INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

กาตาร์วันนี้และนักเรียนไทยในกรุงโดฮา

กาตาร์วันนี้และนักเรียนไทยในกรุงโดฮา

จรัญ  มะลูลีม

Qatar 1170x650

Cr : internationalbanker.com

ระหว่างวันที่ 22 เมษายน  ถึง 24 เมษายน ที่ผ่านมา   ผมได้รับเชิญจากสถานทูตไทย กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้เกี่ยวกับแนวทางการเรียนและการใช้ชีวิตในต่างแดน   (โดยเฉพาะในกาตาร์ที่มีชีวิตวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากประเทศไทย)   อย่างไรให้เกิดสมดุลและมีความสุขโดยมีนักเรียน/นักศึกษาไทยมุสลิมในกาตาร์ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นด้วย

โครงการนี้เป็นโครงการที่มุ่งจะส่งเสริมนักเรียนนักศึกษาไทย  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม และนักเรียนที่เป็นชาวพุทธหนึ่งคนจากจังหวัดต่างๆ รวมทั้งจากจังหวัดภาคใต้ของไทยให้ได้มีโอกาสวางแผนการเรียนและการเรียนต่อว่าเมื่อกลับสู่ประเทศไทยแล้วจะเข้าสู่สังคมและการประกอบอาชีพอย่างไร  รวมทั้งการมีอาชีพที่มั่นคง

ภาพรวมของกาตาร์    

ท่านทูตสุนทร ชัยยินดีภูมิ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงโดฮา  คุณธีรภัทร มงคลนาวิน  อัคราชทูตที่ปรึกษา คุณปาริฉัตร พันธ์รักษ์เดชา เลขาเอกและคุณพุฒิพล เกนทะนะศีล ได้ให้ข้อมูลของกาตาร์ที่น่าสนใจหลายแง่มุม ซึ่งขอสรุปเป็นภาพรวมดังนี้

กาตาร์แม้จะเป็นประเทศเล็กมีประชากร 3 ล้าน 2 แสนคน  แต่ที่เป็นชาวกาตาร์จริงๆ มีเพียง 2 แสนเจ็ดหมื่นคนเท่านั้น  ที่เหลือจะเป็นคนต่างชาติทั้งหมด

เช่นจะมีชาวอินเดียอยู่ราวแปดแสนห้าหมื่นคนนับเป็นคนต่างชาติที่มีจำนวนมากที่สุด อับดับรองๆ ลงมาก็จะเป็นชาวเนปาล  ปากีสถาน บังคลาเทศ ฟิลิปปินส์ พม่า ยูเครน ฯลฯ

มีคนไทยอยู่ในกาตาร์สี่พันคน  ซึ่งสองพันเจ็ดร้อยคนจะทำงานด้านการก่อสร้าง  ราวหนึ่งพันคนจะเป็นลูกเรือให้กับสายการบิน Qartar Airways ที่เหลือจะเป็นผู้ประกอบธุรกิจสปาและร้านอาหารไทย

นอกจากนี้ยังมีสตรีไทยที่มีสามีต่างชาติที่เป็นวิศวกรและอาชีพอื่นๆ ซึ่งมาทำงานในกรุงโดฮา  ส่วนใหญ่จะเป็นงานด้านอุตสาหกรรม

คนต่างชาติที่เป็นชาวยุโรปที่อยู่ในกาตาร์มากที่สุดคือชาวอังกฤษ ซึ่งมีอยู่นับหมื่นคน   ในขณะที่ชาวจีนจะมีอยู่ราว 5-6 พันคน

ที่น่าสนใจคือชาวกาตาร์ที่มีอยู่เพียงสองแสนเจ็ดหมื่นคนนี้เป็นที่ผู้นิยมเดินทางมาเที่ยวประเทศไทยถือปีละสามหมื่นกว่าคน  ส่วนใหญ่จะไปตรวจสุขภาพตามโรงพยาบาลเอกชนที่มีชื่อเสียงของไทยหรือไม่ก็เที่ยวทะเล   ในขณะที่คนยุโรปที่อยู่ในกาตาร์มักจะชอบเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย  แต่มักจะมุ่งสู่ภาคเหนือเป็นด้านหลัก

ข้อมูลทั่วไปของสถานทูตไทยได้พูดถึงประเทศกาตาร์ไว้ดังนี้

รัฐกาตาร์เป็นแหลมยื่นจากชายฝั่งตะวันออกของคาบสมุทรอาหรับออกไปในอ่าวเปอร์เซีย  ทิศใต้และทิศตะวันตกติดกับซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์  ทิศตะวันตกเฉียงเหนือติดกับบาห์เรน  ลักษณะส่วนใหญ่แห้งแล้งเป็นทะเลทราย  มีความเค็มไม่เหมาะแก่การเพาะปลูก  ทำให้สินค้าอาหารและเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งหมดต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการและมีภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้ในการติดต่อธุรกิจทั่วไป   ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม สำนักคิดซุนนี

ผลิตภัณฑ์มวลรวม ประมาณ 173,551 ล้านเหรียญสหรัฐ (สิ้นปี  2558)

รายได้ประชาชาติต่อหัว ประมาณ 144,139  เหรียญสหรัฐ  (สิ้นปี 2558) การขยายตัวทางเศรษฐกิจ ร้อยละ 3.7 (สิ้นปี 2558)

กาตาร์ปกครองในระบบประชาธิปไตย มีเจ้าผู้ครองรัฐ (Emir) เป็นประมุขปกครองรัฐ  ปัจจุบันคือ His Highness Sheikh Tamim bin Hamad Al Thani เสด็จขึ้นครองราชย์เมื่อวันที่  25 มิถุนายน ปี 2556

การเมืองการปกครอง                                 

รัฐกาตาร์ได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับยาวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ที่  ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษในปี 2514 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ปี 2547 โดยรัฐธรรมนูญกำหนดให้อำนาจนิติบัญญัติแก่สภาที่ปรึกษา  ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 45 คน โดยจำนวน 2 ใน 3 จะมาจากการเลือกตั้ง    ส่วนที่เหลือจะมาจากการแต่งตั้งโดยเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์

สำหรับนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน อดีตเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ (H.H. Sheikh Hamad Bin khalifa Al-Thani) ทรงพยายามที่จะปฏิรูประบบการเมืองให้เกิดเสรีภาพมากขึ้น  กาตาร์มีการเลือกตั้งครั้งแรกเมื่อปี 2542 เป็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล (Central Municipal Council) ซึ่งการเลือกตั้งกำหนดให้สตรีสามารถลงสมัครรับเลือกตั้งได้  กาตาร์ยังเป็นประเทแรกในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่แต่งตั้งให้สตรีดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี  โดย Sheikha Bin Ahmad Al Mahmoud ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเมื่อปี 2546 เมื่อเดือนกรกฏาคม 2551 Sheika Ghalia Bin Hamad Al-Thani  ได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  และล่าสุดเมื่อเดือนมกราคม ปี 2559 Dr.Hanan Mohamed Al Kuwari  ก็เป็นสตรีอีกผู้หนึ่งที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในคณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบัน

ปัจจุบัน ภายใต้การนำของ His Highness Sheikh Tamir bin Hamad Al Thani เจ้าผู้ครองรัฐ (Emir) ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจากพระบิดาเมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ปี 2556 ก็ได้มีการปฏิรูประบบการเมืองโดยการแต่งตั้งคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารประเทศมากขึ้นเพื่อให้สามารถปรับตัวและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงของโลกในยุคปัจจุบันได้อย่างรวดเร็ว   โดยล่าสุด ได้ลงพระปรมาภิไธยในพระราชกฤษฏีกา ฉบับที่ 1/2559 ปรับคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลกาตาร์เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ทรงขึ้นครองราชย์

นโยบายด้านเศรษฐกิจ

ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา กล่าวได้ว่ากาตาร์มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงที่สุดในกลุ่มประเทศสภาความร่วมมือแห่งอ่าวเปอร์เซีย (GCC)  และมีรายได้ประชาชาติต่อหัว 144,139 เหรียญสหรัฐ/คน  ในปี 2558 (รายได้ต่อหัวสูงที่สุดของโลก) เศรษฐกิจของกาตาร์ประมาณร้อยละ 63 ขึ้นอยู่กับภาคพลังงาน  รายได้ส่วนใหญ่มาจากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ  โดยปัจจุบันกาตาร์สามารถผลิตน้ำมันได้ประมาณ  2,100,000 บาร์เรล/วัน  กาตาร์มีปริมาณน้ำมันสำรองอยู่ประมาณ 25,244 พันล้านบาร์เรล (สิ้นปี 2558) ซึ่งประเมินว่าจะสามารถผลิต (ในระดับการผลิตปัจจุบัน) ต่อไปได้อีกถึง 62 ปี

กาตาร์มีปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติประมาณ 871,585 หมื่นล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งนับว่ามากเป็นอันดับ 3 ของโลกรองจากรัสเซียและอิหร่าน และมีปริมาณการผลิตในขณะนี้อยู่ที่ 25 ล้านตัน/ปี

ก๊าซธรรมชาติกำลังเป็นความหวังใหม่ของกาตาร์ต่อไปในอนาคต  เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานที่มีความปลอดภัยสูง  สะอาดที่สุด และมีคุณค่าสูงที่สุด รัฐบาลกาตาร์กำลังเร่งขยายการผลิตและการส่งออก Liquefied Natural Gas (LNG) และการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง (Gas-based Industries) เช่นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อะลูมิเนียม (และอุตสาหกรรมเหล็ก เป็นต้น  นอกจากนั้น ยังได้เริ่มดำเนินโครงการขนาดใหญ่ เช่น โครงการท่อส่งก๊าซ  Dolphin Project ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และคูเวต  รวมถึงการเร่งสั่งต่อเรือสำหรับบรรทุก LNG ขนาดใหญ่จำนวนมาก

ในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมากาตาร์มีนโยบายพัฒนาประเทศให้เป็นจุดสนใจด้านต่างๆ ของภูมิภาค  โดยเฉพาะการเป็นศูนย์กลางทางด้านพลังงานการผลิตและส่งออกก๊าซธรรมชาติ  ปิโตรเลียม  รวมทั้งการเป็นศูนย์ของแหล่งผลิต Gas to Liquid : GTL ที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วย  ภายหลังจากที่ได้เริ่มส่งออก LNG ตั้งแต่ปี 2539 เป็นต้นมา  ในปี 2551 กาตาร์ได้กลายเป็นประเทศที่ผู้ส่งออก LNG มากที่สุดในโลก

ภาพรวมของกาตาร์

            ในการเดินทางไปกาตาร์ครั้งนี้ผมได้มีโอกาสเดินทางไปดูชีวิตของชาวกาตาร์ที่จำนวนนับล้านเป็นคนที่มาจากต่างชาติ  เวลาพักผ่อนของพวกเขาที่สำคัญคือช่วงเย็นและค่ำซึ่งผู้คนจะมารวมตัวกันที่ตลาดเพื่อดูดชีชา ดื่มกาแฟ และซื้ออาหารที่มีทั้งอาหารพื้นเมือง อาหารนานาชาติ ร้านอาหารไทยในกาตาร์ก็มีอยู่ถึง 10 ร้าน และเป็นอาหารที่เป็นที่ถูกอกถูกใจของชาวกาตาร์เป็นอย่างยิ่ง  ตลาดที่สำคัญอีกตลาดหนึ่งซึ่งมีผู้คนเข้ามาร่วมซื้อสินค้าที่เป็นสัตว์เลี้ยงสำคัญของประเทศ  คือตลาดเหยี่ยว (Falcon market) ซึ่งมีราคาแพงมาก   ตั้งแต่ตัวละหนึ่งแสนถึงสองแสนบาท   นกเหยี่ยวเหล่านี้จะเกาะอยู่ตามขอนไม้ ซึ่งผู้ขายจะทำเป็นบริเวณพื้นทรายขนาดใหญ่

นกเหยี่ยวเป็นของเล่นของเด็กๆ จากครอบครัวร่ำรวยของกาตาร์  ซึ่งวิ่งเล่นกันอยู่อย่างสนุกสนาน  พร้อมกับมีนกเหยี่ยวอยู่บนข้อมือของตน นอกจากนกเหยี่ยวแล้วการแข่งขันกีฬาพื้นเมือง เช่นอูฐก็เป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย

นอกจากนี้สิ่งที่สร้างความรบกวนให้แก่ผู้คนในเมืองอย่างยิ่งตามท้องถนนมิใช่การแข่งขันมอเตอร์ไซค์ของเด็กแว้นท์อย่างเมืองไทย แต่เป็นการนำเอารถสปอร์ตหรูยี่ห้อดังของโลกมาวิ่งแข่งขันกันในยามดึก  ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นลูกชาวกาตาร์ที่มีอันจะกินทั้งหลาย

กรุงโดฮาเป็นตัวอย่างของเมืองที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man Made City) หรือเป็นเมืองที่มนุษย์สร้างขึ้นท่ามกลางธรรมชาติที่เป็นพื้นทรายและท้องทะเล  มีการถมทะเลเพื่อสร้างเมืองและพลิกพื้นทรายให้เป็นดินแดนเขียวชอุ่ม ซึ่งความร่ำรวยที่มาจากพลังงานทำให้กรุงโดฮาถูกเนรมิตขึ้นมาอย่างสวยสดงดงาม   ทั้งนี้จะพบว่าอาคารแต่ละหลังแทบจะเป็นการแข่งขันด้านสถาปัตยกรรมกันอย่างแท้จริง  จึงแทบจะมองตึกที่เหมือนกันได้ยากที่สุด  ทั้งนี้วิศวกรที่เข้ามามีส่วนในการสร้างตึกรามบ้านช่องในกรุงโดฮา  ประเทศกาตาร์นั้นจะมาจากทั่วโลก   กล่าวกันว่าคนกาตาร์นั้นจะเป็นเจ้าของกิจการเป็นด้านหลัก  ส่วนแรงงานทั้งหลายแหล่   ทั้งแรงงานมีฝีมือและแรงงานทั่วไป  ก็จะมาจากเกือบทุกส่วนของโลกทีเดียว

กาตาร์เป็นประเทศเล็กๆ แต่ใจใหญ่  เป็นเจ้าของสำนักข่าวอัล-ญะซีเราะฮ์ที่แปลว่าคาบสมุทรซึ่งกล่าวกันว่าการถือกำเนิดของอัล-ญะซีเราะฮ์เท่ากับเป็นการสร้างสมดุลว่าด้วยข่าวคราวในโลกมุสลิมที่มีความหลากหลายและเป็นทางเลือกนอกเหนือไปจากบรรดาสำนักข่าวใหญ่ๆ ของโลกอย่างเช่น CNN และ BBC อีกทั้งมีความเป็นแหล่งข่าวที่เข้าใจพื้นที่ของโลกมุสลิมมากที่สุด

นอกจากนี้กาตาร์ยังพยายามเข้าไปมีส่วนในด้านการกีฬาของโลกในหลายๆ ด้าน ทั้งความพยายามในการเป็นเจ้าภาพกีฬาระดับโลกและการเข้าไปมีบทบาทในองค์กรการกีฬาที่มีความสำคัญเกือบจะทุกระดับ  รวมทั้งการดึงเอานักกีฬาค่าตัวแพงระดับโลกมาเล่นให้ชาวกาตาร์ได้ดูอยู่เสมอ   ระยะหลัง ๆ กาตาร์เองก็สามารถผลิตนักกีฬาสำคัญๆ ได้อีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งเป็นทั้งชาวกาตาร์เองและที่ได้รับการเชิญตัวมาถือสัญชาติกาตาร์  ดังนั้นกาตาร์จึงเป็นประเทศที่มีความทันสมัยหลากหลาย  ในเวลาเดียวกันก็ยังคงมีการรักษาวิถีชีวิตแบบอิสลามเอาไว้ด้วยเช่นกัน  กรณีที่เห็นได้ชัดก็คือในมหาวิทยาลัยกาตาร์ซึ่งมีนักเรียนไทยเรียนอยู่จะมีการแยกการเรียนการสอนระหว่างหญิงและชายในทุกคณะ  ทั้งนี้มหาวิทยาลัยกาตาร์จะมีทุกคณะการศึกษาให้นักศึกษาได้เข้ามาศึกษา  รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของโลกก็มาเปิดสาขาของตนอยู่ในกาตาร์เช่นเดียวกัน

            สำหรับเศรษฐีชาวกาตาร์ทั้งหลายมีของเล่นสำคัญ  นั่นคือการเช่าเรือยอร์ชในบริเวณที่เรียกกันว่าเขตไข่มุกของกรุงโดฮาพาครอบครัวเล่นออกไปตามท้องทะเล  อย่างไรก็ตามอากาศซึ่งค่อนข้างร้อนในฤดูร้อนทำให้ผู้คนเลือกที่จะออกจากบ้านในช่วงเย็นและค่ำมากกว่าช่วงอื่นๆ   ผู้ชายกาตาร์ส่วนใหญ่ชอบการแต่งกายแบบชาวอาหรับคือสวมเฉวียนและใส่ชุดคลุมยาวสีขาว สะอาดสะอ้าน การแต่งกายแบบนี้เป็นการแต่งกายของชาวอาหรับส่วนใหญ่  โดยเฉพาะที่อยู่ริมฝั่งอ่าวเปอร์เชีย

นักเรียนไทยในกาตาร์

ในการประชุมหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลและแนะแนวการทำหน้าที่นักเรียน/นักศึกษาไทยมุสลิมในกาตาร์เพื่อให้เกิดสมดุลและทำหน้าที่ของพลเมืองไทยแบบมีส่วนร่วมนั้นปรากฎว่านักเรียนไทยที่มาร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นนั้นมาจากหลายจังหวัด ซึ่งอาจแบ่งออกได้ดังนี้ นราธิวาส  4 คน   ปัตตานี 2 คนกรุงเทพ 4 คน   นนทบุรี 7 คน  นักเรียน/นักศึกษาเหล่านี้มีตั้งแต่อายุ 13 ปี 1 คน ,15 ปี 4 คน  , 16 ปี 2 คน ,17 ปี 1 คน ,18 ปี 2 คน , 19 ปี 1 คน  , 20 ปี 3 คน , 21 ปี 2 คน  , 25 ปี 1 คน   รวมนักเรียน/นักศึกษาทั้งสิ้น 17 คน  นักศึกษาเหล่านี้มาเรียนวิชาดังต่อไปนี้  ระดับประกาศนียบัตรสาขาการศึกษาภาษาอาหรับสำหรับประเทศที่ไม่ได้พูดภาษาอาหรับ (Arab Language Study for Non-native Speakers) สาขากฎหมายอิสลาม  ภาษา  วิศวกรรมศาสตร์  และระดับก่อนเข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย  นักศึกษาที่เรียนด้านภาษาและนักเรียนเตรียมภาษาเพื่อเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยจะเรียนที่  Al-Maahad  Addeeni  (อัลมะฮัด อัดดีนีย์) อันเป็นสถาบันการศึกษาเพื่อเตรียมตัวศึกษาต่อในชั้นมัธยมตอนปลายและระดับมหาวิทยาลัย (สำหรับเด็กผู้ชาย)

ปัจจุบันจึงมีนักเรียนไทยเรียนเตรียมภาษา  ซึ่งมีอายุ 13-15 ปี อยู่ 3 คน  เรียนระดับ ม.1 สายภาษา  ซึ่งมีอายุ 15-16 ปีอยู่ 4 คน  ม.3 สายภาษาอยู่ 3 คน ซึ่งมีอายุ 17-19 ปี  ม.6 สายวิศวกรรมศาสตร์ที่มีอายุ 20 ปี อยู่ 2 คน  ม.6 สายภาษา 2 คน  ระดับประกาศนียบัตรด้านภาษาอายุ 20 ปี 1 คน  และสาขากฎหมายอิสลามอายุ 25 ปี 1 คน โดย 2 คนหลังนี้กำลังศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยกาตาร์ (Qatar University)

 

กาตาร์เป็นประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซีย (คนอาหรับ เรียกอ่าวเปอร์เซียว่าอ่าวอาหรับซึ่งไม่ตรงกับความจริงทางภูมิศาสตร์)  เป็นประเทศอาหรับแถบอ่าวเปอร์เซียประเทศที่ 9 ที่ได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ  กาตาร์ก็เหมือนกับประเทศอาหรับทั้งหลายที่มีเวลาทำงานต่างจากภูมิภาคอื่นๆ ของโลก  ซึ่งอาจเป็นเพราะอากาศและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ดังนั้นสำหรับภาคราชการจะเข้าทำงานตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าไปจนถึงบ่ายสองโมง  ส่วนภาคเอกชนจะทำงานตั้งแต่แปดโมงเช้าไปจนเที่ยง   จากนั้นจะเข้าทำงานอีกครั้งในเวลาบ่ายสามโมงครึ่งไปจนถึง 3 ทุ่มครึ่ง   ด้วยเหตุนี้ยามเย็นและยามค่ำจึงเป็นช่วงเวลาที่ชาวกาตาร์จะออกมาเดินตลาดและพักผ่อนหย่อนใจกันเป็นทิวแถว

สำหรับวันหยุดวันศุกร์จะเป็นวันที่สำคัญที่สุดเพราะเป็นวันที่ชาวมุสลิมที่เป็นเพศชายต้องไปละหมาดในวันนี้  ด้วยเหตุนี้ทั้งราชการและเอกชนอย่างน้อยจะต้องมีวันศุกร์เป็นวันหยุด   ซึ่งราชการจะหยุดวันศุกร์และวันเสาร์  ส่วนเอกชนจะมีทั้งหยุดวันพฤหัสหรือวันศุกร์ หรือวันศุกร์วันเดียวก็มี

สำหรับชาวไทยกาตาร์ยังไม่เป็นที่รู้จักกันมากนัก  แต่ในทางประวัติศาสตร์  กาตาร์มีความสำคัญเนื่องจากเป็นเมืองท่าที่ตั้งอยู่ริมอ่าวเปอร์เซีย   เป็นเส้นทางการค้าเก่าแก่ของเอเชียตะวันตก  โรมัน กรีก และอินเดีย   ความหมายของกาตาร์อาจหมายถึงท่าเรือหรือฝนก็ได้

การที่ชาวกาตาร์กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศของตนเองทำให้พวกเขาดำรงความเป็นชาวมุสลิมอย่างเคร่งครัด  และรักษาแบบอย่างของชาวอาหรับเอาไว้อย่างเหนียวแน่น  และนิยมใส่ชุดประจำชาติอยู่เกือบตลอดเวลา

กาตาร์มีต้นกำเนิดเหมือนกับประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียหรือรัฐกษัตริย์ผู้ร่ำรวยน้ำมันทั้งหลายคือแต่เดิมเป็นชาวเบดูอิน (Bedouin) หรือบะดาวีในภาษาอาหรับ    ซึ่งชาวเบดูอินจะมีสองรูปแบบคือเร่ร่อนขายสินค้าไปกับกองคาราวาน (Carawan) ทั้งนี้ระหว่างทางอาจมีที่พักริมทางที่เรียกว่าคาราวานซาราย จนสินค้าหมดก็เดินทางกลับ  ส่วนชาวเบดูอินกึ่งเร่ร่อน (Semi Bedouin) จะเดินทางเร่ร่อน ไปกับการเลี้ยงสัตว์ระยะสั้นๆ จากนั้นก็จะเดินทางกลับที่อยู่ของตนโดยทันทีเมื่อเสร็จภารกิจ   กลุ่มแรกจึงเป็นกลุ่มเร่ร่อน   กลุ่มที่สองจึงเป็นกลุ่มกึ่งเร่ร่อน

แต่เดินกาตาร์ก็เหมือนคูเวตคือมีรายได้หลักจากการงมหาไข่มุกในอ่าวเปอร์เซีย  ชอบการแข่งอูฐและเลี้ยงเหยี่ยว  ซึ่งถือเป็นกีฬาและการใช้เวลาว่างของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

สภาพเศรษฐกิจของกาตาร์เปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากสองเหตุการณ์สำคัญ เหตุการณ์แรกเริ่มจากปี 1430 เมื่อญี่ปุ่นได้คิดค้นการเพาะเลี้ยงไข่มุกในน้ำจืด  ซึ่งต้นทุนต่ำและผลิตได้มากจนสามารถสนองตอบความต้องการของตลาดโลกได้  ชาวกาตาร์จึงเลิกอาชีพงมหาไข่มุก

เหตุการณ์ที่สองเกิดตามหลังมาอีกไม่นานหลังจากนั้น  เมื่อกาตาร์ได้ค้นพบน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ  พร้อมกับการได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1971 กาตาร์จึงมีรายได้มหาศาลจากน้ำมันและก๊าซ  ความมั่งคั่งจากน้ำมันและก๊าซและการประกอบธุรกิจการลงทุนเพื่อความมั่นคง (Sovereign Wealth Fund) ในต่างประเทศในด้านปิโตรเคมี อสังหาริมทรัพย์ ความมั่นคงทางอาหารและอุตสาหกรรมยานยนตร์ทั่วโลก ส่งผลให้รายได้ประชาชาติต่อหัวของชาวกาตาร์สูงที่สุดในโลก คือประมาณหนึ่งแสนเหรียญสหรัฐต่อปี

ปัญหาที่กาตาร์เผชิญคือการขาดทรัพยากรมนุษย์  ด้วยเหตุนี้จึงมีชาวต่างชาติหลั่งไหลเข้าไปทำงานในประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง  ซึ่งในระยะยาวจำเป็นต้องมีการวางแผนอย่างรัดกุมโดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและการถือสัญชาติ

ไทยกับกาตาร์เพิ่งจะมีความสัมพันธ์ทางการทูตในปี 2523 โดยในปี 2545 ประเทศไทยได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงโดฮา  และในปี 2547 กาตาร์ก็ได้เปิดสถานเอกอัครราชทูตในกรุงเทพฯ  ตลอดระยะเวลา 33 ปีแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศทั้งในการด้านการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมนับว่าราบรื่น   และดำรงความสัมพันธ์ที่พัฒนาขึ้นตลอดเวลา

เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ได้บริจาคทรัพย์สินส่วนพระองค์จำนวนหนึ่งสำหรับการก่อสร้างอาคารเรียนและหอพักนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยฟาฏอนี (Fatoni University)  หรือในชื่อเดิมว่าวิทยาลัยอิสลามยะลา  จังหวัดปัตตานี  ในปี 2550    บุคคลสำคัญที่เคยเดินทางมาประเทศไทยในฐานะตัวแทนของผู้ครองรัฐกาตาร์ก็เช่นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศาสนสมบัติและกิจการอิสลาม และรัฐมนตรีช่วยกระทรวงเดียวกันเพื่อมาเปิดมหาวิทยาลัยฟาฏอนีในปี 2550และมาร่วมในพิธีวางศิลารากฐานอาคารโรงพยาบาลชัยค์ ญัซซิม บิน มุฮัมมัด บินษานีของมหาวิทยาลัยฟาฏอนี  ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณการก่อสร้างจากเจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ในปี 2555

นักศึกษาไทยในกาตาร์มีสภาพชีวิตที่ดี แต่ทุนการศึกษาในปัจจุบันพบว่ารัฐบาลกาตาร์ยังคงให้ทุนการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาเท่านั้น  ด้วยเหตุนี้จึงมีนักศึกษาไทยในระดับมหาวิทยาลัยอยู่เพียงคนเดียว  ซึ่งใช้ทุนของครอบครัวเล่าเรียนอยู่และมีราคาแพง  ในอนาคตเชื่อว่าทุนการศึกษาคงจะขยายไปสู่ระดับอุดมศึกษาในที่สุด

เท่าที่ได้พบพูดคุยและวางรูปแบบการศึกษาต่อในอนาคตกับนักเรียนนักศึกษาในกาตาร์พบว่าโดยภาพรวมนักศึกษาส่วนใหญ่มีฐานะปานกลาง มีความสุขที่ได้อยู่ในกาตาร์  มีการทำงานร่วมกัน  มีสถานเอกอัครราชทูตภายใต้ท่านทูต สุนทร ชัยยินดีภูมิ คอยดูแลและให้การช่วยเหลือและมีกิจการร่วมกันระหว่างสถานทูตไทยกับนักเรียนนักศึกษามาโดยตลอด  มีคุณธีรภัทร มงคลนาวิน  อัครราชทูตที่ปรึกษา คุณปาริฉัตร พันธ์รักษ์เดชา เลขาเอกและคุณพุฒิพล เกนทะนะศีล  เลขาโทเป็นผู้คอยช่วยเหลือ  ทั้งนี้คุณปิ่นหรือคุณปาริฉัตรนับเป็นนักการทูตที่ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตอยู่ของนักเรียนไทยในกาตาร์เป็นอย่างยิ่งและให้การปรึกษาแก่นักเรียนไทยอย่างใกล้ชิดเสมอมา

สิ่งที่น่าชื่นชมในกาตาร์นอกจากความสะอาดแล้วในด้านวัฒนธรรม  กาตาร์มีพิพิธภัณฑ์ศิลปะอิสลาม (Museium of Islamic Art) ที่อาจกล่าวได้ว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกมุสลิมเท่าที่ผมเคยเดินทางไปเยือนประเทศมุสลิมเกือบทั้งหมด   ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้านวัฒนธรรม  กาตารา (Katara Cultural Village) พิพิธภัณฑ์อาหรับสมัยใหม่มะษับ (Mathaf Modern Arab Museum) และศูนย์ศิลปะอาหรับซูก วากิฟ (Souq Wagif Arab Centre) ทั้งนี้ได้มีการแบ่งยุคสมัยของศิลปะอิสลามตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 จนถึงปัจจุบันได้อย่างลงตัว  และในกาตาร์เองก็มีสำนักศิลปะเรียงรายอยู่ทั่วไป  ผู้คนที่นี้จะให้ความสำคัญกับศิลปะอิสลามและศิลปะสมัยใหม่ (ที่ไม่มีภาพเปลือย) เป็นอย่างมาก

ในการเดินทางไปพบนักเรียนนักศึกษาที่รัฐกาตาร์ครั้งนี้  ผมขอขอบคุณท่านทูต สุนทร ชัยยินดีภูมิและคณะโดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณปิ่น (ปาริฉัตร พันธ์รักษ์เดชา) ที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นและพาชมสถานที่สำคัญของกาตาร์เพื่อการเรียนรู้และทำความเข้าใจและเพื่อให้ความสัมพันธ์ไทย-กาตาร์ดำรงอยู่อย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *