วัฒนธรรมเป็นพิษ ณ เวลส์ ฟาร์โก

วัฒนธรรมเป็นพิษ ณ เวลส์ ฟาร์โก
ถ้อยคำ “วัฒนธรรมเป็นพิษ” ไม่ได้เป็นถ้อยคำใหม่ แต่ค่่อนข้างเป็นถ้อย
คำที่ได้กลายเป็นคำศัพท์ใช้กันอย่างกว้างขวาง นับตั้งแต่จุดสูงสุดของมัน
ภายในความนิยมแพร่หลายประมาณ 2018 เมื่อพจนานุกรมออกซ์ฟอร์ด
ได้เรียก ” Toxic” เป็นคำพูดแห่งปีของพวกเขา มันได้ถูกใช้บ่อยครั้งที่จะ
อธิบายสภาพเเวดล้อมสถานที่ทำงานด้วยทัศนคติ พฤติกรรม การปฏิบัติ ที่เป็นอันตราย วัฒนธรรมเป็นพิษเป็นสภาพแวดล้อมสถานที่ทำงานตรงที่
พฤติกรรมทางลบ บรรทัดฐานที่อันตราย และความเป็นผู้นำที่ไม่ดี กลายเป็นฝังรากต่อธุรกิจดำเนินงานอย่างไร บ่อนทำลายความไว้วางใจ ความ
เป็นอยู่ที่ดี และขวัญกำลังใจของบุคคล มันมักจะเป็นระบบ หมายความว่า
มันไม่ใช่เพียงแค่ “แอปเปิ้ลเน่า” ไม่กี่ลูก เเต่เป็นแบบแผนของปัญหาเสริม
เเรงโดยระบบและความเป็นผู้นำขององค์การ
วัฒนธรรมเป็นพิษ โดยเฉพาะภายในสถานที่ทำงาน กำเนิดจากความเป็น
ผู้นำที่ไม่ดี – ขาดความเห็นอกเห็นใจ การบริหารแบบไมโคร – การว่าจ้างที่
บกพร่อง การสื่อสารที่ผิดทิศทาง และสภาพแวดล้อมกดดันสูง ที่นำไปสู่
ความไม่ไว้วางใจ ความไม่เคารพ ความเหนื่อยหน่าย และการปฏิบัติงานที่
เสียหาย ถ้อยคำ วัฒนธรรมเป็นพิษ ถูกประยุกต์ใช้ครั้งแรกต่อสถานที่ทำ
งานเป็นการเปรียบเทียบภายในหนังสือ 1989 เกี่ยวกับความเป็นผู้นำเพื่อ
พยาบาล เปรียบเทียบมันกับสภาพแวดล้อมการทำงานที่บำรุงเลี้ยง ถ้อย
คำได้ถูกสร้างโดย เวอร์จิเนีย เบย์ลี่ ภายในหนังสือของเธอเกี่ยวกับความ
เป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพภายในการพยาบาล
วัฒนธรรมเป็นพิษของเวลส์ ฟาร์โกเกิดขึ้นจากเรื่องอื้อฉาวที่เสียชื่อเสียงเกี่ยวพันกับกลยุทธ์การขายที่กดกันสูงมากที่ทำให้บุคคลของพวกเขาได้
สร้างหลายล้านบัญชีของลูกค้าปลอมที่ลูกค้าไม่อนุญาติ ที่ขับเคลื่อนโดยเป้าหมายการชายพ่วงที่ไม่เป็นจริงเช่น “แปดคือความยิ่งใหญ่” หมายความ
ถึงลูกค้าแต่ละคนควรจะมีผลิตภัณฑ์การเงินแปดอย่างของธนาคารที่ผลักดันให้บุคคลขายผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าไม่ต้องการ ภายใต้การคุกคามการสูญเสียงาน และการกระตุ้นพฤติกรรมที่ขาดจริยธรรม
ผู้บริหารได้ถูกมองเป็นไม่เชื่อมโยงกับความเป็นจริงบนพื้นที่ การส่งเสริมวัฒนธรรมตรงที่พฤติกรรมที่ขาดจริยธรรมถูกให้รางวัลต่อการกระที่ขาดจริยธรรม ผู้บริหารได้ใช้ ถ้อยคำ “แอปเปิ้ลเน่าไม่กี่ลูก” ที่จะลดขอบเขต
ของปัญหาให้น้อยที่สุดเป็นการป้องกันโดยผู้บริหาร รวมถึง จอห์น สตัมฟ์
ซีอีโอ ได้เสนอเเนะว่าการกระที่ผิดถูกจำกัดอยู่จำนวนเล็กน้อยของบุคคลที่โกง และไม่ได้เป็นปัญหาอย่างกว้างขวางและเป็นระบบ หรือปัญหาทางวัฒนธรรม เรื่องราวนี้ได้ถูกใช้ที่จะป้องกันภาพพจน์และความเป็นผู้นำของบริษัทจากการตรวจสอบลึกลงไป
เริ่มแรกซีอีโอก่อนหน้านี้จอห์น สตัมฟ์ และผู้บริหารคนอื่นจะอ้างว่าปัญหาเป็นความผิดของเเอปเปิ้ลเน่าบางลูก ไม่ทำตามค่านิยมแกนของบริษัท ที่ถูกไลออกตามมา บุคคลระดับล่างส่วนใหญ่มากกว่า 5,300 คนถูกไล่ออก ความหมายคือ ส่วนใหญ่ของบุคคลมีจริยธรรม และวัฒนธรรมของบริษัทไม่เป็นปัญหา เเต่กระนั้นการตรวจสอบต่อไปได้โดยผู้ควบคุมและสื่อเปิด
เผยว่าเรื่องราวแอปเปิลเน่าไม่กี่ลูกของผู้บริหารไม่ถูกต้องการตรวจสอบตามมาได้แสดงว่าสาเหตุรากฐานจะเป็นวัฒนธรรมฝังรากลึกที่เป็นพิษขับเคลื่อนโดยการมุ่งอย่างไม่ลดละ ต่อตัวชี้วัดการขายพ่วง โดยเฉพาะหลักการ “แปดคือยิ่งใหญ่” มุ่งหมายที่จะขายผลิตภัณฑ์การเงินแปดอย่างต่อลูกค้าทุกคน
วัฒนธรรมชองเวลส์ ฟาร์โก ระหว่างเรื่องอื้อฉาวจากการกระทำที่ผิดของ
การขาย ได้ถูกอธิบายอย่างกว้างขวางว่าเป็นสภาพเเวดล้อมเป็นพิษกดดัน
สูงที่สร้าง “ยอดเเห่งความกลัว” ท่ามกลางบุคคลที่ได้รู้สึกถูกบังคับให้ยุ่งเกี่ยวกัยกิจกรรมที่ผิดกฏหมายที่จะบรรลุเป้าหมายการขายที่ไม่เป็นจริง
ผู้เป่านกหวีดที่พยายามรายงานการกระทำที่ผิดได้เผชิญกับการแก้แค้นอย่างรุนแรงรวมถึงการไล่ออก
ภายในผลภายหลังของเรื่องอื้อฉาวกลายเป็นสาธารณะเมื่อ ค.ศ 2016
เวลส์ ฟาร์โก ได้ไล่บุคคลออกจากงาน 5,300 คน และในที่สุดจะต้องจ่าย
14.8 พันล้านเหรียญภายในการลงโทษตลอดเรื่องอื้อฉาวที่หลากหลาย
ธนาคารได้ยกเลิกเป้าหมายการขายที่เป็นทางการ และดำเนินการโครง
สร้างความเป็นผู้นำแลการกำกับดูแลใหม่และการลาออกของซีอีโอจอห์น
สคัมฟ์ และผู้บริหารอาวุโสคนอื่น
ท่ามกลางลูกค้าจำนวนมากได้โจมตีเวลส์ ฟาร์โก อย่างหนักที่ได้เรียนรู้
ว่าบุคคลของพวกเขาได้สร้างบัญชีปลอมจำนวนมากที่ลูกค้าไม่รู้ เเต่เรา
จะมีบุคคลหนึ่งที่เงียบสงบอย่างเห็นได้ชัดผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของธนาคาร วอร์เรน บัฟเฟตต์ แต่สองเดือนภายหลังที่ความหายนะของบัญชีพาดหัวข่าวของประเทศ ในที่สุดวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้ทำลายความเงียบของเขา
*มันเป็นธนาคารที่ยิ่งใหญ่ที่สร้างความผิดพลาดอย่างรุนแรง” เขาได้
บอกซีเอ็นเอ็นภายในการสัมภาษณ์ “มันเป็นระบบสิ่งจูงใจที่โง่เมื่อพวก
เขาได้พบ มันโง่ที่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรก็ตามเกี่ยวกับมัน”
วอร์เรน บัฟเฟตต์ เป็นผู้ถือหุ้นที่สำคัญมายาวนานของเวลล์ ฟาร์โก แต่
ในที่สุดได้ขายทั้งหมดของหุ้น ของเบิรคไชน์ ฮาธเวย์ เนื่องจากความผิด
หวังกับวัฒนธรรมเป็นพิษของธนาคารและการตอบสนองอย่างล่าช้าของ
ผู้บริหารต่อเรื่องอื้อฉาวบัญชีปลอมจำนวนมาก วอร์เรน บัฟเฟตต์ จะเป็น
ผู้ป้องกันที่มั่นคงของเวลส์ ฟาร์โก หลายปี พิจารณามันเป็นการถือครองหุ้นที่ชื่นชอบ และเป็นตัวอย่างของธนาคารบริหารดีหลีกเลี่ยงการปฏิบัติ
ที่เสี่ยงภัย
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้วิจารณ์ความเป็นผู้นำของธนาคารต่อการละเลย
ปัญหาเมื่อพวกเขาได้พบครั้งแรกเกี่ยวกับมัน เรียกว่าความหายนะอย่าง
สิ้นเชิง เขาได้กล่าวว่าผู้ถือหุ้นจะดีกว่านี้อย่างมาก ถ้าปัญหาได้ถูกแก้ไขทันที เขาได้ยอมรับอย่างเปิดเผยว่าเวลส์ ฟาร์โก ทำสิ่งที่เหลวไหล และ
ระบบสิ่งจูงใจนั้นมีบุคคลที่ทุจริต เรื่องอื้อฉาวได้ถูกใช้เป็นเรื่องราวของ
ความระมัดระวังเกี่ยวกับอันตรายของวัฒนธรรมการขายที่รุนแรง และ
จุดมุ่งที่กำไรระยะสั้น

วัฒนธรรมของเวลส์ ฟาร์โก ได้ถูกวิจารณ์อย่างกว้างขวางเป็นพิษแสดงโดยเเรงกดดันอย่างรุนเเรงมากเพื่อการขายที่ไม่เป็นจริง ตรงที่บุคคลได้สร้างหลายล้านบัญชีปลอมของลูกค้าที่จะบรรลุเป้าหมาย
เบิรคไชน์ ฮาธธเวย์ เป็นนักลงทุนที่สำคัญมายาวนานภายในเวลส์ ฟาร์โก
ตลอด 30 ปี แต่ได้ออกไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อ ค.ศ 2022 ตามมาจากเรื่องอื้อฉาววิธีการขายที่ที่ืำลายชื่อเสียงของธนาคาร เบิรคไชน์ ฮาธเวย์ ได้เริ่มต้นลงทุนครั้งแรกภายในเวลส์ ฟาร์โกเมื่อ ค.ศ 1989 สร้างเดิมพันอย่างสำคัญ จนในที่สุดกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของมัน ด้วยการถือครองมูลค่าสิบพันล้านเหรียญ วอร์เรน บัฟเฟตต์ มักจะยกย่องธนาคารต่อการบริหารและโมเดลการกู้ยืมที่เรียบง่ายของมัน ครั้งหนึ่งได้เรียกมันว่าเป็นธนาคารที่ชื่นชอบ และธนาคารที่ยอดเยี่ยม ของเขา ด้วยโมเดลธุรกิจที่ยิ่งใหญ่
เมื่อ ค.ศ 2016 เรื่องอื้อฉาวที่สำคัญได้ปะทุขึ้น ตรงที่มันได้ถูกเปิดเผยว่าบุคคลของเวลส์ ฟาร์โก ได้เปิดหลายล้านบัญชีของลูกค้าที่ไม่อนุญาติที่จะบรรลุเป้าหมายการขายที่รุนแรง ที่นำไปสู่ลำดับการตรวจสอบของรัฐบาล
และค่าปรับหลายพันล้านเหรียญ เริ่มแรกวอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้พยายามจะ
ป้องกันบริษัท กล่าวว่า แม้ว่าระบบสิ่งจูงใจผิดพลาด และบริษัทได้จัดการ
ปัญหาค่อนข้างช้า ธุรกิจรากฐานแข็งเเรงอยู่ เขาได้กล่าวว่าไม่เคยมีแมลง
สาบเพียงแค่ตัวเดียวภายในห้องครัว เมื่อคุณเริ่มต้นมองไปรอบ เสนอแนะ
ว่าในขณะที่ปัญหามีอยู่ มันสามารถแก้ไขได้
การเปรียบเทียบนี้ มักจะรู้จักกัน เป็นทฤษฎีแมลงสาบภายในการเงินด้วย เสนอแนะว่าเมื่อปัญหาเรื่องอื้อฉาวหรือข่าวไม่ดีอย่างเดียวที่ได้โผล่ขึ้นมา
ภายในบริษัืทหรืออุตสาหกรรม มันน่าจะเป็นเครื่องชี้ของปัญหาที่ใหญ่ขึ้นและซ่อนเร้นที่เป็นไปได้ แต่กระนั้นความอดทนของเขา ได้ลดน้อยลง เมื่อปัญหามากขึ้นได้ถูกค้นพบเขาได้วิจารณ์ผู้บริหารที่ละเลยต่อขอบเขตของปัญหา เบิรคไชน์ ฮาธเวย์ ได้เริ่มต้นลดหุ้นของมันเมื่อ ค.ศ 2017 และเมื่อ ค.ศ 2022 พวกเขาได้ขายหุ้นที่ยังคงอยู่ทั้งหมดภายในเวลส์ ฟาร์โก ที่สิ้นสุดการลงทุนที่ยาวนานหลายทศวรรษ
ถ้อยคำ วัฒนธรรมกินกลยุทธ์เป็นอาหารเช้า ได่อธิบายได้อย่างสมบูรณ์เรื่องอื้อฉาวของเวลส์ ฟาร์โก ตรงที่วัฒนธรรมการขายที่รุนเเรง ได้ถูกขับ
เคลื่อนโดยเป้าหมายที่ไม่เป็นจริง เเละกดดัน ทำให้บุคคลสร้างหลายล้าน
บัญชีปลอม มันได้ถูกอ้างอิงอย่างกว้างขวางว่าเป็นตัวอย่างคลาสสิคของ
วัฒนธรรมบริษัทเป็นพิษกินกลยุทธ์เป็นอาหารเช้าอย่างไรวัฒนธรรมการ
ขายที่รุนแรงกดดันสูงของธนาคารให้ความสำคัญการบรรลุเป้าหมายเชิง
รุกเหนือการกระทำที่มีจริยธรรมและการทำตามข้อบังคับในที่สุดที่ได้ทำ
ลายกลยุทธ์ที่แถลงไว้ของมันของการเป็นธนาคารที่ไว้วางใจได้มากที่สุด
ของอเมริกา
ธนาคารได้ให้ความสำคัญผลการดำเนินงานเหนือความซื่อสัตย์ ในขณะที่เวลส์ ฟารโก มีกรอบการทำตามข้อกำหนดอยู่เเล้ว วัฒนธรรมประจำวันจริงบนพื้นที่ปฏิบัติงานจริงให้ความสำคัญตัวชี้วัดผลการปฎิบัติงานเหนือสิ่งอื่นใด มันหมายความว่าความผูกพัน ที่แถลงไว้ของบริษัทต่อจริยธรรมธุรกิจ และความเป็นอยู่ที่ดีของลูกค้า ได้ถูกละเลยในทางปฏิบัติ เรื่องราวอื้อฉาวของเวลส์ ฟาร์โก ฝังรากภายในวัฒนธรรมขายที่เป็นพิษแรงกดดันสูง เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนโดย “วิถีทางที่เราทำอะไรกันที่นี่” คำนิยามทั่วไป
ของวัฒนธรรมบริษัืท
มาร์วิน โบเวอร์ ที่ปรึกษา ณ แมคคินซี่ย์ แอนด์ คอมพานี ได้นิยามอย่างมีชื่อเสียงของวัฒนธรรมบริษัท เป็นวิถีทางที่เราทำอะไรกันที่นี่ แนวคิดนี้ได้ถูกอ้างอิงบ่อยครั้งภายในการอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องอื้อฉาวของบริษัท รวมทั้งกรณีของเวลส์ ฟาร์โก ด้วย ถ้อยคำที่เรียบง่ายแต่มีพลังสูงที่ห่อหุ้มบรรทัดฐานที่ไม่เป็นทางการและพฤติกรรมร่วมและนำทางการกระทำของบุคคล ดังในกรณีเรื่องอื้อฉาวของเวลส์ ฟาร์โก ที่กลายเป็นวัฒนธรรมขายเป็นพิษแรงกดดันสูง ที่นำไปสู่การกระทำที่ผิดจริยธรรมอย่างกว้างขวาง

มาร์วิน โบเวอร์ เป็นกรรมการผู้จัดการมายาวนานของเเมคคินซี่ย์ แอนด์
คอมพานี และได้ถูกมองอย่่างกว้่างขวางว่าเป็น บิดาของการให้คำปรึกษาการบริหารสมัยใหม่ เขาได้แนะนำคำนิยามนี้ภายในหนังสือ 1966 ของเขา
The Will to Manage ยืนยันว่าวัฒนธรรมบริษัท – หรือปรัชญาของบริษัท – ไม่ควรจะปล่อยตามโชคชะตา เขาได้สนับสนุนผู้บริหารระดับสูงที่จะสร้าง
ปรัชญาพื้นฐานที่ดีบนพื้นฐานของพฤติกรรมที่มีจริยธรรม สภาพความเป็นจริง และแรงขับเคลื่อนการแข่งขันเขามุ่งเน้นว่าผู้นำจะต้องแสดงความเชื่อเหล่านี้ภายในทางปฏิบัติและถ่ายทอดปรัชญาที่มั่นใจว่ามันหยั่งรากลึกทั่วทั้งองค์การ ไม่ใช่เพียงแค่ขึ้นอยู่กับลำดับชั้นที่เป็นทางการเท่านั้น
คำนิยามนี้ได้กำเนิดมาจากการสังเกตุของมาร์วิน โบเวอร์ตรงที่บริษัทใดก็ตามพัฒนาโดยธรรมชาติกฎที่ไม่ได้เขียนไว้ และพฤติกรรมที่คาดหวังไว้ตลอดเวลา ผ่านทางการลองผิดลองถูก เขาได้ใช้ถ้อยคำอ้างถึงแนวทางที่ไม่เป็นทางการ และไม่ได้เขียนไว้ ต่อบุคคลควรจะปฏิบัติ และประพฤติตัว
พวกเขาเองภายในองค์การอย่างไร เขารับรู้ว่าค่านิยมร่วมและพฤติกรรมเหล่านี้ที่สร้่างปรัชญา เป็นพลังที่มีอำนาจภายในธุรกิจและเขาได้มุ่งเน้นว่าปรัชญาของบริษัืทไม่ควรจะปล่อยตามโชคชะตา
คำนิยามของมาร์วิน โบเวอร์ ในขณะที่เรียบง่ายแต่จะเน้นย้ำว่าวัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงแค่ค่านิยมที่เขียนไว้เท่านั้นแต่จะเป็นการปฏิบัิติจริงที่มีชีวิต และบรรทัดฐานพฤติกรรมภายในองค์การ กรณีของ เวลส์ ฟาร์โก ถูกใช้แสดงอย่างชัดเจนของคำนิยามนี้ ทั้งที่มีมาตรฐานจริยธรรมที่เป็นทางการ วิถีทางจริงของการทำอะไรกันที่นี่ได้ให้ความสำคัญการขายไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นำไปสู่การทุจริตอย่างแพร่หลาย
ในขณะที่มาร์วิน โบเวอร์ ได้ถูกยกย่องด้วยการทำให้คำนิยามนี้นิยมแพร่หลายภายในขอบเขตที่ปรึกษาการบริหาร นักวิจัยคนอื่นภายในสาขาวิชา
พฤติกรรมองค์การเช่น เทอร์เรนซ์ ดีล และอัลเเลน เคนเนดี ได้ใช้คำนิยามที่เรียบง่ายของวัฒนธรรม เป็นวิถีทางที่เราทำอะไรกันที่นี่ ด้วย แนวคิดได้
ฝังรากภายในสาขาวิชาที่กว้างขึ้นของสังคมศาสตร์ และมานุษยวิทยา แต่มาร์วิน โบเวอร์ได้ประยุกต์ใช้มันโดยเฉพาะต่อโลกของบริษัทคำนิยามนี้ที่ได้ถูกใช้กันอย่างกว้างขวาง ที่มักจะอ้างอิงต่่อ เทอร์เรนซ์ ดีล และอัลแลน
เคนเนดี แต่ถ้อยคำถูกสร้างต้นกำเนิดโดยมาร์วินโบเวอร์
เทอร์เรนซ์ ดีล และอัลแลน เคนเนดี ได้นิยมแพร่หลายแนวคิดวัฒนธรรมบริษัืทภายในหนังสือที่มีอิทธิพล 1982 ของเขา Corporate Culture และ พวกเขาได้รับเอาคำนิยาม วิถีทางที่เราทำอะไรกันที่นี่ ที่จะระบุวัฒนธรรมบริษัทเป็นค่านิยมร่วมความเชื่อ พิธีการ เรื่อวราว วีรบุรุษ และเครื่อข่ายนำ
ทางพฤติกรรมภายในบริษัทอย่างไร การระบุคุณลักษณะและบุคลิกภาพเฉพาะของมัน
ถ้อยคำได้กลายเป็นแนวคิดรากฐานภายในพฤติกรรมองค์การ แสดงว่าวัฒนธรรมไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่เขียนไว้ แต่เป็นบรรทัดที่ถูกฝังรากลึก และการกระทำประจำวันของบุคคลภายในองค์การ มันมักจะอธิบายผ่านทางโมเดลที่เกี่ยวพันกับวัฒนธรรมสี่ประเภทของพวกเขา ภายในหนังสือของพวกเขา เทอร์เรนซ์ ดีล และอัลแลน เคนเนดี ยืนยันว่าวัฒนธรรมบริษัทที่
เข้มแข็งเป็นหัวใจต่อความสำเร็จของธุรกิจ พวกเขาได้เสนอแนะโมเดลที่แบ่งวัฒนธรรมบริษัทเป็นสี่ประเภทบนพื้นฐานขององค์ประกอบที่สำคัญสองอย่างคือ ความรวดเร็วของการป้อนกลับและระดับของความเสี่ยงภัย
กำเนิดภายในสภาพแวดล้อมธุรกิจ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้อ้างถึงเเรงกดดันภายในอย่างรุนเเรงที่บุคคลของ
สาขาต้องบรรลุเป้าหมายการขาย จอห์น สตัมฟ์ ซีอีโอตัวเขาเองที่รู้กันได้
ได้กล่าวว่า “แปดคืิอความยิ่งใหญ่” อ้างถึงเป้าหมายการขายพ่วงที่รุนแรง
ของการขายผลิตภัณฑ์การเงินแปดอย่างต่อลูกค้าที่วอร์เรน บัฟเฟตต์ได้
ระบุเป็น ระบบสิ่งจูงใจที่โง่และเป็นปัจจัยที่สำคัญภายในเรื่องอื้อฉาวของ
บัญชีปลอมของบริษัท แปดคือความยิ่งใหญ่ ได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมการขายที่ผิดพลาดที่วอร์เรน บัฟดฟตต์ ในที่สุดได้สรุปว่าเสีย
หายเกินไป นำไปสู่การขายหุ้นธนาคารทั้งหมดของเขา
ถ้อบคำ “แปดคือความยิ่งใหญ่” กำเนิด ณ เวลส์ ฟาร์โกเป็นหลักการขายพ่วงที่ได้กระตุ้นบุคคลขายผลิตภัณฑ์การเงินแปดอย่างต่อลูกค้าแต่ละคนเป็น “ความยิ่งใหญ่” เพื่อธุรกิจและลูกค้าที่จงรักภักดี การเพิ่มขี้นที่รุนแรงจากบรรทัดฐานอุตสาหกรรมของสองหรือสามกลยุทธ์ที่ส่งเสริมโดยซีอีโอ จอห์น สตัมฟ์ ที่ขับเคลื่อนการเจริญเติบโต ภายหลังจากรวมกับนอร์เวสท์ วัฒนธรรมการขายที่กดดันสูงนี้ได้นำไปสู่เรื่องอื้อฉาวที่เสียชื่อเสียงมันได้สร้างวัฒนธรรมการขายที่รุนแรง แรงกดดันอย่างมากต่อบุคคลของสาขาที่จะบรรลุเป้าหมายการขายที่ท้าทาย มักจะเป็นไปไม่ได้
วอร์เรน บัฟเฟตต์ ได้มองเรื่องอื้อฉาวของเวลส์ ฟาร์โกว่าเป็นความหายนะ
อย่างสิ้นเชิง เกิดขึ้นจากระบบสิ่่งจูงใจที่โง่ ผลักดันบุคคลของพวกเขาเปิดหลายล้านบัญชีปลอม นำไปสู่การเสียชื่อเสียง และผู้ถือหุ้นเสียหายอย่างรุนเเรง ต่อเขาเเล้ว เวลล์ ฟาร์โก ได้ถูกใช้เป็นบทเรียน “คลาสสิค” ภายในความสำคัญอย่างยิ่งของวัฒนธรรมบริษัทที่เข้มแข็ง และผลตามมาอย่างรุนแรงของความล้มเหลวของมัน เขาได้อธิบายเวลส์ ฟาร์โกเป็นธนาคารที่ยิ่งใหญ่ ที่สร้างความผิดพลาดอย่างรุนเเรง การมุ่งเน้นว่าผู้นำล้มเหลวที่จะจัดการปัญหาเมื่อได้เกิดขึ้นครั้งแรก เขาเชื่อว่าวัฒนธรรม ณ เวลส์ ฟาร์โกโดยพื้นฐานจะดี แต่ทุจริตโดยระบบสิ่งจูงใจที่โง่ ได้กระตุ้นการขายที่ผิดอย่างกว้างขวาง สถานการณ์ที่เขาได้เรียกว่า ความหายนะโดยสิ้นเชิง ข้อวิจารณ์พื้นฐานของเขาเป็นความล้มเหลวของการบริหารที่จะกระทำอย่างรวดเร็วเมื่อปัญหาได้ถูกค้นพบ

วอร์เรน บัฟเฟตต์ เริ่มแรกได้ยกย่องเวลส์ ฟาร์โกต่อวัฒนธรรม “วิถีทางเวลส์” รอบคอบและประหยัด ที่เขาเชื่อว่ามันได้ช่วยเหลือมันนำทางวิกฤติทางการเงินเมื่อ ค.ศ 2008 ได้ดีกว่าธนาคารอื่น เบิรคไชน์ ฮาธเวย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของธนาคารมายาวนาน แต่กระนั้นการเปิดเผยเมื่อค.ศ 2006 ว่าบุคคลของธนาคารไเ้สร้างหลายล้านบัญชีลูกค้าที่ไม่อนุญาติที่จะบรรลุเป้าหมายการขายที่รุนเเรง ได้แสดงความล้มเหลวของวัฒนธรรมที่สำคัญ
เวลส์ ฟาร์โก ถูกก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1852 ภายในซาน ฟรานซิสโก โดยเฮนรี เวลส์ และวิลเลียม ฟาร์โก เริ่มต้นจะเป็นบริการธนาคารและขนส่งที่สำคัญเพื่อการตื่นทองแคลิฟอร์เนียขนส่งอย่างรวดเร็วและปลอดภัย ทอง สินค้า เงิน และจดหมาย ผ่านทางรถม้าโดยสารเเละเรือ ผู้ก่อตั้งที่ช่วยเหลือการเริ่มต้นอเมริกัน เอ็กซ์เพรส ด้วยสร้างอาณาจักรรถม้าโดยสารที่กว้างใหญ่ และต่อมาได้แยกการธนาคารจากการขนส่งและได้เจริญเติบโตกลายเป็น
ธนาคารยูเอสที่สำคัญ ผ่านทางการซื้อบริษัท
เวลส์ ฟาร์โก กลายเป็นมีชื่อเสียงต่อรถม้าโดยสารของมัน ข้ามเครือข่ายที่เจริญเติบโตที่ได้รวมถึงครึ่งหนึ่งเส้นทางตะวันตกของเส้นทางโพนีเอ็กซ์
เพรส การรวมสายรถม้าโดยสารทางตะวันตกมากที่สุด สร้างเครือข่ายรถม้าโดยสารใหญ่ที่สุดภายในโลก เเละได้วิวัฒนาการไปสู่ยักษ์ใหญ่การเงิน เมื่อการดำเนินงานธนาคารถูกแยกออกมาจากบริการการขนส่ง เนื่องจาก
ธุรกิจการขนส่งได้ถูกทำให้กลายเป็นแห่งชาติระหว่างสงครามโลกครั้งที่หนึ่งรถม้าโดยสารไอคอนของมันได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของตะวันตกเก่า
พลังที่สำคัญภายในตะวันตกด้วยการขยายเส้นทางรถม้าโดยสาร และให้บริการการเงินเคียงข้างธุรกิจขนส่งสินค้าของมัน
เวลส์ ฟาร์โก ได้ เจริญเติบโตไปสู่สัญลักษณ์ทั่วประเทศ ที่ถูกรู้จักกันต่อรถม้าโดยสารและจิตวิญญานสามารถทำของมัน การขยายตัวอย่างอย่าง
เร็วทั่วอเมริกา และเเม้แต่ไปสู่ฮาวาย กลายเป็นความหมายเดียวกับสายรถม้าโดยสาร การขนส่งที่ไว้วางใจได้ และวัฒนธรรมของบริการลูกค้า ต่อมา รัฐบาลได้ทำให้บริการขนส่งเป็นของชาติเพื่ิอการระดมพลสงคราม บังคับให้เวลส์ ฟาร์โก ต้องปิดเครือข่ายบริการขนส่งที่กว้างขวางของมัน และได้หมุน ที่จะกลายเป็นธนาคารเต็มเวลาอยู่ภายในซาน ฟรานซิสโก ธนาคารเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องผ่านศตวรรษที่ 20 ที่แนะนำนวัตกรรมอย่างเช่นตู้เอทีเอ็มขับรถผ่าน ในที่สุดได้กลายเป็นธนาคารยูเอสที่สำคัญ ผ่านทาง
การขยายตัว และการซื้อธนาคาร การซื้อ วาโคเนีย แบงค์ ที่สะดุดตาเมื่อ ค.ศ 2008
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







