อาชญากรรมสงครามใน 2 สมรภูมิ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
อาชญากรรมสงครามใน 2 สมรภูมิ
สงครามในเยเมน เริ่มจากการลุกฮือของประชาชนที่ถูกกดขี่โดยประธานาธิบดีซาเลห์ และต่อมารองประธานาธิบดีฮาดีที่ได้รับการสนับสนุนจากซาอุดิอารเบียก็เข้ายึดอำนาจ แต่พอมีอำนาจก็สรวมบททรราชย์เต็มขั้น จนเกิดการกบฏและการเข้ามาปฏิบัติการก่อการร้ายของทั้งอัลกออิดะห์ และกลุ่มไอเอส (ดาอิซ ตักฟีรี) ส่วนแกนนำกบฏก็คือฮูธี (HUTHI) ซึ่งเป็นกลุ่มศาสนานิกายซีอะห์ สำนักคิดไซดียะฮ์ ซึ่งแตกต่างจากประชากรส่วนใหญ่ในอิหร่าน กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่เข้มแข็งมาก จึงรุกคืบหน้าเข้ายึดเมืองหลวงซาฮ์นาไว้ได้ จนฮาดีต้องหนีไปอยู่เอเด็น ส่วนกองทหารที่ภักดีต่อซาเลห์ก็เข้าร่วมมือกับกบฏฮูธี รุกไล่ยึดพื้นที่ในประเทศ ที่มีประชากรประมาณ 22.2 ล้านคน
ต่อมาเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2015 ซาอุดีอารเบียได้จัดตั้งกองกำลังพันธมิตรที่มีประเทศในกลุ่มอาหรับหลายประเทศร่วมด้วย เช่น คูเวต สหรัฐอรับเอมิเรต อียิปต์ และยังมีปากีสถาน มาเลเซียร่วมด้วย ส่วนใหญ่เป็นนักรบรับจ้าง ในวันดังกล่าวซาอุฯได้เริ่มออกปฏิบัติการโจมตีทางอากาศเพื่อสนับสนุนฮาดีที่จนมุมอยู่ที่เอเด็น จนทำให้สงครามประทุลุกลามก่อให้เกิดความเสียหายไปทุกหย่อมหญ้า จากรายงานขององค์การนิรโทษสากลพบว่า ประชาชนกว่า 3 ล้านคนถูกบังคับให้ต้องอพยพหนีสงคราม บาดเจ็บจากภัยสงครามเกือบแสน ล้มตายอีกหลายหมื่นคน เด็ก 2.5 ล้านต้องหยุดเรียนที่สำคัญประชากรกว่า 20 ล้านต้องอดอยากหิวโหย และเผชิญกับโรคระบาด ซึ่งประชาชนเหล่านี้ต้องติดอยู่ระหว่างการต่อสู้และไม่มีที่จะไป ในจำนวนนี้มีทั้งเด็ก คนชรา และคนทุพพลภาพ
ยิ่งไปกว่านั้นการบริการทางสาธารณูปโภคทั้งหลาย เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า การสุขะอนามัยถูกทำลายโดยการโจมตีทั้งทางเครื่องบิน และปืนใหญ่ ซึ่งไม่ละเว้นแม้แต่โรงพยาบาล
สิ่งเหล่านี้สื่อตะวันตกส่วนใหญ่เพิกเฉยหรือลงเป็นข่าวเล็กๆ มีบางสื่อ เช่น ดิการ์เดียน ที่ลงข่าวโศกนาฏกรรมนี้ แหล่งข่าวท้องถิ่นอัลมาซีเราะห์รายงานว่า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน ซาอุดิอารเบีย และพันธมิตรได้โจมตีทางอากาศในละแวกใกล้เคียงเมือง OMRAN โดยอ้างว่าโจมตีกบฏแต่ปรากฏว่าทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต 9 คน บาดเจ็บสาหัส 19 คน ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่าระเบิดได้ทำลายบ้านเรือน และสังหารพลเรือนแหลกเป็นชิ้นๆ มารดาผู้พึ่งสูญเสียลูกสาวที่ยังเล็กอยู่ เพราะพยายามหลบหนีออกจากเมืองแต่ไม่มีทางออก ลูกที่กำลังป่วยเพราะหอบหืดและหัวใจไม่สามารถหาสถานพยาบาลที่จะเยียวยาได้จนในที่สุดก็เสียชีวิต
แต่ในวันเดียวกันกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯออกมาประนามการโจมตีกรุงริบาดเมืองหลวงของซาอุ ด้วจรวดของกลุ่มกบฏฮูธี ทั้งๆที่ทางการซาอุฯสกัดได้ และไม่มีการสูญเสีย และไม่มีการพูดถึงการสูญเสียชีวิตคนบริสุทธิ์ชาวเยเมนเลย
นอกจากนี้กองกำลังพันธมิตรของซาอุฯยังรุกคืบหน้าเข้ายึดสนามบิน และกำลังพยายามยึดท่าเรือฮุไดดะฮ์ที่เป็นจุดสำคัญในการลำเลียงอาหารและเวชภัณฑ์เข้ามาบรรเทาทุกข์ชาวเยเมน ทำให้องค์การกาชาดสากลไม่สามารถให้ความช่วยเหลือชาวเยเมนที่ทุกข์ยากได้ เพราะเป็นเส้นทางเดียวที่จะขนส่งเข้าประเทศได้ในขณะนี้
ส่วนอังกฤษที่เป็นผู้จัดส่งอาวุธสำคัญให้พันธมิตรโดยรับเงินเป็นจำนวนมากก็ทำเฉย ทั้งๆที่มีการคัดค้านจากส.ส.พรรคฝ่ายค้านในสภา โดยอ้างว่าการจำหน่ายอาวุธให้พันธมิตรซาอุฯนี้ไม่ผิดต่อกฎหมายอังกฤษ
ในการเข้าโจมตีครั้งใหม่นี้ของซาอุดิอารเบีย และพันธมิตรที่เมือง MOKHA ทำให้มีการสูญเสียชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ผู้เห็นเหตุการณ์ AMAL SABRI เล่าว่าการโจมตีทางอากาศนี้ทำให้พลเรือนเสียชีวิตรวดเดียวถึง 63 คน โดยซากศพถูกฉีกกระจายเป็นชิ้นๆและเกิดไฟไหม้รุนแรง
เมื่อถามว่าทำไมซาอุดิอารเบีย และสหรัฐอรับเอมิเรตจึงต้องทุ่มเททุกอย่างเพื่อยึดครองเยเมนให้ได้ก็พอ มีคำตอบอยู่บ้างนั่นคือ ซาอุฯกลัวว่าจะถูกปิดล้อมโดยวงเดือนซีอะห์ คือ โอบล้อมซาอุฯเป็นรูปวงเดือน ทั้งนี้เพราะกบฏฮูธีได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน และฮิซบุลเลาะฮ์จากเลบานอน ในขณะที่สหรัฐอรับเอมิเรตนั้นต้องการเมืองท่าเอเดน และท่าเรือฮุไดดะฮ์ เพื่อขยายเครือข่ายขนส่งสินค้าของตนออกไปจากเมืองท่าดูไบ
แต่การกระทำของประเทศเหล่านี้ที่หนุนหลังโดยสหรัฐฯและอังกฤษนั้นก่อให้เกิดอาชญากรรมสงครามขึ้น เพราะทำให้ประชาชนจำนวนมากอดอยาก ล้มตาย มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง และขาดซึ่งมนุษยธรรมอย่างสิ้นเชิง
นอกจากนี้ยังมีข่าวเพิ่มเติมว่าคุกในเอเดนที่ดูแล โดยสหรัฐอรับเอมิเรตได้ทำการทารุณกรรมนักโทษ และมีการละเมิดทางเพศอย่างโหดร้าย แต่เมื่อองค์การนิรโทษกรรมสากลจะขอเข้าไปตรวจสอบก็ถูกปฏิเสธ
อนึ่งองค์การนิรโทษกรรมสากลยังได้ทำการสำรวจสถานที่ถูกโจมตีทางอากาศทั้ง 6 เขต คือ ซาดา ฮัจจะ ฮูไดดะฮ์ ทาอีส และลาฮ์จ พบว่ามีการใช้ระเบิดคลัสเตอร์ที่แตกกระจายแบบปีนลูกซอง ซึ่งเป็นสะเก็ตกระจายไปทั่ว ทำให้พลเรือนต้องบาดเจ็บล้มตาย โดยไม่จำเป็นอีกเป็นจำนวนมาก และอาวุธเหล่านี้ถูกห้ามใช้ตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในเขตเมือง
นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างของการก่ออาชญากรรมสงครามที่มีอังกฤษและสหรัฐฯเป็นผู้สนับสนุนด้านอาวุธ โดยที่ทั้ง 2 ประเทศอยู่ในภาคีสนธิสัญญาการค้าอาวุธ ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย เพื่อลดความทุกข์ยากของมนุษย์”
ในอีกสมรภูมิคือซีเรีย กองกำลังฝ่ายกบฎที่นำโดยสหรัฐฯก็มีปฏิบัติการที่เป็นการก่ออาชญากรรมสงครามไม่ยิ่งหย่อนกัน แม้จะอ้างว่าทำไปเพื่อโจมตี IS แต่ทำให้พลเรือนเสียชีวิตมากมาย รวมทั้งผู้บาดเจ็บนับพัน ตัวอย่างคือการโจมตีที่เมืองรัคกา เมื่อปี 2017 ที่สหรัฐฯกล่าวว่าเป็นสงครามแห่งการทำลายล้าง ซึ่งองค์การนิรโทษกรรมสากลรายงานว่าสหรัฐฯและพันธมิตรขาดข้อมูลเพียงพอ หรือจงใจไม่ตรวจสอบข้อมูลแต่ทำการโจมตีเขตที่อยู่อาศัยของประชาชน หรือโจมตีแบบปูพรมทำให้พลเรือนเสียชีวิตหลายร้อยคนในคราวเดียว แต่สหรัฐฯอ้างว่าได้มีการประเมินแล้วอย่างรอบคอบ และจำกัดความเสียหายและประเมินความเสี่ยงมาอย่างดี แต่การรายงานกลับคลุมเครือ และขัดแย้งกับองค์การฯแถมยังกล่าวหาว่าองค์การฯไม่ตรวจสอบข้อมูล และมีอคติต่อสหรัฐฯและพันธมิตร โดยกล่าวหาว่าจงใจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และก่ออาชญากรรมสงคราม
แต่ปรากฏว่าในเดือนกุมภาพันธ์ 2017 องค์การได้ส่งนักสำรวจลงไปปฏิบัติการเป็นเวลา 2 สัปดาห์ในจุดที่ถูกโจมตีโดยสหรัฐฯ 42 จุด และสัมภาษณ์พยานและผู้รอดชีวิต 112 คน ตลอดจนเก็บข้อมูลจากครอบครัวที่สูญเสียญาติ 90 คน กับเพี่อนบ้านอีก 39 คน ต่างก็ยืนยันว่าการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯและพันธมิตรได้สังหารชีวิตและทำให้พลเรือนบาดเจ็บหลายร้อยคน นอกจากนี้ยังได้มีการตรวจสอบภาพถ่ายจากดาวเทียมพบว่ากองกำลังพันธมิตได้ยิงปืนใหญ่เข้าไปในเขตที่มีประชาชนอยู่หนาแน่น
องค์การนิรโทษกรรมสากล จึงทำการประท้วงไปยังสหรัฐฯอังกฤษ และฝรั่งเศส แต่โฆษกกองทัพสหรัฐฯ พันเอก S.Ryan กลับโต้ผ่านสื่ออังกฤษว่า ผู้อำนวยการองค์การ KATE ALLEN ควรจะย้ายจากที่ปลอดภัยในอังกฤษและเข้ามาอยู่ในสมรภูมิที่อิรักหรือซีเรียจะได้รู้ว่าพวกเขาทำงานกันด้วยความยากลำบากอย่างไร
ขณะที่กระทรวงกลาโหมอังกฤษอ้างว่าข้อมูลของตนนั้นโปร่งใส ตรวจสอบได้โดยมีบันทึกการโจมตี 1700 ครั้ง แต่เมื่อปรากฏความจริงว่าการโจมตีของพันธมิตรทำให้พลเรือนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงว่าต้องมีความผิดพลาดเกิดขึ้น กลับไม่มีการตรวจสอบมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว…อย่าลืมว่าบรรดาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายสมควรและมีสิทธิที่จะได้รับความยุติธรรม!
ประเทศไทยเราก็ควรสังวรไว้ว่าการบ่มเพาะให้เกิดความเกลียดชังและแบ่งแยกไม่ว่าจะเป็นด้วยความคิดทางการเมือง ชนชั้น หรือแม้แต่ศาสนา จะเป็นชนวนสงครามได้อย่างดี ที่สำคัญเหยื่อทั้งหลายมีสิทธิได้รับความยุติธรรมโดยทั่วกัน
US-led coalition’s war crimes

According to the Amnesty International investigation the US-led military campaign to oust the Islamic State (IS) group from the Syrian city Raqa in 2017 killed hundreds of civilians in indiscriminate bombing, amounting to possible war crimes.
The United States led a four-month campaign of air strikes from June last year, dubbed a “war of annihilation” by US Defence Secretary J.Mattis, to oust IS from Raqa.
The Organization report said the military operation failed to take adequate account of civilians and the precautions necessary to minimize harm to them in the city, IS’s de facto capital in Syria.
Coalition command claims that its precision air campaign allowed it to bomb IS out of Raqa while causing very few civilian casualties do not stand up to scrutiny.
But the coalition strikes detailed in this report appear either disproportionate or indiscriminate or both and as such unlawful and potential war crimes.
Coalition spokesman US Colonel T.Veale criticised Amnesty for the report, saying the group had not checked findings with the military or asked for comment. He said his biggest objection was Amnesty’s assumption that the coalition violated international law.

At the same time Amnesty researchers travelled to the devastated city in February and spent two weeks visiting 42 coalition air strike sites, interviewing 112 witnesses and survivors. The report details the experiences of four families whose cases are emblematic of wider patterns.
Between them, they lost 90 relatives and neighbours, 39 from a single family, almost entirely from coalition air strikes, according to Amnesty.
“The cases provide prima facie evidence that several coalition attacks which killed and injured civilians violated international humanitarian law,” the report said.
The probe, which also analysed satellite imagery and other publicly available material, found the coalition fired vast numbers of imprecise explosive weapons in populated areas.
Amnesty has written to defence officials in the United States, Britain and France, whose forces carried out the air strikes over Raqa, seeking additional information about these cases and about other attacks.

However coalition spokesman US Army Colonel S.Ryan told Britain’s Press Association that Amnesty International UK director Kate Allen should “leave the comforts of the UK” and travel to Iraq and Syria to see how coalitions forces were “fighting an enemy that does not abide by any laws, norms or human concern”. He insisted the coalition made “painstaking efforts” to assess allegations of civilian casualties and any “non-combatant death or injury is a tragedy”.
A spokesman for the UK ministry of defence said it had been “open and transparent” over its nearly 1,700 Syrian strikes. “We do everything we can to minimise the risk to civilian life,” he added. “We must accept that the risk of inadvertent civilian casualties is ever present.”
Anyway when so many civilians are killed in coalition’s attacks, something is clearly wrong, and to make this tragedy worse, so many months later the incidents have not been investigated.
The victims deserve justice!







