ประเทศมหาอำนาจในตะวันออกกลาง

ประเทศมหาอำนาจในตะวันออกกลาง
จรัญ มะลูลีม
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง อังกฤษปรากฏตัวขึ้นมาในฐานะมหาอำนาจใหญ่ ในตะวันออกกลาง อังกฤษไม่ต่อสู้เพียงลำพังเพื่อต่อต้านฝ่ายอักษะ ในแถบตะวันออกกลาง อังกฤษยังคงฐานทัพเอาไว้ในอียิปต์และปาเลสไตน์ อิทธิพลทางการเมืองของอังกฤษได้ครอบคลุมไปทั่วภูมิภาค รวมทั้งแถบอ่าวฯ และอารเบียใต้และยังควบคุมแหล่งน้ำมันของอิหร่านอีกด้วย อังกฤษยังเป็นผู้สนับสนุนอยู่ด้วยในการก่อตั้งสันนิบาตอาหรับ (Arab League) ในปี 1945 และช่วยให้ฝรั่งเศสออกไปจาก Levant และมอบความเป็นเอกราชให้ซีเรียและเลบานอน แต่ลักษณะภายนอกที่ปรากฏของมหาอำนาจนั้นอังกฤษได้ซ่อนความอ่อนแอเอาไว้ ด้วยความเหน็ดเหนื่อยมาจากสงคราม และเมื่อมีการต่อต้านลัทธิขยายอาณานิคมในพรรคแรงงานซึ่งเป็นรัฐบาลอยู่ในเวลานั้น อังกฤษก็เริ่มกระบวนละทิ้งบทบาทของตนอย่างมากในประเทศเช่นกรีซ ตุรกี อิหร่าน และซาอุดีอาระเบียให้แก่สหรัฐ ซึ่งได้ประกาศลัทธิรูแมน (Truman Doctrine) ขึ้นในเดือนมีนาคมปี 1947 เพื่อช่วยเหลือกรีซและตุรกี นับเป็นครั้งแรกที่สหรัฐได้เริ่มต้นในฐานะมหาอำนาจใหญ่แถบนี้ ในปี 1947 อังกฤษตัดสินใจที่จะยกเลิกรัฐใต้อารักขาปาเลสไตน์โดยให้สหประชาชาติเป็นผู้รับผิดชอบ การให้เอกราชแก่อินเดียในปี 1947 เป็นการเริ่มต้นลดสถานะความเป็นมหาอำนาจใหญ่ของอังกฤษในตะวันออกกลางแม้ว่าอังกฤษยังคงถือว่าตนเองเป็นมหาอำนาจใหญ่ของโลกอาหรับจนถึงวิกฤตการณ์ซุเอซ (Suez) ในปี 1956 ก็ตาม
อังกฤษได้ร่วมมือกับสหรัฐ เพื่อสกัดกั้นการคุกคามของโซเวียตต่อตะวันออกกลาง แต่บ่อยครั้งที่มหาอำนาจมีความแตกต่างกันในด้านกระบวนการของพวกเขาเอง หลังจากอียิปต์ปฏิเสธที่จะร่วมมือกับองค์กรต่อต้านโซเวียตในตะวันออกกลาง สหรัฐก็มุ่งอยู่ที่การสร้างความเข้มแข็งให้กับ “แนวร่วมทางเหนือ” ในรัฐที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์คือ ตุรกี อิหร่าน และปากีสถาน แต่ในปี 1955 อังกฤษและอิรักก็ได้ร่วมกับรัฐเหล่านี้เพื่อจัดตั้งข้อตกลงแบกแดด (Baghdad Pact) ขึ้นมา ในขณะที่สหรัฐยังคงอยู่ข้างนอกแต่ก็ให้การสนับสนุนอังกฤษ ทำให้ข้อตกลงแบกแดดเป็นจุดศูนย์กลางแห่งนโยบายของตน และท่ามกลางการต่อต้านของอียิปต์อย่างรุนแรงนั้นอังกฤษก็พยายามขยายพันธมิตรไปยังรัฐอาหรับอื่นๆ
ในปี 1950 อังกฤษ ฝรั่งเศสและสหรัฐได้ออกคำประกาศสามฝ่าย ในเรื่องปาเลสไตน์ (Tripartite declaration on Palestine) มีการจำกัดอาวุธและรักษาแนวพักรบในบริเวณรอบนอกของอิสราเอล สิ่งนี้ได้ช่วยให้มีสันติภาพเป็นเวลาห้าปี แต่ความสนใจของฝรั่งเศสในตะวันออกกลางในเบื้องต้นนั้นเกี่ยวพันอยู่กับแอฟริกาเหนือ พร้อมกับการให้เอกราชต่อตูนีเซียและโมร็อกโก ฝรั่งเศสได้มุ่งความสนใจไปที่การล้อมปราบการปฏิวัติของชาวแอลจีเรีย ด้วยเห็นว่าการปฏิวัตินี้หนุนหลังโดยขบวนการอาหรับนำโดยนาซิร (นัซเซ่อร์) ของอียิปต์ ฝรั่งเศสจึงเข้าไปเป็นพันธมิตรทางทหารอย่างใกล้ชิดกับอิสราเอล การต่อต้านบทบาทของอียิปต์ในโลกอาหรับได้กลายเป็นสัญลักษณ์ในนโยบายของอังกฤษในตะวันออกกลางจนนำไปสู่การร่วมมือกันระหว่างอังกฤษและฝรั่งเศสในเรื่องการรุกรานของอิสราเอลต่ออียิปต์ในปี 1956
จากผลที่ตามมาของสงครามสุเอซ สหรัฐและสหภาพโซเวียตได้กลายเป็นมหาอำนาจใหญ่ในตะวันออกกลาง การเป็นพันธมิตรของอังกฤษกับอาหรับที่เหลืออยู่ถูกทำลายไปในการปฏิวัติของอิรักเมื่อปี 1985 ทศวรรษต่อมาอังกฤษยังคงควบคุมประเทศแถบอ่าวและอารเบียใต้จนกระทั่งในที่สุดได้ถอนตัวออกไป พร้อมกับเอกราชของแอลจีเรียในปี 1962 ฝรั่งเศสก็เริ่มบูรณะความสัมพันธ์ที่สูญเสียไปกับรัฐอาหรับ แต่นับแต่นี้ต่อไปก็เช่นเดียวกับอังกฤษนั่นคือความสนใจต่อโลกอาหรับของฝรั่งเศสส่วนใหญ่มุ่งอยู่เฉพาะแต่เรื่องการพาณิชย์และวัฒนธรรม
นโยบายของมหาอำนาจ
การเข้าไปแทรกแซงในตะวันออกกลางในฐานะมหาอำนาจของสหรัฐได้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 1954 เมื่อโซเวียตได้เข้าไปสนับสนุนผู้นำที่ได้รับความนิยมมากกว่าจะสนับสนุนผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ท้องถิ่น สงครามคลองสุเอซทำให้โซเวียตขยายอิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวางเนื่องจากเป็นผู้สนับสนุนหลักทางด้านอาวุธและความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจให้แก่สามรัฐสำคัญ ซึ่งได้แก่อียิปต์ ซีเรียและอิรัก แม้แต่รัฐที่สนับสนุนรัฐบาลอาหรับก็ยังดีใจที่ได้เห็นว่าสหภาพโซเวียตเป็นดังตัวถ่วงต่อการสนับสนุนอิสราเอลของสหรัฐอย่างท่วมท้น อิทธิพลของโซเวียตมาสู่จุดสูงสุดในทศวรรษ 1960 แต่การเสียชีวิตของนัซเซ่อร์ในปี 1970 ทำให้อียิปต์ตามมาด้วยซูดานได้ละทิ้งค่ายแห่งการสนับสนุนโซเวียตไป
ตำแหน่งของสหรัฐในตะวันออกกลางมีความมั่นคงมากขึ้น แม้ว่าจะได้รับผลเป็นตรงกันข้าม ในกรณีการโค่นล้มชาฮ์ของอิหร่านในปี 1979 ก็ตาม ในทศวรรษ 1980 พบว่านโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐได้เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยในหลายๆ เรื่องซึ่งได้แก่การรักษารัฐบาลนิยมตะวันตกเอาไว้ การลดอิทธิพลของโซเวียต การปกป้องการส่งน้ำมันและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่นๆ ก็คือความปลอดภัยของรัฐอิสราเอล การแก้ไขปัญหาปาเลสไตน์นั้นเป็นสิ่งที่ปรารถนาแต่ไม่ถือว่าสำคัญกว่า มีความไม่ลงรอยกันบ่อยๆ ในข้อพิจารณาเหล่านี้ระหว่างพรรคสภา (Congress) และกระทรวงการต่างประเทศและระหว่างกลไกต่างๆ ภายในกระทรวงการต่างประเทศ โดยทั่วไปแล้วสภาเป็นฝ่ายถือหางอิสราเอลมากกว่า
สหรัฐและผลประโยชน์ของอิสราเอล
แรงกดดันจากการเมืองภายในประเทศมีอิทธิพลต่อนโยบายตะวันออกกลางที่หนุนอิสราเอลอยู่เสมอ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เคยมีอิทธิพลเหมือนในสมัยการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีเรแกนเลย นอกเหนือไปจากการที่สหรัฐไม่ยอมรับการกระทำบางอย่างของอิสราเอลในเลบานอนแล้ว ความเข้าใจทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐ-อิสราเอลได้มาสู่จุดสูงสุด ในปี 1983 การช่วยเหลือของสหรัฐต่ออิสราเอลถึงหนึ่งในสามของนโยบายการช่วยเหลือต่างประเทศ นับได้ว่ามีสติสูงสุด และการวีโต้ของสหรัฐได้ถูกนำมาใช้บ่อยครั้งมาก เพื่อป้องกันการประณามของสหประชาชาติที่มีต่ออิสราเอล
ข้อถกเถียงที่ว่าผลประโยชน์ของสหรัฐและประเทศตะวันตกอื่นๆ ในตะวันออกกลางจะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุดโดยอิสราเอลนั้นได้รับการสนับสนุนอย่างมากในวอชิงตัน ความตกต่ำของน้ำมันในทศวรรษที่ 1980 นั้นได้ลดความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของรัฐอาหรับลงไป อย่างไรก็ตามได้มีทรรศนะของคนส่วนใหญ่ในกระทรวงการต่างประเทศว่าสหรัฐจะต้องแสดงความสมดุลบางประการในการสนับสนุนรัฐบาลอาหรับที่หนุนตะวันตกเอาไว้ ความช่วยเหลือของสหรัฐต่ออียิปต์ ซูดาน และโมร็อกโกเป็นสิ่งสำคัญ แม้ว่าความคิดในเรื่องกองกำลังเคลื่อนที่เร็วภาคพื้นดิน (Land – based Rapid Deployment Force) เพื่อป้องกันตะวันออกกลางยังไม่ได้พัฒนาเพราะชาวอาหรับในเวลานั้นปฏิเสธที่จะให้กองกำลังของสหรัฐตั้งอยู่ในดินแดนของตน สหรัฐย้ำอย่างชัดแจ้งว่าจะเข้าไปแทรกแซงต่อต้านความพยายามของโซเวียตหรืออิหร่านที่พยายามที่จะตัดเส้นทางคมนาคมในอ่าวฯหรือในมหาสมุทรอินเดีย
ในเวลาเดียวกันสหรัฐไม่เคยยกเลิกความพยายามที่จะได้รับความสำเร็จในการแก้ไขปัญหาปาเลสไตน์โดยผ่านการตกลงกัน ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสืบทอดความสำเร็จจากข้อตกลงแคมป์เดวิด (Camp David Agreements) และข้อตกลงอาหรับอิสราเอล ความยากลำบากก็คือรัฐอาหรับสงสัยว่าในที่สุดแล้วสหรัฐก็จะยอมรับทรรศนะของอิสราเอลและจะไม่ยอมรับหลักการตัดสินใจด้วยตัวเองของชาวปาเลสไตน์ ในตอนกลางทศวรรษ 1980 ได้มีการรับทราบกันอย่างแข็งขันว่าปัญหาตะวันออกกลางนั้นเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจน้อย แต่ชาวอาหรับก็ปฏิเสธที่จะยกเลิกความหวังว่าสหรัฐจะมีจุดยืนที่ยุติธรรมในเรื่องตะวันออกกลาง นั่นก็เป็นเพราะพวกเขายอมรับว่าสหรัฐเป็นมหาอำนาจภายนอกที่ทรงอำนาจมากที่สุดในตะวันออกกลางและเป็นมหาอำนาจเดียวที่สามารถมีอิทธิพลต่ออิสราเอลได้ ประธานาธิบดีซาดัตมีทรรศนะว่าสหรัฐถือไพ่ในตะวันออกกลางเอาไว้ร้อยละ 99 ดังนั้นแม้แต่รัฐบาลอาหรับหัวอนุรักษ์ เช่น ซีเรีย อิรัก (ก่อนสงครามอ่าวเปอร์เซีย) และแอลจีเรียก็ไม่เคยหยุดยั้งเลยที่จะติดต่อกับสหรัฐ ยกเว้นประเทศลิเบียและ PDRY (เยเมนใต้) ซึ่งยังไม่ได้รวมประเทศในเวลานั้นเท่านั้นที่เป็นศัตรูเต็มที่ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัญหาอาหรับ-อิสราเอลโดยตรงก็ยังคงสามารถให้ฉายาสหรัฐต่อไปว่าเป็นมารร้ายตัวใหญ่ (Great-Satan) แต่ในตอนกลางทศวรรษที่ 1980 มีสัญญาณให้เห็นว่าสิ่งนี้อาจไม่ยั่งยืนหากเพียงแต่ว่าสหรัฐจะยอมรับว่าในฐานะมหาอำนาจใหญ่ของตะวันออกกลางอิหร่านไม่อาจถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวได้
นโยบายของโซเวียต
ความเหนือกว่าที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในบทบาทของสหรัฐในตะวันออกกลางช่วยอธิบายว่าทำไมสหภาพโซเวียตไม่สามารถช่วยชาวอาหรับได้อย่างเต็มที่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการช่วยเหลือในบางเรื่องของสหรัฐต่ออิสราเอลหรือความล้มเหลวในนโยบายของสหรัฐอย่างเช่นการแทรกแซงในเลบานอนในปี 1983 มากกว่านั้นรัฐอนุรักษ์อาหรับต่างก็หวาดกลัวการคุกคามของโซเวียตซึ่งเพิ่มขึ้นนับตั้งแต่โซเวียตกับ PDRY และลิเบีย (ลิบยา) นำความก้าวหน้าบางประการมาให้ แต่ก็สร้างความตระหนกให้แก่รัฐเพื่อนบ้านทั้งสองนี้ ความจริงก็คือการที่ชาวตะวันออกกลาง โดยทั่วไปถือว่าเทคโนโลยีของชาวตะวันตกมีความเหนือกว่าโซเวียตก็นับว่าเป็นตัวประกอบหนึ่ง แม้แต่ความหวังของโซเวียตที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการเข้ามาของรัฐบาลอิหร่านที่ต่อต้านสหรัฐก็มลายไป เพราะอิหร่านก็เป็นศัตรูของมอสโคว์เท่ากับเป็นศัตรูของสหรัฐเช่นกัน
นับตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 แล้วที่สหภาพโซเวียตไม่อาจฟื้นตัวจากการเป็นอภิมหาอำนาจอย่างเท่าเทียมกับสหรัฐในตะวันออกกลางได้ หลังจากสงครามปี 1973 รัฐมนตรีต่างประเทศของสหรัฐได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งในการตัดสหภาพโซเวียตออกไปจากนโยบายสันติภาพของเขาได้ ประธานาธิบดีคาร์เตอร์มีความปรารถนาอย่างมากที่จะยอมรับบทบาทของโซเวียตและมาสู่จุดสูงสุดด้วยข้อตกลง โซเวียต-สหรัฐ (US-Soviet Agreement) ในการร่วมกระบวนการข้อตกลงสันติภาพของตะวันออกกลางของวันที่ 1 ตุลาคม 1977 อย่างไรก็ตามโดยทางอ้อมๆ แล้ว การไปเยือนเยรูซาเล็มของประธานาธิบดีซาดัต จนนำไปสู่ข้อตกลงแคมป์เดวิดก็เท่ากับได้ตัดสหภาพโซเวียตออกไป
สหภาพโซเวียตยังคงมีสมบัติอันมีค่าบางประการอยู่ในซีเรีย สหภาพโซเวียตยังคงมีพันธมิตรอาหรับที่สำคัญซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการแทนที่การสูญเสียอิทธิพลของตนในอียิปต์ ในตอนกลางของทศวรรษ 1980 เป็นที่ปรากฏว่าความพยายามใดๆ ที่จะตัดซีเรียและสหภาพโซเวียตออกจากกระบวนการสันติภาพนั้นล้วนแต่ไร้ผล ความปรารถนาของชาวยิวโซเวียตจำนวนมากที่จะอพยพออกจากสหภาพโซเวียตสามารถนำเอามาใช้เป็นข้อต่อรองได้ นโยบายของโซเวียตได้รับความสำเร็จด้วยการสร้างความสัมพันธ์กับ UAE และโอมานในปี 1985 รัฐร่ำรวยน้ำมันของอาหรับยังคงเสี่ยงภัยอยู่เมื่อมีความสัมพันธ์กับรัฐมาร์กซิสต์ที่ไม่มีความปลอดภัยใน PDYR (เยเมนใต้)
การคืนกลับมาของสหภาพโซเวียตในตำแหน่งที่เท่าเทียมกับสหรัฐในกิจการตะวันออกกลางนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์โซเวียต-สหรัฐ หรือการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างโซเวียต-อิสราเอล กระนั้นก็ตามสหรัฐจะต้องสรุปว่าไม่มีอะไรที่จะได้รับความสำเร็จในกรณีข้อพิพาทในตะวันออกกลางโดยไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่จากโซเวียต การประชุมสุดยอดของเรแกน-กอร์บาชอฟในเดือนพฤศจิกายน 1985 ให้ผลน้อยมากในตะวันออกกลางแม้ว่าผู้นำโซเวียตได้ยืนยันด้วยทรรศนะที่ว่า “ไม่มีอะไรทำได้โดยปราศจากเรา” แต่ก็มีสัญญาณให้เห็นว่าสหภาพโซเวียตก็เหมือนสหรัฐคือไม่ได้วางความสำคัญสูงสุดในความสัมพันธ์กับประเทศอาหรับ แต่ไปมุ่งอยู่ที่รัฐแนวหน้าทางเหนือ ตามชายแดนคือตุรกี อิหร่าน และอัฟกานิสถาน และผลอันสำคัญของการปฏิวัติอิหร่านที่มีต่อกลุ่มประชาชนมุสลิมของตนมากกว่า การลำดับความสำคัญนี้สหรัฐและสหภาพโซเวียตจะเปลี่ยนแปลงเมื่อมีวิกฤตตะวันออกกลาง ซึ่งพวกเขาหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรง
ในขณะที่สมาชิก 11 ชาติ ของสภาเศรษฐกิจยุโรป (EEC) รวมกันก็สามารถมีสถานะแห่งอำนาจในตะวันออกกลางได้อย่างมีศักยภาพ แต่พวกเขาล้มเหลวในความไม่ลงรอยกันในการที่จะได้มาซึ่งเอกภาพแห่งวัตถุประสงค์ ทรรศนะที่ต่างกันในปัญหาอาหรับ-อิสราเอลรุนแรงขึ้น อันเนื่องมาจากความเป็นอริกันบางประการในเรื่องตะวันออกกลาง คำประกาศของ EEC ในกรุงเวนิซของปี 1980 แสดงให้เห็นการสนับสนุนอย่างชัดเจนต่อการตัดสินใจด้วยตัวเองของชาวปาเลสไตน์แต่ก็ไม่มีการติดตามที่มีผลทั้งๆ ที่ได้มีการสนับสนุนอย่างหนักแน่นจากรัฐอาหรับ สำหรับยุโรปแล้วยุโรปก็ต้องการที่จะมีบทบาทใหญ่ขึ้นในตะวันออกกลางเพื่อถ่วงดุลย์ต่อความลำเอียงของสหรัฐ อังกฤษและฝรั่งเศสคือผู้จัดส่งอาวุธรายใหญ่ให้กับรัฐสำคัญๆ อย่างเช่น อิรัก (ก่อนสงครามอ่าวฯ) และซาอุดีอาระเบีย ในขณะที่ญี่ปุ่นมีบทบาทในตะวันออกกลางในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ กระนั้นรัฐเหล่านี้ก็ไม่เคยใช้อิทธิพลในตะวันออกกลางเลยหากเปรียบเทียบกับสหรัฐและสหภาพโซเวียต และสถานการนี้ดูเหมือนว่าจะไม่เปลี่ยนแปลงในอนาคตที่เห็นได้
ความสัมพันธ์กับเอเชีย
ปัจจุบันนี้รัฐอาหรับได้ให้ความสำคัญไม่น้อยในความสัมพันธ์ของพวกตนกับมหาอำนาจใหญ่ทั้งสามของเอเชียคือ อินเดีย จีน และญี่ปุ่น ประธานาธิบดีนัซเซ่อร์ได้สถาปนาความสัมพันธ์กับนายกรัฐมนตรีเนห์รูของอินเดียทันที หลังจากการปฏิวัติปี 1952 และหลังจากนั้นอียิปต์ก็ร่วมงานกับอินเดียอยู่ในหมู่ผู้นำของขบวนการไม่ฝักฝ่ายใด อียิปต์และอินเดียได้ร่วมมือกันในการผลิตอาวุธและโดยทั่วไปแล้วอินเดียจะมีนโยบายสนับสนุนอาหรับในปัญหาปาเลสไตน์ (ทั้งๆ ที่มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดระหว่างอาหรับและปากีสถาน)
นัซเซ่อร์ได้พบปะกับนายกรัฐมนตรี จู เอน ไล (chou En-Lai) ในการประชุมบันดุง (Bandoeng Conference) ในปี 1955 และในเดือนพฤษภาคม 1956 ซึ่งสร้างความโกรธเคืองให้กับสหรัฐอย่างยิ่ง และนัซเซ่อร์ก็ให้การยอมรับรัฐบาลปักกิ่ง ความตั้งใจหลักของเขาในเรื่องนี้ก็คือ หากสหภาพโซเวียตเห็นด้วยกับการห้ามส่งอาวุธของสหประชาชาติต่อตะวันออกกลางจีนก็อาจเป็นทางเลือกของแหล่งอาวุธ อย่างไรก็ตามรัฐอาหรับที่มีความเป็นศัตรูกับสหภาพโซเวียตได้ให้ความชื่นชอบกับจีนซึ่งปัจจุบันนี้ได้ขยายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับโลกอาหรับรวมทั้งรัฐมุสลิมแถบต่างๆ ด้วย
นับเป็นทศวรรษมาแล้วที่ชาวอาหรับให้ความชื่นชมญี่ปุ่นในฐานะรัฐแห่งเอเชียที่ได้รับความสำเร็จในฐานะมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ และประเทศเหล่านี้ให้การต้อนรับการลงทุนของญี่ปุ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่งดูเหมือนว่าญี่ปุ่นนั้นไม่มีความสนใจในเรื่องการเมือง การเข้าไปมีส่วนของญี่ปุ่นทางเศรษฐกิจในโลกอาหรับนั้นเป็นไปอย่างจริงจัง บางครั้งญี่ปุ่นได้เข้าร่วมกับการประกาศนโยบายของ EEC ในตะวันออกกลาง แต่ไม่มีความริเริ่มที่จะเอาการเมืองหาผลประโยชน์ให้ตนเองแต่อย่างใด







