สุนทรียภาพแห่งรักและศรัทธา : กรณีศึกษาความรักต่อศาสดาและคนในครอบครัวศาสดา

สุนทรียภาพแห่งรักและศรัทธา :
กรณีศึกษาความรักต่อศาสดาและคนในครอบครัวศาสดา
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
คำว่า“สุนทรียภาพ” เป็นศัพท์ ที่บัญญัติขึ้น มาจากรากศัพท์เดิมจากภาษากรีก”Aesthetics” มีความหมายว่า ความรู้สึกทางการรับรู้ หรือการรับรู้ตามความรู้สึก (Sense perception) ซึ่งก่อนหน้านั้นเเป็นเวลามากกว่า 2000 กว่าปีมาแล้ว นักปราชญาแห่งนครรัฐกรีก เช่น เพลโต อริสโตเติล ได้กล่าวถึงเรื่องความงาม ความสะเทือนใจของความงดงาม ซึ่งเป็นความรู้สึกทางการรับรู้ (Sense Perception) ของมนุษย์ ปัญหาที่นักปรัชญายุคนั้นได้โต้เถียงกันได้แก่ ความงามคืออะไร ค่าของความงามนั้นเป็นจริงมีอยู่โดยตัวของมันเองหรือไม่ หรือว่าค่าของความงามเป็นเพียงความข้อความที่เราใช้กับสิ่งที่เราชอบ ความงามกับสิ่งที่งามสัมพันธ์กันอย่างไร มีมาตรการตายตัวอะไรหรือไม่ที่ทำให้เราตัดสินใจได้ว่าสิ่งนั้นงามหรือไม่งาม(วิกีพีเดีย หมวด สุนทรียภาพ)
คำว่า “สุนทรียภาพ” มาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า “สุนทรียะ” แปลว่าดีงาม ส่วนสุนทรียศาสตร์จึงมีความหมายตามรากศัพท์ว่าวิชาที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับความงาม และการประจักษ์ในความงาม ทั้งที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม และคำว่าร สุนทรีภาพ (Aisthetics) หมายถึง ความซาบซึ้งในคุณค่าของสิ่งที่งาม ไพเราะ หรือรื่นรมย์ ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ หรือศิลปะ (พจนานุกรมศัพท์ศิลปะ, 2530: 6)
ส่วนความรักในทางภาษา หมายถึงภาวะความเป็นอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสน่หาและความผูกพันทางอารมณ์อย่างแรงกล้า แต่ในทางปรัชญา ความรักเป็นคุณธรรมที่แสดงออกถึงความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และความรักเป็นภวันตภาพของการสรรสร้างความดีงาม ดังนั้นความรักจึงเป็นศูนย์กลางของทุกศาสนาบนโลกใบนี้ และคำว่า”รัก” เป็นคำกริยา หมายถึง มีใจผูกพันด้วยความห่วงใย มีใจผูกพันด้วยความเสน่หาหรือความชอบที่เกิดจากจิตแห่งความเข้าใจและเข้าถึงอนุภาพแห่งรักนั้น
ลักษณะของความรัก
รูปแบบและลักษณะของความรักในอีกมุมมองหนึ่ง ก็ควรแก่การศึกษาเพราะความรัก คือความงามและมีคุณค่าทางปรัชญาและทางจิตวิทยา อาจจะแบ่งลักษณะของความรักได้ดังนี้
1. ความรักแบบเสน่หา
ความรักเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แม้จะไม่มากพอที่จะทำลายตนเอง หรือรู้สึกถูกใจอีกฝ่ายตั้งแต่แรกเห็น คล้ายรักแรกพบ ความดึงดูดใจซึ่งกันและกัน การแสดงออกมาทั้งคำพูดและการแสดงความใกล้ชิด อยากเจอกันทุกวัน ถ้าเป็นไปได้ วาดฝันเกี่ยวกับอีกฝ่ายไว้งดงาม และไม่ได้คาดการณ์ถึงอุปสรรคใดๆ
2. ความรักแบบมิตรภาพ
ความรักพัฒนามาจากความเป็นมิตรและเกิดมีมิตรภาพต่อกัน ไม่ได้เป็นความรู้สึกรักใคร่แบบชู้สาว และได้เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการคบหากันมาเป็นเวลานาน เป็นความรักของมนุษย์ต่อกันฉันท์มิตร เป็นความงามหนึ่งและนำมาซึ่งการช่วยเหลือและเห็นอกเห็นใจต่อกันและกัน
3. ความรักแบบลุ่มหลง
ผู้ที่มีความรักแบบนี้จะใฝ่หารักและมีความนิยมชมชอบกับคนที่เขารักเพียงผู้เดียว อีกทั้งมิยอมที่จะแผ่รักนั้นให้กับผู้อื่นใดอีกแล้ว แต่เชื่อว่าความรัก คือความปรารถนาจะใกล้ชิดและต้องการความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ต้องการให้คู่รักของตนแสดงความรักมากกว่าปกติ และรักประเภทนี้เชื่อว่า เมื่อปราศจากความรักจากอีกฝ่าย ชีวิตก็ไม่มีคุณค่าอีกต่อไป
4. ความรักแบบมีเหตุผล
เป็นความรักที่ตั้งอยู่บนรากฐานของความเป็นจริง และเป็นความรักที่เกิดขึ้นด้วยเหตุผล เป็นการเข้าใจและเข้าถึงรักแบบปรัชญา ไม่ใช่เป็นการลุ่มหลงหรือปรารถนาจะครอบครองในรัก
5. ความรักแบบเสียสละและภักดี
เป็นความรักที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว ต้องการเป็นผู้ให้มากกว่าผู้รับ มีความห่วงใย และคำนึงถึงความสุขของคู่รักเป็นสำคัญ โดยไม่ใส่ใจกับความต้องการของตนเอง “การให้” เป็นปัจจัยสำคัญของความรักแบบนี้ นักจิตวิทยาได้ทำการศึกษาพบว่า ในชีวิตจริงคู่สมรสจะมีรูปแบบความรักที่คล้ายคลึงกัน เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคู่ที่มีความสัมพันธ์ยาวนานกับคู่ที่เลิกราไป พบว่าประเภทแรกจะมีความรักแบบเสน่หาสูงกว่า และมีความรักแบบเสียสละและภักดีต่ำ
ความหมายของประโยคที่ว่า สุนทรียภาพแห่งรัก คือ ความซาบซึ้งที่เป็นความงดงามภายในจิตอันพิสุทธิ์แล้วแสดงออกมาด้วยอากัปแห่งรักและก่อตัวจนเกิดเป็นคุณธรรมที่แสดงออกถึงความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ และเป็นภาวะของการสรรสร้างความดีงาม
พอจะเข้าใจได้ว่าสุนทรียภาพแห่งรัก หมายถึง สุนทรียะเชิงพฤติกรรม หรือ ประสบการณ์ทางสุนทรียภาพที่ค้นพบความงดงามในการมอบรักและการแสดงออกถึงความรัก ไม่ใช่แบบชู้สาวแต่เป็นการเข้าถึงปรัชญาแห่งรักและความงดงามตามเหตุและผลที่ประจักษ์แจ้งอยู่ในจิต และจะนำไปสู่ผลลัพธ์การเข้าใจและเข้าถึงปรัชญาแห่งความงามด้านการมอบอุทิศตนและเสียสละในสิ่งที่ตนรักและในคนที่เรารัก ตามเหตุผลและตรรกะจิตและเพื่อมีความเข้าใจธรรมชาติของชีวิตจนนำไปสู่ความศานติและความสงบสุขทั้งด้านปัจเจกบุคคลและด้านสังคม
อัลกุรอานกับความรัก
ศาสนาอิสลามมีหลักคำสอนที่สำคัญประการหนึ่งคือความรักและความปรารถนาดีต่อคนอื่น หรือในความหมายที่กว้างออกไป คือการมอบความรักที่มีต่อมนุษย์ด้วยกัน ตลอดถึงสรรพสัตว์ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่เวียนวนอยู่ในห้วงทะเลแห่งการได้มาและสูญเสีย (วัฏฏสงสาร) และอิสลามสอนว่าให้บุคคลมีความรัก ความเมตตากรุณาต่อกันไม่ใช่เฉพาะในฐานะที่เป็นสิ่งมีชีวิตเท่านั้น หากแต่สอนให้มีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเสมอเหมือนกับบิดามารดาที่มีความรัก ความเมตตากรุณาต่อบุตรอันเป็นสุดที่รักของตน
โดยธรรมชาติ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าชีวิตของคนเราต้องการความรัก ต้องการความทะนุถนอมเอาอกเอาใจ และความอบอุ่นอันเกิดจากความรักของบุคคลอันเป็นที่เรารัก และเรายังแสดงออกถึงความซื่อสัตย์ต่อความรัก ดังนั้นความรักเป็นพลังขับเคลื่อนที่มีอานุภาพอย่างมหาศาล เป็นพลังที่ทรงฤทธานุภาพที่ผลักดันชีวิตของคนให้ถึงความรุ่งโรจน์และประสบผลสำเร็จในชีวิต
ความรักคือวิถีแห่งอิสลาม เป็นอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับความเสน่หาและความผูกพันทางอารมณ์อย่างแรงกล้า กรอปกับตั้งอยู่บนตรรกะจิตของด้านอภิปรัชญา ดังนั้นความรักเป็นคุณธรรมที่แสดงออกถึง พฤติกรรมของอาการที่มีความแสดงออกให้เห็นอย่างง่ายๆ เช่น ช่วยเหลือ เสียสละ คิดถึง ชื่นชม และในอิสลามเน้นหนักในความรักแบบมีเหตุผลไม่ใช่ความรักแบบอารมณ์รักใคร่แบบกามอารมณ์และเป็นสัมผัสรักระหว่างหนุ่มสาว
แนวคิดเกี่ยวกับความรักเป็นแนวคิดที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในอิสลาม ข้อเท็จจริงนี้แสดงเห็นได้ชัดเจนในหลักปรัชญาของอิสลาม หลักศาสนา หลักความเร้นลับ และหลักศีลธรรม ในบางแง่มุมความรักมีบทบาทที่สำคัญยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกำหนดทัศนคติของอิสลามในความสัมพันธ์ระหว่างพระผู้เป็นเจ้าและจักรวาล และโดยเฉพาะระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับมนุษย์
อิมามมุฮัมมัด บากิร(อ.) กล่าวว่า
“ศาสนา (ดีน) คือความรัก และความรัก คือศาสนา”
คำกล่าวและคำสอนเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ความรักมีบทบาทสำคัญ และมีความหมาย ดังนั้นเราจึงควรให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดเพื่อค้นหาความหมายที่แท้จริงของความรักในอิสลามและการเข้าถึง”รัก”ในมุมที่อิสลามสอนไว้ เพื่อให้เกิดสุนทรียภาพแห่งรักและศรัทธาขึ้น
อัลกุรอาน
จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด ) หากพวกท่านรักอัลลอฮ์ ก็จงปฏิบัติตามฉัน พระองค์อัลลอฮฺก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงให้อภัยแก่บาปทั้งหลายของพวกท่าน และพระองค์อัลลอฮฺ ทรงเป็นผู้ให้อภัย อีกทั้งเมตตาเสมอ”
“จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด ) ให้พวกท่านจงเชื่อฟังภักดีต่ออัลลอฮฺ และร่อซูล แต่หากพวกเจ้าผินหลังให้ แท้จริงพระองค์อัลลอฮฺ ไม่ทรงรักบรรดาผู้ปฏิเสธ”(ซูเราะฮฺอาลิอิมรอนโองการที่31-32)
ภาพลักษณ์ของศาสนาแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ถ่ายทอดในอัล-กุรอาน แตกต่างจากภาพลักษณ์ที่บางศาสนาได้แสดงเอาไว้ ตามทัศนะของอัลกุรอาน พระเจ้าคือความรักและเป็นความเมตตา และทุกๆการกระทำ ของพระผู้เป็นเจ้าโดยรวมแล้วชี้ให้เห็นถึงความรักที่พระองค์ทรงมีต่อมนุษย์ที่ประพฤติดีและรังเกียจต่อมนุษย์ที่ทำตัวไม่ดี
ก้าวแรกของการค้นหาและแสวงหาความรักของพระผู้เป็นเจ้า คือการปฏิบัติตามแนวทางของท่านศาสดา(ซ็อล ฯ) การปฏิบัติตามและการเชื่อฟังศาสดาถือว่าเป็นตัวชี้วัดว่าท่านนั้นคือผู้ที่รักพระเจ้า และอีกมุมหนึ่งพระเจ้าทรงรักผู้ที่เจริญรอยตามศาสาดา เพราะว่าการปฏิบัติศาสดา คือการบ่งบอกว่าเขาผู้นั้นเป็นผู้มีคุณธรรม ดังโองการที่ว่า
“แท้จริงอัลลอฮ์ทรงรักบรรดาผู้ทรงคุณธรรม”( )
นี่คือภาพที่สวยงามที่สุดที่ได้ฉายให้เห็นถึงความรักระหว่างสองฝ่าย คือพระผู้สร้างและสิ่งที่ถูกสร้าง หากท่านรักอัลลอฮฺ (ซ.บ) อัล-กุรอานก็จะชี้นำท่านเพื่อท่านจะได้เตรียมพร้อมที่จะพบกับความรักของพระองค์ แต่ในขณะเดียวกันก็ได้ชี้ให้เห็นว่า หากไม่ปฏิบัติตามแนวทางของบรรดาศาสดา ท่านก็จะไม่ได้รับความรักจากพระองค์
แนวคิดเกี่ยวกับความรักเป็นแนวคิดที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในอิสลาม ข้อเท็จจริงนี้แสดงเห็นได้ชัดเจนในหลักปรัชญาของอิสลาม หลักศาสนา หลักความเร้นลับ และหลักศีลธรรม ในบางแง่มุมความรักมีบทบาทที่สำคัญยิ่ง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อกำหนดทัศนคติของอิสลามในความสัมพันธ์ระหว่างพระผู้เป็นเจ้าและจักรวาล และโดยเฉพาะระหว่างพระผู้เป็นเจ้ากับมนุษย์
ความรักคือสิ่งสำคัญอย่างลึกซึ้ง ความรักคือหัวใจหลักของอิสลามจนนับว่าเป็น “การยึดถือศาสนาอย่างมั่นคงที่สุด” และ “ความศรัทธาหาใช่อื่นใดไม่ นอกจากการมีความรักเพื่อพระผู้เป็นเจ้า และเกลียดเพื่อพระผู้เป็นเจ้า”
ความรักต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) ความรักต่อพระผู้เป็นเจ้าคือรากฐานของความศรัทธาในอิสลาม ท่านอิมามอะลี (อ.) มักจะใช้เวลาอยู่กับลูกๆ ของท่านเสมอ ครั้งหนึ่งท่านนั่งอยู่ในบ้านพร้อมกับลูกๆ ของท่าน ท่านหญิงซัยนับ (อ.) ถามท่านว่า “พ่อจ๋า พ่อรักหนูไหม?” อิมามอะลี(อ.) ตอบว่า “รักสิลูก ลูกๆ ของพ่อเป็นเหมือนส่วนหนึ่งของหัวใจพ่อ” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านหญิงกซัยนับ (อ.) กล่าวว่า “พ่อรักอัลลอฮฺด้วย ความรักสองอย่างจะอยู่ในหัวใจของผู้ศรัทธาได้อย่างไร ความรักต่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.) และความรักต่อลูกๆ?”
อิมามอะลี(อ.) ยิ้มแล้วตอบว่า “รักอัลลอฮฺ (ซ.บ.) และรักในสิ่งที่อัลลอฮฺรักด้วย พระองค์รักสิ่งที่พระองค์สร้าง คือเด็กๆ และผู้ปฏิบัติตามพระองค์ด้วยเช่นกัน พ่อรักลูกเพื่ออัลลอฮฺ(ซ.บ.)”
ด้วยเหตุนี้ ความรักต่ออัลลอฮฺจึงเป็นรากฐานของความศรัทธาในอิสลาม รากฐานที่มนุษย์ต้องยึดมั่นอยู่ในหลักศรัทธาของเขา ในหัวใจดวงหนึ่งจึงไม่สามารถเลือกผู้เป็นที่รักสองคนได้
อีกตัวอย่างหนึ่งของความรักอย่างลึกซึ้งต่อพระผู้เป็นเจ้าคือ อิมามฮุเซน(อ.) ผู้ซึ่งได้กล่าวว่า “โอ้อัลลอฮฺ ฉันได้ทิ้งโลกนี้ไปด้วยความรักต่อพระองค์ ฉันพร้อมที่จะทำให้ลูกๆ ของฉันเป็นกำพร้าด้วยความารักต่อพระองค์ หัวใจของฉันไม่อาจหันไปหาผู้อื่นใดนอกจากพระองค์ ถึงแม้พระองค์จะทรงสับร่างของฉันเป็นชิ้นๆ ด้วยความรักต่อพระองค์”
และโดยธรรมชาติแล้วมนุษย์จะรักคนที่ทำความดีให้แก่พวกเขา พวกมนุษย์จะซาบซึ้งต่อความเมตตาปรานีและความช่วยเหลือต่อพวกเขา ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) กล่าวไว้ว่า “จงรักอัลลอฮฺ(ซ.บ.) เพราะพระองค์ได้ทำความดีให้แก่พวกท่าน และพระองค์ทรงประทานความเมตตาแก่พวกท่านอย่างมากมาย”
ผู้ศรัทธาที่เริ่มการเดินทางของจิตวิญญาณเพื่อไปสู่พระผู้เป็นเจ้านั้น จะต้องสำนึกถึงความโปรดปรานที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เขาอย่างมากมาย ด้วยการสนับสนุนช่วยเหลือในความสามารถของเขา ทำให้การเดินทางของเขาดำเนินต่อไปด้วยความสะดวก เขาจะสำนึกรู้ได้ว่าทุกๆ ความดีงามนั้นล้วนมาจากพระผู้เป็นเจ้า ดังที่อัลลอฮฺได้ตรัสไว้ในอัล-กุรอาน
“ความดีใด ๆ ที่ประสบแก่เจ้านั้นมาจากอัลลอฮฺ และความชั่วใด ๆ ที่ประสบแก่เจ้านั้นมาจากตัวของเจ้าเอง…” (อัล-กุรอาน 4/79)
ความรักที่แท้จริงต่อพระผู้เป็นเจ้านั้น จะเป็นตัวกระตุ้นให้เขากระทำความดีอย่างดีที่สุด ความมีเหตุผลและธรรมชาติกำหนดไว้ว่า ถ้าใครที่รักพระผู้เป็นเจ้าอย่างแท้จริงแล้ว เขาก็จะกระทำในสิ่งที่ทำให้พระผู้เป็นเจ้าพึงพอพระทัย
“จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮ์ ก็จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮ์ก็จะทรงรักพวกท่าน และจะทรงอภัยให้แก่พวกท่านซึ่งโทษทั้งหลายของพวกท่าน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” อัล-กุรอาน 3/31)
ครอบครัวศาสดากับสุนทรียภาพแห่งรักและศรัทธา
อะฮฺลุลบัยตฺ หรือสมาชิกครอบครัวของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) หมายถึงท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ(อ.) บุตรสาวของท่าน และอิมามอะลี(อ.) ผู้เป็นบุตรเขยและผู้สืบทอดฐานะผู้นำภายหลังศาสดา รวมถึงบุตรชายสองคน คือ อิมามฮะซันและอิมามฮุเซน ตลอดจนบรรดาอิมามอีกเก้าท่านจากสายตระกูลของอิมามฮุเซน(อ.)
อะฮฺลุลบัยตฺถูกกล่าวถึงทั้งในคัมภีร์อัล-กุรอานและในฮะดีษ(รายงานคำพูด) ของท่านศาสดา(ศ.)
อะฮฺลุลบัยตฺในโองการตัตฮีรฺ(การทำให้บริสุทธิ์)
อะฮฺลุลบัยตฺถูกกล่าวถึงในอัล-กุรอานว่าเป็นบรรดาผู้ได้รับการชำระขัดเกลาให้สะอาดบริสุทธิ์ เป็นความสะอาดบริสุทธิ์ในระดับสูงสุด ซึ่งหมายถึงการรักษาให้ออกห่างจากเหตุใดๆ ที่จะก่อให้เกิดมลทินความมัวหมองทั้งปวง ลักษณะเช่นนี้คือสถานะของผู้ปราศจากความผิดพลาดทั้งในด้านความรู้ บุคลิกภาพ และการกระทำ มันอาจเกิดขึ้นกับมนุษย์ทั่วไปที่รักษาตัวให้ห่างไกลจากมลทินทั้งหลายตามพระบัญชาของอัลลอฮฺ(ซ.บ.)
แต่อัลลอฮฺได้ทรงจำกัดพระบัญชานี้ไว้แก่กลุ่มบุคคลที่เฉพาะเจาะจงโดยแยกออกจากมนุษย์คนอื่นๆ ทั้งหมดด้วยการประกาศว่า อะฮฺลุลบัยตฺ คือกลุ่มบุคคลที่พระองค์ได้ชำระขัดเกลาให้สะอาดบริสุทธิ์ เพื่ออยู่ร่วมกับคัมภีร์อัล-กุรอานในรูปแบบดั้งเดิม รูปแบบที่ซ่อนเร้น รูปแบบที่ได้รับการพิทักษ์รักษา รูปแบบที่สูงส่งและบริสุทธิ์ อัลลอฮฺ(ซ.บ.)ทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินทั้งปวงให้พ้นไปจากพวกท่านเหล่านั้น ดังที่ทรงบัญชาไว้ในโองการตัตฮีรฺ (การทำให้บริสุทธิ์) ในคัมภีร์อัล-กุรอาน
“… อัลลอฮฺเพียงแต่ต้องการที่จะขจัดความโสโครกออกไปจากพวกเจ้า โอ้สมาชิกของวงศ์ตระกูล(อะฮฺลุลบัยตฺ)เอ๋ย และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์” (อัล-กุรอาน 33/33)
โองการนี้เรียกว่า โองการตัตฮีรฺ หรือโองการแห่งการทำให้บริสุทธิ์ ได้กล่าวถึงสมาชิกครอบครัวของศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ซึ่งหมายเฉพาะเจาะจงถึงตัวท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ.), อิมามอะลี(อ.), ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะฮฺรอ(อ.), อิมามฮะซัน(อ.) และอิมามฮุเซน(อ.) ดังนั้น ลูกหลาน, ภรรยา และญาติคนอื่นๆ ของศาสดามุฮัมมัด และผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านของท่านจึงไม่ถูกเรียกว่าเป็นอะฮฺลุลบัยตฺของศาสดามุฮัมมัด(ศ.)
โองการมะวัดดะตะ ฟิล-กุรฺบา (การแสดงความรักต่อครอบครัวศาสดา)
ในคัมภีร์อัล-กุรอาน ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ได้รับบัญชาให้ร้องขอต่อบรรดาผู้ศรัทธา ให้มีความรักต่อครอบครัวของศาสดา(อะฮฺลุลบัยตฺของท่าน) เพื่อตอบแทนการทำหน้าที่เผยแพร่ศาสนาของท่าน ดังนั้นการมีความรักต่ออะฮฺลุลบัยตฺ จึงถือเป็นบทบัญญัติที่เป็นข้อบังคับ(วาญิบ) ของอัลลอฮฺต่อมุสลิมทุกคน
“…จงกล่าวเถิด(มุฮัมมัด) ฉันมิได้ขอร้องค่าตอบแทนใด ๆ เพื่อการนี้ เว้นแต่ความรักใคร่ในญาติสนิทของฉัน…” (อัล-กุรอาน 42/23)
อับดุลลอฮฺ อิบนฺ มัสอูด รายงานว่า วันหนึ่ง ในขณะที่เราร่วมเดินทางไปกับศาสดามุฮัมมัด(ศ.) มีชาวอาหรับเร่ร่อนคนหนึ่งตะโกนเรียกชื่อท่านศาสดาด้วยเสียงอันดัง ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ถามว่า “ท่านต้องการอะไร?”
“ถ้าคนคนหนึ่งรักคนกลุ่มหนึ่ง แต่เขาไม่ได้ทำตามแบบพวกเขาจริงๆ จะเป็นอย่างไร?” ชาวเบดูอินถาม
“คนคนหนึ่งจะผูกพันกับคนที่เขารัก” ท่านศาสดา(ศ.) ตอบ
“มุฮัมมัด” เขาเรียกอีก “รับฉันเข้าสู่อิสลามเถิด”
ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) กล่าวว่า “ท่านต้องประกาศตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ(ซ.บ.) และฉันคือศาสนทูตของอัลลอฮ(ซ.บ.) ทำนมาซห้าเวลา, จ่ายซะกาต, ถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และประกอบพิธีฮัจญ์ที่บ้านอันศักดิ์สิทธิ์”
“ท่านเรียกร้องค่าจ้างเพื่อการนั้นหรือไม่?” ชาวเบดูอินถาม
ท่านตอบว่า “ไม่ ฉันไม่รับค่าจ้างใดๆ นอกจากท่านต้องให้ความเคารพรักต่อญาติสนิท”
“ญาติสนิทของใคร? ของฉันหรือว่าของท่าน?” เขาถาม
“ญาติสนิทของฉัน” ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) ตอบ
“โปรดยื่นมือของท่านมาเถิด ฉันจะได้ประกาศความจงรักภักดีของฉัน ไม่มีประโยชน์อะไรจากคนที่รักท่าน แต่ไม่รักญาติสนิทของท่าน” ชาวเบดูอินกล่าว (บิฮารุล-อันวารฺ)
ดังนั้นมิติด้านความรักต่อศาสดาและครอบครัวศาสดา(อะลุลบัยต์) เป็นสุนทรียภาพแห่งรักที่แฝงความศรัทธาและความเชื่อโดยผ่านวิวรณ์จากพระผู้เป็นเจ้า เป็นมิติแห่งการซาบซึ้งถึงความงดงามต่อผู้ที่ได้รับการชำระมลทิน ต่อบุคคลไร้บาป ต่อผู้ที่สะอาบบริสุทธิ์ ผ่านการศรัทธาและการยอมจำนนต่อพระบัญชาแห่งพระผู้เป็นเจ้า และด้วยความสะอาดบริสุทธ์แห่งอะลุลบัยต์ ครอบครัวแห่งศาสดานั้นยังสร้างสัมพันธภาพระหว่างหัวใจที่แสวงหารักนั้น จนปรากฏเป็นพฤติกรรมและการแสดงออกถึงการผูกพันและการปฏิบัติตามและการเชื่อฟัง ด้วยการเสียสละและมอบอุทิศตนเพื่อคนที่ตนรักอย่างภาคภูมิและมีเกียรติยิ่ง
ความงามแห่งรักและพลานุภาพแห่งรักที่มีต่อผู้สะอาดบริสุทธิ์ อยู่ในฐานะครอบครัวของศาสดา ถือว่าเป็นพลังศรัทธาและเป็นหน้าที่หนึ่งทางศาสนาที่มิได้สร้างความเสียหายต่อความเชื่อและการทำให้เลยเถิดหรือเกินเลยแต่อย่างใด แต่เป็นความรักที่แสดงออกให้เห็นถึงความงดงามและความสุนทีรยะที่ได้ถ่ายทอดออกมา โดยที่ไม่มีนิยามใดที่จะอรรถาธิบายให้เข้าถึงสุนทรียภาพแห่งรักและความศรัทธาต่อครอบครัวศาสดาได้
ศาสดาได้กล่าวว่า
“แท้จริงอุปมาครอบครัวของฉัน อุปไมดังเรือของศาสดานุฮ์ ถ้าใครได้ขึ้นบนเรือนั้นจะปลอดภัย และถ้าใครได้ผลักใส จะล่มจม”
บรรณานุกรม
เชคชะรีฟ ฮาดียฺ แบบเรียนศาสนาอิสลามตามแนวทางชีอะฮ เล่ม ๕ พิมพ์ สถานศึกษา ดารุลอิลม์ มูลนิธิคูอีย์ .ปีที่พิมพ์ ๒๕๕๒
เชคชะรีฟ อัลฮาดีย์ 2548 การกำเนิดสำนักต่างๆในอิสลาม กรุงเทพฯ :ศูนย์วัฒนธรรมสถานเอกอัคร ราชทูต สาธารรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ
พีชวออี แปลโดย ไซม่า ซาร์ยิด ภาพลักษณ์ทางการเมืองของอิมาม ๑๒ พิมพ์ สถาบันศึกษาอัลกุรอานรอซูลอัลอะอ์ซอม.ปีที่พิมพ์ ๒๕๕๑
อยาตุลลอฮ์ ญะอ์ฟัร ซุบฮานี แปลโดย อบูอาดิล ชะรีฟ อัลฮาดีย์ 2548 ชีอะฮ์ในประวัติศาสตร์อิสลาม กรุงเทพฯ : The Ahl al bayt a.s World Assembly
อัลลามะฮ ฎอบะฎอบาอีย์ แปลโดย เชคชะรีฟ เกตุสมบูรณ์ 2548 ชีอะฮ์ในอิสลาม กรุงเทพฯ :สถาบันส่งเสริมการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับอิสลาม
Ayatullah Misbah Yazdi. Jami ah wa Tareek. Qom Iran : Sazman Tabliqat 1372
Ayatullah Javadi Amoli Falsafah Hukok Bashar. Qom Iran : Isra Puplication Center
WWW.AhlulBait.org บทความ ความรักต่อศาสดามุฮัมมัดและวงศ์วานอะฮลุลบัยตฺ
www.islammore.com







