วาระแห่งชาติ : ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางรายได้ คือปัญหาหลักทางเศรษฐกิจของไทย
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
วาระแห่งชาติ :
ช่องว่างของความเหลื่อมล้ำทางรายได้
คือปัญหาหลักทางเศรษฐกิจของไทย

รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ค่อยให้น้ำหนักกับช่องว่างการกระจายรายได้มากนัก แม้ว่าช่องว่างนี้จะห่างออกไปทุกทีในปัจจุบัน ส่วนแบ่งของรายได้ของคนยากจนระดับล่าง 20% มีส่วนแบ่งจากรายได้ประชาชาติเพียง 3% ในขณะที่คนร่ำรวยระดับบน 20% มีส่วนแบ่งรายได้ประชาชาติถึง 50% เศษ ถ้ามองในแง่การกระจายโภคทรัพย์เช่นที่ดิน ก็ปรากฏว่าผู้มีรายได้ระดับสูง 10 อันดับบนถือครองที่ดินหลายแสนไร่ถึงล้านไร่
แต่รัฐบาลก็ยังคงเน้นเรื่องการเจริญเติบโตมาโดยตลอด ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะเชื่อกันว่าเมื่อเศรษฐกิจเติบโตก็จะสามารถแบ่งปันรายได้นั้นไปยังส่วนต่างๆของกลุ่มชน หรือในอีกทางหนึ่งสามารถเก็บภาษีได้มากขึ้นก็จะได้นำมาจัดทำสวัสดิการสังคมให้คนระดับล่าง
อนึ่งการที่รัฐบาลไม่เน้นเรื่องการกระจายรายได้มากนัก อาจะเป็นได้ว่ารัฐบาลถูกกำกับหรือมีผลประโยชน์ร่วมกันกับกลุ่มทุนใหญ่ๆจึงไม่อยากแตะต้องเพราะหยิกเล็กก็เจ็บเนื้อ
แม้ความจริงจะปราฏว่าช่องว่างทางรายได้นี้ห่างออกไปทุกที แต่ก็มิได้มีมาตรการใดๆมาบรรเทาปัญหา ซึ่งโดยหลักเกณฑ์แล้ว จะต้องมีการปรับโครงสร้างภาษี นั่นคือต้องเน้นภาษีในอัตราก้าวหน้าที่ซอยระดับรายได้มากขึ้น คือใครได้เงินมากก็ต้องเสียในอัตราที่สูงขึ้น เช่น 1 ล้านบาทแรกเสีย 5% พอมีรายได้เพิ่มอีก 1 ล้านบาท ส่วนหลังนี้ก็เสีย 7% เป็นต้น แต่ประเทศไทยวางช่วงการเสียภาษีรายได้ที่รวมขนาดรายได้เป็นกลุ่มใหญ่ ผู้มีรายได้สูงจึงเสียไม่มากเต็มที่ก็เสีย 37% ในขณะที่กลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียนที่มีระบบสวัสดิการดีเยี่ยม เขาเก็บ 60-65% ทีเดียว
อนึ่งรายได้หลักของรัฐบาลไทยก็มาจากภาษีทางอ้อม ซึ่งผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจสามารถผลักภาระภาษีได้ เช่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม นายทุนก็บวกไปในราคาสินค้าทำให้ผู้บริโภคต้องรับภาระนั้น และคนยากจนก็คือผู้บริโภคส่วนใหญ่ของประเทศ แถมมีปัญญาแค่ซื้อของภายในประเทศและสินค้าจำเป็นในการบริโภค
ทำไมถึงนิยมเก็บภาษีทางอ้อม เพราะมันเก็บง่ายกว่าภาษีทางตรง ที่ต้องมีการตรวจสอบที่มาของรายได้อย่างละเอียด และยังมีช่องทางของการหลบเลี่ยงภาษีได้มาก รายได้จากภาษีทางตรง เช่น ภาษีเงินได้ หรือภาษีทรัพย์สิน รวมทั้งภาษีมรดกจึงน้อยมาก แม้จะมีการเรียกเก็บบ้างก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมาก เก็บพอเป็นพิธีว่างั้นเถอะ
เมื่อกลไกและโครงสร้างภาษีเป็นอย่างนี้ ช่องว่างทางรายได้จึงสูงขึ้นทุกที รายได้คนยากจนก็เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนที่น้อยลงไปทุกที ทำให้มีปัญหาในการดำรงชีพ รัฐบาลจึงต้องจัดสวัสดิการช่วยเหลือ เช่น การรักษาพยาบาลการศึกษา เงินช่วยคนชรา คนอนาถา และคนพิการ
แล้วรัฐบาลเอาเงินจากไหนมาจ่ายก็กู้ยืมมาซิครับ จากการทำงบประมาณขาดดุลซึ่งปีหนึ่งๆขาดดุลไม่ต่ำกว่า 200,000 ล้าน และขาดดุลเพิ่มขึ้นโดยตลอด เพราะมีการระดมซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์มากขึ้น และไม่สอดรับกับภัยคุกคามตามยุทธศาสตร์ชาติ
ส่วนงบการลงทุนหลายๆโครงการก็มีแต่ขาดทุน เช่น รถไฟความเร็วสูง กทม.-โคราช เมื่อเป็นดังนี้หนี้สาธารณะก็จะเพิ่มมากขึ้น เวลานี้ก็ใกล้ 50% ของรายได้ประชาชาติ และถ้าสถานการณ์ยังเป็นอยู่อย่างนี้คาดว่าจะถึง 60% ภายใน 5 ปี
ที่คาดว่าจะเก็บภาษีได้มากขึ้น เพราะเศรษฐกิจเติบโตขึ้นก็มีความเป็นไปได้ แต่ถ้าเรายังฟุ่มเฟือยกันแบบนี้ก็ยากที่จะไล่ทันรายจ่าย นี่ยังไม่นับความสูญเสียที่เกิดจากการคอร์รัปชั่นอีกด้วย แล้วเอาเงินที่ไหนไปจ่ายหนี้สาธารณะ ก็ภาษีอากรไงครับ ทำให้เกิดระบบกินตัวเองไม่มี เงินไปใช้จ่ายให้บริการสังคม หรือลงทุนตามเป้า ก็ต้องกู้เงินเพิ่มขาดดุลต่อไป แถมโครงการของรัฐก็ยังมีการบวกราคาเกินจริง เพราะคอร์รัปชั่น
สาเหตุสำคัญที่ทำให้เราเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ ทั้งๆที่เราก็ดำเนินรอยตามแนวคิดและนโยบายทางเศรษฐกิจแบบตะวันตก นั่นคือระบบทุนนิยม เสรี แต่มาดูระบบจริงๆว่ามันเสรีหรือเปล่า เปล่าครับมันเป็นระบบทุนนิยมผูกขาด คนรวยก็ยิ่งรวย เพราะเขามีทุนมาก คนจนยากไร้ไม่มีทุนก็ไม่สามารถจแข่งขันได้ อย่าง SME รัฐาบาลบอกว่าจะช่วยแต่ในความเป็นจริงก็เป็นการช่วยให้ไปเป็นลูกไล่ นายทุนใหญ่ ชาวนาชาวไร่ ก็มีสภาพเดียวกัน คนจนจึงจนต่อไป และช่องว่างทางรายได้ก็เพิ่มมากขึ้น
ผู้เขียนขอยกคำกล่าวของนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล คือ JOSEPH E.STIGLITZ ที่กล่าวว่า “ผู้คนที่อยู่ด้านบนสุดของสังคม ได้เรียนรู้วิธีการที่จะดูดเงินจากส่วนอื่นๆของสังคม โดยที่ส่วนอื่นๆของสังคมแทบไม่รู้ตัวเลย นี่แหละนวัตกรรมที่แท้จริงของพวกเขา” ทั้งนี้เพราะระบบเศรษฐกิจมิได้เป็นระบบทุนนิยมเสรี แต่เป็นระบบผูกขาด จึงทำให้นายทุนสามารถเก็บรายได้เกินกว่าที่เขาควรจะได้รับ ซึ่ง STIGLITZ ใช้คำว่า “ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ” หรือที่ MARX เรียกว่า “ค่าแรงงานส่วนเกิน”
แล้วระบบอย่างนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบคือมันเกิดขึ้นได้เพราะระบอบการปกครองที่นายทุนเข้ามามีบทบาทในทางการบริหารจัดการประเทศนั่นคือ มีบทบาทในรัฐาบาล จึงสามารถกำหนดนโยบายที่จะเอื้อประโยชน์กับตนได้ เหตุการณ์อย่างนี้มิได้เกิดเฉพาะประเทศไทยเท่านั้น แม้ในประเทศที่เจริญอย่างสหรัฐฯก็เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ แต่เขาสามารถผลักภาระได้โดยไปกอบโกยจากประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศด้อยพัฒนา เช่น การไปกอบโกยเอาทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ในราคาถูกๆ หรือพิมพ์ธนบัตรโดยไม่มีหลักทรัพย์หนุนหลังไปซื้อสินค้า บริการมาบริโภคในประเทศ นั่นคือใช้กระดาษเปล่าไปแลกสินค้า ถ้าประเทศที่ร่ำรวยทรัพยากรแต่อ่อนแอทางการเมืองและการทหารก็จะถูกรุกราน หรือก่อสงครามทำให้สหรัฐฯขายอาวุธได้มาก สุดท้ายประชาชนในประเทศนั้นๆก็ตายอย่างเขียด เพราะไหนจะถูกชนชั้นปกครองขูดรีดและยังถูกส่งผ่านการขูดรีดจากประเทศมหาอำนาจอีกด้วย
ดังนั้นตราบใดที่เรายังไม่สามารถพัฒนาระบอบการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงนั่นคือ การมีรัฐบาลของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน ตราบใดที่เรายังคงมีรัฐบาลนายทุน นายทุนขุนศึก หรือนายทุนขุนนาง โดยประชาชนมิได้มีส่วนร่วมในการปกครองอย่างแท้จริง ตราบนั้นช่องว่างนี้ก็จะขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ซึ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคมมากขึ้น เพราะคนมีกำลังทางเศรษฐกิจน้อย ย่อมมีความอ่อนด้อยในทางสังคม แม้แต่ความยุติธรรมก็อาจเกิดการเบี่ยงเบนได้ การศึกษาก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่เกิดจากช่องว่างที่ขยายตัวนี้
ความเหลื่อมล้ำจึงเป็นปัญหาสำคัญของชาติ ไม่ใช่การเจริญเติบโต แม้ว่าจะจำเป็นต้องเติบโตแต่ไม่ใช่ตัวปัญหาหลัก ถึงไม่เติบโตเลย แต่ถ้าความเหลื่อมล้ำมันลดลง เราก็อาจจะอยู่กันอย่างปกติสุขได้
อีกทางเลือกหนึ่งที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ นอกจากมาตรการทางภาษี ก็คือการช่วยให้คนระดับรากหญ้าได้ยืนอยู่ได้บนขาของตนเอง ด้วยการที่รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องทุน การผลิต และการตลาด แต่ถ้าทำอย่างนั้น ชนชั้นปกครองก็จะขาดรายได้จาก “ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ” หรือ “ค่าแรงงานส่วนเกิน” นี่จึงเป็นสาเหตุที่รัฐบาลที่ผ่านมาจนปัจจุบันเลือกวิธีการแจกเงิน โดยไม่ช่วยให้คนระดับล่างยืนบนขาของตนเองได้ แล้วจัดสวัสดิการมาเสริมเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน จะได้ไม่โวยวายหรือลุกฮือขึ้นมาต่อต้าน แต่มันก็เป็นเพียงเศษเนื้อ เพราะมันเล็กน้อยมาก เนื่องจากการเก็บภาษีได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แถมรั่วไหลไปกับการคอร์รัปชั่นต่างๆจากโครงการของรัฐบาลนั่นเอง จึงต้องกู้เงินมาโปะเป็นงูกินหางนั่นเอง
ดังนั้นผู้ที่ตั้งหน้าตั้งตาเชียร์รัฐบาลเผด็จการทหารหรือเผด็จการรัฐสภาก็ควรตระหนักไว้ว่า วิธีเดียวที่จะอยู่รอดอย่างมีความสุขถ้วนหน้าก็คือ ช่วยกันสร้างระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงให้เกิดขึ้น มิฉะนั้นมีโอกาสเกิดจราจลในที่สุด







