สบาย สบาย สไตล์เกษม : “ยิว”ยังถูกชังไม่เลิก

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
“ยิว”ยังถูกชังไม่เลิก
ผมเคยมีเพื่อนเป็นชาวยิว ที่มีความเป็นมนุษย์สูง มีคุณธรรมตามปกติที่มนุษย์พึงมี นิสัยส่วนตัวชอบสัตว์เลี้ยงประเภทหมา กา ไก่
เธอชอบและรักแมวมาก เป็นกรณีพิเศษ เลยเลี้ยงแมวไว้หลายตัว คอยดูแลทะนุถนอมและเคยส่งหนังสือเกี่ยวกับแมวมาให้ผมอ่านเป็นครั้งคราว จนในที่สุด ผมตัดสินเลี้ยงแมวไว้ตัวหนึ่งชื่อ”ไอ้อ้วน” อายุเกิน ๑๐ ปีแล้ว คงแก่พอๆ กับผม ซึ่งเวลานี้อายุได้เกือบจะ ๗๕ ปี เพียงแต่ยังไม่อ่อนแรงลงแรงนอนทำตาปริบๆ ผึ่งแดด(หมายถึงแมว)เท่านั้น
เธอไม่มีพฤติกรรมอะไรที่น่ารังเกียจ ไม่เคยแสดงความเห็นแก่ตัว มีแต่แบ่งปัน เมตตากรุณา ตลอดเวลาที่ได้รู้จักมักคุ้นกันมา จนต่างคนต่างแยกกันไป ไม่รู้ว่าทุกวันนี้เธอหายไปอยู่เสียที่ไหน
ผมจึงไม่เข้าใจเลยว่าทำไม คนในโลกทั่วไปจึง”เหมาจ่าย”เกลียดชังชาวยิวกันนัก
เลยสงสัยต่อไปว่า โลกอคติกับพวกเขาหรือเปล่า เพราะแม้แต่รัชกาลที่ ๖ ก็ยังทรงแปลบทละครเรื่อง The merchant of Venice ของ”เชกสเปียร์” ออกมาเป็นบทกลอนละคร”เวนิสวาณิช”ที่แฝงสาระเย้ยหยัน”ไชล็อก” ซึ่งเป็นยิว
แม้จริงๆ แล้ว จะเป็นแค่เพียงละครชวนหัว(เราะ)
ความชังต่อ”ยิว”สะท้อนให้เห็นชัดๆ จากการสังหารหมู่ชาวยิวราวหกล้านคน โดยฝีมือของ”นาซีเยอรมัน”ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒
สิ่งที่อุบัติตามมาก็คือ ผลทางจิตวิทยา ที่เกิดขึ้นกับอิสราเอล เรื่อยมาจนทุกวันนี้ ซึ่งจะพบว่า แทบจะทุกรัฐบาลอิสราเอล(ยิว) ไล่ล่าทำร้ายชาวปาเลสไตน์ เป็นว่าเล่น แทบไม่หยุดไม่หย่อน เสมือนจะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ โดยเฉพาะชาวปาเสไตน์ในฉนวนกาซา ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็กล่าวหากันว่า อีกฝ่ายหนึ่งก่อการร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง หลังจากที่มีการสถาปนารัฐอิสราเอลขึ้นมา บนแผ่นดินปาเลสไตน์ ตั้งแต่ปี ๒๔๙๑ แผ่นดินซึ่งชาวยิวอ้างว่า เป็นดินแดนที่”พระเจ้า”ทรงประทานมาให้แก่พวกเขา(“อับราฮัม”และลูกหลาน)เป็นการเฉพาะ ในนามว่า”แผ่นดินสัญญา” หรือ The Promised Land ตามคัมภีร์”ตานัคห์”ของยิว ซึ่งเขียนไว้ด้วยภาษาเฮบรูว์
ความมีอคติต่อชาว”ยิว”แทนที่จะจางหายไป ตามกาลเวลา จึงยังคงคุกรุ่นอยู่ตลอดมา เฉพาะในวงการสากล ที่เห็นว่า อิสราเอลเอารัดเอาเปรียบและเบียดเบียนชาวปาเลสไตน์ ด้วยการผนวกดินแดนของชาวปาเลสไตน์ที่ได้รับการแบ่งปันแล้ว จากสหประชาชาติ(พื้นที่บนฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน รวมนครเยรูซาเลมส่วนตะวันออก) แต่อิสราเอลกลับอ้างว่าแผ่นดินทุกตารางนิ้วที่นั่นยังล้วนแต่เป็นแผ่นดินสัญญาของพวกเขา แม้กฎหมายระหว่างประเทศจะกำหนด(ในลักษณะไกล่เกลี่ย)เอาไว้ชัดเจนแล้ว แต่อิสราเอลไม่ฟัง ยึดมั่นในความ”เถนตรง”เชื่อในคัมภีร์มากกว่า (เอากะพ่อสิ)
ที่เขียนมาอย่างยืดยาว ก็เพียงแต่จะยืนยันว่า ทุกวันนี้ความ”ชัง”ที่มีต่อชาว”ยิว”นั้น ยังไม่หายไปไหน
ทั้งนี้จากการเปิดเผยผลการหยั่งเสียงของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น หรือ CNN Poll เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้พบว่า ความรู้สึกต่อต้านยิวในยุโรปยังคงมีอยู่ แม้ความทรงจำต่อการสังหารหมู่ชาวยิวที่เรียกว่า”โฮโลคอสต์”ค่อยจางหายไป
ขณะที่ ๑ ใน ๔ ของชาวยุโรปเห็นว่า“ยิว”มีอิทธิพลมากเกินไปในด้านธุรกิจและการเงิน
และเกือบจะ ๑ ใน ๔ “ยิว”มีอิทธิพลเกินไปในความขัดแย้งต่างๆและในสงครามที่เกิดขึ้นทั่วโลก
๑ ใน ๕ เชื่อว่า”ยิว”มีอิทธิพลเหนือมากเกินไปในวงการสื่อสารมวลชนอัตราเดียวกันกับอิทธิพลที่มีต่อการเมือง
โดย ๑ ใน ๓ ของชาวยุโรปบอกว่าพวกเขารู้นิดหน่อยหรือไม่รู้เลย ในประเด็นการการสังหารหมู่ชาวยิวที่เรียกว่า”โฮโลคอสต์”ซึ่งมีการสังหารหมู่ด้วยการใช้แก๊ซรมหรือด้วยวิธีอื่นใด แต่ก็ไม่สามารถกำจัดชาวยิว ๒๕ ล้านคนได้หมด ฆ่าได้ราว หกล้านคนเท่านั้น ทั้งนี้ในช่วงการปกครองเยอรมนีของ”อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”ระหว่างปี ๑๙๓๐ ถึง ๑๙๔๐
นี้เป็นตัวเลขหยาบๆ จากการหยั่งเสียงโดยการสุ่มตัวอย่างของ ซีเอ็นเอ็น ร่วมกับสำนัก”คอมเรส” ซึ่งกระทำด้วยวิธีสัมภาษณ์”ตัวอย่าง”กว่า ๗,๐๐๐ คน จากเจ็ดประเทศในยุโรป ได้แก่ ออสเตรีย, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, สหราชอาณาจักร, ฮังการี, โปแลนด์และสวีเดน ชาติละราว ๑,๐๐๐ คน
การหยั่งเสียงครั้งนี้ กระทำสำเร็จลุล่วงก่อนเกิดเหตุสังหารหมู่ชาวยิว ๑๑ รายที่โบสถ์ยิวเมื่อวันที่ ๒๗ ตุลาคมที่ผ่านมาในเมือง”พิตสเบอร์ก”สหรัฐอเมริกา ซึ่งก็เป็นการสะท้อนความฝังใจเกลียดชังชาวยิวในสังคมอเมริกัน ออกมาเช่นกัน
ในสหรัฐ มีชาวยิวทั้งที่เคร่งครัดและไม่เคร่งครัดศาสนา ที่เรียกว่า”อเมริกันยิว” รวมกันระหว่าง ๖ ล้านถึงกว่า ๗ ล้านคน(ตัวเลขเมื่อหกปีที่แล้ว)กระจัดกระจายกันอยู่ตามเมืองใหญ่ อาทิ นิวยอร์ก ซิตี, ไมอามี, ลอสแองเจลีส, ฟิลาเดลเฟีย, ชิคาโก, ซานฟรานซิสโก, บอสตัน, บัลติมอร์-วอชิงตัน แต่ก็มีความเข้มข้นในการนับถือศาสนายูดายที่แตกต่างกัน เช่นจากระดับที่แทบจะไม่นับถือเลย ไปจนกระทั่งระดับเคร่งครัดมากในหลักการศาสนา
ขณะเดียวกันที่ปรากฏว่า ประชากรของอิสราเอลนั้น มีมากกว่านิดหน่อยคือ อยู่ที่กว่า ๘ ล้านคน
เป็นที่เชื่อกันว่า “ยิว”ในนิวยอร์ก ซิตี นั้น มีอิทธิพลทางด้านธุรกิจและการเมืองมาก แต่นี่ก็เป็นการกล่าวขานที่ไม่มีใครยืนยันแน่ชัด
ดังนั้น ด้วยความเก่งกาจในเชิงธุรกิจและการเงิน เหนือชนชาติอื่นใด ชาวยิวจึงมีอำนาจอิทธิพล ครอบงำไปทั่วโลก
โดยทุกวันนี้ ยิวก็ครอบงำสหรัฐอยู่แล้ว ทั้งในแง่เศรษฐกิจ การเมือง จนเป็นที่กล่าวขาน
ที่ชัดๆ คือครอบงำทำเนียบขาว เพราะลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมพ์ คือ “จาเรด คุชเนอร์”ก็เป็นยิวจากนิวเจอร์ซีและเป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา ดังนั้น “ทรัมพ์”จึงสนับสนุนให้โยกย้ายสถานทูตสหรัฐจาก”เทลอาวิฟ”ไปตั้งอยู่ใน”เยรูซาเลม”ตามความปรารถนาของรัฐบาลอิสราเอลและชาวยิวทั่วๆ ไป
จึงไม่แปลก ที่กระแสต่อต้านยิวลึกๆ ในสังคมอเมริกันยังดำรงอยู่ ซึ่งซีเอ็นเอ็น ก็น่าจะหยั่งเสียงสำรวจชาวอเมริกัน ที่ไม่ใช่ยิวด้วยว่า มีความรู้สึกอย่างไรต่อชาวยิวที่นั่น เพื่อยืนยัน จึงจะครบถ้วนสมบูรณ์แบบ
คาดว่า ผลการสำรวจหรือการหยั่งเสียงต่อทัศนะที่มีชาวยิว ที่กระทำไปแล้วในยุโรปคงไม่เป็นที่พอใจของชาวยิวทั้งหลายอย่างแน่นอน
และก็เชื่อด้วยว่าในไม่ช้า บางทีนายกรัฐมนตรีอิสราเอล “เบนจามิน เนทันยาฮู”ซึ่งเป็นคน”ปากโป้ง”อยู่แล้ว คงจะออกมาแสดงทัศนะ อย่างหนึ่งอย่างไร ต่อการหยั่งเสียงของ ซีเอ็นเอ็น
ก็ไม่รู้ว่าว่าจะบริภาษ ซีเอ็นเอ็นว่าเป็น “สำนักข่าวเก๊” อย่างที่”ทรัมพ์”ทำ หรือไม่







