การปะทะกันทางอารยธรรม

การปะทะกันทางอารยธรรม
ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม
โลกนี้เต็มไปด้วยความรุนแรง มีทั้งการสังหารหมู่ในบอสเนีย การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอัลเบเนียและชาวเซิร์บในโคโซโว การปะทะกันที่ส่งเสียงคำรามในแคว้นแคชมีร์ระหว่างอินเดียและปากีสถาน การจบชีวิตของซัดดัม ฮุสเซ็นแห่งอิรักและอุซามะฮ์ บินลาดิน ผู้นำขบวนการอัลกออิดะฮ์ การเกิดอาหรับสปริงในแอฟริกาเหนือและตะวันออกกลางจนนำไปสู่การโค่นล้มผู้นำที่ครองอำนาจมายาวนานของตูนิเซีย อียิปต์ เยเมน และลิเบีย รวมทั้งการปรากฏตัวของไอเอส ศตวรรษแห่งความรุนแรงนี้เชื่อกันโดยทั่วไปว่ากำลังจะจบลงพร้อมกับความรุนแรงและการคุกคามอันเลวร้ายที่กำลังจะเกิดขึ้นทั่วโลก
โลกยังไม่เต็มใจอย่างมากที่จะยอมรับว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นที่ติมอร์ตะวันออก เชชเนีย โคโซโว อิรัก แคชมีร อัฟกานิสถาน ตูนิเซีย อียิปต์ เยเมน ซีเรียหรือที่อื่นใดก็ตาม สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาโลก เป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศอิสลามหรือกลุ่มเชื้อชาติต่างๆ กับวัฒนธรรมอื่นๆ
ฮันติงตัน[1] กล่าวว่ารัฐชาติจะยังคงเป็นตัวแสดงที่สำคัญที่สุดในกิจการของโลก แต่ความขัดแย้งที่สำคัญทางการเมืองโลกระหว่างชาติและกลุ่มของอารยธรรมที่แตกต่างกันจะยังมีอยู่ การปะทะกันทางอารยธรรมจะมีอำนาจเหนือการเมืองโลก และแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่างอารยธรรมต่างๆ จะกลายเป็นแนวรบในอนาคต
ความขัดแย้งระหว่างอารยธรรมจะทวีความรุนแรงขึ้น เชชเนีย โคโซโว อิรัก แคชมีร ซีเรีย และอัฟกานิสถานยืนยันข้อสังเกตดังกล่าวได้เป็นอย่างดี5
ฮันติงตันได้ขยายข้อถกเถียงของเขาลงในหนังสือ การปะทะกันทางอารยธรรมและการสร้างระเบียบโลกใหม่ (The Clash of Civilizations and the Remaking of the World Order) โดยกล่าวว่า อิทธิพลของตะวันตกที่มีต่อโลกในทุกๆ ด้านนั้นจบลงแล้ว และเพื่อป้องกันมิให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ตะวันตกจะต้องสร้างภาพที่ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งคุกคามทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ
ตะวันตกได้มาถึงขั้นตอนที่สามแล้ว นั่นคือขั้นตอนแบบยุโรปอเมริกัน (Euro-American Phase) หมายถึง ความยิ่งใหญ่ในอดีตระยะแรกนั้นประสบความสำเร็จภายใต้การเป็นผู้นำของอังกฤษ ต่อมาจึงเป็นของสหรัฐ แต่สหรัฐก็ได้สูญเสียความสามารถนี้ไป ด้วยเหตุนี้สหรัฐจะต้องเข้าร่วมกับยุโรปเพื่อรักษาอำนาจสูงสุดในโลกตะวันตก (Western global supremacy) เอาไว้
อารยธรรมอื่นเช่นอิสลามและอารยธรรมจีน (ขงจื่อ) มีลักษณะท้าทายต่อโลกภายนอกให้เห็น โดยอิสลามให้เหตุผลแก่ผู้ที่อยู่ในโลกอิสลามในการท้าทายการมีอำนาจครอบคลุมโลกของชาวตะวันตก ในทรรศนะของฮันติงตัน การท้าทายนี้จะรุนแรงขึ้นเนื่องจากการมีประชากรในประเทศมุสลิมหลายๆ ประเทศเติบโตขึ้นจำนวนมาก โดยเฉพาะในกลุ่มอายุระหว่าง 15-24 ปี คนกลุ่มนี้ประกอบขึ้นเป็นประชากรถึงร้อยละ 20 และช่วงอายุนี้เองที่ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะมุ่งสู่สงคราม
จากการประมาณการ เศรษฐกิจของชาวจีนจะกลายเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก การเคลื่อนย้ายทางเศรษฐกิจดังกล่าวย่อมไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้วมหาอำนาจโลกจากตะวันตกไปสู่เอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน
เขาได้ชี้ให้เห็นว่าอารยธรรมใหญ่ๆ ในปัจจุบันหลายวัฒนธรรมทั้งอารยธรรมญี่ปุ่น ฮินดู อิสลาม ออร์โธดอกซ์ อารยธรรมตะวันตก หรือละตินอเมริกาต่างก็มีความเก่าแก่มากกว่าพันปีมาแล้ว และส่วนที่ใหญ่ที่สุดคือ จีน ฮินดู อิสลาม และตะวันตกที่แต่ละอารยธรรมมีคนไม่ต่ำกว่าพ้นล้าน มีศาสนาที่ได้รับการค้นพบโดยที่รอบๆ มีตัวอารยธรรมก่อรูปขึ้นทั้งอารยธรรมที่มาจากลัทธิขงจื่อ (Confucianism) ศาสนาฮินดู (Hindusim) อิสลาม และคริสเตียน
ทว่าฮันติงตันกล่าวว่า ตะวันตกอาจมองตัวเองว่าเป็นแบบอย่างแห่งศตวรรษหน้า และวัฒนธรรมอื่นๆ จะต้องหลีกเลี่ยงการแก่งแย่งแข่งดีกับตะวันตก ตะวันตกครอบครองความเหนือกว่าอย่างล้นเหลือในปัจจุบันนี้ และจะยังคงเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องของอำนาจไปจนถึงศตวรรษที่ 21 อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงหลักๆ ก็เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน โดยสมดุลแห่งอำนาจระหว่างอารยธรรมและอำนาจของตะวันตกจะตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ฮันติงตันกล่าว
ในช่วง 75 ปี ระหว่างปี 1920-1995 การมีส่วนร่วมในการควบคุมดินแดนทางการเมืองของตะวันตกลดลงไปร้อยละ 50 ประชากรลดลงไปร้อยละ 80 ผลผลิตจากโรงงานลดลงร้อยละ 35 และแรงงานทหารลดลงไปร้อยละ 60
แต่ในทางวัฒนธรรม อิสลามสามารถยึดเหนี่ยวผู้ศรัทธาเอาไว้ได้ ประเทศอิสลามมีข้อได้เปรียบอันยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจ ควบคุมน้ำมันสำรองส่วนใหญ่ของโลกซึ่งคาดกันว่าจะหมดลงในเวลาใดเวลาหนึ่งของศตวรรษหน้า และมีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าจะมีชาวมุสลิมอยู่ราวร้อยละ 30 ของประชากรโลกภายในปี 2025 การเข้ามาของผู้นับถือศาสนาอิสลามจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางการเมืองในยุโรปตะวันตกอย่างรุนแรง ครึ่งหนึ่งของเด็กทารกที่เกิดในกรุงบรัสเซลส์ของเบลเยียมเกิดจากมารดาชาวอาหรับ เด็กหนุ่มที่ตกงานและชาวมุสลิมที่ไม่จงรักภักดีจะกลายเป็นสิ่งคุกคามภายในประเทศของพวกเขาเองและในประเทศตะวันตก
การฟื้นคืนชีพของอารยธรรมอิสลามทำให้ชาวมุสลิมมีความมั่นใจในวัฒนธรรมและค่านิยมของพวกเขาอีกครั้งในลักษณะที่แตกต่างจากเดิม เมื่อเปรียบเทียบกับตะวันตก ตะวันตกก็พยายามที่จะทำให้ค่านิยมและสถาบันของตนเป็นสากลเช่นกัน ทว่าการเข้าแทรกแซงความขัดแย้งในโลกมุสลิมกลับก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในหมู่ชาวมุสลิม ปฏิกิริยาระหว่างการฟื้นฟูความมั่นใจในอิสลามซึ่งสนับสนุนโดยประชากรที่กำลังเพิ่มขึ้น ความหวาดเกรงอารยธรรมของเพื่อนบ้านตะวันตกที่มุ่งความสนใจแต่กับน้ำมัน การห้ามผลิตอาวุธนิวเคลียร์ การห้ามเข้าเมือง การคงอยู่ของอิสราเอล และปัญหาสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ล้วนอาจทำให้เกิดอันตรายขึ้นได้
แซมมวล ฮันติงตันกล่าวเอาไว้ในที่สุดว่า “แน่นอน ตะวันตกควรแสดงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องการฟื้นฟูอิสลามซึ่งจะต้องพัฒนาต่อไป ส่วนความกำแหง ลัทธิการแสดงความเหนือกว่าทางวัฒนธรรม หรือการเป็นปรปักษ์ต่อกันอย่างชัดเจนจะต้องพบกับการตอบรับที่เลวร้ายที่สุด”
แนวคิดว่าด้วยการปะทะกันของความโง่เขลาของเอ็ดเวิร์ด สะอีด
ข้อถกเถียงส่วนใหญ่กลับวางอยู่บนความคิดที่ไม่ชัดเจน ในอะไรบางอย่างที่ฮันติงตันเรียกว่า “อัตลักษณ์ทางอารยธรรม” (Civilization identity) และ ‘ปฏิสัมพันธ์ในหมู่อารยธรรมสำคัญๆ เจ็ดหรือแปดอย่าง’
ความคิดแบบกระหายสงครามนี้ เขาได้แรงบันดาลใจอย่างมากจากบทความในปี 1990 ที่เขียนโดยผู้เชี่ยวชาญด้านบูรพคดี เบอร์นาร์ด ลูวิส
ฮันติงตันกล่าวว่า สิ่งท้าทายของผู้วางนโยบายตะวันตกคือการทำให้มั่นใจว่าตะวันตกเข้มแข็งขึ้นและสามารถกีดกันผู้อื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอิสลาม (West gets stronger and fends off all the others, Islam in particular)
กว่าร้อยปีมาแล้วที่เป็นไปได้ว่าประวัติศาสตร์มิได้บรรจุไว้แต่เพียงเรื่องสงครามศาสนาและการพิชิตโลกของลัทธิจักรวรรดินิยมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องของการแลกเปลี่ยน การให้ปุ๋ยซึ่งกันและกัน และการแบ่งปันกัน
แบร์ลุสโคนีได้พูดถึงความเดือดร้อนของอิสลามในลักษณะคุยโว และใช้ความคิดของฮันติงตันมาสาธยายความดีวิเศษของโลกตะวันตก
การพูดออกมาอย่างก้าวร้าวเพื่อปลุกอารมณ์ร่วมนั้น เป็นการง่ายกว่าที่จะไตร่ตรอง ตรวจตรา ค้นหาว่าความจริงแล้วเรากำลังเกี่ยวข้องกับอะไรอยู่ รวมทั้งพิจารณาความเกี่ยวข้องระหว่างกันของชีวิตต่างๆ จำนวนมากทั้งของ ‘พวกเรา’ และ ‘พวกเขา’
อิกบาล อะห์มัด ได้กล่าวอย่างแข็งกระด้างถึงอิสลามของพวกผู้กดขี่ที่คลั่งศาสนาและผู้ถืออำนาจเด็ดขาดซึ่งหมกมุ่นอยู่กับการวางกฎข้อบังคับของพวกเขาและส่งเสริมพฤติกรรมส่วนตัว ด้วยการกล่าวว่า “ระเบียบของอิสลามถูกลดลงมาเป็นเพียงกฎหมายอาญา ส่วนมนุษยธรรม สุนทรียภาพ การแสวงหาทางปัญญา และการอุทิศตนทางจิตวิญญาณกลับถูกปลดออกไปจนหมดสิ้น ปรากฏการณ์นี้ได้บิดเบือนศาสนา ลดคุณค่าของขนบประเพณี และปิดกั้นกระบวนการทางการเมืองลงในที่สุด”
ทฤษฎีเรื่อง “การปะทะกันทางอารยธรรม” ได้รับการคัดค้านจากโลกอิสลาม โดยเฉพาะนักคิดที่เป็นนักการเมืองของประเทศมุสลิมในอาเซียน เช่นอันวาร์ อิบรอฮีม อดีตรองนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และมหฏิร โมฮัมมัด อดีตผู้นำมาเลเซีย รวมถึงอับดุรเราะห์มาน วาฮิด อดีตผู้นำอินโดนีเซียด้วย ซึ่งมองว่ากลุ่มอนุรักษ์นิยมขวาจัดบางกลุ่มในตะวันตกพยายามจะทำให้โลกอิสลามตกเป็นเหยื่อโดยสร้างภาพให้อิสลามเป็นเสมือนภัยคุกคามต่อตะวันตกหลังการล่มสลายของลัทธิคอมมิวนิสต์
อย่างไรก็ตาม OIC ได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้โดยได้นำเสนอแบบแผนการเสวนาระหว่างอารยธรรม (Dialogue among Civilizations) โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารยธรรมอิสลามและตะวันตกพร้อมทั้งออกประกาศแถลงการณ์เตหะราน (Tehran Declaration) ใน ค.ศ. 1997 ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นของประชาคมโลกที่ต้องมีการเสวนากันระหว่างอารยธรรม พร้อมทั้งอธิบายถึงทรรศนะของอิสลามต่อประเด็นการเสวนาดังกล่าว ต่อมา OIC ได้ริเริ่มจัดการสนทนาทางอารยธรรมกับสหภาพยุโรป โดยมีอียิปต์และอีหร่านเป็นตัวแทนของ OIC ในขณะที่กรีซและอิตาลีเป็นตัวแทนของสหภาพยุโรป
อับดุลลอฮ์ อะห์มัด บาดาวี นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การลดอคติ และความไม่เข้าใจที่ปรากฏอยู่ระหว่างชาวมุสลิมกับโลกตะวันตก คือการเสวนาระหว่างกันอย่างในโลกที่ครอบงำด้วยสโลแกนที่ว่าด้วย “การปะทะกันทางอารยธรรม” ทำให้โรคเกลียดกลัวอิสลามลุกลามไปทั่ว OIC เป็นเวทีที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนความเข้าใจอิสลามที่ผิดให้ถูกต้องให้แก่โลกที่ไม่ใช่อิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตะวันตก การเสวนาระหว่างอารยธรรมควรต้องเน้นย้ำความสำคัญของความยุติธรรมและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มีสิ่งที่เหมือนกันอย่างมากระหว่างอุดมคติของตะวันตกกับสิ่งที่อิสลามสนับสนุน ตัวอย่างเช่น รุสโซ กล่าวว่ามนุษย์เกิดมาอย่างอิสระ (man is born free)
บรรณานุกรม
- Graham E. Fuller, A World Without Islam, Foreign Affairs Volume 81, No.1.
- William Ress-Mogg, The Times, September 20, 1999, p.20
- Samuel Huntington เป็นศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard) บทความของเขาเรื่องการปะทะกันทางอารยธรรม (The Clash of Civilizations) ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Foreign Affairs ในปี 1993 ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวางทั่วโลก







