INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สิทธิและเสรีภาพในการเลือกเป็นของมนุษย์หรือของพระเจ้า?

 

 

 

โดย ดร.ประเสริฐ  สขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า  เรามนุษย์ จะเลือกทางเดินในทุกๆ กิริยาบทของการดำเนินชีวิต ซึ่งการเลือกอย่างเสรีและอิสระได้ติดอยู่ในตัวตนของมนุษย์   เราจะพบเจอถึงเหตุการณ์และการกระทำในชีวิตประจำวันของเรา โดยการเลือกจะกระทำหรือไม่กระทำจากเรื่องที่ง่ายๆ หรือปัญหาทั่วๆ ไป จนกระทั้งปัญหาที่หนักที่สุด  เช่นการเลือกสีของเสื้อผ้าที่เราจะสวมใส่  เลือกจะซื้อนาฬิกาปลุก  เลือกจะเรียนหนังสือในสาขาต่างๆ  การเล่นกีฬา  จนกระทั้งวิถีชีวิตในการเดินและการดำเนินชีวิตของเรา

การมีสิทธิ์ในการเลือกและมีเสรีภาพ ถือว่ามนุษย์เหนือกว่าสัตว์เดรัจฉาน และมีฐานะเหนือกว่าสรรพสิ่งอื่นๆ(จากสิ่งที่มีชีวิต)   แต่ทว่าก็มีสัตว์บางชนิดที่มันสามารถจะเลือกสิ่งต่างๆ สำหรับตัวของมัน  เช่นสิงโต เมื่อมันรู้สึกหิว มันเลือกจะล่ากวาง  และยังจะเลือกว่าจะล่าตัวไหน  แล้วก็เข้าจู่โจมเหยื่อทันที

แต่ขอบเขตของการเลือกของสัตว์ ขึ้นอยู่กับสัญชาตญาณ และจะมีขีดกัดบนสัญชาตญาณของมัน โดยที่มันจะเลือกจะกระทำหรือไม่กระทำ ขึ้นอยู่กับการมีประโยชน์ต่อมันหรือมีอันตรายต่อมัน  เพราะว่าสัญชาตญาณของสัตว์ อยู่บนพื้นฐานทางสนองตอบสรีระเท่านั้น  ดังนั้นถ้าสิ่งใดมีคุณค่าทางสรีระและร่างกาย  พวกมันจะเลือก  พวกมันจะล่าสัตว์มาเป็นอาหาร หรือ มันจะเลือกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถ้าจะรักษาชีวิตมันไว้ได้(อยู่ภายใต้สัญชาตญาณ)

แต่สำหรับมนุษย์ มีสองการเรียกหา(ทางภายใน)  นั่นคือ ตามสัญชาตญาณ และตามฟิตเราะฮ์(ปัญญาบริสุทธิ์)  ส่วนความต้องการทางด้านสัญชาตญาณ  จะมีมิติด้านวัตถุซ่อนอยู่  ส่วนมิติด้านสัญชาตญาณเดิมบริสุทธิ์ จะมีมิติทางจิตวิญญาณ  และบางครั้งทั้งสองความต้องการนั้น มีความขัดแย้งกันก็เป็นไปได้  เช่นเมื่อคุณหิว และมีอาหารแค่เพียงหนึ่งคน ซึ่งคนที่หิวจะรู้สึกว่าต้องการมากกว่า และจำเป็นต้องได้อาหารเพิ่ม และสัญชาตญาณจะสั่งท่านให้มีความอิ่มและขจัดความหิวโหยออกไป  ส่วนฟิตเราะฮ์สั่งท่านว่า ให้กินอาหารแค่เพียงพออิ่มท้อง  ถึงแม้ว่าจะไม่อิ่มเปรมก็ตาม(เพราะต้องเผื่ออาหารนั้นให้กับคนอื่นด้วย)  ดังนั้นถามว่าความรู้สึกเช่นนี้มีอยู่ในสัตว์อื่นด้วยหรือไม่?  และการเลือกและความมีเสรีภาพ ในการตัดสินใจจะเลือกทำจะเอาด้านไหนก่อน? จะเลือกเอาด้านจิตวิญญาณขึ้นหน้าหรือด้านวัตถุ?  ดังนั้นในการเข้าใจพื้นฐานทางปัญญาแน่นอนว่ามนุษย์ เขาจะต้องเลือกเดินในหนทางที่ดีที่สุด  เพราะว่าคนที่ต้องรับผิดชอบหรือจะได้รับชะตากรรมทุกอย่างก็คือตัวของเขา

ขอบเขตของความมีเสรีภาพของมนุษย์

ปัญหาในเรื่อง”ภาวการณ์กำหนดและเสรีภาพมนุษย์ ถือว่าเป็นหนึ่งจากปัญหาทางความเชื่อมีความสำคัญมาก เป็นปัญหาได้มีมานานแล้วและได้ถกเถียงและพูดถึงกันทุกยุคทุกสมัย   ดังนั้นมนุษย์ได้คิดถึงตัวเองเสมอว่า  การกระทำของตนเองนั้นมีอิสระหรือไม่ หรือว่าถูกบังคับ?  และสามารถจะกระทำสิ่งที่ตนต้องการได้หรือไม่?  หรือว่า มีความประสงค์ของคนอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง? แล้วได้กำหนดชะตากรรมของมนุษย์ในการกระทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ ?  คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามเชิงปรัชญา และการคบคิดของนักปรัชญาและนักเทววิทยาทางศาสนาได้ทำการค้นคว้าและวิจัย และได้เกิดเป็นสำนักคิดมากมายในเวลาต่อมาทั้งในแวดวงมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม

พระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ ทรงเป็นเจ้าของและกรรมสิทธ์เหนือสรรพสิ่ง ทรงประสงค์ให้มนุษย์กระทำสิ่งทีดี มีคุณธรรม    กล่าวคือถ้ามีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น  จำเป็นต้องมีมูลเหตุ  หนึ่งจากมูลเหตุนั้นคือ ต้องมีความประสงค์และความต้องการเป็นเหตุปัจจัย เช่นจะให้ดวงไฟสว่าง ผู้เปิดไฟต้องมีความความต้องการด้วย เหตุปัจจัยที่สองความพร้อมของวัตถุ   ตัวอย่าง  เช่นการจะให้ดวงไฟเปิดและมีแสงสว่าง  จำเป็นดวงไฟและหลอดไฟนั้นมีความพร้อมอยู่ในสภาพสมบูรณ์ หลอดไม่ขาด    มูลเหตุที่สามคือ ต้องมีผู้กระทำ คือมีคนไปกดปลั๊กหรือสวิตซ์ไฟ   และการกระทำนี้ผ่านการประสงค์หรือความต้องการของมนุษย์ และเมื่อไหร่ที่เหตุปัจจัยหรือมูลเหตุทั้งหมดได้พร้อมสมบูรณ์ ดังนั้นผลของเหตุจะเกิดขึ้นทันที โดยเกิดมาจากความมีเสรีและการเลือก

ความรอบรู้พระเจ้ากับความปรารถนาของมนุษย์

พระเจ้าผู้ทรงสร้าง ทรงเป็นผู้ประสงค์ให้มนุษย์มีความปรารถนาและมีเสรีภาพ  พระองค์ทรงรอบรู้มาแต่เดิมว่า ทุกๆ สิ่งจะเกิดขึ้นมาตามเงื่อนไขที่เฉพาะและตามกฎเหตุและผล  และด้วยกับการพิจารณาถึงคุณลักษณะของพระเจ้า นั่นคือพระองค์ทรงรอบรู้ทุกความลี้ลับและความเร้นลับและทรงรู้รอบในทุกๆ สิ่ง และทรงรู้ว่ามนุษย์จะกระทำสิ่งใดด้วยกับความมีเสรีภาพของตน แต่ทว่ามีมนุษย์บางกลุ่มได้เชื่อแบบนี้ว่า เสรีภาพและอิสรภาพที่มนุษย์มี ผลมาจากการสร้างของพระเจ้า ดังนั้นสุดท้ายแล้วกับความมีอิสระและเสรี พระเจ้าทรงบังคับเราให้กระทำอยู่ดี  และคำตอบในเรื่องนี้อยู่ในคำถามต่อไปนี้ว่า   ใช่หรือไม่ว่า เมื่อนายแพทย์คนหนึ่งได้ทำการรักษาคนไข้ คนป่วย แล้วได้วินิจฉัยว่า จะเกิดผลพวงของการรักษาและอาการของโรคในอนาคต คือจะมีโรคอื่นแซกซ้อน  หรือ นักพยากรณ์อากาศได้ ทำการพยากรณ์ว่า ในเดือนหน้า หรือสัปดาห์หน้า  จะมีอากาศหนาว  หรือจะมีฝนตกหนัก   ขอถามท่านว่า การพยากรณ์ของนักธรณีวิทยา  หรือการวินิจฉัยของนายแพทย์ คือสาเหตุหนึ่งที่เข้ามาทำให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นมาจริงใช่หรือไม่?  จะมีใครบ้างกล้าจะคิดเช่นนี้? ย่อมเป็นไปไม่ได้    ดังนั้นพระเจ้า ทรงรอบรู้ และรู้ถึงเรื่องอนาคต  รอบรู้อย่างสมบูรณ์  แต่ไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าทรงกำหนดและบังคับให้มนุษย์เป็นเช่นนั้น   แต่ทว่ามนุษย์ต่างหากที่ได้มีส่วนและเป็นสาเหตุการกำหนดชะตากรรมของตน  หรือตัวอย่างอีกหนึ่งตัวอย่าง  ถ้าครูคนหนึ่งได้เชื่อว่า ลูกศิษย์ของตนจะสอบไม่ผ่าน  ในช่วงสอบปลายภาค  ขอถามว่า ครูคนนั้นเป็นสาเหตุทำให้นักเรียนคนนั้นสอบไม่ผ่านหรือไม่?  แน่นอนคำตอบ คือ ไม่   ด้วยการเข้าใจต่อตัวอย่างนั้น ทำให้เข้าถึงในเรื่อง ความรอบรู้ของพระเจ้าได้ง่ายยิ่งขึ้น  กล่าวคือพระเจ้าทรงรอบรู้ทุกอย่างของเรา แต่ทว่าพระเจ้าไม่ได้มาบีบบังคับหรือเข้ามามีส่วนในการเป็นคนเลวของคนใดคนหนึ่ง  แต่ทว่าเรามนุษย์มีอิสระและเสรีภาพในการเลือกจะทำหรือไม่กระทำ

ภาวการณ์ถูกกำหนดและเสรีภาพมนุษย์

เนื้อหาในประเด็นเรื่องภาวการณ์กำหนดและความมีเสรีภาพของมนุษย์ในศาสนาอิสลาม ถือว่าเป็นเรื่องที่ได้เกิดขึ้นมีการถกและการพูดคุยมาช้านาน และย้อนกลับไปยุคต้นของอิสลามเลยทีเดียว  ได้มีการขัดแย้งมากมายระหว่างสำนักคิดต่างๆ ของอิสลามในประเด็นในเรื่องนี้  และยังส่งผลต่อทางการเมืองและทางสังคมมากตามมาในหน้าประวัติศาสตร์  เราจะขอกล่าวเพียงสังเขปดังนี้

หนึ่ง กอฏอกอดัร(ภาวะกำหนดและเสรีภาพ)คืออะไร? และสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?

สอง  ความความมีเสรีภาพของมนุษย์กับชะตากรรมชีวิตของมนุษย์เป็นอย่างไร?

 

กอฏอกอดัร(ภาวะกำหนดและเสรีภาพ)คืออะไร? และสามารถจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่?

โครงสร้างระบอบการสร้างและการเกิดสรรพสิ่งมาในโลกนี้ อยู่ภายใต้กฎของเหตุและผล และจะเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ผ่านกระบวนการของหลักเหตุและผล และกฎนี้จะเป็นตัวตั้งของการเกิดและการไม่เกิดของสิ่งต่างๆ โลกนี้    กล่าวคือผลของเหตุ(มะลูล) ต้องเกิดมาจาก ต้นสาเหตุ(อิลละฮ์) คือ ถ้าเมื่อไหร่ที่ต้นแห่งเหตุมีอยู่  แน่นอนว่า ผลของเหตุนั้นต้องเกิดขึ้น  และเป็นไปไม่ได้ที่มี ต้นเหตุ แต่ไม่มีผลของเหตุ  กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ  ทุกๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ได้เกิดขึ้นอย่างแน่นอน มีความสำพันธ์กับสาเหตุหรือต้นแห่งเหตุนั้น  และแม้แต่คนที่ไม่เชื่อในพระเจ้า สำหรับกฎแห่งเหตุและผลพวกเขายังยอมรับ  และยังเชื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างต้นเหตุกับผลของเหตุ  และสิ่งที่เป็นโลกทัศน์แบบเทวนิยมย่อมแยกออกจากสำนักคิดหรือลัทธิอื่นๆ  นั่นคือการเชื่อต่อเรื่องของลูกโซ่แห่งกฎเหตุและผล  ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านพระเจ้าศึกษา  พวกเขายอมรับว่า แท้จริงลูกโซ่แห่งเหตุและผล ทั้งหมดจะไปจบอยู่ ณ ภวันต์จำเป็น(วายิบุลวุยูด)หรือพระเจ้านั่นเอง

อิสลามสอนในเรื่องภาวะกำหนดพระเจ้า เป็นเรื่องที่มีอยู่จริงและเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้น โดยอยู่ภายใต้กฎแห่งเหตุและผลนั่นเอง    ดังนั้นเข้าใจได้ว่า ภาวะกำหนดพระเจ้าไม่มีวันจะเกิดการเปลี่ยนแปลง  เพราะว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่เมื่อมีต้นเหตุ(อิลละฮ์)แล้วจะไม่มีผลของเหตุเกิดขึ้น(มะลูล)

สำหรับการทำความเข้าใจเกี่ยวกับความหมายของ เสรีภาพ จะขอวิเคราะห์ดังนี้ว่า เมื่อปรากฏของผลของเหตุ แน่นอนว่า ต้นเหตุจำเป็นต้องมีอยู่ด้วย  แต่ก็ไม่ใช่หมายความว่า ทุกๆ ต้นของสาเหตุ มันจะให้ผลของเหตุเกิดขึ้นทั้งหมด  ลองดูตัวอย่างของความร้อนไฟ  และการดับไฟต้องใช้น้ำ  แสดงให้เหตุว่า ทุกๆ สิ่งที่เป็นผลของเหตุ ต้องมีสาเหตุที่เฉพาะ  และจะทำให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุและผลของเหตุได้ชัดขึ้น  นั่นคือทุกๆ สิ่งที่เกิดขึ้น  ต้องมีภาวะเวลาและสถานที่ และอื่นๆ ที่เป็นองค์ประกอบเฉพาะ ถึงจะอุบัติเกิดเป็นรูปธรรม

สามารถกล่าวได้อีกนัยหนึ่งว่า ทุกๆ สิ่งทีเกิดขึ้นบนโลกใบนี้  มันจะมีเงื่อนไขและคุณลักษณะที่เหมาะและเฉพาะของมัน  และอยู่ภายใต้เงื่อนไขและองค์ประกอบที่เหมาะสม จึงจะปรากฏเกิดหรืออุบัติขึ้นมา  และสิ่งนี้เป็นการบ่งบอกถึงความเป็นระบบและความเป็นระเบียบของโครงสร้างของแต่ละประเภทนั้น  ดังนั้นคำว่า”กอดัร”ในทางภาษาคือ “ขนาดหรือขอบเขต”  ส่วนในนิยามทางเทววิทยา คือทุกๆ สิ่งได้ถูกกำหนดไว้ตามขนาดและขอบเขตที่เฉพาะเจาะจง  และอยู่ภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ  ไม่ใช่ว่าเป็นไปโดยไร้การคำนวนหรือเป็นการขึ้นโดยบังเอิญ และการขับเคลื่อนไปของโลกวัตถุนี้ ผ่านวิถีของหลักเหตุและผล โดยมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันออกไป(ตามมูลแห่งเหตุ)

อิทธิพลผู้นิยมในลัทธิถูกกำหนดนิยม (ยับรียะฮ์)ได้ส่งผลต่อความเชื่อบางประเทศที่เป็นประเทศมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม  ได้สร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชนถึงพฤติกรรมของผู้ปกครองที่ไม่ดี ผู้นำที่อยุติธรรมว่าเป็นสิ่งที่ถูกกำหนดมาจากพระเจ้าแล้ว พระเจ้าได้ลิขิตเอาไว้แล้ว  ดังนั้นเราจะวิพากษ์หรือวิจารณ์ผู้ปกครองถือว่าเป็นความผิดทางจริยธรรมและผิดทางชะรีอะฮ์

ความสัมพันธ์ระหว่าง กอฎอ กอดัร กับชะตาชีวิตของมนุษย์คืออะไร?

ดังที่กล่าวผ่านมาแล้วว่า เป็นไปได้ทุกๆ สิ่งที่เกิดขึ้นมา มีมูลเหตุต่างๆ ที่เป็นมูลเหตุประเภทไม่สมบูรณ์ ต้องอาศัยการเชื่อมติดต่อกันและกัน แล้วจึงเกิดเป็นรูปธรรมและการกระทำหนึ่ง  ส่วนการกระทำที่อยู่บนความเจตตนาและความเป็นเสรี และอิสระ เช่น การเดิน การกิน การละหมาด  ฯลฯ  ดังนั้น ทุกๆ กิจกรรมที่มีอิสระ ของมนุษย์ จะอยู่ภายใต้กฏระบอบสากลนั้น  เช่นตัวอย่างการเดินของมนุษย์คนหนึ่ง   มีเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน  เช่นต้องมีเท้าทั้งสองที่สมบูรณ์  ต้องเป็นคนแข็งแรง  สมองปกติ  มีพื้นที่ที่จะให้เดิน ไม่ใช่เนินสูงอะไรทำนองนั้น  ซึ่งเหตุปัจจัยเหล่านั้นได้ออกนอกขอบข่ายของความมีเสรีของนนุษย์  และการมีสิ่งประกอบเหล่านั้น ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเดิน  แต่ทว่าเงื่อนไขอีกอย่างที่สำคัญที่สุด คือความต้องการ และการตัดสินใจของมนุษย์(เป็นพลังขับเคลื่อน)

พระเจ้าได้กำหนดให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้คือเป็นระบอบ ที่ให้การเดินและกิจกรรมอื่นๆ ของมนุษย์ตั้งอยู่ความอิสระ(ไม่ถูกบังคับ)ของมนุษย์ภายใต้เงื่อนไขที่เฉพาะ   และหนึ่งจากเงื่อนไขนั้น คือ มนุษย์มีสิทธิ์เลือก ด้วยเหตุนี้ ความหมายการกำหนดแห่งพระเจ้าไม่ได้หมายความว่า พระเจ้าทรงกำหนดทุกอย่างในการกระของมนุษย์ แต่ทว่าการอธิบายอย่างเชิงลึกในเรื่องนี้คือ การสำแดงออกถึงความสัมพันธภาพระหว่างความมีเสรีภาพของมนุษย์กับกฎของเหตุและผลทางธรรมชาตินั่นเอง

บุคคลที่ไม่มีโลกทัศน์แบบเทวานิยม  พวกเขามองโลกนี้แค่เพียงวัตถุและสสาร และพวกเขาจะเชื่อเฉพาะในสิ่งที่ผ่านระบอบทางผัสสะและมูลเหตุจากสิ่งที่เป็นวัตถุและเป็นการสัมผัสเท่านั้น  แต่สำหรับโลกทัศน์กลุ่มเทวนิยม เชื่อว่าโลกนี้และเอกภพและทุกๆ เหตุการณ์และทุกๆ สิ่งที่เกิดขึ้น มีสาเหตุและมีที่มาที่สลับซับซ้อน(ไม่ใช่แค่วัตถุที่เห็น) นั่นคือมีเหตุปัจจัยต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในการให้สิ่งต่างๆ อุบัติขึ้น  และลัทธิวัตถุนิยม พวกเขาถือว่า ความเป็น ความตาย จะสูงจะต่ำ จะน้อยจะมาก จะไม่สบายหรือสุขภาพดี สาเหตุมาจากวัตถุเท่านั้น  ส่วนลัทธิเทวนิยม ถือว่า มีมูลเหตุต่างๆ ที่เรียกว่าด้านใน ด้านจิตวิญญาณมามีส่วนร่วมด้วย  เช่นท่านได้อ่านบทสวดบทดุอา  หรือภาวนาจิตต่อพระเจ้า  หรือเมื่อไหร่ที่ท่านได้ช่วยเหลือคนอื่น ด้วยความพึงพอใจต่อพระเจ้า  เมื่อไหร่ที่ได้ให้เกียรติบิดามารดา  ทำให้บิดามารดามีความสุข  แท้จริงการกระทำเช่นนี้ คือเหตุปัจจัยหนึ่งเป็นเหตุปัจจัยทางจิตวิญญาณ และตามกฎของเหตุและผลแล้ว ถือว่ามีผลสะท้อนในทางบวกและเป็นมูลเหตุหนึ่ง และจะไม่ถูกพบเจอในสื่อและเครื่องมือต่างๆ ทางวัตถุ  ดังนั้นการอ้างอิงถึงผลสะท้อนหนึ่งของบทสวดดุอา หรือการทำดีหนึ่งต่อพระเจ้า  เหมือนกับการอ้างอิงสิ่งนั้นถึงความร้อนของไฟที่ผ่านความพระประสงค์ของพระเจ้านั่นเอง

ดังที่ได้กล่าวผ่านมาว่า บทดุอานั้นเป็นเหตุหรือเป็นบ่อเกิดของการทำให้ภัยอันตรายต่างๆ หมดไปหรือปัญหาในชีวิตลดน้อยลง  และการกล่าวเช่นนี้ถึงการทำดีและการมีศีลธรรมทีมีผลเสมือนเป็นมูลเหตุของการเกิดสิ่งต่าง กลับกันในด้านการทำผิดศีลธรรม เช่นการกดขี่  การไม่ให้เกียรติต่อบิดามารดา  และอื่นๆ ก็มีผลต่อการเกิดในทางลบของการดำเนินชีวิตมนุษย์ด้วยเช่นกัน

ในความหมายพื้นๆ ไม่ได้ลงลึกในเชิงเนื้อหาของประเด็นเรื่องกฎแห่งมูลเหตุและผลและปัญหาเรื่องความประสงค์ของพระเจ้า และเรื่องเตาฮีดอัฟอาลี(ความเป็นเอกะในด้านการกระทำ)  ทำให้บางกลุ่มเข้าใจคลาดเคลื่อนในเรื่องการตีความเรื่อง”กอฎอ กอดัร”  พวกเขาได้คาดคิดและเดาไปว่าทั้งหมดของการเกิดสิ่งต่างๆ ในโลกใบนี้ มีเพียงมูลเหตุเดียวและผู้กระทำเพียงผู้เดียว  นั่นคือ พระเจ้า  และทุกๆ เหตุการณ์จะย้อนกลับไปยังพระองค์โดยตรง  โดยไม่มีสื่อกลางใดๆ   และความพระประสงค์ของพระเจ้าต่อทุกๆ สิ่งที่จะอุบัติขึ้น โดยจะเกี่ยวข้องที่แยกตัวออกไป  และความรอบรู้และความประสงค์ของพระองค์มีมาแต่เดิม  เช่น คนนั้นจะเป็นอย่างนั้น คนนี้จะเป็นเข่นนี้  แน่นอนว่า ทุกๆ เหตุการณ์จะต้องเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน และตามที่กำหนดไว้  และไม่มีสิ่งใดเข้ามามีบทบาทใดๆ   ส่วนการกระทำของมนุษย์ที่มีเสรีภาพ อยู่ในลักษณะเป็นแนวตั้ง  มนุษย์ไม่สามารถเข้ามามีส่วนใดๆ   ซึ่งการคิดอย่างนี้ คือการเชื่อว่า มนุษย์ได้ถูกบังคับและไม่มีเสรีภาพ ซึ่งได้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในหน้าประวัติศาสตร์ที่เกิดการปะทะไม่ว่าระหว่างมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิม  เป็นสิ่งที่น่าเสียใจยิ่งว่า เป็นการเข้าใจที่ผิดพลาดและคลาดเคลื่อนกับความเป็นจริงต่อข้อเท็จจริงเรื่อง ยับรุ ว่า อิฆติยาร(ภาวการณ์กำหนดและเสรีภาพ)  ใช่มนุษย์ต้องอาศัยเหตุปัจจัยอื่นๆ อีกมายที่ได้สนับสนุนและมีแรงจูงใจในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือไม่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง  หรืออาจจะผ่านเงื่อนไขของการบีบบังคับ  แต่ทว่าในที่สุดแล้ว มนุษย์ด้วยตัวของเขาเอง เขาจัดสินใจกระทำ มีอิสระด้วยตัวของเขาเอง

ดังนั้นพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีสิทธ์เลือก เช่นสร้างให้แสงให้ความสว่าง ไฟให้มีการเผาไหม้ และน้ำให้เปียก  ใช่ ทุกๆ ผลลัพธ์นั้นอยู่ภายใต้การอนุมัติของพระเจ้า  และการอนุมัตินี้ อยู่ภายใต้กฎธรรมชาติ และเป็นหลักสากล

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com