INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เรื่องของบิ๊กโจ๊กกับข่าวลือ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

สำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ข่าวลือถือว่ามีอิทธิพลต่อความนึกคิดของประชาชน และอาจก่อให้เกิดกระแสสังคมที่ปั่นป่วนได้ อย่างเช่น ในอดีตมีการจ้างคนไปตะโกนในโรงภาพยนตร์ว่าปรีดีฆ่าในหลวง เพียงแค่นี้ข่าวลือก็แพร่สะพัดวิพากษ์วิจารณ์กันไปทั่ว มีการแต่งแต้มเติมสีจนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต และนำมาสู่การขยายผลของการดำเนินคดี จนสุดท้ายท่านปรีดี พนมยงค์ ก็ต้องลี้ภัยไปอยู่ต่างประเทศ ซึ่งในสมัยนั้นการสร้างข่าวลือก็เพียงแต่ใช้วิธีการบอกกันปากต่อปาก และถ้ามีสื่อมาตีข่าว ข่าวลือนั้นก็จะยิ่งแพร่กระจายออกไป สุดท้ายก็กลายเป็นความเชื่อ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล และพิสูจน์ทราบกันอย่างเป็นวิทยาศาสตร์

แต่ในปัจจุบัน เครื่องมือสื่อสารในระบบสารสนเทศที่ก้าวหน้ามาก ข่าวลือยิ่งขยายตัวได้มากในสื่อสารออนไลน์ที่สามารถแพร่กระจายออกไปทั่วประเทศยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง และขยายวงออกไปต่างประเทศอีกด้วย

ในกรณีของบิ๊กโจ๊กก็คงเป็นทำนองเดียวกัน โดยเริ่มจากการที่มีข่าวแพร่ออกมาว่าจะถูกย้ายฟ้าผ่า แล้วข่าวลือก็เป็นจริง คือมีคำสั่งย้ายไปประจำสำนักผู้บัญชาการตำรวจ และให้ขาดจากงานเดิมทั้งหมด คืองานที่กองตรวจคนเข้าเมือง และงานปราบปรามการทุจริตทางคอมพิวเตอร์ และระบบสารสนเทศ จากนั้นก็ตามมาด้วยข่าวที่ว่าถูกตำรวจหน่วยหนึ่งบุกไปจับตัวที่ห้องพักในโรงแรมพูลแมน ซอยรางน้ำในข่าวที่ทยอยออกมายังระบุว่ามีการริบเอาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของบิ๊กโจ๊กไปด้วย และยังพบเงินอีก 100 ล้านในที่พัก จึงได้มีการควบคุมตัวบิ๊กโจ๊กไปยังที่แห่งหนึ่ง

ระหว่างนั้นสำนักงานตำรวจแห่งชาติกลับมีแต่ความเงียบ ไม่มีคำอธิบายหรือคำตอบใดๆจากผู้รับผิดชอบ

ข่าวลือจึงได้แพร่สะพัดขยายวงออกไปต่างๆนานา โดยเฉพาะขยายวงไปถึงเจ้านายโดยตรงของบิ๊กโจ๊ก คือ บิ๊กป้อม ซึ่งกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง เพราะมันมีข่าวออกมาอีกว่า เมื่อมีการตรวจสอบคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของบิ๊กโจ๊กแล้ว พบข้อมูลว่ามีบัญชีเงินฝากที่ธนาคารในสิงคโปร์ถึง 3,000 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งถ้าเทียบเป็นเงินไทยก็ประมาณ 70,000 กว่าล้านบาท โอ้โหเงินจำนวนมากมีที่มาที่ไปอย่างไร คนต้องอยากรู้แน่ ก็เลยมีการเชื่อมโยงว่าเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่หาให้ลูกพี่ ก็เลยมีข่าวลือต่อไปว่า มีการควบคุมตัวบิ๊กป้อม โดยหน่วยงานพิเศาอีกคนหนึ่ง คนก็เริ่มสงสัยติดตามว่ามันจริงหรือไม่ ก็ให้บังเอิญที่บิ๊กป้อมซึ่งจะต้องเดินทางไปปฏิบัติราชการแจกโฉนดที่ดินที่นครสวรรค์เกิดงดไปงานกระทันหัน และที่จะต้องมาประชุมกตร.ในบ่ายวันอังคารในฐานะประธานก็งดด้วย โดยให้พล.อ.จักรทิพย์ ผบ.ตร.ทำหน้าที่แทน และเลื่อนไปเป็นวันพุธ

ยิ่งกว่านั้นในช่วงเช้าวันอังคารที่บิ๊กป้อมต้องเข้าประชุมครม. ก็ลาประชุมโดยอ้างว่าท้องเสีย ก็ยิ่งทำให้ข่าวลือดูเป็นจริงมากขึ้น ส่วนจะจริงหรือเปล่าก็ยังไม่รู้ จนกว่าบิ๊กป้อมจะมาปรากฏตัวชี้แจงเอง

อีกด้านหนึ่งก็มีความพยายามที่จะสยบข่าวลือที่ว่าบิ๊กโจ๊กถูกควบคุมตัว โดยมีข่าวแพลมออกมาจากสนง.ตำรวจแห่งชาติว่า บิ๊กโจ๊กมารายงานตัวรับทราบคำสั่ง และต่อมามีการรายงานว่ามารายงานตัวใน 2 วันถัดมาเพื่อปฏิบัติหน้าที่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ก็ไม่มีผู้สื่อข่าวคนใดได้เห็นหน้าค่าตาตัวเป็นๆของบิ๊กโจ๊ก นอกจากมีรูปลงในสื่อ จึงมีหลายคนที่ช่างสังเกตว่ามันเป็นรูปเก่า

ต่อมาก็มีข่าวออกมาอีกเมื่อค่ำวันจันทร์ว่าผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์หัวเขียวอ้างว่าได้โทรศัพท์ติดต่อกับบิ๊กโจ๊กได้แล้วหลังจากพยายามมาหลายวัน โดยผู้สื่อข่าวได้เล่าคำพูดของบิ๊กโจ๊กว่าสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วง แต่มันก็แค่คำพูดของผู้สื่อข่าวไม่มีการบันทึกเสียงตามที่มีผู้ให้ข้อสังเกตุ

ครั้นเช้าวันอังคารก็ยังมีข่าวออกมาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งไม่ใช่การแถลงอย่างเป็นทางการว่าบิ๊กโจ๊กมาร่วมประชุม ศปก.ตร.เพื่อรับมอบการปฏิบัติงาน พร้อมกับมีรูปของบิ๊กโจ๊กประกอบอีก

คำถามก็คือตกลงการโยกย้ายครั้งนี้ไม่มีอะไรผิดปกติหรือในเมื่อบิ๊กโจ๊ก ซึ่งตามข่าวเบื้องต้นอ้างว่ามีตำรวจจำนวนหนึ่งบุกจับที่ห้องพักในโรงแรมพูลแมน และตรวจพบเงินสด 100 ล้าน และต่อมาพบข้อมูลเรื่องบัญชีเงินฝากในสิงคโปร์ถึง 70,000 กว่าล้านบาท  มันไม่จริงหรือถ้าจริงไม่มีความผิดอะไรหรือ จึงไม่ต้องถูกควบคุมตัวไว้สอบสวนขยายผล และตำรวจที่ไปจับนั่นเป็นหน่วยไหน และล่องหนหายตัวไปไหนจึงไม่ปรากฏต้นสังกัด ที่สำคัญตำรวจหน่วยนี้กินดีหมีหัวใจเสือมาหรืออย่างไรถึงกล้าไปจับบิ๊กโจ๊กที่เขารู้กันทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่ามีอำนาจมากกว่า ผบ.ตร. เพราะเป็นน้องเลิฟของบิ๊กป้อม ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในแผ่นดินก็ว่าได้

หรือทั้งหมดที่เป็นข่าวอันนำมาสู่ข่าวลือ Talk of the Town ขณะนี้มันไม่มีมูลความจริงเลย แค่ย้ายกันเล่นๆโดยไม่มีความผิด ก็มีการตั้งข้อสงสัยว่าบิ๊กโจ๊กผิดอะไร ถึงย้ายก็มีการคาดเดาท้าวความกันมากถึงพฤติกรรมย้อนหลังหลายเรื่อง ซึ่งไม่อยากมาพูดในที่นี้ ส่วนฝ่ายที่เชียร์บิ๊กโจ๊กก็อ้างว่าไม่น่าเป็นไปได้ เพราะเขามีผลงานมากมาย และถ้าไม่เก่งจริงจะได้เป็นพล.ต.ท.ตั้งแต่อายุ 48 ปีเชียวหรือ

ยิ่งเละไปกันใหญ่เมื่อมีข่าวลือว่าบิ๊กโจ๊กเป็นนกสองหัว คือรับใช้ทางบิ๊กป้อมแต่ก็ยังมีความสัมพันธ์กับคนต่างแดน และเอาข้อมูลไปคอยแจ้งเตือนอยู่เสมอ จริงหรือไม่ก็ไม่รู้ แต่เมื่อไม่มีการออกมาชี้แจงแบบตัวเป็นๆ ก็ยากที่จะขจัดข่าวลือทั้งหลาย

ข่าวลือยังขยายวงว่าได้มีการเรียกสอบนายพลทั้งที่อยู่ในราชการ และนอกราชการถึง 19 นายในฐานะผู้เกี่ยวข้อง นี่ก็ลือกันอีก

ผู้เขียนจึงรู้สึกกังวลใจต่อเสถียรภาพของรัฐบาลคสช.เพราะมันไปเกี่ยวกันกับบุคคลสำคัญหลายคน รวมทั้งบิ๊กป้อม ถ้ายังไงอย่าปล่อยให้ลือนานมันไม่ดี ขณะที่เขียนบทความนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลคำชี้แจงเพราะต้องส่งต้นฉบับล่วงหน้าคือวันพุธ หากมีคำชี้แจงให้ประชาชนได้เข้าใจชัดเจนก็ต้องขออภัย แต่ที่ติงมานี่เพราะเป็นห่วงรัฐบาลคสช.จริงๆ และก็มีข้อสังเกตว่าถ้าไม่มีมูลหมาไม่ขี้ ก็อย่าไปเชื่อข่าวลือจนกว่าจะได้รับการเปิดเผยความจริง

ส่วนท้ายของบทความนี้ก็อยากจะย้ำเตือนว่าทุกวันนี้ประชาชนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหนสีไหน ต่างก็เอือมระอาต่อเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นกันทั้งนั้น และมีเรื่องใหญ่ๆที่ประชาชนต้องการให้สะสาง 3 เรื่องคือ

1.การทุจริตในระบบราชการ

2.การทุจริตในกระบวนการยุติธรรม

3.การทุจริตในวงการสงฆ์

แม้ว่าหลายเรื่องจะเป็นเรื่องสะสมหมักหมมกันมาก่อนแต่ก็ไม่เป็นการถูกต้องที่จะไปโยนความรับผิดชอบให้ใคร เมื่อเป็นรัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบแก้ไข เพราะทุกวันนี้ประชาชนเขาเบื่อคอร์รัปชั่นเต็มทีแล้ว

สุดท้ายหวังว่ากรณีดังกล่าวคงไม่ใช่แค่ย้ายประจำสำนักนายกฯแล้วจบแค่นั้นนะ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com