INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สบาย สบาย สไตล์เกษม : ไทย : ดินแดนผู้อพยพลี้ภัย

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย­­

ไทย : ดินแดนผู้อพยพลี้ภัย

วันนี้มีเรื่องเล่าให้ฟังครับ เป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีใครสนใจสักเท่าไร รวมทั้งรัฐบาลและสื่อมวลชนไทย เพราะมัวแต่วุ่นอยู่กับข่าวไร้สาระ เช่นข่าวดาราชิงผัวชิงเมีย และข่าวอาชญากรรมประเภท”ตีหัวหมาด่าแม่เจ๊ก” ซึ่งเป็นที่รำคาญใจ สำหรับใครหลายคน

เรื่องมีอยู่ว่า มีชาวต่างชาติที่หลบลี้หนีภัยออกจากถิ่นที่อยู่เดิม ทยอยมาอยู่เมืองไทยอย่างเงียบเชียบเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ไม่รวมคนงานต่างชาติที่มาจากเมียนมาร์ กัมพูชาและลาว ซึ่งเห็นเมืองไทยเป็นแดนสวรรค์ในการทำงานหาเงินเลี้ยงชีพ

ต่อไปนี้เป็นประเด็นตัวอย่าง

เมื่อหกปีที่แล้วหลังสอบไล่เสร็จ “อิบรอฮีม”นักเรียนไฮสคูลพร้อมกับครอบครัว หนีภัยสงครามจากซีเรียไปยังเลบานอนก่อน จากนั้นเดินทางโดยเครื่องบินมาลงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เข้าเมืองโดยใช้วีซานักท่องเที่ยว

แต่เมื่อวีซาท่องเที่ยวหมดอายุลง ตัวเขาและครอบครัวก็กลายเป็นผู้อพยพที่ไม่มีเอกสารเข้าเมืองถูกอย่างต้อง ช่วงแรกในการแก้ปัญหากระทำโดย ได้ยื่นเอกสารขอไปตั้งถิ่นฐานในสหรัฐ แต่รอแล้วรอเล่าก็ไม่มีผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจาก”โดนัลด์ ทรัมพ์”(ผู้มีนโยบายต่อต้านมุสลิม) ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ

จึงเดินเรื่องใหม่ โดยยื่นเรื่องขอตั้งถิ่นฐานในแคนาดา ก็ได้แต่ยังคงรออยู่ เพราะกระบวนการตั้งถิ่นฐานนั้นจะต้องใช้เวลาสามถึงสี่ปี

สรุปว่า เขาและครอบครัวเข้ามาอยู่ในเมืองไทยหกปีเข้าไปแล้ว แต่ต้องหลบซ่อนแอบแฝงอยู่ อยู่อย่างผิดกฎหมาย เพราะไทยไม่ได้ลงนามในข้อตกลงว่าด้วยอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัยปี ๑๙๕๑ ซึ่งให้การคุ้มครองผู้ลี้ภัย

นอกจากนั้น พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มีบทบัญญัติไว้เป็นสาระสำคัญว่า ผู้ใดเข้าพำนักในราชอาณาจักรเกินกำหนดเวลา(ในการตรวจลงตรา) ถือว่าผู้นั้นลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

นี้คือการสะท้อนปัญหาของผู้อพยพ ซึ่งก็เป็นภาระของทางการไทยจะต้องหาตัว”ผู้ล่วงละเมิด”มาดำเนินคดีฐานทำผิดกฎหมายเข้าเมือง ซึ่งไม่ใช่งานที่กระทำได้ง่ายๆ แต่เป็นการ”งมเข็มในมหาสมุทร”แห่งผู้คน

ตัวเลขของสำนักงานข้าหลวงใหญ่ฝ่ายผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ(ยูเอ็นเอชซีอาร์) ระบุว่าปัจจุบันไทยเป็นที่พำนักของผู้ลี้ภัยราว ๑๐๓,๐๐๐ คน ในจำนวนนี้ ราว ๖,๐๐๐ คนพำนักอยู่ในเมืองและผู้ลี้ภัยในเมืองก็มาจากหลายชาติ รวมทั้งจาก ปากีสถาน โซมาเลีย เวียดนาม กัมพูชา อิรักและซีเรีย เป็นต้น

ก็น่าแปลกที่ไม่มีรายงานว่า มีชาวจีนแผ่นดินใหญ่ส่วนหนึ่ง แอบหลบมาอาศัยอยู่ในเมืองไทย ตามข่าวหนาหูว่า เข้ามากับ”คณะทัวร์”แล้ว”โดดร่ม”ว่ามีคร่าวๆ เท่าไร แต่เดาว่าจะมากแน่ และก็คาดว่าคงจะมารอให้นโยบาย”หนึ่งถนนหนี่งแถบ”ของท่านผู้นำ”สี จิ้นผิง”บรรลุผล ขณะที่มีข่าวหนาหูว่า ชาวจีนอีกส่วนหนึ่งแอบซื้อที่ดินไว้มากมายในภาคเหนือ แต่ส่วนนี้มีความเป็นมาอย่างไร ก็ยากจะเดาได้

สิ่งที่ผู้อพยพลี้ภัยในเมือง(ส่วนใหญ่มีเงินมีทองใช้)วิตกกังวลก็คือกลัวถูกจับ  ดังนั้น จึงซ่อนตัวอยู่แต่ในบ้านอย่างต่อเนื่องยาวนาน ที่แย่มากก็คือ ในรายที่มีเด็กๆมาด้วย จะไม่ได้เรียนหนังสือ หรือแม้จะไปโรงพยาบาลก็ไม่กล้า ต้องไปคลีนิกเล็กๆ แทน เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย

ผู้ลี้ภัยแอบแฝงเหล่านี้ยิ่งหวาดวิตก เมื่อทางการลงมือกวาดล้างอย่างจริงจัง ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา ตำรวจพยายามรวบรวมผู้เสาะแสวงแหล่งลี้ภัย ไว้ได้หลายร้อยคนและแยกขังไว้ตามศูนย์กักกันหลายแห่ง ซึ่งก็มีปัญหาต่างๆ รวมทั้งสภาพความเป็นอยู่ที่แออัด  เพราะไม่ได้ออกแบบก่อสร้างไว้ให้เป็นที่พำนักอาศัยอยู่นานๆ ปรากฏว่ามีอยู่นับร้อยๆ รายที่อยู่ในนั้นเกินหนึ่งปี ซึ่งต้องทนทุกข์เพราะไร้เสรีภาพ แต่ก็มีบางราย(ที่มีเงินมากพอ)ก็จะได้สิทธิประกันตัวออกไป

แยกแยะได้หรือไม่ว่าผู้อพยพจากชาติไหนมาไทยด้วยเหตุผลอะไร

คำตอบสำหรับคำถามนี้เห็นจะต้องประมาณการณ์เอา เช่นชาวโรฮินจามาไทย เพราะถูกกดขี่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ชาวอิรักและชาวซีเรียมา เพราะเกิดสงครามภายใน

แต่ส่วนใหญ่(ไม่ว่าจะจากชาติไหน) มาเพราะต้องการไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในประเทศที่ ๓ ที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจ เช่น สหรัฐอเมริกา หรือชาติต่างๆ ในยุโรป (เช่น เยอรมนี สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศส) นิวซีแลนด์และออสเตรเลีย ซึ่งมองเห็นโอกาสและลู่ทางที่จะทำมาหากินได้คล่องตัวกว่าและดำรงชีวิตสุขสบายกว่า

แต่ปัจจุบัน หลังเกิดเหตุการณ์สงครามในซีเรียและอิรัก ก่อกระแสคลื่นอพยพทะลัก หลายชาติจึงจำกัดการไหลเข้าของผู้อพยพ เพราะหวั่นเกรงปัญหาการก่อการร้ายและการแย่งตำแหน่งงาน

เพราะฉะนั้น จึงเกิดปัญหาผู้”อพยพตกค้าง”กับชาติแรกรับเช่นเมืองไทย ทำให้ต้องเป็นภาระต้องดูแลผู้อพยพตามหลักมนุษยธรรม เนื่องจากประเทศที่ ๓ ยากที่จะเปิดรับเอาตัวไป หรือรับไปแต่ก็น้อยราย ใช้เวลาพิจารณาเนิ่นนานมาก กว่าจะรับได้

มีรายงานว่า ที่แล้วๆมา ราวร้อยละ ๒๐ ของผู้อพยพจากซีเรีย ที่ผ่านการเข้าไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่ ๓ ในขณะที่อัตราเฉลี่ยการตั้งถิ่นฐานระดับโลก มีไม่ถึงร้อยละ ๑ เท่านั้น

ตัวเลขระบุด้วยว่าสำหรับผู้อพยพชาวซีเรียและปาเลสไตน์ในไทยนั้น ยากที่จะได้รับไปตั้งถิ่นฐาน ไม่ว่าจะยื่นขอไป ณ ประเทศที่ ๓ ใด โดยเฉพาะในปี ๒๕๖๑ ขณะนี้ก็เกือบจะสิ้นปีแล้ว ก็ยังไม่มีชาติที่ ๓ ประเทศไหนรับชาวปาเลสไตน์ไปตั้งถิ่นฐานเลยสักคน

ได้มีการพูดจากันเหมือนกันว่าไทยควรจะพิจารณาตั้งถิ่นฐานให้ผู้ที่ไม่มีที่จะไป เช่น ชาวปาเลสไตน์และชาวซีเรีย แต่ก็ติดขัดด้วยปัญหาความมั่นคงภายใน ซึ่งไทยยังจะต้องแวดระแวงมาก ว่าอาจจะสุ่มเสี่ยง ได้ตัว”มุสลิมสุดโต่ง”ไว้ในประเทศ

สรุปแล้ว ปัญหาผู้อพยพแสวงหาแหล่งลี้ภัย ยังเป็นประเด็นที่รัฐบาลไทยจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพราะไม่สามารถปฏิเสธ ที่จะดูแลพวกเขา ซึ่งอาจจะเดินทางเข้ามาโดยผิดกฎหมาย เพราะเราไม่สามารถส่งพวเขากลับถิ่นเดิมได้ หากขัดกับหลักสิทธิมนุษยชน ดังที่เราเคยโดนประณามมาแล้ว กรณีส่งตัวชาว”อุยกูร์”สัญชาติจีนกลับไปให้รัฐบาลปักกิ่ง จากนั้นก็เกิดการวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม ที่สี่แยกราชประสงค์ ที่ว่ากันว่าเป็นการแก้แค้นของชาว”อุยกูร์”ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ

ฉะนั้น หนทางที่น่าจะดีที่สุด ก็คือรักษาสถานะเดิมๆ ไว้ ไม่ให้เลวไปกว่าเดิม ไม่ควรกางแขนรับ ด้วยการเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวทุกชาติเข้ามาโดยไม่จำกัดและไม่ตั้งเงื่อนไข

แต่น่าจะมีการทบทวนหามาตรการใหม่ๆ ให้เหมาะสมกว่าที่เป็นอยู่ สกัดกันผู้อพยพตั้งแต่ต้นทาง

ไม่เช่นนั้น ในอนาคต ไทยเราจะกลายเป็นแหล่งชุมนุมผู้อพยพลี้ภัยระดับโลก ไปโดยไม่รู้ตัว

ขอขอบคุณสำนักข่าว”อัลจาซีรา”ที่จัดข้อมูลหลักๆไว้ให้ สำหรับข้อเขียนวันนี้ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *