลากหลายของความเป็นผู้นำแบบแท้จริง มหาตมะ คานธี เนลสัน มานเดลา และมาร์ติน ลูเธอ คิง ต่างเป็นผู้นำแบบแท้จริงที่มีชื่อเสียง พวกเขาทุกคนพยายามเพื่อความก้าวหน้าของบุคคลของพวกเขา และใช้ความพยายามที่เป็นไปได้ทุกอย่างที่จะบรรลุเป้าหมายของพวกเขา
ท่ามกลางตัวอย่างของความเป็นผู้นำแบบแท้จริงสมัยใหม่ วอร์เรน บัฟเฟตต์
เป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์ของความเป็นผู้นำแบบแท้จริง
วอร์เรน บัฟเฟตต์ อยู่ท่ามกลางบุคคลร่ำรวยที่สุดภายในโลกนานหลายทศวรรษ เขาถูกรู้จักเป็นบุคคลบางคนที่ไม่ใช้วิถีทางผิวเผินหรือขาด
ศีลธรรมบรรลุความมั่งคั่งของเขา เขามีชื่อเสียงเข้มแข็งต่อการสร้างอาณาจักรเบิร์คไชร์ ฮาธเวย์ ผ่านทางพฤติกรรมที่มีจริยธรรมและซื่อสัตย์ เขาได้สัญญาให้ 99% ของความมั่งคั่งของเขาต่อการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์
วอร์เรน บัฟเฟตต์ให้บุคคลของเขาอยู่ลำดับความสำคัญสูงสุด และให้การยกย่องแก่พวกเขาเท่าเทียมต่อความสำเร็จที่เขาบรรลุ วอร์เรน บัฟเฟตต์
ถูกรู้จักต่อความแท้จริงเเละจริยธรรมของเขา เขามีความเมตตา ความเชื่่อ
ถือได้ และการสนับสนุน
วอร์เรน บัฟเฟตต์ แสดงมุมมองที่กระจ่างของตลาดทุนนิยมเสรี และความกระตือรือร้นต่อธุรกิจของเขาเท่าเทียมกับความผูกพันต่อชุมชนของเขา
เขาอ้างถึงการสร้างคุณค่าต่อผู้มีส่วนได้เสียไม่ใช่ผู้ถือหุ้น ดังที่ถ้อยคำ
ผู้มีส่วนได้เสียรวมไม่เพียงแต่นักลงทุนเท่านั้น แต่เป็นบุคคลและชุมชนของบริษัทด้วย การชี้ทั้งเหตุผลทางศีลธรรม – มุงผลกระทบที่กว้างขึ้นของการตัดสินใจ – และความมุ่งหมายที่เข้มแข็ง – ปรับปรุงมาตรฐานของการมีชีวิต
อยู่ภายในชุมชนที่เขาทำธุรกิจ
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ถูกรู้จักกันเป็น พ่อมดแห่งโอมาฮา เป็นนักลงทุนที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งตลอดกาล เขาได้บริหารเบิรคไชน์ เป็นเจ้าของมากกว่า 60 บริษัท รวมทั้งผู้รับประกันไกโก้ ผู้ผลิตแบตเตอรี่ย์ดูราเซลล และร้านอาหารลูกโซ่แดรี่ ควีน วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นลูกชายของวุฒิสมาชิกอเมริกา เขาได้ซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ปี และเมื่ออายุ 16 ปี เขาได้สะสมเงินมากกว่า 53,000 เหรียญจากธุรกิจและการลงทุนที่แตกต่างกัน ตั้งแต่เขายังเยาว์วัย บัฟเฟตต์ ไม่เพียงแค่ฉลาดเท่านั้น แต่ทำงานหนักด้วย เมื่อพ่อของเขากลายเป็นวุฒิสมาชิก ครอบครัวของเขาได้ย้ายจาก
โอมาฮา เนบนาสกา มาสู่วอชิงตัน ดี ซี
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ส่งหนังสือพิมพ์ วอชิงตัน โพสท ทุกเช้า และได้รายได้มากกว่า 175 เหรียญต่เดือน มากกว่ารายได้ของครูส่วนใหญเวลานั้น ภายหลังจากจบมหาวิทยาลัยเนบราสกาภายในสามปี เขาได้สมัครที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่ไม่ยอมรับเขาเข้าศึกษา
ถายหลังจากความผิดหวังจากการถูกปฏิเสธ วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ค้นพบว่าไอดอลของเขา เบนจามิน กราแฮม บิดาของการลงทุนเพื่อคุณค่า และเดวิด ดอดด์ เป็นนักวิชาการ ณ คณะบริหารธุรกิจโคลัมเบีย เขาได้เขียนจดหมายว่า
อาจารย์ดอดด์ที่เคารพ ผมคิดว่าท่านเสียชีวิตไปแล้ว แต่ในขณะนี้ผมได้พบว่าท่านมีชีวิตอยู่และสอนอยู่ที่โคลัมเบีย ผมอยากจะมาเรียน และเขาได้รับผมเข้ามา ความลับของบัฟเฟตตที่จะยังคงหนุ่มอยู่เสมอคือ โคคา โคลา และไอสครีม ถ้าเป็นอาหารเช้า วอร์เรน บัฟเฟตต์ มักจะไปแมคโดนัลด์ เพื่อ เบคอน ไข่ ชีสบิคคิท และเขาจะไปเยี่ยมแดรี่ ควีนเพื่อของหวานไอสครีม ผมจะกินคล้ายกับอายุ 6 ปี เมื่อเราคิดถึงมหาเศรษฐี โดยทั่วไปเราจะคิดถึงแมนชั่น บ้านพักผ่อน และรถยนต์ราคาแพง นั่นจะไม่เป็นตัวอย่างของ
วอร์เรน บัฟเฟตต์ วอร์เรน บัฟเฟตต์อยู่บ้านโอมาฮาเดิม นับตั้งแต่ ค.ศ 1958 ที่เขาได้ซื้อเริ่มแรก 31,500 เหรียญ บ้านเรียบง่ายห้าห้องนอน
ใครไม่ต้องการอยากทานอาหารกลางวันกับนักพยากรณ์แห่งโอมาฮา
ไม่น่าสงสัยเลย เขาสามารถสอนเราได้มาก บุคคลกระตือรือร้นที่จะนั่งกับวอร์เรน บัฟเฟตต์
ที่พวกเขาได้ประมูลสูงถึง 4.57 พันล้านเหรียญทานอาหารกลางวันกับเขา
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้สัญญาที่จะบริจาคมากกว่า 99% ของความมั่งคั่งของเขา เท่าที่ผ่านมาเขาได้ให้ไปแล้วมากกว่า 41 พันล้านเหรียญ ส่วนใหญแก่มูลนิธิบิลล์ เกตส์

512427

สตีฟ จ้อป เป็นผู้นำแบบแท้จริง – แท้จริงต่อความเชื่อและวิถีทางการทำอะไรของเขาเอง การบริหารด้วยสไตล์ที่สะท้อนบุคลิกภาพของเราและค่านิยมของเรา และแม้ว่าเขาเป็นลับสุดยอด พลุ่งพล่าน และเกรี้ยวกราดภายในสไตล์การบริหารของเขา บุคคลของเขากล่าวว่าพวกเขาทำงานได้ดีที่สุด ณ แอปเปิ้ล
ดังที่บิลล จอรจ อาจารย์ คณะบริหารธุรกิจฮารวารดเรียกว่า ความเป็นผู้นำแบบแท้จริง สตีฟ จ้อป ซื่อสัตย์ต่อตัวเขาเองและบุคคลอื่น และเชื่ออย่างแท้จริงว่างานของเขาและเป้าหมายของแอปเปิ้ลเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน
วอลเตอร์ ไอแซคสัน ผู้เขียนประวัติสตีฟ จ้อป อธิบายสตีฟ จ้อปมีชื่อเสียง
กับความไม่อดทน โกรธง่าย และใจแข็งกับบุคคลของเขา แต่พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นจากความลุ่มหลงต่อความสมบูรณ์ และเเม้ว่าเขาใจแข็งต่อบุคคล พวกเขาอยู่กับแอปเปิ้ล เพราะว่าพวกเขาเชื่อภายในวิสัยทัศน์ของเขา แม้ว่าด้วยบุคคลิกภาพที่บกพร่องของเขา สตีฟ จ้อปล้อมรอบด้วยเพื่อนร่วมงานที่จงรักภักดี บันดาลใจโดยเขามาหลายปีและเป็นครอบครัวที่รักกัน
สตีฟ จ้อปเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลต้องยื่งใหญ่ ความลุ่มหลงของเขาคือ การสร้างบริษัทที่ยืนนานตรงที่บุคคลถูกจูงใจสร้างผลิตภัณฑ์ที่ยิ่งใหญ่ เขาไม่เคยกลัวที่จะบอกบุคคลของเขาว่าความคิดของพวกเขาไม่ถูกต้องหรือโง่ และเขาให้พวกเขามุ่งใหม่บนวิสัยทัศน์ที่แท้จริงของเเอปเปิ้ล

4694734 1

บิลล์ จอร์จ กล่าวว่าสตีฟ จ้อป เป็นผู้นำแบบแท้จริงที่บรรลุความสำเร็จ เพราะว่าเขาได้เชื่อมโยงโดยตรงกับบุคคลของเขา และรับรู้จากมันเป็นความผูกพันที่ลึกซึ้งต่องานของพวกเขา และความจงรักภักดีที่สูงต่อบริษัท ผู้นำแบบแท้จริงสร้างความสัมพันธ์ที่ไว้วางใจกับบุคคลทั่วทั้งองค์การของพวกเขา รางวัลของความสัมพันธ์เหล่านี้ทั้งมีตัวตนและไม่มีตัวตนอยู่อย่างยาวนาน สตีฟ จ้อป ไม่ได้เป็นผู้นำที่มีบารมี แต่เป็นบุคคลบางคนเดินตามความลุ่มหลงของเขาอย่างซื่อสัตย์และมุ่งผลลัพธ์
สตีฟ จ้อป เชื่อมั่นภายในการสร้างและบริการลูกค้าด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงสุด เขาไม่ได้เป็นผู้นำทางการฑูต และเเสดงความรู้สึกของเขาอย่างซื่อสัตย์โดยไม่เคลือบน้ำตาล คณะกรรมการบริษัทขับไล่เขาออกจากบริษัทที่ครั้งหนึ่งเขาสร้างจากไม่มีอะไรเลย และระยะเวลาไม่กี่ปีแอปเปิ้ลได้ดิ้นรนโดยไม่มีผู้นำแบบแท้จริง สตีฟ จ้อปเชื่อมั่นภายในค่านิยมแกนของเขา ดำเนินการความคิดดีที่สุดอย่างซื่อสัตย์ เขามีวิสัยทัศน์อย่างชัดเจนเกี่ยวกับโลกจะคล้ายอะไร และขับเคลื่อนด้วยผลลัพธ์
เรายอมรับว่าบริษัทที่เปลี่ยนแปลงโลกจะมีน้อย และบริ็ษัทที่เปลี่ยนแปลงโลกได้มากกว่าหนึ่งครั้งจะยิ่งน้อยลง แอปเปิ้ลเป็นบริษัทหนี่งท่ามกลางพวกเขา ด้วยนวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ตลอดประวัติ 42 ปีของแอปเปิ้ล สตีฟ จ้อป เสียชีวิตไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้ แต่อะไรที่เป็นมรดกอย่างแท้จริงของชายที่ชื่อของเขาได้กลายเป็นถ้อยคำเดียวกับแอปเปิ้ล เขาเป็นผู้บุกเบิกการปฏิรูปคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล นับตั้งแต่ 30 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันเขาได้ถูกยกย่องว่าเป็นบิดาของการปฏิรูปดิจิตอล และนักการตลาดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล เขาได้ถูกยกย่องด้วยการปฏิรูปไม่เป็นเพียงแต่อุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ แต่เป็น
อุตสาหกรรมสมาร์ทโฟน แทปเล็ต ดนตรี และแม้แต่ภาพยนตร์ ด้วยการก่อตั้งบริษัทใหม่ของเขาเองชื่อพิกซาร์ เขาเป็นตำนานแห่งเทคโนโลยีเราเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะจินตนาการโลกคล้ายกับอะไรโดยไม่มีสตีฟ จ้อป เราจะไม่มีแอปเปิ้ลปัจจุบันนี้ด้วย ถ้าไม่มีการผลักดันอย่างต่อเนื่องของสตีฟ จ้อป ไม่มีแอปเปิ้ลหมายถึงไม่มีแมคอินทอช ไอพอด ไอโฟน ไอแพด ไอแมค ไอทูนส์
สตีฟ จ้อป ก่อตั้งร่วมแอปเปิ้ลภายในโรงเก็บรถยนต์ของพ่อแม่ของเขาเมื่อ ค.ศ 1976 เขาได้ถูกปลดออกไปเมื่อ ค.ศ 1985 เขาได้กลับมาชุบชีวิตแอปเปิ้ลที่ใกล้จะล้มละลายเมื่อ ค.ศ 1997 และเขาได้เสียชีวิตไปเมื่อ ค.ศ 2011 เขาได้สร้างแอปเปิ้ลให้เป็นบริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดของโลก ตามเส้นทางที่ผ่านมา เขาได้ช่วยทำการปฏิรูปเจ็ดอุตสาหกรรม : คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ภาพยนตร์แอนนิเมชั่น ดนตรี โทรศัพท์มือถือ แทปเล็ต คอมพิวเตอร์ ร้านค้าปลีก และการพิมพ์ดิจิตอล ดังนั้นเขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของปูชนียสถานหลุมฝังศพของนักนวัตกรรมที่ยิ่งของอเมริกาเคียงข้างโทมัส เอดิสัน เฮนรี่ฟอร์ด และวอลท์
ดีสนี่ย์ บุคคลเหล่านี้ไม่มีใครเลยจะเป็นนักบุญ แต่นานหลังจากนั้นบุคลิกภาพของพวกเขาจะถูกลืม ประวัติศาสตร์จะจดจำว่าพวกเขาได้ประยุกต์จินตนาการกับเทคโนโลยีและธุรกิจอย่างไรโมเดลธุรกิจของแอปเปิ้ลจะอยู่บนรากฐานของการขายผลิิตภัณฑ์ทางเทคนิค แอปเปิ้ลจะเป็นทั้งซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่บรรลุความสำเร็จ ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าไอโฟนจะเป็นไอคอนของวันนี้้ของเราแอปเปิ้ลจะสร้างผลิตภัณฑ์คอมซูมเมอร์ อีเล็คโทรนิคที่มีการออกแบบและการใช้งานอย่างน่าทึ่ง และรวมมันกับผลิตภัณฑ์ซอฟทแวร์ที่จะยึดลูกค้าไว้ภายใต้การจากไปของสตีฟ จ้อปไม่นานมานี้ คำถามอย่างหนึ่งภายในใจของผู้นำธุรกิจจะคล้ายกัน : อะไรจะเกิดขึ้นกับแอปเปิ้ลถ้าไม่มีสตีฟ จ้อป เป็นผู้นำ ผลิตภัณฑ์อะไรที่แอปเปิ้ลจะปล่อยออกมา และโมเดลธุรกิจของบริษัทจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรโดยไม่มีสตีฟ จ้อปนำไปสู่ธุรกิจใหม่ วิสัยทัศน์ของสตีฟ จ้อป สามารถอยู่ได้อย่างยาวนานแค่ไหนเรายังคงมีเวลาที่จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงการนำเสนออย่างสำคัญของแอปเปิ้ล ไอแพด ไอพอด และไอโฟนยังคงเป็นอุปกรณ์อีเล็คโทรนิคส่วนบุคคลอยู่ แม้ว่าเราจะไม่มีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ลูกค้าจะตื่นเต้น และถ้าข่าวลือเกี่ยวกับโทรทัศน์แอปเปิ้ลเป็นความจริง นี่จะเป็นการขยายวิสัยทัศน์ไปสู่ตลาดผลิตภัณฑใหม่ระยะหนึ่ง เราไม่มีทางที่จะรู้เลยว่าความคิดอื่นจำนวนเท่าไรได้ถูกปรุงอยู่โดยสตีฟ จ้อป กำลังรอที่จะปล่อยออกมาไม่กี่ปีข้างหน้าแอปเปิ้ล คอมพิวเตอร์ จะเป็นบริษัทข้ามชาติที่ผลิตคอมซูมเมอร์ อีเล็คโทรนิค คอมพิวเตอรส่วนบุคคล และคอมพิวเตอร์ซอฟทแวร์ และจะเป็นผู้จัดจำหน่ายดิจิตอลของเนื้อหาสื่อ และบริษัทจะมีร้านค้าปลีกลูกโซ่เรียกว่าแอปเปิ้ล สโตร์ ด้วย สายผลิตภัณฑแกนของแอปเปิ้ลคือ สมาร์ทโฟนไอโฟน แทปเล็ตไอแพด เครื่องเล่นสื่อพกพาไอพอด และคอมพิวเตอร์แมคอินทอชสตีฟ จ้อป และสตีฟ วอซเนียก สองแฮกเกอร์วัยหนุ่ม พวกเขาได้ลาออกจากมหาวิทยาลัย ก่อตั้งแอปเปิ้ลเมื่อ ค.ศ 1976 ภายในโรงเก็บรถยนต์ของพ่อแม่ของสตีฟ จ้อป พวกเขาได้สร้างวิสัยทัศน์บริษัทของการเปลี่ยนแปลงที่บุคคลมองคอมพิวเตอร์ สตีฟ จ้อป และสตีฟ วอชเนียก ต้องการสร้างคอมพิวเตอร์ที่เล็กเพียงพอแก่บุคคลที่จะมีมันไว้ภายในบ้านหรือสำนักงานของพวกเขา พวกเขาเพียงแต่ต้องการให้คอมพิวเตอร์ใช้งานง่าย พวกเขาต้องการเงินทุน 1,350 เหรียญที่จะเริ่มต้นแอปเปิ้ล ดังนั้นสตีฟ จ้อป
ได้ขายวีดับบลิว ไมโครบัสของเขา และสตีฟ วอชเนียก ได้ลงทุนด้วยเครื่อง
คิดเลขเอชพีของเขาสตีฟ จ้อป ได้แสดงความสนใจแต่เริ่มแรกต่ออีเล็คโทรนิคและเครื่องมือ ในขณะที่อยู่โรงเรียนมัธยม เขาได้กล้าหาญไปเยี่ยมฮิวเลตต์ แพคกราด ที่จะขอชิ้นส่วนเพื่อโครงการของโรงเรียน ด้วยความประทับใจต่อสตีฟ จ้อป วิลเลียม ฮิวเลตต์ ผู้ก่อตั้งร่วม ไม่เพียงแต่ให้ชิ้นส่วนแก่เขา แต่ได้เสนอการฝึกงานภาคฤดูร้อนแก่เขา ณ ฮิวเลตต์ แพคการ์ด ด้วย ณ ที่นี่ พวกเขาได้เริ่มต้นสร้างแอปเปิ้ลวันภายในโรงเก็บรถยนต์ของสตีฟ จ้อป

512428 1

ความไม่ไว้วางใจบุคคล ณ จุดสูงสุดขององค์การดูเหมือนสูงตลอดเวลา ด้วยนักการเมืองและผู้บริหารถูกพบอยู่เสมอของการขาดความซื่อสัตย์ บุคคลต้องการนำบุคคลบางคนที่แท้จริง ผู้นำแบบแท้จริง เราเชื่อว่าสุภาษิตเก่าแก่ “รู้ตัวเราเอง” คือรากฐานของความเป็นผู้นำแบบแท้จริง ผู้นำที่ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง เช่น มาหาตมะ คานธึ เนลสัน มานเดลา และมาร์ติน ลูเธอร์ คิง เป็นบุคคลที่หัวใจเป็นศูนย์กลาง พวกเขาได้ค้นพบโชคชะตาและความมุ่งหมายของพวกเขาภายในชีวิต และผูกพันกับกาาเปลี่ยนแปลงโลกภายในวิถีทางที่ดี
บุคคลที่เข้ามาภายในใจทุกครั้งเมื่อความเป็นผู้นำได้ถูกอธิบายคือ มหาตมะ คานธี เขาเป็นผู้นำทีจริงใจ ลุมหลง และน่าเชื่อถือ นำอินเดียไปสู่อิสระภาพ
มหาตมะ คานธี เป็นตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของผู้นำแบบแท้จริง มหาตมะคานธี ได้สร้างขบวนการสัตยาเคราะห์ภายในอินเดีย แปลว่าเป็นการยืนหยัดบนความจริง มหาตมะ คานธีถูกจับหลายครั้งตลอดการเคลื่อนไหวของเขา แต่กระนั้นเขายังคงยืนหยัดต่อ
การเรียกร้องของเขาต่อความจริงและความเสมอภาพด้วยความไม่รุนแรง
มหาตมะ คานธี จริงใจและเเท้จริง เขาไม่ได้แสร้งทำเป็นบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่ใช่ หรือบทบาทของอะไรที่เขาคิดว่าเขาควรจะเเสดงเป็นผู้นำ มหาตมะคานธี มีความลุ่มหลงอย่างแท้จริงต่อบ้านเกิด และต้องการอย่างแท้จริงที่จะมองเห็นบุคคลเป็นอิสระภาพ มหาตมะ คานธีแสดงความเป็นผู้นำแบบแท้จริง เพราะว่าเขาเข้าใจค่านิยมของเขาเอง และไม่เคยประนีประนอมมัน แม้ว่ามันหมายถึงการจำคุกหลายปี เขายืนหยัดต่อความไม่ร่วมมืออย่างไม่รุนเเรง เขามีความมุ่งหมายที่ชัดเจน เชื่อมโยงต่อบุคคลของอินเดีย และวินัยตนเองสูงมาก
อัลเบิรติื ไอน์สไตน์ ได้ยกย่องมหาตมะ คานธี ด้วยการกล่าวว่า คนรุ่นหลังที่จะมาถึง…… ยากที่จะเชื่อมนุษย์ที่มีเนื้อหนังมังสาอย่างคานธีจะเดินอยู่บนโลก
นี้ แนวคิดสัตยาเคราะห์ของคานธีี หมายถึงการยึดมั่นต่อความจริง ได้ดึงดูดอัลเบิรตไอน์สไตน์อย่างมาก
มหาตมะ คานธีได้ใช้วิธีการต่อต้านแบบไม่ต่อสู้ภายในการเคลื่อนไหวและได้เปลี่ยนมาใช้ถ้อยคำว่าสัตยาเคราะห์ สัตยาเคราะห์เกลือหรือการเดินขบวนเกลือ เกิดขึ้นเมื่อ ค.ศ 1930 ภายในอินเดีย เป็นความไม่เชื่อฟังของประชาชนนำโดยมหาตมะ คานธีที่จะประท้วงการปกครองของอังกฤษภายในอินเดีย
ชาวอินเดียจำนวนมากได้เดินตามคานธีระยะทาง 240 ไมล์ – 384 กิโลเมตร การรณรงค์การต่อต้านภาษีเกลือและการประท้วงที่ไม่ใช้ความรุนแรงต่อต้านการผูกขาดเกลือของอังกฤษ การเดินขบวนทำให้เกิดการจับกุมบุคคลเกือบ 60,000 คน รวมทั้งตัวมหาตมะ คานธีด้วย
ในที่สุดอินเดียได้รับอิสระภาพเมื่อ ค.ศ 1947 กฏหมายเกลือของอังกฤษเมื่อ ค.ศ 1882 ได้ห้ามชาวอินเดียจากการเก็บเกลือหรือการขายเกลือ อาหารหลักของชาวอินเดีย ชาวอินเดียได้ถูกบังคับให้ซื้อเกลือจากผู้ปกครองอังกฤษของพวกเขา นอกเหนือจากการผูกขาดต่อการผลิตและการขายเกลือ และได้เรียกเก็บภาษีเกลือที่สูงด้วย คนยากจนของอินเดียได้ทุกข์ยากภายใต้ภาษีเกลือ เนื่องจากชาวอินเดียทุกคนต้องการเกลือ
การรณรงค์สัตยาเคราะห์เกลืออยู่บนพื้นฐานหลักการคานธีของการต่อต้านไม่ใช้ความรุนแรงเรียกว่าสัตยคราหะ หมายถึงพลังความจริง มาจากภาษาสันสกฤติ สัตยะ แปลว่า ความจริง และอาครหะ แปลว่า การยึดมั่น
ทุกครั้งที่เราได้อ่านการยกย่องมหาตมะ คานธีของไอน์สไตน์ มันทำให้ความเชื่อของเราเข้มแข็งขึ้นเกี่ยวกับผู้ประกอบการเพื่อสังคมทุกคน ไม่ว่าพวกเขากำลังทำงานภายในหมู่บ้านเล็กที่จะแก้ปัญหาทางสังคม หรือกำลังนำนวัตกรรมที่จะแก้ปัญหาของชุมชนที่ไม่เคยแก้ไขโดยรัฐบาลหรือพลังทางตลาด พวกเขาเป็นมนุษย์ไม่ธรรมดาที่ให้ความมุ่งหมายมาก่อนกำไร และทำงานอย่างไม่ย่อท้อที่จะทำให้เกิดความเสมอภาคและความยุติธรรมภายในชีวิตจำนวนมากที่พวกเขาได้สัมผัส
มหาตมะ คานธี ได้มีคำพูดอ้างอิงว่า ครั้งแรกพวกเขาไม่สนใจเรา จากนั้นพวกเขาจะหัวเราะเรา พวกเขาต่อสู้เรา จากนั้นเราจะชน นี่จะเป็นความจริงเมื่อผู้ประกอบการกำลังเริ่มต้นธุรกิจของพวกเขา ผู้ก่อตั้งจะต้องผ่านช่วงเวลาที่ยุ่งยาก เมื่อพวกเขาต้องดำเนินการความคิดสตารทอัพของพวกเขา และชักจูงผู้มีส่วนได้คนอื่น
วันเกิดมหาตมะ คานธีเป็นวันที่สำคัญภายในประวัติศาสตร์อินเดีย สัญลักษณ์การเกิดชองบิดาแห่งชาติ ที่หลักการของความจริง ความซื่อสัตย์ ความเรียบง่ายได้บันดาลใจผู้ประกอบการจำนวนมากจนถึงวันนี้ การเคลื่อนไหวของฝมหาตมะ คานธีได้เริ่มต้นเมื่อ ค.ศ 1918 เพื่อการส่งเสริมความคิดที่ชาวอินเดียสามารถผลิตเสื้อผ้าของพวกเขาเองด้วยทรัพยากรท้องที่โดยไม่ต้องอาศัยเสื้อผ้าต่างประเทศต้นทุนสูง การเคลื่อนไหวได้แสดงชาวอินเดียต้องการอิสรภาพและสามารถพึ่งพาตัวเองและควบคุมตัวเอง
มหาตมะ คานธี ได้กล่าวว่า โลกมีทรัพยากรเพียงพอต่อความต้องการของเรา แต่ไม่เพียงพอต่อความโลภของเรา คานธีไม่เพียงแต่ทำงานมุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงภายในสังคมอินเดียเท่านั้น เขาได้กระตุ้นบุคคลที่จะดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย
สตาร์ทอัพทำงานที่จะแก้ปัญหาภายในสังคม การทำให้ชีวิตง่ายขึ้นแก่บุคคล
และทำการเปลี่ยนแปลง ระบบนิเวศสตารทอัพที่เจริญเติบโตกำลังมองที่จะใช้เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาที่รวดเร็วและยกระดับขึ้น ดังนั้นการเดินตามหลักการของมหาตมะ คานธีที่จะรักษาความมุ่งมั่นอย่างเข้มแข็งที่จะทำการเปลี่ยนแปลงจะสำคัญต่อผู้ประกอบการ
ทำนองเดียวกับการสัตยาเคราะห์เกลือของอินเดียได้ถูกสรรเสริญไปทั่วโลกต่อความผูกพันที่แน่นอนของชาติที่จะไม่ใช้ความรุนแรง เราจะมีคลื่นของเทคโนโลยี ชีววิทยาศาสตร์ และการเป็นผู้ประกอบการเพื่อสังคมบันดาลใจโดยการสอนของคานธีที่ถูกยกย่องไปทั่วโลกเพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก
เครื่องมือที่สำคัญมากอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงสังคมตามมุมมองของมหาตมะ คานธี คือ หลักการและการปฏิบัติของสวาเดซีื หมายถึงการพึ่งพาตนเองและการเลี้ยงตัวเองได้ ณ ระดับของบุคคล หมู่บ้าน และประเทศ ด้วยการทำตามหลัการของสวาเดซี่ ความเชื่อมั่นและความเจริญ
มหาตมะ คานธี เริ่มต้นการเดินทางของความตระหนักตนเองเริ่มแรกภายในชีวิตของเขา เขาได้เริ่มต้นยอมรัยความผิดพลาดของเขา และเรียนรู้จากมัน เขาได้สารภาพว่าตอนเป็นเด็ก เขากลัวที่จะออกไปนอกบ้านตอนกลางคืน เมื่อมหาตมะ คานธีอายุ 15 ปี เขาได้ขโมยทอง แต่เขารู้สึกผิดภายหลังจากนั้น เขาสารภาพมันกับพ่อของเขา ขอให้ยกโทษ และสัญญาจะไม่ทำบาปอีกครั้งหนึ่ง มหาตมะ คานธีใช้ความตระหนักตนเองของเขาช่วยเพื่อนของเขาลุกขึ้นเพื่อสืทธิของพวกเขา แม้ว่ามันจะยากลำบาก มหาตมะ คานธีใช้การตระหนักตัวเองเป็นวิถีทางช่วยคนชนบทของเขา เดินตามหัวใจของพวกเขา และยืนหยัดต่ออะไรที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง แม้ว่ามันเป็นงานที่ดูเหมือนไม่สามารถเข้าถึงได้

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *