มองประเทศไทยผ่านประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส (ตอนที่ 4)

มองประเทศไทยผ่านประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส
(ตอนที่ 4)
รองศาสตราจารย์ ดร.กิจบดี ก้องเบญจภุช [1]
หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยของฝรั่งเศส ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1789 เกิดแย่งชิงอำนาจกันตลอดมาโดยใช้รัฐธรรมนูญเป็นเครื่องมือ โดยการเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ฝ่ายตน แต่ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดได้ผลประโยชน์อย่างแท้จริง และผู้ที่ต้องรับความเดือดร้อนไปด้วยกับการแย่งชิงอำนาจคือประชาชน
ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่ในหลาย ๆ ประเทศ คนไทยไม่ใส่ใจกัน… จะรอให้ประเทศเสียหายล่มจมกันอีกนานเท่าไร น่าเสียดายที่คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ แต่ไม่นำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ในการดำเนินชีวิต… อะไรที่มีเกิด สิ่งนั้นต้องมีดับ… ไม่มีอะไรที่จีรังยั่งยืนและจะแย่งชิงอำนาจ กอบโกยผลประโยชน์กันไปถึงไหน
หลังจากที่จักรพรรดินโปเลียนถูกส่งตัวไปคุมขังที่เกาะเซนเฮเลนา (St. Helena) พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 กลับเข้ามาปกครองประเทศ และได้พยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมประเพณีเดิมในสมัยจักรพรรดิ นโปเลียนโดยให้มีกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและมีรัฐบาลแบบมีตัวแทน แต่อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 เพราะมีกองทัพพันธมิตรค้ำจุน แต่ความเสื่อมของพระเจ้าหลุยส์ที่ 18 และราชวงศ์บูร์บง เกิดจากกลุ่มที่นิยมกษัตริย์คิดที่จะแก้แค้นฝ่ายที่ทำการปฏิวัติ ทำให้เกิดความบาดหมางของกลุ่มต่าง ๆ จนกระทั่งปี ค.ศ. 1818 กองทัพพันธมิตรถอนตัวจากฝรั่งเศส ความขัดแย้งของกลุ่มต่าง ๆ ขยายวงกว้างและ มีความรุนแรงมากขึ้น พระเจ้าหลุยส์ที่ 18 สิ้นพระชนม์ในเดือนกันยายน ค.ศ. 1824 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 ขึ้นครองราชย์ พระองค์บริหารแบบทางสายกลาง คือไม่เข้ากับฝ่ายที่นิยมกษัตริย์และไม่เข้ากับฝ่ายเสรีนิยม
แต่อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งของฝ่ายต่าง ๆ ยังคงทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 ประกาศยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1830 ฝ่ายที่สนับสนุนพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 พ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง แต่ได้ออกประกาศให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะและควบคุมสิ่งพิมพ์ฯ เป็นผลทำให้เกิดการปฏิวัติขึ้นในปี ค.ศ. 1830 พระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 ลี้ภัยไปประเทศอังกฤษ
หลังจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 10 ลี้ภัยไปพำนักที่ประเทศอังกฤษแล้ว กลุ่มอนุรักษ์นิยมและกลุ่มเสรีนิยมได้สนับสนุนให้พระเจ้าหลุยส์ฟิลิปป์ ราชวงศ์ออร์เลอ็อง เข้าบริหารประเทศแต่การบริหารประเทศก็มิได้ดำเนินไปด้วยความราบรื่น เนื่องจากกลุ่มเสรีนิยมต้องการปกครองในระบบสาธารณรัฐ แต่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมสนับสนุนให้มีสถาบันกษัตริย์
แต่อย่างไรก็ตาม พระเจ้าหลุยส์ฟิลิปป์ อยู่ในอำนาจยาวนานถึง 18 ปี จนกระทั่งวันที่ 22 กุมภาพันธ์ค.ศ. 1848 กลุ่มเสรีนิยมนัดชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง พระเจ้าหลุยส์ฟิลิปป์ และฝ่ายบริหารออกคำสั่งห้ามชุมนุม เป็นสาเหตุให้กลุ่มเสรีนิยมก่อการจลาจลและทหารไม่ยอมเข้ากับฝ่ายรัฐบาล อีกทั้งฝ่ายสาธารณรัฐนิยมได้เข้าร่วมขบวนการขับไล่รัฐมนตรีและต่อต้านกษัตริย์ ทำให้สถานการณ์ทวีความรุนแรงและเกิดจลาจลในกรุงปารีส
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1848 พระเจ้าหลุยส์ฟิลิปป์ ได้สละราชบัลลังก์ให้แก่เคานต์แห่งปารีส แต่ฝ่ายนิยมสาธารณรัฐไม่ยินยอมให้โอกาสแก่กษัตริย์อีกต่อไป ประกาศตั้งรัฐบาลชั่วคราวเปลี่ยนแปลงการปกครองให้เป็นสาธารณรัฐที่ 2
ความสับสนวุ่นวายของฝรั่งเศสในขณะนั้น คือการแย่งชิงอำนาจกันเองของกลุ่มต่าง ๆ จะเห็นว่าไม่มีใครได้อะไรในที่สุดก็ล่มสลายตายจากไป ใครมีอำนาจก็แก้ไขรัฐธรรมนูญเปลี่ยนรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อเอาเปรียบผู้อื่นเพื่อให้ตนได้อำนาจ กว่าจะสำนึกได้ใช้เวลาเป็นร้อยปีกว่าจะต่างฝ่ายต่างยินยอมเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งจะเห็นว่าฝรั่งเศสบังคับใช้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมาไม่ได้ผล เพราะแย่งชิงอำนาจกันเองของกลุ่มต่าง ๆ จนต้องประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน ค.ศ. 1848
หลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เป็นการเริ่มต้นสาธารณรัฐที่ 2 การประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นการเปลี่ยนที่มาของอำนาจ เปลี่ยนการใช้อำนาจและเปลี่ยนการถ่วงดุลตรวจสอบอำนาจใหม่ แต่ถ้าผู้ใช้อำนาจยังคงขาดความสุจริต และกลุ่มต่างๆยังคงแสวงหาอำนาจและแย่งชิงผลประโยชน์ ปัญหาเดิม ๆ ก็จะกลับมาอีก เพราะเนื้อแท้แล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่รัฐธรรมนูญแต่อยู่ที่คนใช้อำนาจ
การเริ่มสาธารณรัฐที่ 2 ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลานชายของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานาธิบดี และสาธารณรัฐที่ 2 อยู่ได้เพียง 3 ปีก็ถูกโค่นล้มด้วยการปฏิวัติโดยฝ่ายของหลุยส์ นโปเลียนเองและได้สถาปนาระบบจักรวรรดิขึ้นมาแทน โดยผ่านการลงประชามติจากประชาชน แสดงให้เห็นว่าชาวฝรั่งเศสไม่ได้เห็นความแตกต่างระหว่างเสรีภาพกับเผด็จการ แต่ความคิดเห็นของประชาชนฝรั่งเศสขณะนั้น ยังคงติดอยู่กับอดีตสมัยของจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ที่มีความเจริญรุ่งเรืองและยิ่งใหญ่ ประชาชนอยู่ดีมีสุข จึงสนับสนุนประธานาธิบดี หลุยส์นโปเลียน ทำการปฏิวัติเพื่อให้ตนเองได้เป็นจักรพรรดิและสถาปนาตนเองเป็นพระเจ้านโปเลียนที่ 3
การทำประชามติโดยทั่วไปแล้ว ผลของประชามติจะมาจากความรู้สึกและความต้องการของประชาชน ในขณะนั้น โดยขาดการไตร่ตรองขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าหรือแรงกระตุ้นในขณะนั้นมากกว่าเหตุผลที่แท้จริง ดังนั้น กลุ่มใดสร้างกระแสให้ประชาชนคล้อยตามได้จะเป็นฝ่ายชนะ และมิได้หมายความว่า การทำประชามตินั้นได้ผลในทางที่ถูกต้องเสมอไปไม่ เป็นเพียงกระบวนการที่จะทำให้เกิดความชอบธรรมเท่านั้น
ถึงแม้พระเจ้านโปเลียนที่ 3 จะได้เป็นจักรพรรดิก็มิได้ทำให้ทุกอย่างเรียบร้อย เนื่องจากขณะนั้นประเทศฝรั่งเศสยังมีความขัดแย้งทางการเมือง ระหว่างฝ่ายสนับสนุนจักรพรรดิและฝ่ายสนับสนุนสาธารณรัฐ ดังนั้น การบริหารประเทศจึงเกิดความขัดแย้งอย่างไม่จบสิ้น
จนกระทั่งปี ค.ศ. 1860 จักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ถูกบีบบังคับจากหลายทางให้จำยอมลดอำนาจลงและตั้งสาธารณรัฐเสรีนิยม แต่ปัญหาการเป็นปฏิปักษ์ต่อกันระหว่างคนในชาติจดทำให้สิ้นสุดจักรวรรดิที่ 2 ในปี ค.ศ. 1870
จากประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส จะเห็นว่าไม่มีใครอยู่ในอำนาจได้อย่างยั่งยืน การสืบทอดอำนาจเป็นไปไม่ได้ยืดยาว… ไม่ถูกขับไล่ก็ตายไปกับอำนาจเป็นเช่นนี้ทุกยุคทุกสมัย… ไม่มีใครชนะธรรมชาติ มีเกิดก็มีดับ
เอกสารอ้างอิง
น้ำเงิน บุญเปี่ยม. (2518). ประวัติศาสตร์ยุโรปต้นยุคใหม่ ค.ศ. 2450 ถึง ค.ศ. 1782. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง
มยุรี เจริญ. (2547). ประวัติศาสตร์ยุโรป 1. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง
สมใจ ไพโรจน์ธีระรัชต์. (2540). ประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสสมัยใหม่. กรุงเทพมหานคร: สํานักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคําแหง
[1] อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง







