สบาย สบาย สไตล์เกษม: ทำไม“ทรัมพ์”ยอมโฉดเขลา

สบาย สบาย สไตล์เกษม
ทำไม“ทรัมพ์”ยอมโฉดเขลา
เกษม อัชฌาสัย
หลังจากเสร็จสิ้น(สำเร็จหรือไม่อีกเรื่องหนึ่ง)การเจรจาสุดยอดที่สิงโปร์กับ”คิม จอง-อึน”เพื่อหยุดยั้งโครงการพัฒนาอาวุธปรมาณูของเกาหลีเหนือ จนสามารถลดความตึงเครียดและหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าไปได้อย่างน้อยก็ชั่วคราว แล้ว
ประธานาธิบดี”โดนัลด์ ทรัมพ์”แห่งสหรัฐก็หันไปประชุมสุดยอดกับ”วลาดิมีร์ ปูติน”ประธานาธิบดีแห่งรัสเซีย ที่กรุงเฮลซิงกิ เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๖ กรกฎาคม โดยไม่ยอมฟังเสียงคัดค้านจากใครทั้งสิ้น โดยเฉพาะหน่วยงานข่าวกรองสหรัฐ ที่ทัดทานไม่เห็นด้วยกับการหันไปทำดีกับ”ศัตรูเก่าแก่” ที่ขัดแย้งกันมาเนิ่นนานตั้งแต่ยุคสงครามเย็น
แม้ก่อนหน้าการประชุมสุดยอดไม่กี่วัน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐจะตั้งข้อหาว่า ข้ารัฐการทหารและสายลับรัสเซียจำนวน ๑๒ คน เข้าแทรกแซงการเลือกตั้งสหรัฐในปี ๒๐๑๖ ซึ่งช่วยทำให้”ทรัมพ์”ชนะเลือกตั้ง
ก่อนหน้าไม่การประชุมสุดยอด ก็มีการชุมนุมเดินขบวนต่อต้าน”ทรัมพ์”และ”ปูติน”ใน”เฮลซิงกิ”เมืองหลวงของฟินแลนด์ซึ่งเป็นสถานที่จัดประชุม สะท้อนความในใจของชาวฟินส่วนหนึ่ง ที่แสดงอาการไม่เห็นด้วยกับ”ทรัมพ์”ที่ทำดีกับ”ปูติน” พร้อมกับเรียกร้องให้คนอเมริกันฟื้นตื่น คืนจากความฝันเสียที เพื่อจะได้ประจักษ์ว่า”ทรัมพ์”เป็นคนอย่างไร
หลังจากประชุมสุดยอดเสร็จ”ทรัมพ์”ก็ออกมา บอกกับนักข่าวว่า เขาเชื่อ”ปูติน”ว่ารัสเซียไม่ได้แทรกแซงสหรัฐ เมื่อถูกถามว่า เขาจะเชื่อใครระหว่าง”ปูติน”กับทางการสหรัฐที่กล่าวหาว่า รัสเซียแทรกแซงสหรัฐ
เสียงประณามเขา จึงดังไล่ตามหลังมา ชนิดใส่คะแนนแทบไม่ทัน ในเมื่อ“ทรัมพ์”ทำตัว เข้าตำรา”ชักน้ำเข้าลึก ชักศึกเข้าบ้าน”เสียแล้ว
นำมาซึ่งคำถามที่ว่า สมควรจะไว้วางใจเขาต่อไปได้หรือ
อันที่จริงประเด็นที่”ทรัมพ์”น่าจะหยิบยกมาหารือกับ”ปูติน”นั้น สื่อมวลชนทั่วๆไป คาดเดาเอาไว้ล่วงหน้าหลายอย่าง ในเมื่อไม่มีการหยิบยก”วาระการเจรจา”มาแถลงอย่างชัดเจน
เอาเข้าจริง ”ทรัมพ์”กลับบอกว่า เขาไม่ได้หวังอะไรมากนัก นอกจากการกระชับความสัมพันธะหว่างสหรัฐกับรัสเซียให้ดีขึ้น เพราะที่ผ่านๆมา โดยเฉพาะในรัฐบาลสหรัฐก่อนหน้าเขา ไม่มีความสัมพันธ์ด้านไหน(กับรัสเซีย)ดีเลย แถมสร้างความตึงเครียดมากขึ้นด้วย
ซึ่งก็จริงในบางเรื่อง ตามที่เขาอ้าง ไม่ว่าจะในกรณีที่รัสเซียเข้าแทรกแซงยูเครน ผนวกแหลม”ไครเมีย”เข้าไว้โดยพลการ หรือเข้าแทรกแซงซีเรีย(นำมาซึ่งการ”บอยคอต”ทางการค้ากับรัสเซีย) หรือกรณีที่มีการตั้งข้อหาว่า รัสเซียรู้เห็นเป็นใจกับซีเรียในการใช้สารพิษโจมตีพลเรือน
ล้วนแต่สร้างความขุ่นข้องหมองใจให้แก่รัสเซีย ทั้งสิ้น
ในขณะที่บางฝ่ายตั้งข้อสงสัยว่า พฤติกรรมของ”ทรัมพ์”คราวนี้ คือการตอบแทน”ปูติน”ที่ช่วยให้เขาได้ขึ้นเป็นประธานาธิบดี เข้าทำนอง”มีบุญคุณต้องตอบแทน มีแค้นต้องชำระ”ทำนองนั้น
และเมื่อชำระบุญคุณกันแล้ว ก็จะเริ่มต้นกันใหม่ แต่จะให้เลิก”บอยคอย”รัสเซียในทันทีหรือไม่ คงจะไม่ทำ จำเป็นต้องคาราคาซัง เอาไว้ก่อน เผื่อไว้เป็นเงื่อนไขต่อรองในอนาคต เพราะในขณะเดียวกัน ทางรัฐสภาสหรัฐยังแสดงเจตจำนงที่จะ”บอยคอต”รัสเซียเพิ่ม เสียด้วยซ้ำ
ส่วนจะเป็นอย่างไรต่อ ก็ต้องเฝ้าจับตาดูลีลาของ”ทรัมพ์”จากนี้ไป หากเชื่อว่าเขาคือ”อัจฉริยะแห่งยุค”ตามที่เขาเองเอ่ยอ้างเสมอมา
“ทรัมพ์”นั้น นอกจากจะถูกสื่อมวลชนตะวันตกรุมกระหน่ำที่เขาพยายามแสดงท่าที่ดีๆ คอยปกป้อง”ปูติน”แล้ว สื่อมวลชนในสหรัฐเอง แม้แต่”ฟ็อกซ์ นิวส์”ซึ่งตามปกติมักทำหน้าที่เป็น”กระบอกเสียง”ของพรรครีพับลิกัน ก็ไม่เอากับ”ทรัมพ์”ด้วย เป็นที่น่าสังเกต
ผู้ดำเนินรายการ“ฟ็อกซ์ แอนด์ เฟรนด์”ชื่อ”ไบรอัน คิลมีด”วิจารณ์ข้อความของ”ทรัมพ์”ที่”ทวีต”ก่อนประชุมสุดยอดว่า “เป็นการทวีตที่งี่เง่ามาก” เนื่องจาก”ทรัมพ์”เขียนว่า
“ความสัมพันธ์ของเรากับรัสเซีย ไม่เคยเลวร้ายมาก่อน จนกระทั่งในหลายปีที่ผ่านมา…แม้มาจนบัดนี้ ก็นับเป็นความโง่ ที่สหรัฐยังตามไล่ล่าพ่อมด”
เสียงตำหนิชาติตัวเองแบบนี้ เคยได้ยินจากใครและที่ไหนมาก่อน พอจะนึกออก ไหมครับ
“นั่นถือว่า เป็นการนินทาว่าร้ายรัฐบาลก่อนหน้า ขณะที่เขา(”ทรัมพ์”)จะเข้าประชุมสุดยอด” นี้คือ เสียงตำหนิของ”คิลมีด” ใน”ทวีต”โต้ตอบ
หลายฝ่ายมองว่า การพบปะเจรจาสุดยอดคราวนี้ “ทรัมพ์”พ่ายแพ้แก่”ปูติน”ไปเรียบร้อยโรงเรียนรัสเซีย ก็ว่าได้ เพราะมีความเห็นว่า จะไปสู้คนที่มีประสบการณ์มายาวนานอย่าง”ปูติน”ได้อย่างไร
ผู้เขียนได้แต่บอกว่า ให้ดูเรื่องนี้นานๆ อย่าเพิ่งด่วนสรุป
แม้”ทรัมพ์”จะแถลงรับรู้ในที่สุด หลังการประชุมสุดยอดว่า
“ขอยอมรับ การสรุปของสำนักข่าวกรองอเมริกันว่ารัสเซียเข้าแทรกแซงการเลือกตั้งในปี ๒๐๑๖” ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ เขาปฏิเสธไม่ยอมรับรู้
ขณะเดียวกัน ก็เริ่มได้ยินข่าวระแคะระคายมาว่า “คิม จอง-อึน”แอบกลับไปทดสอบต่อโครงการพัฒนานิวเคลียร์ใหม่ แม้จะรับปากยุติและรื้อถอนโครงการไปแล้ว โดยพาสื่อมวลชนไปดูหลักฐาน
ซึ่งก็จะต้องสอบหาความจริงว่า มีความจริงแท้แค่ไหน
จึงกลายเป็นประเด็นที่ต้องตามต่อ เพราะอาจสะท้อนความไม่รอบคอบของผู้นำชาติอภิมหาอำนาจอย่าง”ทรัมพ์”ที่ชอบคุยนักคุยหนาในความเก่งกล้าของตัว
นั่นเท่ากับว่า เขาได้กระทำสิ่งที่โฉดเขลาไปแล้ว อย่างน้อยก็เกือบสองประการ
ย้อนมาที่“ทรัมพ์”พูดจา กลับไปกลับมา ในกรณีเจรจากับ”ปูติน”เพื่อประโยชน์อะไร เป็นเพราะความ”โง่”หรือว่า จะมีอะไร แอบแฝงอยู่เบื้องหลัง อันนี้ยิ่งน่าสนในใจมาก หากว่ากระทำเขาเพียงไม่รอบคอบพอ
ขอให้ท่านผู้อ่านกลับไปคิดใคร่ครวญ หาคำตอบกันเอาเอง เป็นการบ้านครับ







