อุยกูร์

ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม
อุยกูร์กับจีน ความขัดแย้งและประวัติศาสตร์บาดแผล
ซินเจียง (Xingiang) ซึ่งเป็นเขตการบริหารที่ใหญ่ที่สุดของจีนนั้น มีชายแดนอยู่ติดกับประเทศต่างๆ ถึง 8 ประเทศ ได้แก่ มองโกเลีย รัสเซีย คาซัคสถาน คีรกิสถาน ตาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถานและอินเดีย จนถึงเวลานี้ประชาชนส่วนใหญ่ในเขตการบริหารดังกล่าวก็ยังเป็นชาวอุยกูร์
ชาวอุยกูร์ส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงเป็นส่วนสำคัญของอัตลักษณ์และชีวิตของพวกเขา ภาษาของชาวอุยกูร์จะมีความเชื่อมโยงกับภาษาตุรกี (Turkish) พวกเขาถือว่าตัวของพวกเขาเองโดยทางวัฒนธรรมควรมีความชิดใกล้กับประเทศเอเชียกลาง
อาชีพหลักของชาวอุยกูร์ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องอยู่กับเกษตรกรรมและการค้า โดยเฉพาะเมืองอย่างคาฉือ (Kashgar) ซึ่งอยู่ในฐานะของศูนย์รวมตามเส้นทางสายไหม (Silk Rood) ที่อุดมสมบูรณ์
การเข้ามาของชาวฮั่นและวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป
การพัฒนาของจีนนำไปสู่การจัดตั้งบ้านเรือนที่ขยายตัวออกไปในซินเจียง ผลการสำรวจในปี 2000 แสดงให้เห็นว่าชาวจีนฮั่น (Han) ได้กลายเป็นประชาชนร้อยละ 40 และทหารจำนวนมากก็มาอยู่ในพื้นที่ไม่ต่างอะไรกับสามจังหวัดภาคใต้ของไทย นอกจากนี้ยังมีจำนวนของผู้อพยพที่ไม่ได้ลงทะเบียนเข้ามาอยู่ในดินแดนแห่งนี้อีกด้วย
ดินแดนที่ชาวอุยกูร์ได้อาศัยอยู่ในปัจจุบันนั้นเป็นที่รับรู้กันว่าเป็นดินแดนซึ่งเป็นเขตอิสระอยู่เป็นช่วงๆ แต่ที่มารู้จักกันในนามซินเจียงนั้นเกิดขึ้นภายหลังที่ดินแดนแห่งนี้ได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของจีนในศตวรรษที่ 18
ในปี 1949 ได้มีการประกาศการจัดตั้งรัฐเตอรกิสถานตะวันออกเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่เอกราชที่ได้รับก็มีอยู่ไม่นานนัก ปลายปีเดียวกันนี้เอง ซินเจียงได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมิวนิสต์จีน อย่างเป็นทางการ ช่วงทศวรรษ 1990 การสนับสนุนกลุ่มที่ต้องการแยกดินแดน กลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นอย่างเปิดเผย หลังการล่มสลายของอดีตสหภาพโซเวียตและการปรากฏตัวของรัฐมุสลิมหลายรัฐในเอเชียกลาง
ได้มีปฏิบัติการด้านความมั่นคงมากขึ้น ชาวอุยกูร์จำนวนมากถูกกักขังในฐานะผู้ต้องสงสัย แม้ว่ารัฐบาลจีนจะเข้ามาควบคุมเหตุการณ์อย่างเข้มข้น แต่ความรุนแรงก็ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม จีนได้ปราบปรามการลุกฮือเพื่อแยกดินแดนอย่างรุนแรง นักเคลื่อนไหวเพื่ออิสรภาพต้องหลบหนีไปอยู่กับขบวนการใต้ดินในที่สุด
ในขณะที่เหตุการณ์มีความสลับซับซ้อนมากขึ้นนั้น คนจำนวนมากก็มีข้อสรุปไปในทำนองเดียวกันว่าความรุนแรงทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้น ในซินเจียงระหว่างชาวมุสลิมอุยกูร์กับรัฐบาลจีนในเวลานี้นั้นมีรากมาจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมมากกว่าประเด็นอื่นใด
โครงการการพัฒนาใหญ่ๆ ได้นำเอาความเจริญเข้ามายังเมืองใหญ่ๆ ของซินเจียง มีผลดึงดูดคนหนุ่มสาวและชาวฮั่นผู้มีทักษะด้านเทคโนโลยีจากจังหวัดทางตะวันออกให้เข้ามายังดินแดนแห่งนี้ กล่าวกันว่าชาวฮั่นนอกจากจะได้รับงานที่ดีแล้วส่วนใหญ่ของชาวฮั่นก็มีเศรษฐกิจที่ดีด้วยเช่นกัน สิ่งที่เกิดขึ้นได้สร้างความรู้สึกอย่างมากต่อชาวอุยกูร์
กิจการทั้งหลายในด้านการพาณิชย์และวัฒนธรรม ค่อยๆ ถูกรูดม่านปิดลงโดยรัฐบาลจีน มีการใช้มาตรการที่เข้มงวดต่อผู้นับถือศาสนาอิสลาม มีมัสญิดอยู่เพียงไม่กี่แห่ง และมีมาตรการควบคุมโรงเรียนสอนศาสนาอย่างเข้มงวด
รายงานจาก Rights group Amnesty International ของปี 2013 กล่าวว่าเจ้าหน้าที่จีนได้ยุติการแสดงออกทางอัตลักษณ์ด้านวัฒนธรรมของชาวอุยกูร์ลง รวมทั้งการแสดงออกทางศาสนา ซึ่งถูกมองว่าผิดกฎหมาย
ในเดือนกรกฎาคม ปี 2014 บางหน่วยงานของรัฐบาลในซินเจียง รวมทั้งข้าราชการมุสลิมไม่อาจถือศีลอดในเดือนเราะมะฏอน (Ramadon) อันเป็นเดือนที่ชาวมุสลิมถือเป็นเดือนที่มีความหมายและประเสริฐที่สุดในบรรดาเดือนทั้งหลายตามปฏิทินทางจันทรคติของชาวมุสลิมได้ ข้อห้ามดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในซินเจียง แต่ได้เกิดการห้ามดังกล่าวมาก่อนหน้านี้แล้ว การห้ามดังกล่าวมีส่วนสำคัญที่นำไปสู่การก่อกำเนิดการต่อต้านรัฐบาลจีนโดยชาวอุยกูร์ และแน่นอนการห้ามดังกล่าวย่อมหนีไม่พ้นความตึงเครียดที่จะตามมาในที่สุด
การประท้วงตามท้องถนนเกิดขึ้นในช่วงปี 1990 และอีกครั้งก่อนหน้าการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกในปี 2008 แต่ได้ขยายขนาดใหญ่ขึ้นในปี 2009 ซึ่งเกิดจลาจลทางชาติพันธุ์ขนาดใหญ่ในอุหลู่มู่ฉี (Urumqi) เมืองหลวงของรัฐ ประชาชนราว 200 คน ถูกสังหาร ระหว่างที่มีความวุ่นวายทางการจีนรายงานว่าผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นชาวฮั่น
มีการใช้มาตรการด้านความมั่นคงมากขึ้น ชาวอุยกูร์ถูกคุมขังในฐานะผู้ต้องสงสัย แต่ความรุนแรงได้ขยายตัวมากขึ้น เมื่อจีนใช้มาตรการควบคุมชาวอุยกูร์อย่างเข้มข้น
ปี 2012 , 2013 และ 2014 เป็นปีแห่งความรุนแรงและการลุกฮือ และการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกับชาวอุยกูร์ รวมทั้งการจี้เครื่องบินจากเมืองเหอเถียน (Hotan) ไปยังอุหลู่มู่ฉีโดยชาวอุยกูร์แต่ไม่ประสบความสำเร็จ การไล่ยิงผู้ประท้วงที่มีมีดเป็นอาวุธและพยายามเข้าทำลายอาคารของรัฐบาล การใช้ระเบิดและมีดตลอดจนการล้อมปราบโดยฝ่ายของรัฐบาลมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เสียชีวิตรวมกันเป็นจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงทั้งหมดของความรุนแรงเป็นเรื่องยากที่จะยืนกรานได้ เนื่องจากนักข่าวต่างประเทศในพื้นที่ถูกควบคุม มีอยู่บ้างที่ความรุนแรงได้ขยายตัวออกไปนอกซินเจียงอย่างเช่นมีกลุ่มคนที่ใช้มีดไล่แทงผู้คนที่เมืองคุณหมิง รัฐยูนนาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตไป 29 คน ทั้งนี้ผู้แยกดินแดนชาวซินเจียงถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง หรือการระเบิดรถยนต์ท่ามกลางฝูงชนที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน (Tiananmen Squre) ในเดือนตุลาคม ปี 2013 เป็นต้น
รัฐบาลจีนได้ประกาศการรณรงค์ต่อต้านการก่อการร้ายระยะยาว และทำให้ฝ่ายความมั่นคงมีความเข้มแข็งขึ้นและนำเอาทหารจำนวนมากเข้ามาอยู่ในภูมิภาค
มีรายงานเช่นกันว่าฝ่ายจีนได้ใช้มาตรการลงโทษหมู่และจับกุมกลุ่มผู้ที่ทางการเรียกว่ากลุ่มก่อการร้าย ฝ่ายการข่าวของจีนได้รายงานรายชื่อเป็นหางว่าวสำหรับคนที่ก่อการร้ายและในบางกรณีก็มีการลงโทษด้วยการจำคุกตลอดชีวิต
นักวิชาการผู้มีชื่อเสียงชาวอุยกูร์ อิลฮาม โตอ์ตี (Ilham Tohti) ถูกคุมขังและถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้แยกดินแดนในเดือนกันยายน ปี 2014 ข้อหาดังกล่าวได้รับการวิพากษ์อย่างกว้างขวางในระดับระหว่างประเทศ
ขบวนการเตอรกิสอิสลามตะวันออก
ขบวนการที่จีนมักจะอ้างเสมอว่าอยู่เบื้องหลังความรุนแรงทั้งในซินเจียง และที่อยู่นอกเหนือซินเจียงก็คือขบวนการเตอรกิสถานอิสลามตะวันออก (East Turkistan Islamic Movement) หรือ ETIM กล่าวกันว่าความมุ่งหวังของขบวนการ ETIM ก็คือการสถาปนาเตอรกิสถานตะวันออกอิสระในประเทศจีน
ปี 2006 กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐกล่าวถึงขบวนการ ETIM ว่าเป็นกลุ่มนักรบส่วนใหญ่ของชาติพันธุ์อุยกูร์ อย่างไรก็ตามกิจการต่างๆ ของขบวนการ ETIM นั้นยังคงมีความคลุมเครือ ขบวนการ ETIM ถูกตั้งคำถามว่ามีความสามารถในการก่อความรุนแรงหรือการก่อการร้ายได้จริงหรือไม่? ทั้งนี้ขบวนการ ETIM ไม่เคยออกมาอ้างว่าอยู่ภายใต้การโจมตีใดๆ ในจีนเลย
เจ้าหน้าที่ของจีนกล่าวว่าพรรคอิสลามเตอรกิสถาน (Turkestan Islamic Party) ซึ่งมีการทำงานไปในทำนองเดียวกันกับขบวนการ ETIM ได้นำภาพจากวีดีโอที่บันทึกการสนับสนุนการโจมตีที่เมืองคุนหมิง (Kunming) ออกมาแสดงให้เห็น
ปัจจุบันได้เป็นที่ปรากฏโดยทั่วไปว่าความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับซินเจียงได้ขยายตัวออกไป คำถามที่ได้รับความสนใจก็คือใครกันแน่ที่กำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ ซึ่งดูเหมือนว่าจะต้องมีการตรวจสอบกันอย่างมาก
ความเหมือนและความต่างของชาวมุสลิมกลุ่มน้อยสองกลุ่มในจีน
มีกลุ่มชาติพันธุ์มุสลิมกลุ่มใหญ่อยู่สองกลุ่มในจีน คือกลุ่มฮุย (Hui) และอุยกูร์ แม้ว่าทั้งสองชาติพันธุ์นี้จะมีความเชื่อเหมือนกัน แต่สถานะในสังคมจีนระหว่างสองกลุ่มจะมีความแตกต่างกันและได้รับความเคารพต่างกัน
ชาวอุยกูร์ ซึ่งพูดด้วยภาษาเตอรกิก (Turkic) ที่เขียนด้วยตัวหนังสืออาหรับนั้น จะมีความแตกต่างจากชาวจีนฮั่นปรากฎให้เห็นอย่างที่ชาวอเมริกันพื้นเมืองมีความแตกต่างไปจากชาวอเมริกันคอเคเซีย ดังได้กล่าวมาแล้วประชากรชาวอุยกูร์ราว 8 ล้านคน ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตปกครองอิสระซินเจียง มณฑลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ติดอยู่กับชายแดนของหลายประเทศของเอเชียกลาง ซึ่งอยู่ทางชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
คาดกันว่าชาวฮุยมีอยู่ราว 11 ล้านคนซึ่งอยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศ อย่างไรก็ตามพวกเขาจะมุ่งไปอยู่ที่เขตปกครองอิสระหนิงเซี่ยหุย (Ningxia Hui Autonomious Region) พวกเขามีลักษณะเด่นอยู่ในประเทศจีนเพราะพวกเขาเป็นตัวแทนเดียวอย่างเป็นทางการของกลุ่มของสัญชาติ 65 สัญชาติ ในจีน
สำหรับพวกเขาแล้วศาสนาจะเป็นข้อเลือกสำคัญในการรวมตัวกัน หากดูจากสีผิวและสายเลือด ชาวฮุยจะมีความแตกต่างจากพี่น้องชาวฮั่นของพวกเขาไม่มากนัก ทั้งนี้ประชากรส่วนใหญ่ของเขาจะพูดแมนดาริน (Mandarin) นอกเหนือไปจากการละเว้นหมูและแอลกอฮอล์แล้ว พวกเขามีระบบการควบคุมอาหารเช่นเดียวกับชาวฮั่น
ความแตกต่างอย่างน่าสนใจระหว่างสองกลุ่มชาติพันธุ์นี้ก็คือตำแหน่งความเคารพในสังคม ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์กับรัฐบาลจีน ชาวอุยกูร์ไม่เหมือนชาวฮุย ทั้งนี้ชาวอุยกูร์ได้รับการเลือกปฏิบัติจากรัฐอย่างน่าหวาดหวั่นจนนำไปสู่การห้ามการแสดงออกทางศาสนาและวัฒนธรรมภายใต้ความพยายามของรัฐบาลที่ใช้ข้ออ้างของการเผชิญกับการก่อการร้ายและการต่อต้าน “การแยกดินแดน” รัฐบาลยังคงนำเอาระบบที่แสดงให้เห็นการเลือกปฏิบัติมาใช้ต่อชาวอุยกูร์ และปิดกั้นการแสดงออกทางวัฒนธรรมและศาสนา
หน่วยงานเฝ้าระวังด้านสิทธิมนุษยชนหรือ Human Right Watch ได้รายงานเกี่ยวกับประเทศจีนว่า “มีตำรวจลับอยู่ทุกหนทุกแห่ง” มี “ประวัติศาสตร์การหายตัว” และ “ฝ่ายตุลาการที่ถูกทำให้เป็นการเมือง อันเป็นส่วนประกอบของ “บรรยากาศแห่งความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในหมู่ประชาชนชาวอุยกูร์” ชาวฮุยนั้นไม่ได้ถูกกล่าวถึงในรายงานฉบับเต็ม
ช่องว่างของการดูแลที่แตกต่างกันของรัฐบาลมาจากเหตุผลต่อไปนี้
เรื่องของวัฒนธรรม
เช่นเดียวกับชาวฮั่นที่เป็นคนส่วนใหญ่ ชาวอุยกูร์มีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นในการปฏิบัติตามวัฒนธรรมของพวกเขา และมีความภาคภูมิใจอย่างลึกซึ้งต่อประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรมอันยาวนานของพวกตน มีความปรารถนาอยู่น้อยที่จะผสมกลมกลืนกับชาวฮั่น ความลังเลใจของพวกเขาที่จะกลมกลืนเข้ากับชาวฮั่นถูกตอบโต้ด้วยปฏิบัติการต่างๆ เช่นถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกคลั่งเชื้อชาติเพื่ออ้างถึงความไม่ภักดีต่อผู้ปกครองชาวฮั่น ยิ่งไปกว่านั้นชาวฮั่นยังมีแนวโน้มที่จะลดความสำคัญของชาวอุยกูร์ลงไปด้อยการมองว่าชาวอุยกูร์ “เป็นคนป่าเถื่อน” ในสมัยที่ปกครองโดยราชวงศ์และมีวัฒนธรรมที่อ่อนด้วยกว่าวัฒนธรรมอื่น ซึ่งการกระทำดังกล่าวสร้างความเศร้าโศกและความอึดอัดใจให้กับชาวอุยกูร์เป็นอย่างยิ่ง
ในเวลาเดียวกันชาวฮุยได้รับการพิจารณาว่าเป็นชนกลุ่มน้อยทางศาสนาที่เป็นแบบอย่างของรัฐบาลจีน พวกเขาส่วนใหญ่สามารถผสมกลมกลืนกับสังคมของชาวฮั่นได้ โดยประยุกต์การปฏิบัติศาสนาอิสลามให้เข้ากันได้กับอิทธิพลของขงจื๊อ (Confucian) ที่แผ่ขยายออกไปไกล การที่มัสญิดของพวกเขากลมกลืนไปกับสถาปัตยกรรมของชาวจีนคือประจักษ์พยานที่ชาวฮุยได้ถูกซับกลืนเข้าสู่การผสมกลมกลืนอย่างชัดเจน
แง่มุมอื่นๆ อันเป็นมิติทางด้านวัฒนธรรมที่ส่งผลกระทบต่อสังคมของชาวอุยกูร์ก็คือเรื่องของชาติพันธุ์ที่มีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งทางสังคม การเลือกปฏิบัติจึงนำไปสู่ความสัมพันธ์อุยกูร์-ฮั่นที่ไม่ลงรอยกัน ชาวฮั่นจำนวนมากรู้สึกอึดอัดต่อชาวอุยกูร์ โดยมีความเชื่อว่าพวกเขาเป็นพวกหัวขโมย และหัวรุนแรงและในปัจจุบันเป็นพวกคลั่งไคล้ศาสนา ส่วนหนึ่งก็มาจากการไม่สามารถแยกแยะระหว่างชนกลุ่มน้อยเชื้อสายเตอร์กิก
ผลที่ตามมาก็คือเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดอาชญากรรมซึ่งกระทำโดยชาวตาจิก , คาซัก คิรกิซ อุสเบ็กหรือตาตาร์ ชาวฮั่นก็จะบอกว่าความผิดนั้นมาจากชาวอุยกูร์และไม่ช้าไม่นานอาชญากรรมที่ไม่ได้เกิดจากน้ำมือของชาวฮั่นที่เกิดในจีนก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นฝีมือของชาวอุยกูร์ทั้งสิ้น
ผลของความเชื่อแบบเหมารวมนี้มีประจักษ์พยานอยู่ในเมืองอุหลู่มู่ฉี ซึ่งมีชาวฮั่นและชาวอุยกูร์อยู่ในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน เมืองหลวงของซินเจียงแห่งนี้เป็นเมืองแห่งการแบ่งแยก ทั้งนี้ชาวจีนเชื้อสายอื่นๆ จะอยู่ทางเหนือที่มีความมั่นคั่ง ส่วนชาวอุยกูร์ส่วนใหญ่จะพัฒนาน้อย ทั้งนี้จะพบว่าชาวฮั่นจะไม่ค่อยเดินทางลงมาทางใต้มากนัก
อย่างไรก็ตาม ชาวฮุยจะผสมผสานกับทั้งสองกลุ่มได้อย่างเสรี การที่พวกเขาพูดแมนดารินได้ดีทำให้พวกเขาเข้าถึงชาวฮั่นได้อย่างลงตัว ในขณะที่การนับถือศาสนาอิสลามของพวกเขาทำให้พวกเขาเข้ากันได้กับชาวอุยกูร์ ที่น่าสนใจก็คือภาษามีบทบาทสำคัญในการแบ่งแยกสองกลุ่มด้วยเช่นกัน
ชาติพันธุ์ก็มีส่วนสำคัญต่อการฉายภาพชาวอุยกูร์ทางสื่อของรัฐ นับตั้งแต่มีสงครามก่อการร้ายระหว่างประเทศ เจ้าหน้าที่ของรัฐก็รีบให้ฉายาของอาชญากรรมที่กระทำโดยชาวอุยกูร์ว่าเป็นการกระทำของการก่อการร้าย ภาพของชาวอุยกูร์ซึ่งได้รับการกล่าวขานว่าเป็นกลุ่มผู้คลั่งศาสนาเข้าไปฝังอยู่ในการรับรู้ของสาธารณชน และเมื่อเกิดการก่อการร้ายขึ้นจริงหรือเมื่อการก่อการร้ายอาจมีมากขึ้นก็เท่ากับว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นความเชื่อที่ถูกต้องของสาธารณชนไปในที่สุด แต่ชาวฮุยไม่มีข้อกล่าวหาที่กล่าวมาแล้วข้างต้นจากสื่อที่มีอคติ อย่างไรก็ตามสำหรับชาวอุยกูร์สายกลาง ซึ่งรักสันติภาพและมีอยู่จำนวนมากนั้น การตีตราพวกเขาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายไปแล้วได้กลายเป็นปัญหาสำหรับพวกเขาอย่างมาก
เหตุผลสำคัญอีกเหตุผลหนึ่งสำหรับการมีช่องว่างในการดูแลชาวอุยกูร์ก็คือเรื่องของดินแดนนั่นเอง เมื่อมาถึงศตวรรษที่ 20 ชาวอุยกูร์ก็ได้ประสบการณ์มาจากสองช่วงเวลาของการได้รับเอกราช โดยทั่วไปเชื่อกันว่าซินเจียงถูกครอบครองอย่างอยุติธรรมจากจีน คนจำนวนมากเชื่อกันว่าดินแดนที่ชาวอุยกูร์ชาตินิยมเรียกว่าเตอรกิซสถานตะวันออก ซึ่งมิได้เป็นชื่อในภาษาแมนดาริน ควรจะเป็นชาติอิสระปกครองโดยชาติพันธุ์อุยกูร์เหมือนรัฐที่ใช้คำว่าสถาน (Stan) อื่นๆ ของเอเชียกลาง
ในขณะที่ชาวฮุยเกือบจะไม่เคยถูกท้าทายในเรื่องดินแดนของพวกเขาเลย ประวัติศาสตร์ได้แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความสนใจการเมืองน้อย และพวกเขาก็ไม่มีประสบการณ์ในการปกครองด้วยเช่นกัน ชาวฮุยจะอยู่ห่างจากการเมืองจีนตลอดศตวรรษ ส่วนใหญ่ในฐานะชนกลุ่มน้อยที่อยู่กับชนกลุ่มใหญ่ชาวฮั่น สิ่งที่พวกเขามีความเป็นห่วงมากที่สุดนั้นอยู่ที่ว่าพวกเขาจะได้ปฏิบัติศาสนาอย่างเสรีได้หรือไม่มากกว่าเรื่องอื่นๆ
แม้ว่าจะมีประสบการณ์ในการถูกเลือกปฏิบัติและความยากลำบากมาตลอดศตวรรษภายใต้ชนชั้นผู้ปกครอง และได้ต่อสู้ภายใต้ความเป็นผู้นำของผู้นำจีนมาหลายคน แต่ประสบการณ์เหล่านี้ก็ไม่ได้นำไปสู่ความปรารถนาที่จะมีรัฐ ดังนั้นจีนในปัจจุบันจึงให้ความสำคัญในเรื่องของเขตแดนและเอกภาพทางชาติพันธุ์ และมิได้สร้างอุปสรรคใดๆ ให้กับชาวฮุยซึ่งไม่เคยออกมาท้าทายรัฐในเรื่องใดๆ เลย ความมั่นใจนี้ยังคงมีอยู่ต่อไปแม้ว่าชาวฮุยจะเข้าไปสู่ความเคร่งครัดในศาสนามากขึ้นก็ตาม
ในปี 2006 ผู้นำอิสลามซึ่งยึดแนวรหัสยะนัย (ซูฟี) ในเมืองหนิงเซีย (Ningxia) ได้สร้างสิ่งที่หนังสือพิมพ์ South China Morning Post เรียกว่า “รัฐศาสนาที่แท้จริง” โดยมีคนหนึ่งล้านห้าแสนคนเป็นสานุศิษย์ มีมัสญิดและโรงเรียนสอนศาสนาที่เรียกว่ามัดเราะซะฮ์ (madrasas) เป็นเครือข่าย
นอกจากนี้ผู้นำศาสนาคนเดียวกันยังพูดถึงสมัยที่เขาได้เห็นและได้ฟังอุสามะฮ์ บินลาดินพูด และได้พบกับนักการศาสนาสุดโต่งอีกหลายคนในขณะที่เขาศึกษาอยู่ในปากีสถาน แต่เนื่องจากตัวเขามีความภักดีต่อพรรคคอมมิวนิสต์อย่างไม่สั่นคลอน เขาจึงไม่ได้สร้างความกังวลให้เจ้าหน้าที่จีนแต่อย่างใด
ในขณะที่ชาวอุยกูร์ที่ยึดถือสายกลางที่สุดในซินเจียงก็ยังอยู่ภายใต้ข้อกำหนดที่เข้มงวด ตัวอย่างดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าความแตกต่างในการดูแลชนกลุ่มน้อยทางศาสนาสองกลุ่มนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องราวทางศาสนา หากเป็นเรื่องที่อยู่ในอาณาจักรทางการเมืองเสียมากกว่า
นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองดูนโยบายของจีนที่มีต่อชาวอุยกูร์ว่าเป็นไปในทางเดียวกัน นั่นคือการสร้างกระแสอิสลาโมโฟเปียหรือโรคหวาดกลัวอิสลามและความเป็นปรปักษ์กับสิ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์โดยทั่วไป รวมทั้งความพยายามอย่างมากของรัฐบาลที่จะลดความเชื่อถือในศาสนาที่ซินเจียง ทำให้ได้เห็นการลดความสำคัญของศาสนาอย่างชัดเจน
เมื่อมองการดูแลของรัฐบาลที่มีต่อชาวฮุยมุสลิมในซินเจียงที่มีเสรีภาพทางศาสนาและการเมือง ที่แตกต่างกับที่ชาวอุยกูร์ได้รับ เราก็จะได้รับการอธิบายที่ต่างกัน สิ่งที่ประเทศจีนถูกขับเคลื่อนให้กดขี่ชาวอุยกูร์นั้นมิใช่การไม่ชอบอิสลามแต่ประการใด แต่เป็นอาการความป่วยไข้ที่มีต่อการดูแลชาวอุยกูร์นั้นเอง
อุยกูร์มุสลิม
การลุกฮือจากกลุ่มอุยกูร์ผู้ติดอาวุธในเมืองบาเร็นแสดงให้เห็นความรุนแรงที่มีมากขึ้นในซินเจียง มีการกล่าวถึงเหตุผลสำคัญ 2 ประการของการลุกฮือ ประการแรกเป็นเรื่องของการแยกชาติพันธุ์ ประการที่สอง เป็นโวหารทางศาสนา ชาวอุยกูร์ที่อยู่ในพื้นที่เป็นคนเชื้อสายตุรกีอาศัยอยู่ในซินเจียงและส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม การผสมกันทางชาติพันธุ์และศาสนาจึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการทางศาสนา อุดมการณ์ทางการเมือง อาวุธและประชาชนในเวลาเดียวกัน
ชาวอุยกูร์ผู้ลุกฮือสามารถแบ่งวัตถุประสงค์ของพวกเขาได้ดังนี้ ประการแรกพวกเขาต้องการรัฐอุยกูร์ที่แยกออกจากจีน ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอุยกูริสถาน หรือเตอรกิสตะวันออก ซึ่งมีอาณาเขตกว้างใหญ่ในจีน อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ชาวอุยกูร์กลุ่มหนึ่งต้องการแยกรัฐออกไปนั้น ชาวอุยกูร์บางกลุ่มต้องการดำรงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมของตนเอาไว้ภายใต้ความสัมพันธ์กับจีนในเขตปกครองอิสระ ในขณะที่อุยกูร์บางส่วนก็กลมกลืนตนเองเข้ากับระบบของจีนได้ ด้วยเหตุนี้ความมุ่งหวังของชาวอุยกูร์จึงมิได้เป็นกระแสเดียวกัน
การระเบิดออกของความรุนแรงในซินเจียงจะเกิดขึ้นเป็นระยะๆ และกลุ่มที่ออกมารับผิดชอบนั้นบ่อยครั้งจะเป็นกลุ่มที่ปรากฏขึ้นมาและหายไป ความทุกข์ยากของชาวอุยกูร์ที่มีต่อจีนนั้นมีรากมายาวนาน ปรากฎการณ์ใหญ่ๆ ที่เข้ามาร่วมอยู่ในการขับเคลื่อนของชาวอุยกูร์ก็คือการสนับสนุนของตุรกีอย่างไม่เป็นทางการ รวมทั้งเงินทุนของชาวมุสลิมที่ให้การฝึกฝนมาจากข้างนอก
การเข้ามาจัดการกับชาวอุยกูร์ โดยรัฐบาลกลางของจีนในซินเจียงสามารถหยุดความรุนแรงได้เป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ได้ก่อความรู้สึกของความไม่ไว้วางใจและความรู้สึกว่าไม่ได้รับความยุติธรรมจากชาวอุยกูร์ในระยะยาว
ปี 1996 ได้มีการใช้มาตรการตอบโต้โดยตำรวจจีนที่มีอยู่ทั่วไปอย่างรุนแรงเพื่อต่อสู้กับอาชญากรรมและการคุกคาม ทั้งนี้ปัญหาที่ตำรวจจีนเข้ามาแก้ไขก็คือ การแยกดินแดน ความสุดโต่งและการก่อการร้าย
แก่นแกนของปัญหา
เดือนมกราคม ปี 2007 กองกำลังของจีนบุกค่ายฝึกในซินเจียง สังหารชาวอุยกูร์ผู้ต้องสงสัยไป 18 คน โดยตำรวจเสียชีวิตหนึ่งคน มีรายงานว่าผู้ถูกสงสัยอีก 17 คนถูกจับกุม มีการยึดระเบิด การจู่โจมดังกล่าวทางการจีนกล่าวว่าได้พบหลักฐานใหม่ที่มีความเชื่อมโยงกับกลุ่มก่อการร้ายระหว่างประเทศ
การเข้าจู่โจมจากเจ้าหน้าที่ของจีนในครั้งนั้นถือเป็นการปะทะครั้งล่าสุดระหว่างชาวมุสลิมอุยกูร์และเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของจีน ซึ่งสะท้อนให้เห็นการท้าทายอย่างจำกัดต่อความมั่นคงของจีนบนพื้นแผ่นดินใหญ่
ในทัศนะของจีนความไม่มั่นคงในซินเจียงอาจจะนำเอาความไม่มั่นคงมาสู่ธิเบต มองโกเลียในและไต้หวันได้ในที่สุด ซึ่งความขัดแย้งที่มีอยู่ทั่วเอเชียนี้ที่มาของปัญหาจะมีความสลับซับซ้อน ซึ่งเป็นส่วนผสมของประวัติศาสตร์ ชาติพันธุ์และศาสนา ซึ่งอาจเติมเชื้อเพลิงให้รุนแรงมากยิ่งขึ้นไปอีก นอกเหนือไปจากความยากจน การว่างงาน ความแตกต่างทางสังคมและความไร้โอกาสทางการเมือง
รัฐบาลกลางของสาธารณะประชาชนจีน ได้ผ่านคลื่นลมหลายระลอกในการดูแลเรื่องของศาสนาและชาติพันธุ์ในดินแดนของตน ในทางประวัติศาสตร์ของชาติพันธุ์ที่เป็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งนับถือศาสนาต่างๆ นอกเหนือไปจากศาสนาพุทธของชาวจีนแล้วความไม่สงบทางสังคมในประเทศจีนก็มีตัวอย่างให้เห็นเช่น กบฏไทปิง (Taiping Rebellion) ในศตวรรษที่ 19 รวมทั้งชนกลุ่มย่อย เค่อเจี้ย (Hakka) และชนกลุ่มน้อยจ้วง (Zhuang) และสงครามชนกลุ่มน้อยฮุยล้วนมีที่มาจากขบวนการทางศาสนาทั้งสิ้น
ในทางชาติพันธุ์ ชาวฮุยเป็นชาวจีน แต่ในทางศาสนาแล้วพวกเขาเป็นชาวมุสลิมที่นับถือศาสนาอิสลาม เป็นชนกลุ่มน้อยที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง
สำหรับชาติพันธุ์ต่างๆ ที่เป็นชนกลุ่มน้อยและชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในซินเจียงนั้นพวกเขาต้องเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่าความเป็น “ดินแดนใหม่” ในประเทศจีน ส่วนใหญ่จะถูกพิชิตและบูรณาการเข้ากับรัฐจีนมาตั้งแต่ทศวรรษ 1750
ซินเจียงได้กลายมาเป็นมณฑลในปี 1884 โดยมีชายแดนทางตะวันตกติดกับรัสเซีย นักประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียงอย่างโจนาธาน สเป็นซี (Jonathan D.Spence) มีความเห็นว่าในช่วงต้น ดินแดนซินเจียงมิได้ถูกทำให้เป็นอาณานิคมหรือที่อยู่อาศัยของผู้ตั้งรกราก แต่ได้คงความเป็นเขตแดนทางยุทธศาสตร์เอาไว้ โดยมีชาวหมานจู๋ (Manchu) อยู่ถึง 20,000 คน และ มีที่มั่นของจีนอยู่ที่นั้น โดยในแต่ละปีจีนจะใช้เงินจำนวนมากเพื่อรักษาที่มั่นดังกล่าวเอาไว้
ชาวมุสลิมส่วนใหญ่จะมีผู้นำศาสนาของพวกเขาเอง ซึ่งได้รับเงินเดือนและตำแหน่งจากราชวงศ์ชิงของจีน หลังการล่มสลายของราชวงศ์ชิงอันเป็นราชวงศ์สุดท้าย สาธารณะรัฐชาตินิยมก็ค่อยๆ แลเห็นประเทศของตนตกไปอยู่ภายใต้การยึดครองดินแดนและภายใต้ขุนศึกต่างๆ ของญี่ปุ่น รวมทั้งซินเจียงซึ่งปกครองโดยผู้ว่าราชการที่เป็นทหารอิสระ ดังที่พวกเขาได้ขอความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากสหภาพรัสเซียในตอนต้นและจากฝ่ายชาตินิยมในตอนหลัง ก่อนที่ในที่สุดจะยอมมอบดินแดนให้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์ในซินเจียงในเดือนกันยายนปี 1949
ในช่วงต้นแม้จะได้มีการประกาศให้สาธารณะประชาชนจีนเป็นรัฐที่มีหลากหลายเชื้อชาติในปี 1949ก็ตาม กระนั้นนโยบายของพรรคต่อต้านฝ่ายขวา (Anti Rightist) แห่งปี 1957 ก็ปฏิเสธลัทธิชาตินิยมท้องถิ่นในหมู่ชนกลุ่มน้อยต่างๆ และปิดกั้นศาสนา หนึ่งทศวรรษต่อมา การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) อันเข้มข้นแห่งปี 1966-67 ได้นำเอาความอยุติธรรมอย่างมากมาสู่ชนกลุ่มน้อย
ศาสนาถูกสั่งห้ามเป็นการเฉพาะ เช่นเดียวกับการใช้ภาษาทางชาติพันธุ์ อาหารและการแต่งกาย ทางวัฒนธรรม ชาวอุยกูร์แห่งซินเจียงก็เช่นเดียวกับมุสลิมอื่นๆ ในจีน ที่ได้พบว่าตำราทางศาสนาและมัสญิดทั้งหลายของพวกเขาได้ถูกทำลายลงไป ผู้นำทางศาสนาถูกประหาร บุคคลที่ยึดถือในศาสนาถูกลงโทษ
พร้อมๆ ไปกับนโยบายที่เปิดกว้างมากขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 จนถึงทศวรรษ 1990 ข้อจำกัดที่มีต่อชนกลุ่มน้อยและศาสนาได้เริ่มผ่อนคลายลง การเปิดกว้างดังกล่าวเป็นผลให้ชนกลุ่มน้อยจำนวนมากขึ้นได้ออกมากล่าวถึงการเลือกปฏิบัติทางเศรษฐกิจ ศาสนาและการปฏิบัติทางการเมืองที่พวกเขาได้รับ
รัฐบาลจีนได้เริ่มเข้าปราบปรามที่ซินเจียงในปี 1996 ไม่นานหลังจากมีการพบปะกันของกลุ่มชางไห่ 5 ซึ่งต่อมาอีกไม่นานกลายเป็นองค์การความร่วมมือช่างไห่ (Shanghai Cooperation Organization) ซึ่งมีรัสเซีย จีน คาซัคสถาน คีรกิสถาน อุซเบกิสถาน และตาจิกิสถานเป็นสมาชิก
ในการใช้ตำรวจและทหารปราบปรามนั้นทางการจีนชื่อว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจจะสามารถหยุดยั้ง การเรียกร้องเอกราชและแก้ปัญหาของชาวซินเจียงได้ ในทางเศรษฐกิจพบว่าซินเจียงมีเศรษฐกิจดีกว่าเมื่อหนึ่งทศวรรษก่อน แม้ว่ายังตามหลังดินแดนอุตสาหกรรมที่อยู่ตามชายฝั่งอยู่ก็ตาม
อย่างไรก็ตามการพัฒนาดังกล่าว ก็มีส่วนต่อการส่งเสริมเศรษฐกิจที่เปิดจีนเข้าสู่ความเสี่ยงในซินเจียงด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในแผนพัฒนาของจีน จีนต้องเชื่อมต่อซินเจียงกับเอเชียกลางทางถนน รถไฟ และท่อขนส่งผ่านคาซัคสถาน คีรกิสถาน และตาจิกิสถาน แต่การเปิดกว้างดังกล่าวก็เท่ากับเปิดให้ซินเจียงได้รับการฝึกฝนจากนักรบอิสลามและกลุ่มติดอาวุธและการค้ายาเสพติดที่มาจากดินแดนเหล่านี้และจากที่อื่นๆ ในที่สุด
การตอบรับจากรัฐ
การขานรับจากจีนมีเหตุผลอย่างเป็นทางการ แต่มีผลน้อยในภาคปฏิบัติ ในเดือนกันยายนปี 1999 ได้มีการวางนโยบายว่าด้วยชนกลุ่มน้อยแห่งชาติและการปฏิบัติ โดยสำนักสภาแห่งรัฐ นโยบายนี้กล่าวถึงนโยบายที่มีความยุติธรรมและมีความเอื้ออาทรต่อชนกลุ่มน้อย อย่างไรก็ตามปัญหาที่มีอยู่ยังคงเป็นเรื่องสถานการณ์ของชนกลุ่มน้อยในชีวิตจริงที่ชนกลุ่มน้อยยังคงถูกผูกโยงอยู่กับเรื่องของเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์
การเปิดกว้างต่อชนกลุ่มน้อยเสื่อมคลายลงไปในซินเจียงหลังเกิดเหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 กันยายน ปี 2001 (9/11) เมื่อจีนมีความรู้สึกว่าถึงเวลาที่จะได้รับอนุญาตทั้งจากนานาชาติและภายในชาติที่จะปราบปรามผู้แยกดินแดนในซินเจียง และเรื่องภายในประเทศก็เป็นเรื่องด่วนอย่างมากเช่นกันในอันที่จะป้องกันดินแดนของตนจากการไหลหลั่งเข้ามาของรูปแบบแห่งความรุนแรงจากชายแดนต่างๆ ทั้งอัฟกานิสถาน ปากีสถาน รวมไปจนถึงคิรกิสถานและคาซัคสถาน
นโยบายต่างๆ ของรัฐบาลกลางจีนก็ส่งผลต่อนโยบายในปัจจุบันด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในเดือนพฤษภาคม ปี 2006 เมื่อมีการประชุมสภาจีนอิสลามแห่งชาติเจีย ซิ่งหลิน (Jia Qinglin) ประธานกรรมาธิการสภาที่ปรึกษาทางการเมืองของประชาชนชาวจีนได้สนับสนุนผู้นำอิสลามในจีน ให้มีบทบาทที่ก้าวหน้าในการสร้าง “สังคมแห่งความปรองดอง” ขึ้น
สารดังกล่าวสะท้อนถึงความนึกคิดของรัฐบาลจีนซึ่งเชื่อมโยงชาวมุสลิมเข้าด้วยกัน ซึ่งจำนวนมากของพวกเขาเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศจีนที่ไม่มีความสงบในสังคม
เสี่ยวเหวิน (Ye Xiaowen) ผู้อำนวยการการบริหารของรัฐสำหรับกิจการศาสนามีความเห็นว่า ตามที่ชาวมุสลิมจีนมีความก้าวหน้าไปพร้อมกับชาตินั้นได้มีความเข้าใจผิดที่ได้นำไปสู่การทำลายภาพลักษณ์ของชาวมุสลิม อิสลามเป็นศาสนาของคนรักสันติ ชาวจีนมุสลิมรักสันติปฏิเสธความวุ่นวายและการแยกดินแดน สนับสนุนความใจกว้างและความปรองดองและเห็นความสำคัญของเอกภาพและความมั่นคง
ประเทศจีนมุ่งที่จะอ้างถึงความเกี่ยวข้องนี้ด้วยการกล่าวสโลแกนที่บ่งถึงสามลักษณะคือลัทธิการแยกดินแดน ลัทธิการใช้ความรุนแรง และลัทธิก่อการร้าย ซึ่งได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของสามแนวคิดดังกล่าว ตัวอย่างเช่นประธานาธิบดีหู จินเทา (Hu Jintao) ได้กล่าวเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2004 ว่า
เราต้องต่อสู้กับสามความเลวร้ายที่มาจากการแยกดินแดน ความรุนแรง และการก่อการร้าย ในคำกล่าวในที่ประชุมองค์การความร่วมมือช่างไห่ (Shanghai) (SCO) เขาได้กล่าวเพิ่มเติมว่าการก่อการร้ายในทุกรูปแบบจะต้องถูกปราบปราม จะต้องมีการกำหนดออกมาในการต่อสู้ว่าอะไรเป็นการคุกคามอย่างหนักต่อสันติภาพของโลกและการพัฒนา ควรใช้ความพยายามที่จะจัดการกับปัญหาการเผชิญหน้าในภูมิภาคและความยากจน ซึ่งถือว่าเป็นรากเหง้าของการก่อการร้าย ประธานาธิบดีจีนกล่าวต่อไปว่า “การก่อการร้ายมิได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง”
เป็นที่ชัดเจนว่าผู้นำจีนมีความหวาดกลัวว่าผู้แยกดินแดนซินเจียงจะยังคงหาทางสนับสนุนจากประเทศมุสลิมต่างๆ รวมทั้งขบวนการแยกดินแดนอื่นๆ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับชาวมุสลิมที่ต้องการแยกดินแดนก็ได้
เดือนสิงหาคม ปี 2001 ทหารจีนได้ทำการซ้อมใหญ่ในซินเจียงด้วยการแสดงพาเหรดอุปกรณ์ทางทหารให้เห็นผ่านใจกลางของเมืองคาฉือ
การฝึกซ้อมที่ซินเจียงที่ขยายตัวออกไปเป็นเดือนนั้น มีรายงานว่ามีทหารเข้าไปข้องเกี่ยวด้วยถึง 50,000 นาย อันเป็นหนึ่งในกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดที่มีขึ้นโดยชาวจีนในภูมิภาค ทั้งนี้จะเห็นยานพาหนะติดอาวุธนับร้อยคัน รวมทั้งรถถังและรถบรรทุกที่เต็มไปด้วยทหารและคุ้มกันโดยเครื่องบินที่บินอยู่เหนือศีรษะ
การเดินพาเหรดเปิดตัวโดยนายพลฟู กวนยู (Fu Quanyou) ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยงานทั่วไปของกองทัพปลดปล่อยประชาชน (People’s Liberation Army) หรือ PLA และสมาชิกของคณะกรรมการกลางทางทหาร มีนายพลและเจ้าหน้าที่อาวุโสจำนวนหนึ่งซึ่งมีฐานอยู่ที่เขตทหารเพื่อปกป้องซินเจียง นั่งชมอยู่ที่เวที
อย่างไรก็ตาม แรงผลักดันทางเศรษฐกิจ อาจเป็นเครื่องมือที่ใหญ่ที่สุดในนโยบายของรัฐบาลกลางที่มีต่อชาวซินเจียงและชาวอุยกูร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายการพัฒนาทางด้านตะวันตก
สำหรับดินแดนทางตะวันตกแล้วพบว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของดินแดนที่ขยายออกไปนั้นเป็น ดินแดนที่เป็นที่สูงและทะเลทราย ประกอบไปด้วยจังหวัด 6 จังหวัดและมีดินแดนที่เป็นเขตปกครองอิสระ รวมทั้งซินเจียง ทั้งนี้นโยบายพัฒนาทางตะวันตกถือเป็นยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่มีขึ้นเพื่อที่จะลดความยากจนลง จากนั้นก็เป็นเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนทางสังคมของบรรดาผู้นำจีน
ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 ผู้ปกครองในเวลานั้นคือเติ่ง เสี่ยว ผิง (Deng Xiaoping) ได้พัฒนานโยบายการพัฒนาดินแดนทางชายฝั่งตะวันออกขึ้นมาเป็นลำดับแรก เนื่องจากมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจมากกว่าทางตะวันตก และประการที่สองก็เพื่อเพิ่มการพัฒนาดินแดนทางตะวันตกหลังจากการพัฒนาทางตะวันออกได้ไปถึงจุดหนึ่งแล้ว
ในทศวรรษต่อมาช่องว่างความยากจนและช่องว่างระหว่างตะวันออกกับตะวันตกก็ได้ขยายตัวออกไป นำไปสู่การสร้างกลุ่มปักกิ่งขึ้นในเดือนมิถุนายน ปี 1999 อันเป็นกลุ่มที่รับผิดชอบการพัฒนาดินแดนทางตะวันตกโดยนายกรัฐมนตรี จู หรงจี (Zhu Ronji) และเจ้าหน้าที่ในระดับรัฐมนตรี 17 คน อยู่ในฐานะสมาชิก ความพยายามที่จะใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อเข้ามาแก้ไขการแยกตัวทางชาติพันธุ์ในซินเจียง แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลจีนเชื่อมาโดยตลอดว่าคนอุยกูร์ส่วนใหญ่โดยเบื้องต้นต้องการชีวิตที่ดีทางเศรษฐกิจเพื่อตัวของพวกเขาเองและลูกหลาน
รัฐบาลคอมมิวนิสต์ ภายใต้ประธานาธิบดี หู จินเทา (Hu Jintao) และนายกรัฐมนตรี เหวิน เจียเป่า (Wen Jiabao) ได้รับรู้ว่าการพัฒนาในดินแดนทางตะวันตกอย่างซินเจียงมีความหมายไม่เฉพาะต่อความเจริญรุ่งเรืองที่มีอยู่ต่อไปทั้งหมดเท่านั้น แต่ยังหมายถึงความมั่นคงทางการเมืองอีกด้วย รวมทั้งความเป็นไปได้ของกระแสความรุนแรงของกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง และการเรียกร้องให้มีการแยกดินแดนด้วย
ในปี 2006 หวัง จินเซียง (Wang Jinxiang) รองผู้อำนวยการคณะกรรมการแห่งชาติและการปฏิรูปได้ยืนกรานว่าคณะกรรมการแห่งชาติสำหรับประชาชนจีนเพื่อการประชุมปรึกษาหรือ (CPPCC) ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติและการพัฒนาดินแดนทางตะวันตกของประเทศได้สร้างความก้าวหน้าขึ้นเป็นอย่างมาก
เขากล่าวว่าเงิน (125 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ได้ถูกใช้ไปในการสร้างสาธารณูปโภคที่จีนตะวันตก พร้อมไปกับความเติบโตในทางเศรษฐกิจภูมิภาคร้อยละ 10.6 เป็นเวลาครั้งละ 6 ปี พร้อมๆ ไปกับการพัฒนาโครงการต่างๆ ที่เป็นสาธารณูปโภคโดยจะมีการสร้างทางหลวงใหม่ขึ้น 12 แห่งในซินเจียง เพื่อเชื่อมโยงกับรัสเซีย คาซัคสถาน ตาจิกิสถาน และปากีสถาน
ถนนที่ยาวที่สุดได้ขยายออกไป 1,680 กิโลเมตร จากซินเจียงไปยังอุซเบกิสถาน อิหร่าน ตุรกีและไปถึงยุโรปในท้ายที่สุด ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อปี 2010 ส่วนโครงการสาธารณูปโภคอื่นๆ ที่กำลังดำเนินอยู่หรือที่จบไปแล้วในปี 2007 ก็เช่นการส่งน้ำจากทางใต้ไปทางเหนือ การส่งก๊าซธรรมชาติจากทางตะวันตกไปยังตะวันออก รวมทั้งการสร้างเส้นทางรถไฟชิงจ้าง-ธิเบต (Qinghai-Tibet)
พื้นที่ทางตะวันตก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีอย่างซินเจียงนั้นได้มีการพัฒนามาอย่างพอเพียงแล้ว เพื่อให้ชนกลุ่มน้อยมีความรุ่งเรื่อง เป็นการสนับสนุนชนกลุ่มน้อยให้มีการบูรณาการเข้าสู่โอกาสต่างๆ ทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและการเมืองของจีน
ปัจจัยซับซ้อนที่ปรากฏให้เห็นพร้อมๆ ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจก็คือการอพยพไปยังพื้นที่ทางตะวันตก ซึ่งเป็นพื้นที่ของคนส่วนใหญ่ที่เป็นชาวฮั่นจีน ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้พื้นที่ทางตะวันตกเป็นชาติพันธุ์จีนเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำให้สถานะของ “ชนกลุ่มน้อย” อุยกูร์ ตกเป็นคนชั้นสองไปด้วย พวกเขาได้แลเห็นอย่างชัดเจนว่างานที่ดีคืองานที่มอบให้กับชาวฮั่นจีนในขณะที่งานหนักที่เป็นแรงงานนั้นเป็นตำแหน่งที่มอบให้ชาวอุยกูร์
ชาติพันธุ์อื่นที่อยู่ในซินเจียงอย่างคาซัค ฮุย คิรกิส มองโกลและอื่นๆ จะมีความคิดผสมกันเกี่ยวกับเงินที่มาจากชาวฮั่นแต่ในที่สุดผู้คนก็จะอพยพเข้ามาในดินแดนนี้
จากตัวเลขที่คาดกันจากทางการจีนพบว่าชาวมุสลิมนั้นมีอยู่ 20 ล้านคน ทั้งนี้ได้มีลักษณะของความเป็นชาติพันธุ์ปรากฎอยู่ ทั้งในภูมิภาคและมณฑล ชนกลุ่มน้อยมุสลิมที่มีอยู่ 10 ล้านนั้น โดยปกติจะมีจุดหมายร่วมกันเมื่อพวกเขารู้สึกว่ามีประเด็นศาสนาอิสลามเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเท่านั้น อย่างกรณีที่นักเขียนการ์ตูนเดนมาร์กได้เขียนการ์ตูนล้อเลียนศาสดามุฮัมมัด ศาสดาแห่งศาสนาอิสลาม เป็นต้น
ชาวฮุยซึ่งกลมกลืนตนเองเข้ากับสังคมจีนได้เป็นอย่างดี ถือว่าชาวอุยกูร์บางคนเป็นผู้แยกดินแดนที่ไม่รักชาติผู้ทำให้ชาวจีนมุสลิมอื่นๆ แปดเปื้อน ดอน แกลดนี (Don Gladney) ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาติพันธุ์ชนกลุ่มน้อยจีนกล่าวว่าชาวอุยกูร์ไม่ต้องการให้ได้รับฉายาว่าเป็นชาวมุสลิมสุดโต่ง
อย่างไรก็ตามความคิดที่มีอยู่ในท้องถิ่นในการกำหนดให้กลุ่มต่างๆ เป็นกลุ่มของชาวมุสลิมสุดโต่งหรือผู้แยกดินแดนก็ได้ส่งผลที่เลวร้ายตามมาในที่สุด ทั้งนี้นโยบายที่มีอยู่ในมณฑลจะรวมทั้งการคุกคามด้วยการใช้กำลังตำรวจติดอาวุธที่ปฏิบัติการในวงกว้างอยูในซินเจียงด้วย
ในการประเมินนโยบายในเขตซินเจียงที่เกี่ยวกับชาวอุยกูร์นั้น ซาง ซูหมิง (Zhang Xuming) เลขาธิการคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีนในเขตปกครองอิสระมีความเห็นว่าประเด็นสำคัญจะอยู่ที่การแยกดินแดนและการก่อการร้าย
ในขณะที่ประธานเขตปกครองพิเศษซินเจียงอุยกูร์และอุยกูร์จีน อิสมาอีล ติลิวาลดี กล่าวถึงเรื่องนี้ค่อนข้างจะแตกต่างออกไปจากซาง ซูหมิง เมื่อเขากล่าวว่า แม้ว่าในซินเจียงจะมีเหตุระเบิดหรือการสังหารเกิดขึ้นเมื่อสองสามปีก่อน แต่ปีที่ผ่านมาสถานการณ์ความมั่นคงดีขึ้นมาก
อย่างไรก็ตามทั้งรัฐบาลกลางและเจ้าหน้าที่ของมณฑลต่างก็เลือกที่จะหลีกเลี่ยงไม่ให้กลายเป็นเหยื่อของการก่อการร้ายหรือกิจการต่างๆ ของการแยกดินแดน กระนั้นเหตุการณ์ต่างๆ ก็เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่นการประท้วงและการจลาจลที่รุนแรงในเดือนเมษายน ปี 1990 ในชานเมือง บาเร็น (Baren) การเดินขบวนของชาวอุยกูร์และความวุ่นวายในเมืองต่างๆ รวมทั้ง ยีนิง โกตาน (Khotan) และอัสกู (Asku) ในตอนกลางทศวรรษ 1990
สิ่งนี้ตามมาด้วยการขานรับของรัฐบาลจีน ด้วยการรณรงค์ให้มี “การตอบโต้อย่างรุนแรง” ทั้งนี้การต่อต้านอาชญากรรมทั่วจีนในปี 1996 ทำให้ชาวอุยกูร์และผู้แยกดินแดนในซินเจียงตกเป็นเหยื่อสำคัญ เมื่อมีการล้อมปราบการเดินขบวนของชาวอุยกูร์อย่างรุนแรงในเมืองอีหนิง (Yining) ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1997 หลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะพบว่ามีความไม่สงบติดตามมาอยู่หลายวันที่ในเมือง
การนำเอาการรณรงค์ “การตอบโต้อย่างรุนแรง” แห่งชาติมาใช้อีกครั้งเพื่อต่อต้านอาชญากรรมในเดือนเมษายน ปี 2001 นั้นยังไม่เคยได้ปิดฉากลงเลย ในปี 2007 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหลายระดับ ได้เข้ามาลาดตระเวนเป็นประจำในส่วนที่เป็นที่อยู่อาศัยของชาวอุยกูร์ในเมืองอู่หลู่มู่ฉี และตามท้องถนน พวกเขาจะมากัน 6 คนโดยใส่เครื่องแบบสีดำ แจ็คเก็ตดำ มีกระบองและอาวุธแนบกาย
รายงานอย่างเป็นทางการว่าด้วย “ผู้ก่อการร้ายเตอรกิสถาน” ซึ่งตีพิมพ์ในเดือนมกราคมปี 2002 ได้พูดถึงรายชื่อของกลุ่มต่างๆ ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเป็นผู้รับผิดชอบต่อความรุนแรงหลายกลุ่มด้วยกัน ซึ่งรวมทั้งขบวนการอิสลามแห่งเตอรกิสถานตะวันออก (ETIM) องค์การปลดปล่อยเตอรกิสถานตะวันออก (ETLO) นักปฏิรูปแห่งอิสลาม พรรคอิสลามแห่งเตอรกิสถานตะวันออก พรรคของผู้ต่อต้านแห่งเตอรกิสถานตะวันออก พรรคแห่งพระเจ้าของเตอรกิสถานตะวันออก องค์การปลดปล่อยอุยกูร์ นักรบผู้ประเสริฐแห่งอิสลามและคณะกรรมการแห่งชาติ แต่ก็มิได้มีการพูดถึงรายละเอียดอย่างเป็นรูปธรรม
ปี 1997 แนวหน้าปลดปล่อยอุยกูริสถาน และแนวหน้าเอกภาพการปฏิวัติแห่งชาติของเตอรกิสถานตะวันออก (UNRF) ได้ร่วมมือกันต่อสู้ในซินเจียง
เมื่อจีนเข้าทำลายค่ายของผู้นับถือศาสนาอิสลามในซินเจียงเมื่อเดือนมกราคมปี 2007 ผู้ถูกสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้ายได้ถูกสังหารไป 18 คน และคนอื่นๆ ก็ถูกจับตัวไปอีก 17 คน บา ยัน โฆษกตำรวจกล่าวว่าการฝึกฝนการต่อสู้นั้นดำเนินการโดย ETM
อย่างไรก็ตามประเด็นปัญหาระหว่างชาวอุยกูร์และรัฐบาลจีนดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับปัญหาของผู้แยกดินแดนเสมอไป ตามรายงานของตำรวจจีนและวิทยุเอเชียเสรีพบว่าในเหตุการณ์อื่นๆ ชาวอุยกูร์นับร้อยคนได้ประท้วงอยู่นอกสำนักงานของรัฐบาลในเรื่องที่จะผลักดันพวกเขาให้ออกมานอกที่ทำฟาร์มของพวกเขาเพื่อสร้างเขื่อนขึ้นมา
ตำรวจได้เข้าจับกุมผู้ประท้วงอย่างน้อย 16 คนที่ชานเมืองอีหลี (Yili County) อันเป็นพื้นที่ที่มีความขัดแย้งระหว่างกองกำลังเพื่อความมั่นคงและชาวอุยกูร์ในปี 1997
นอกจากนี้การประท้วงในเดือนมิถุนายน ปี 2004 ก็ได้เกิดขึ้นอีกหลายแห่ง ทั้งนี้ผู้ประท้วงกล่าวว่า การประท้วงเป็นเรื่องใหญ่ ประชาชนไม่ต้องการย้ายถิ่น เนื่องจากพวกเขาไม่พอใจจำนวนเงินค่าชดเชยเพื่อการตั้งถิ่นฐานใหม่
รายงานจากเอกสารของ US Conggressional Researve Service กล่าวว่ามีกลุ่มติดอาวุธจำนวนหนึ่งทำงานอยู่ในภูมิภาค เช่นแนวหน้าเอกภาพเพื่อการปฏิวัติแห่งชาติของเตอรกิสถาน องค์การเพื่อการปลดปล่อยอุยกูริสถาน หมาป่าแห่งล็อบ นอร์ องค์การปลดปล่อยซินเจียง มาตุภูมิคนหนุ่มแห่งเตอรกิสถานตะวันออกและขบวนการปลดปล่อยเตอรกิสถาน
ปากีสถานซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดของจีนถือว่าองค์การเหล่านี้หลายกลุ่มเป็นผู้ก่อการร้ายหรือเป็นนักต่อสู้เพื่อแยกดินแดน ในปี 2002 เพื่อขานรับการเข้าโจมตีสถานทูตสหรัฐของกลุ่ม ETIM ที่คิรกิสถานเพื่อนบ้านของซินเจียงสหรัฐได้จัดให้ ETIM เป็นองค์การก่อการร้าย ในเวลานั้น ริชาร์ด อาร์มิเตจ (Richard L. Armitage) รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศประกาศให้ ETIM เข้าไปอยู่ในรายชื่อกลุ่มก่อการร้ายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ด้วยการอายัตสินทรัพย์ของกลุ่มนี้ในสหรัฐ โดยสหรัฐมองว่ากลุ่ม ETIM ได้สร้างความรุนแรงต่อพลเรือนที่ไม่มีอาวุธ
โฆษกของสถานทูตกล่าวหา ETIM ว่าทำงานร่วมกับอุสามะฮ์ บินลาดิน จากเครือข่ายอัล-กออิดะฮ์และวางแผนโจมตีผลประโยชน์ของสหรัฐนอกประเทศ รวมทั้งสถานทูตสหรัฐในคิรกิสถาน
ผู้นำของ EITM และผู้ก่อการร้ายที่จีนต้องการตัวมากที่สุดคือฮาซัน มะห์ซูม (Hasan Mahsum) ที่ต่อมาถูกสังหารโดยกองกำลังปากีสถานในวันที่ 2 เดือนตุลาคม ปี 2003 โดยเขาได้เคยพูดเอาไว้ว่า
“เราไม่ได้ติดต่อกับองค์กรใดหรือว่ามีความสัมพันธ์กับอัล-กออิดะฮ์หรือฏอลิบาน (Taliban) เลย เป็นไปได้ว่ามีคนบางคนที่ต่อสู้ไปตามแนวทางของพวกเขาเอง” สมาชิกกลุ่มแยกดินแดนของ EITM ถูกส่งตัวกลับจีนจากคิรกิสถานในเดือนเมษายน ปี 2002 เนื่องจากถูกตั้งข้อหาว่าเป็นผู้วางแผนก่อการร้าย
รัฐบาลคิรกิสถานรายงานว่ามาเมต ยาซีน (Mamet Yaoyn) และมาเมต ซาดีก (Mamet Sadyk) ซึ่งเป็นสมาชิกของ ETIM เป็นผู้วางแผนโจมตีสถานทูต ตลาดและที่ที่ผู้คนมารวมตัวกันในเมืองบิชเคก (Bishkek) แห่งคิรกิสถาน
อย่างไรก็ตาม สหรัฐก็ไม่ได้เพิ่มองค์การอื่นๆ ของชาวอุยกูร์อย่าง ETLO ให้ไปอยู่ในรายชื่อกลุ่มก่อการร้ายแต่อย่างใด
ในการให้สัมภาษณ์วิทยุเอเชียเสรี ผู้นำ ETLO เมห์เมด อีมิน ฮัซเร็ต (Mehmet Emin Hazret) ได้พูดเอาไว้ดังนี้
จุดหมายที่เป็นหลักการของเราก็คือการได้มาซึ่งเอกราชของเตอร์กิสถานตะวันออกด้วยสันติวิธี แต่เพื่อที่จะแสดงให้ศัตรูและมิตรของเราได้รู้ถึงความมุ่งมั่นในประเด็นเตอรกิสถานตะวันออก เรามีความคิดว่าการใช้หน่วยงานในรูปแบบทหารนั้นไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
ในส่วนที่เกี่ยวกับนักรบอุยกูร์อื่นๆ นั้น เจ้าหน้าที่จีนได้ขอให้สหรัฐส่งตัวชาวอุยกูร์จีน ซึ่งถูกจับได้ในการต่อสู้ที่อัฟกานิสถานให้กับจีน แต่สหรัฐปฏิเสธ ทั้งนี้ในเดือนพฤษภาคมปี 2006 สหรัฐได้ปล่อยตัวชาวอุยกูร์ 5 คนไปอัลเบเนีย ซึ่งเป็นประเทศที่สามที่เป็นกลาง ในขณะที่ยังคงขังชาวอุยกูร์ 13 คน ไว้ในคุกของสหรัฐที่อ่าวกัวตานาโม (Guantanamo)
ทนายความของชาวอุยกูร์ 13 คน กล่าวว่าคนเหล่านี้ถูกเคลื่อนย้ายไปที่อ่าวกวนตานาโม ซึ่งมีเครื่องมือด้านความมั่นคงสูงมาก ในขณะที่รัฐบาลสหรัฐมิได้กล่าวถึงศัตรูที่ถูกคุมขังอยู่ในกวนตานาโมแต่อย่างใด
ปากีสถานซึ่งเป็นทั้งมิตรและเพื่อนบ้านของจีนจะใช้มาตรการต่างๆ ที่มีความเข้มงวดต่อชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นนโยบายที่ปากีสถานใช้กับเพื่อนบ้านเอเชียกลางอื่นๆ เป็นส่วนใหญ่ จีนและปากีสถานตกลงที่จะมีสัญญาส่งคนร้ายข้ามแดนเพื่อให้เกิดความสะดวกในการแลกเปลี่ยนผู้ถูกคุมขัง
ในปี 2002 อิสมาอีล กอดีร (Ismail Kadir) ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดอันดับสูงของ ETIM ถูกจ้าหน้าที่ปากีสถานจับกุม ซึ่งมีรายงานว่าหากเขาไม่ถูกจับกุมที่แคชมีร (Kashmir) ก็อาจถูกจับกุมที่ราวัลปินดี (Rawalpindi) ทางเหนือของปากีสถาน อันเป็นบ้านของชุมชนอุยกูร์จำนวนหนึ่งก็ได้
ในปากีสถานเจ้าหน้าที่อาวุโสจากกระทรวงมหาดไทยยืนยันถึงการส่งตัวอิสมาอีล กอดีร กลับจีน แล้วหลังจากถูกสอบสวน เจ้าหน้าที่ยังได้พูดถึงรายละเอียดอื่นๆ ต่อไปอีกว่าอิสมาอีล ซีเม็ด (Ismail Semed) ซึ่งอ้างกันว่าเป็นหนึ่งในผู้นำอุยกูร์จาก ETIM ได้ถูกประหารในเมืองอุหลู่มู่ฉีแล้ว หลังจากถูกส่งตัวมาจากปากีสถาน ด้วยข้อหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงในการลุกฮือที่เมืองบาเร็น ในปี 1990
ซีเม็ต มีความผิดในฐานะที่พยายามจะแยกตัวออกจากแผ่นดินแม่ในเดือนตุลาคม ปี 2005 รวมทั้งการครอบครองอาวุธและระเบิด นอกจากนี้ยังมีรายงานอีกว่าฮาซัน มะห์ซูม ซึ่งเป็นผู้นำ ETIM อีกคนหนึ่งก็ถูกสังหารที่ทางใต้ของดินแดนวาซิริสถาน (Waziristan) ของปากีสถาน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ปี 2003
มุชัรร็อฟ (Musharraf) อดีตประธานาธิบดีปากีสถาน ได้กล่าวเมื่อเขาเดินทางมาเยือนปักกิ่งในปี 2003 ว่า ประเทศของเขาจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาใช้ดินแดนปากีสถานเพื่อกระทำการใดๆ ที่เป็นการต่อต้านประเทศจีนรวมทั้งกองกำลังของผู้ก่อการร้ายเตอรกิสถานตะวันออก
มีรายงานว่าชาวอุยกูร์นับพันเดินทางไปทำธุรกิจและทำกิจกรรมทางศาสนาในปากีสถาน โดยเฉพาะไปศึกษาที่โรงเรียนสอนศาสนา (มัดเราะซะฮ์)
จนถึงเวลานี้จีนมีความเชื่อว่าชาวอุยกูร์กว่า 1,000 คน ได้รับการฝึกฝนจากองกำลังของบินลาดินในอัฟกานิสถาน ซึ่งในจำนวนนี้มีอยู่ 110 คนเดินทางกลับจีน อ้างกันว่าราว 300 คนถูกจับและถูกสังหารโดยกองกำลังของสหรัฐและอีกราว 600 คน ได้หลบหนีไปทางเหนือของปากีสถาน นอกจากนี้บางรายงานยังนำเสนออีกว่าชาวอุยกูร์ได้รับการฝึกอย่างไม่เป็นทางการในค่ายของปากีสถาน
การผสมผสานกันของชาติพันธุ์และศาสนาก็เข้าไปข้องเกี่ยวกับประชาชนชาวอุยกูร์ที่อาศัยอยู่ในเอเชียกลางเช่นกัน ผู้แยกดินแดนชาวอุยกูร์ที่อยู่ในซินเจียงจะได้รับแรงบันดาลใจจากเพื่อนบ้านของตนในเอเชียกลางที่ได้รับเอกราชหลังจากสหภาพโซเวียตต้องล่มสลายลงในปี 1991 และพวกเขาก็มีขบวนการที่จะแยกออกเป็นรัฐอุยกูร์เพิ่มมากขึ้น
นักรบชาวอุยกูร์จะใช้ดินแดนที่อยู่ติดกับเขตแดนซินเจียงทำงานของพวกเขาอย่างเช่น คาซัคสถาน ตาจิกิสถาน คิรกิสถานและอัฟกานิสถาน ด้วยการสร้างค่ายฝึกอยู่ในดินแดนเหล่านี้ รวมทั้งการเคลื่อนย้ายระเบิดและอาวุธเล็กๆ เข้าสู่จีน
หวัง ลีกวน เลขาธิการคอมมิวนิสต์แห่งซินเจียงได้กล่าวในที่ประชุมผู้สื่อข่าวในอุหลู่มู่ฉีเมืองหลวงของซินเจียงว่า “เมื่อพวกเขาเข้าสู่ดินแดนซินเจียง เราก็จับพวกเขาทันที”
ปัญหาพลังงาน
แม้คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าปัญหาเบื้องต้นในซินเจียงจะเป็นปัญหาการแยกตัวทางชาติพันธุ์และเรื่องของชาวมุสลิม กระนั้น ปัญหาของพลังงานก็ไม่อาจถูกมองข้ามได้
ซินเจียงนั้นไม่เพียงแต่จะได้ชื่อว่ามีแหล่งทรัพยากรอย่างเช่น ก๊าซและน้ำมันอยู่ไม่น้อยแล้วที่นี่ยังเคยมีบทบาทมาก่อนในฐานะพื้นที่ของการทดลองนิวเคลียร์ของจีน นอกจากนี้ซินเจียงยังเป็นทางเข้าสู่แหล่งทรัพยากรของเอเชียกลางอีกด้วย จีนกำลังทำข้อตกลงว่าด้วยการส่งน้ำมันผ่านท่อส่งน้ำมันกับประเทศเพื่อนบ้านเอเชียที่ร่ำรวยน้ำมัน รวมทั้งรัสเซียเพื่อสนับสนุนความต้องการทางพลังงานที่เติบโตขึ้น
จีนและคาซัคสถานมีความร่วมมือด้านพลังงานในปี 1997 ซึ่งแสดงให้เห็นข้อตกลงในเรื่องท่อส่งน้ำมันระหว่างคาซัคสถานตะวันตกและซินเจียงของจีน
ท่อส่งน้ำมันข้ามประเทศที่มีชื่อว่าอะตาซู สำเร็จลงในเดือนพฤศจิกายน ปี 2005 และมีการเซ็นสัญญาข้อตกลงนี้ในปี 2004 โดยมีนูรสุลฏอน อบีชีวิช นาซาบาเยฟ แห่งคาซัคสถานกับประธานาธิบดีหู จินเทาเซ็นสัญญาร่วมกันในการสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซในทะเลแคสเปี่ยน
นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายได้มีความตื่นตัวถึงข้อพิจารณาที่จะมีท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อเชื่อมโยงกับแหล่งก๊าซในทะเลสาปแคสเปี่ยนกับจีน
คาซัคสถานและจีนได้เซ็นสัญญาร่วมกันเพื่อที่จะสร้างรถไฟรับผู้โดยสารนานาชาติและเพื่อการขนส่ง ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะส่งเสริมการค้าและเส้นทางผ่านคาซัคสถานไปถึงยุโรป การเชื่อมต่อระหว่างคาซัคสถานกับจีนผ่านการเชื่อมต่อทางรถไฟนี้มีขึ้นมาตั้งแต่ปี 1992 ยิ่งไปกว่านั้น จีนและคาซัคสถานยังได้เปิดให้มีเขตการค้าเสรีในชายแดนของแต่ละฝ่ายเพื่อสนับสนุนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง
ท่อส่งก๊าซจากอุซเบกิซถานและเตอร์กมินิสถานไปยังจีนกำลังอยู่ในขั้นตอนของการดำเนินการ ท่อส่งก๊าซเหล่านี้หากเชื่อมต่อกับซินเจียง-ชั่งไห่ จะมีส่วนสำคัญต่อบูรณาการในการนำเอานโยบายพัฒนาทางตะวันตกมาใช้
อดีตประธานาธิบดีชาวเตอร์กเมน ซาพาร์มุร็อต นิยาซ็อฟ (Saparmurat Niyazov) และประธานาธิบดีหู จินเทา ได้ลงนามในกรอบความร่วมมือด้านน้ำมันและก๊าซ เมื่อวันที่ 3 เมษายน ปี 2006 รวมทั้งท่อส่งก๊าซเตอร์มินิสถาน-จีน ซึ่งได้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาในปี 2009
ก๊าซสำรองจากเตอร์กมินิสถานถือว่าใหญ่ที่สุดในเอเชียกลาง การพัฒนาเหล่านี้แสดงให้เห็นความร่วมมือทางด้านพลังงานระหว่างจีนและเอเชียกลาง และการส่งพลังงานเหล่านี้ไม่เหมือนการส่งพลังงานทางตอนกลางเพราะไม่ต้องอาศัยความมั่นคงทางทะเล
ทางเลือกในอนาคต
อนาคตซึ่งเป็นที่กังวลของจีน นั่นอยู่ที่ขบวนการของชาวมุสลิมอุยกูร์ที่โดยภายนอกแล้วข้องเกี่ยวอยู่กับขบวนการมุสลิมทั่วเอเชียและตะวันออกกลาง ทำให้มีการหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มนักรบมุสลิมที่ท้าทายรัฐบาลกลางของจีน
แม้ว่าจีนจะประสบความสำเร็จในการจัดการกับขบวนการแยกดินแดนในประเทศได้ในระดับหนึ่งแต่จีนก็ต้องเผชิญกับความไม่มั่นคงทางการเมืองหรือแรงกดดันจากขบวนการอิสลามที่มาจากเพื่อนบ้านปากีสถาน อัฟกานิสถาน ตาจิกิซถาน คิรกิสถานและคาซัคสถาน
หากนโยบายการรณรงค์ตอบโต้อย่างหนักหน่วง ทำงานหรือถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ และหากความคิดที่ว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจในซินเจียงเป็นการช่วยชาวฮั่นจีนโดยชาวอุยกูร์ต้องเป็นผู้ตกอยู่ในตำแหน่งตัวสำรองแล้วขบวนการแยกดินแดนก็จะถูกปลุกเร้าด้วยเชื้อเพลิงของความแค้นเคือง
ในเวลานี้ทั่วทั้งพื้นที่ต่างก็กังวลเกี่ยวกับความรุนแรงที่จีนกระทำกับชาวอุยกูร์ โดยเฉพาะประเทศที่มีชาวอุยกูร์อยู่จำนวนหนึ่งนั้นต่างก็กังวลถึงความรุนแรงและการประท้วงที่เกิดขึ้นในจีน รัฐบาลของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกัน ไม่ใช่เพียงเพราะว่าจีนมีความสำคัญในทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ความไม่มั่นคงในจีนจะส่งผลสะเทือนต่อเอเชียทั้งหมด
นัยยะของสหรัฐ
ด้วยความคิดที่ว่าขบวนการแยกดินแดนของชาวอุยกูร์ในจีนยังคงมีความอ่อนแอและถูกควบคุมในระดับหนึ่ง อุยกูร์จึงไม่ได้เป็นประเด็นระดับต้นๆ สำหรับสหรัฐแม้ว่าจีนจะพยายามให้เรื่องการแยกดินแดนทางชาติพันธุ์เป็นไปตามความคิดของโลกอันเนื่องมาจากเหตุการณ์วันที่ 11 เดือนกันยายน (9/11) ก็ตาม
ประเทศไทยกับกรณีชาวอุยกูร์
ประเทศไทยถูกวิจารณ์ว่าบังคับส่งชาวอุยกูร์มุสลิมเกือบร้อยคนกลับไปจีน
กลุ่มสิทธิมนุษยชนต่างๆ รวมทั้งสหประชาชาติประณามการตัดสินใจของไทยที่ส่งชาวอุยกูร์ กลับไปยังประเทศจีน ซึ่งการส่งตัวกลับดังกล่าวจะทำให้ชนกลุ่มน้อยมุสลิมอุยกูร์ต้องเผชิญกับการประหัตประหารและการถูกทำให้ทุกข์ทรมาน
หน่วยงานเพื่อการลี้ภัยของสหประชาชาติ (UNHCR) กล่าวว่าได้บอกกับทางประเทศไทยมาตั้งแต่ต้นแล้วว่า คนกลุ่มนี้จะได้รับการปกป้อง และชาวอุยกูร์เองก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าพวกเขาไม่ต้องการให้มีการส่งตัวกลับจีน
ในขณะที่โฆษกของไทยกล่าวว่าประเทศไทยกับจีนได้ทำงานร่วมกัน “เพื่อแก้ไข ปัญหาชาวอุยกูร์มุสลิม” โดยจีนกล่าวว่าจะดูแลความปลอดภัยของพวกเขา
คนอุยกูร์จำนวนนับร้อยหรือเป็นไปได้ว่าจำนวนนับพันได้หลบหนี ความไม่สงบในซินเจียงตะวันตก ซึ่งเป็นที่ประจักษ์โดยทั่วไปว่าที่ผ่านมามีคนจำนวนนับร้อยถูกสังหาร จำนวนมากของคนเหล่านั้นได้เดินทางเข้าสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยความหวังว่าจะได้เดินทางต่อไปยังตุรกี
ชาวอุยกูร์จำนวนมากถือว่าจีนเป็นผู้ที่ทำให้พวกเขาตกเป็นอาณานิคม และถือว่าดินแดนซินเจียงก็คือ “เตอรกิสถานตะวันออก” ในภาษาแบบดาริน (Mandarin) ซินเจียงแปลว่า “เขตแดนใหม่” ซึ่งคนส่วนน้อยกำลังต่อสู้ให้เป็นรัฐอิสระ ความผูกพันของพวกเขากับตุรกีนั้นเป็นทั้งเรื่องของศาสนาและชาติพันธุ์
การดูแลชาวอุยกูร์เป็นประเด็นเกี่ยวข้องในตุรกีและการส่งกลับชาวอุยกูร์จะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างตุรกีกับจีนย่ำแย่ลงได้ อุยกูร์จำนวนมากได้เคลื่อนย้ายไปตุรกีเรียบร้อยแล้ว
Facebook ของสถานกงสุลกิตมศักดิ์ไทยในกรุงอังการาได้ลงภาพการประท้วงของชาวอุยกูร์ที่บุกเข้าโจมตีสถานกงสุลและมีการเตือนคนไทยราว 1,300 คนที่อยู่ในตุรกีให้ระมัดระวังตัวอันเนื่องมาจากการโจมตีดังกล่าว
ในเวลานั้น สุนัย ผาสุก จาก Human Rights Watch ได้บอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า “เป็นเรื่องน่าตกใจและอึดอัดที่ประเทศไทยโน้มเอียงเข้าไปอยู่ภายใต้ความกดดันของปักกิ่ง”
ด้วยการบังคับส่งชาวอุยกูร์คืนอย่างน้อย 90 คน ประเทศไทยได้ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะในประเทศจีนพวกเขาอาจต้องเผชิญกับการกระทำที่เลวร้าย รวมทั้งการทรมานและการหายตัวไป
ในขณะที่รัฐบาลไทยกล่าวว่า ชาวอุยกูร์ 170 คนที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นพลเมืองเชื้อสายตุรกีถูกส่งไปตุรกี ส่วนอีก 50 คนยังคงต้องตรวจสอบความเป็นพลเมืองต่อไป
หน่วยงานซึ่งดูแลผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ (UNHCR) ได้ย้ำเตือนเจ้าหน้าที่ไทยอย่างหนักแน่นให้ผู้ลี้ภัยที่เหลืออยู่เลือกอย่างเต็มใจว่าพวกเขาจะสมัครใจไปอยู่ที่ไหน พร้อมกับแสดงความตระหนักกับการส่งคนอุยกูร์กลับไปประเทศจีนในครั้งนี้
ความขัดแย้งของชาวอุยกูร์และรัฐบาลจีน
ความขัดแย้งระหว่างชาวมุสลิมอุยกูร์ส่วนใหญ่และรัฐบาลจีนได้มาถึงขั้นวิกฤตเมื่อไม่นานมานี้ ทั้งนี้อิลฮาม โตฮ์ตี (Ilham Tohti) ชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นนักวิชาการและนักวิพากษ์ รัฐบาลจีนได้ถูกจับกุมในปี 2014 ด้วยข้อหาต้องการแยกดินแดน ต่อมาเขาถูกจำคุกตลอดชีวิต และผู้สนับสนุนเขาบางคน รวมทั้งนักเรียนของเขาอีก 7 คน ก็ถูกส่งเข้าคุกเช่นกัน ด้วยข้อหาสนับสนุนความคิดแยกตัวในหมู่ประชาชนอุยกูร์
ชาวมุสลิมต้องเผชิญกับการเป็นศัตรูในจีนมาตั้งแต่สมัยของราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) มาแล้ว ในช่วงระยะเวลาระหว่างปี 1644 ถึงปี 1911 เมื่อจีนตกอยู่ภายใต้การปกครองของครอบครัวหมานจู๋ ชิง (Manchu Qing family) ในสมัยนั้นสถาบันประกอบศาสนกิจของชาวมุสลิมคือมัสญิดถูกห้ามใช้ ชาวมุสลิมถูกสังหารและถูกบีบบังคับ ชาวมุสลิมที่มีชีวิตรอดมาได้ต้องปฏิบัติศาสนกิจของพวกเขาอย่างลับๆ
อันเนื่องมาจากการปฏิวัติต่อต้านชาวหมานจู๋ ในปี 1911 ชาวมุสลิมได้รับความกดดันในการมีชีวิตอยู่น้อยลง อย่างไรก็ตาม การสถาปนาสาธารณะประชาชนจีนในปี 1949 ได้นำไปสู่การปิดตัวลงของการแสดงออกทางศาสนาต่างๆ ในทุกรูปแบบ
ตามปรัชญาคอมมิวนิสต์จารีตของศาสนาต่างๆ รวมทั้งอิสลามเป็นเรื่องไสยศาสตร์ เป็นเครื่องมือที่ถูกใช้เพื่อกดขี่ประชาชน จากการมีความคิดนี้อยู่ในใจ รัฐบาลจีนจึงเริ่มต้นลดบทบาทของผู้นำมุสลิมและนำเอาชาวฮั่นจีน ซึ่งเป็นชาวจีนแท้ที่สืบทอดต่อกันมาเข้ามาแทนที่ในซินเจียงหรือที่รู้จักกันว่าเตอรกิสถานตะวันออกเพื่อที่จะทำให้ดินแดนที่อิทธิพลของชาวมุสลิมมีความเข้มแข็งต้องอ่อนแอลงไป
รัฐบาลจีนมองชาวมุสลิมว่าเป็นผู้แยกดินแดน ซึ่งจะทำให้เอกภาพของชาติถูกละเลยหรือทำให้รัฐบาลคอมมิวนิสต์ไม่พอใจ รัฐบาลยังคงใช้ความพยายามที่จะกำจัดศาสนาในประเทศให้หมดไป จนกระทั่งมาถึงช่วงของประธานเติ่งเสี่ยวผิง (Deng Xiaoping 1904-1997) ที่เริ่มเห็นการแสดงออกทางศาสนาในจีนและอิสลามเริ่มปรากฎตัวขึ้นมาบ้าง เสรีภาพดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไปถึงทุกวันนี้ในท่ามกลางชาวจีนส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามเสรีภาพของชาวมุสลิมอุยกูร์ในซินเจียงยังคงเติบโตขึ้นมาอย่างมีข้อจำกัด
ชาวอุยกูร์เป็นชนกลุ่มน้อยมุสลิม ซึ่งประกอบไปด้วยคนเชื้อสายเตอร์กิค (Turkic) อันเป็นกลุ่มชาติพันทางเหนือ ตอนกลางและยูเรเซียตะวันตกผู้ซึ่งเป็นเจ้าของภาษาและวัฒนธรรม แต่รัฐบาลจีนอ้างว่าพวกเขาพยายามที่จะสร้างรัฐอิสลามแห่งเตอรกิสถานตะวันออกเอกราชขึ้นมา
กล่าวกันว่าขบวนการอิสลามแห่งเตอรกิสถานตะวันออก (East Turkistan Islamic Movement) หรือ ETIM นั้นได้รับการสถาปนาขึ้นโดยฮาซัน มะอ์ซูม (Hasan Mahsum) ซึ่งรัฐบาลจีนกล่าวหาเขาว่าเป็นผู้วางแผนอยู่ในอาชญากรรมต่างๆ และการก่อการร้าย รวมทั้งการปล้นสะดมภ์และการฆาตกรรมในปี 1990
รัฐบาลยังได้ออกรายงานที่กล่าวหาว่าตัวเขาเองมีความสัมพันธ์กับอัล-กออิดะฮ์ (Qaida) คืออุสามะฮ์ บินลาดิน (Usama bin Ladin) ซึ่งเป็นผู้มอบเงินอาวุธและการสนับสนุนให้
ในปี 2011 อันเป็นระยะเวลาที่สหรัฐรุกรานอัฟกานิสถานชาวอุยกูร์ 22 คนถูกจับในอัฟกานิสถานและถูกจำขังในศูนย์กลางการคุมขังในอ่าวกวนตานาโม (Guantanamo Bay) ในคิวบา วันที่ 27 สิงหาคม ปี 2002 สหรัฐได้จัดให้ ETIM อยู่ในรายชื่อของกลุ่มก่อการก่อการร้ายต่างประเทศ ตัวของมะอ์ซูมเองถูกยิงและถูกฆ่าโดยกองทัพปากีสถาน เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ปี 2003
แม้ว่ารัฐบาลจีนจะรู้สึกกังวลใจกับ ETIM แต่ก็ได้มีมาตรการที่จะทำให้สภาพความยากจนทางเศรษฐกิจของชาวอุยกูร์ที่อยู่ในซินเจียงดีขึ้น ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2009 รัฐบาลเริ่มเปลี่ยนแปลงให้ชาวอุยกูร์เข้าไปทำงานในโรงงานทำของเด็กเล่นในเมืองเฉากวน (Shaoguan) ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมที่จะสนับสนุนการย้ายถิ่นไปยังดินแดนที่มีความมั่งคั่งกว่า
โปรแกรมดังกล่าวถูกสร้างขึ้นเพื่อหางานให้กับผู้ที่ตกงาน 1.5 ล้านคนในซินเจียง แม้จะมีการวิพากษ์ว่าการเพิ่มจำนวนของชาวอุยกูร์ในเฉากวนจะเพิ่มปัญหาด้านวัฒนธรรมและความตึงเครียดทางเชื้อชาติในดินแดนนั้นก็ตาม
วันที่ 25 มิถุนายน ปี 2009 สถานการณ์ระหว่างชาวฮั่นจีนและชาวอุยกูร์ในเมืองเฉากวนได้เข้ามาสู่จุดเดือด เมื่อมีข่าวลือแพร่สะพัดออกไปว่าชาวอุยกูร์สองคนข่มขืนสตรีชาวจีนในโรงงานทำของเด็กเล่น ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีหลักฐานใดของการข่มขืนปรากฎให้เห็นแม้แต่น้อยและรัฐบาลก็ปฏิเสธว่าไม่ได้มีเรื่องนี้เกิดขึ้น
แต่ม็อบของแรงงานชาวฮั่น ซึ่งติดอาวุธด้วยท่อเหล็ก มีด และอาวุธอื่นๆ ได้บุกเข้ามายังที่พักอาศัยของชาวอุยกูร์ 3 ชั่วโมง ต่อมาการจลาจลนองเลือดได้เกิดขึ้นในโรงงาน ชายสองคนที่ถูกกล่าวหาว่าข่มขืนสตรีชาวจีนถูกฆาตกรรม
เมื่อรายงานว่าด้วย การจลาจลทางชาติพันธุ์เข้าไปถึงซินเจียง ซึ่งเป็นบ้านเกิดของชายที่ถูกสังหารทั้งสองคน ได้มีผู้ประท้วงชาวอุยกูร์นับพันก่อจลาจลขึ้นในตอนต้นเดือนกรกฏาคม พวกเขาเริ่มสังหารชาวฮั่นจีนตามท้องถนนของอุหลู่มู่ฉี เมืองหลวงของซินเจียง
จราจลทางชาติพันธุ์เป็นประวัติศาสตร์ที่เลวร้ายที่สุดของจีนสมัยใหม่ ซึ่งมีรายงานว่ามีผู้เสียชีวิต 19 คนและบาดเจ็บ 1,721 คน แต่ชาวอุยกูร์ในอูหลู่มู่ฉีได้กล่าวหารัฐบาลว่านับตัวเลขมากเกินกว่าความเป็นจริง หนังสือพิมพ์ China Daily รายงานว่าผู้ต้องสงสัยสองร้อยคนถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจลาจล
มีผู้ให้ข้อสังเกตว่าความขัดแย้งครั้งนี้เป็นเรื่องของชาติพันธุ์มากกว่าจะเป็นปัญหาทางการเมือง ความรุนแรงในเมืองเฉากวนและซินเจียงได้รับปฏิกิริยาการต่อต้านจากทั่วโลก นายกรัฐมนตรีตุรกี เรซิป ตอยยิบ เออร์ดูอัน (Recep Tayyip Erdogan) ได้เปรียบเทียบการใช้นโยบายของจีนที่มีต่อชาวอุยกูร์ว่าเป็น “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และวิพากษ์ความพยายามของรัฐบาลจีนที่พยายามจะผสมกลมกลืนชาวอุยกูร์เข้าสู่สังคมของชาวฮั่น
เจ้าหน้าที่ในเมืองอูหลู่มู่ฉีได้ประกาศภาวะฉุกเฉินอันเป็นผลของการจลาจลที่ตามมา ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้ประณามองค์การอุยกูร์นานาชาติอันเป็นองค์การของผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ว่าเป็นผู้สนับสนุนการจลาจลดังกล่าว ทั้งนี้เจ้าหน้าที่จีนกล่าวหาว่าเรบิยะฮ์ กอดีร (Rebiya Kadeer) ผู้นำองค์การอุยกูร์โลกที่อยู่ในสหรัฐเป็นผู้ปลุกเร้าให้เกิดการจลาจล
ในเดือนสิงหาคม ปี 2009 ประธานาธิบดีหู จินเทา (Hu Jintao) ได้เดินทางเยือนซินเจียงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ได้เกิดการจลาจลขึ้น ในระหว่างการเดินทางเขาประกาศว่าเขาจะทำงานเพื่อสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค
ในขณะเดียวกันสหรัฐก็ทำงานเพื่อแก้ไขประเด็นปัญหาผู้จำคุกชาวอุยกูร์ในอ่าวกวนตานาโม ทั้งนี้ผู้ถูกคุมขังได้รับการพิสูจน์ว่าเป็นผู้บริสุทธิ์มาช้านานแล้ว แต่ชาวอุยกูร์ 5 คนเท่านั้นที่ถูกปล่อยตัวให้ไปอยู่ในประเทศอัลเบเนียในปี 2006
รัฐบาลสหรัฐประสบกับความยากลำบากในการหาประเทศที่มีความปรารถนาที่จะรับชาวอุยกูร์เหล่านี้ในฐานะผู้ลี้ภัยทางการเมือง และปฏิเสธที่จะส่งคนเหล่านี้ไปประเทศจีน เพราะหวาดกลัวว่าพวกเขาจะถูกประหัตประหารในประเทศของพวกเขาเอง
ในเดือนตุลาคมปี 2008 ได้มีการเรียกร้องให้ปล่อยชาวอุยกูร์เป็นอิสระ ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ได้จัดทำข้อตกลงปล่อยตัวชาวอุยกูร์ให้ไปอยู่ที่สาธารณรัฐปาเลา (Republic of Palau) ซึ่งเป็นเกาะในแปซิฟิกทางเหนือ
รัฐบาลจีนได้จับตัวประชาชนหลายคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการจลาจลเดือนกรกฏาคม ปี 2009 9 คนถูกประหารชีวิตอันเนื่องมาจากบทบาทของพวกเขาในจลาจลเดือนพฤศจิกายน ปี 2009 และศาลจีนก็ลงโทษประหารชีวิตประชาชนอีก 5 คนในเดือนธันวาคม ปี 2009
ในรายงานประจำปี ซึ่งออกมาเมื่อเดือนมีนาคมปี 2010 กระทรวงต่างประเทศสหรัฐได้วิพากษ์การดูแลชาวอุยกูร์ของจีน โดยรายงานดังกล่าวได้ระบุถึงการปะทะกันระหว่างชาวฮั่นและชาวฮุยกูร์ว่าเป็น “การปราบปรามการแสดงออกทางวัฒนธรรมและศาสนาของชาติพันธุ์กลุ่มน้อย”
ในเดือนมีนาคมปีเดียวกันทะไล ลามะ (Dalai Lama) ผู้นำธิเบตได้แสดงความเป็น “ปึกแผ่น” กับชาวจีนอุยกูร์และกล่าวว่าชาวธิเบต (Tibelans) ก็เหมือนชาวอุยกูร์ที่ต้อง “เผชิญกับการคุกคาม การล้อมปราบศาสนาของเรา การทำให้วัฒนธรรมของเราจบสิ้นลง”
กลุ่มอุยกูร์ฝ่ายขวาได้มาร่วมชุมนุมกันที่สถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันดีซี เพื่อแสดงถึงวันครบรอบความรุนแรงที่นำไปสู่ความตายในซินเจียง กลุ่มอุยกูร์ฝ่ายขวายังได้เรียกร้องให้รัฐบาลจีนให้สอบสวนการจราจลที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใส
ในวันที่ 19 เดือนสิงหาคม ได้เกิดระเบิดขึ้นในเมืองอาเค่อซู (Aksu) ในซินเจียง สังหารประชาชนไป 7 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่าหนึ่งโหล ทั้งนี้ได้มีชายนำระเบิดมาไว้ที่จักรยานไฟฟ้าสามขาแล้ววิ่งเข้าใส่ฝูงชน เขาไม่ได้ถูกฆ่าในการจุดระเบิดครั้งนี้แต่ถูกรวบตัวโดยตำรวจในที่สุด
ระเบิดดังกล่าวนำไปสู่ความหวาดหวั่นว่าความรุนแรงจะกลับมาเกิดอีกครั้ง แต่เจ้าหน้าที่จีนกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่มีความสำคัญที่มีส่วนต่อความมั่นคงในพื้นที่แต่อย่างใด
หนึ่งปีหลังจากการจลาจล รัฐบาลจีนได้จัดตั้งกล้องที่มีความคมชัดขึ้นทั่วซินเจียง เพื่อสร้างระเบียบขึ้นในพื้นที่ มีเจ้าหน้าที่ 5,000 คนที่ถูกดึงมาดูแลพื้นที่ที่ได้ถูกเน้นย้ำในเรื่องของการใช้กล้อง รวมทั้งในเมืองหลวงอย่างอุ่หลู่มู่ฉีซึ่งมีกล้องติดตั้งอยู่ถึง 400,000 ตัว
ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2011 มีชาย 4 คน ซึ่งคาดหมายว่าเป็นผู้แยกดินแดนชาวอุยกูร์ถูกคำสั่งประหาร เนื่องจากได้ใช้การโจมตีถึงชีวิตในซินเจียง ระหว่างเดือนสิงหาคมถึงพฤศจิกายน ปี 2010 ทั้งนี้ในการโจมตีดังกล่าวรถบรรทุกระเบิดได้วิ่งเข้าใส่ฝูงชนจนทำให้มีผู้ถูกสังหาร 7 คน
ความรุนแรงได้กลับมาที่ซินเจียงอีกครั้งในวันที่ 18 เดือนกรกฏาคม ปี 2011 กลุ่มชาวอุยกูร์ได้นำเอามีดและระเบิดบุกถล่มโรงพักในเมืองเฮอเถียน ในระหว่างที่มีการเข้าไปช่วยให้เหตุการณ์สงบนี้ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เข้าโจมตีถูกสังหาร
กลุ่มติดอาวุธชาวอุยกูร์มีความโกรธเคืองต่อความอยุติธรรมที่พวกเขาได้รับจากรัฐบาลจีน รวมทั้งการจับกุมโดยไม่มีการสอบสวน การเข้ายึดพื้นที่เกษตรกรรมและการยกเลิกการแต่งกายตามประเพณีของสตรีอุยกูร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ้าคลุมศีรษะ
ในวันที่ 30 กรกฏาคม ได้มีระเบิดเกิดขึ้นในท้องถิ่นที่คราคร่ำไปด้วยผู้คนในเมืองคาฉือ ซึ่งเต็มไปด้วยชาวฮั่น ผู้คนอย่างน้อย 6 คนถูกสังหาร วันต่อมาภัตตาคารที่คาฉือถูกเผา เจ้าของและคนงานถูกสังหาร เชื่อกันว่าการปรากฏตัวของความรุนแรงนั้นมีมูลเหตุมาจากความตึงเครียดระหว่างชาวจีนฮั่นและอุยกูร์ แต่ชาวอุยกูร์จำนวนมากกล่าวรัฐบาลจีนพยายามกำจัดวัฒนธรรมของชาวอุยกูร์
ความไม่สงบเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อชาวจีนฮั่นและชาวอุยกูร์ปะทะกัน และเจ้าหน้าที่ของจีนได้เข้าจับกุมคนนับโหล ไม่มีรายงานที่ชัดเจนว่าใครเป็นผู้ก่อเหตุ แต่มีผู้ยืนกรานว่าความขัดแย้งระหว่างคนหนุ่มชาวอุยกูร์และผู้ตั้งถิ่นฐานชาวฮั่นเป็นชนวนนำไปสู่การจราจล
ในวันที่ 1 มีนาคม 2014 มีประชาชนถูกสังหาร 33 คนและมากกว่า 140 คนได้รับบาดเจ็บ อันเป็นการโจมตีของผู้ก่อการร้ายที่สถานีรถไฟทางตะวันตกเฉียงใต้ของยุนนาน สำนักข่าวของรัฐ ซึ่งวิพากษ์โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐกล่าวว่าความรุนแรงดังกล่าวมาจากชาวอุยกูร์ผู้แยกดินแดน ซึ่งใช้มีดและมีดสับขนาดใหญ่
ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์อิลฮาม โตฮ์ฮี ซึ่งเป็นนักวิพากษ์นโยบายของจีนที่มีต่อชาวอุยกูร์ได้ถูกคุมขังในเดือนมกราคม ปี 2014 และต่อมาถูกข้อหาปลุกเร้าการแยกดินแดน อันเป็นข้อกล่าวหาที่มีศักยภาพที่จะมีการลงโทษถึงชีวิต
กรณีของอิลฮาม โตฮ์ฮีได้รับการประณามจากองค์การสิทธิมนุษยชนในตะวันตก ในเดือนกรกฏาคมหน่วยงาน PEN American Center ได้ประกาศว่าจะมอบเกียรติให้กับโตห์ฮีด้วยรางวัลด้านสิทธิมนุษยชน ในขณะที่เจ้าหน้าที่ของจีนมีความรู้สึกว่าหน่วยงานดังกล่าวได้เข้ามาก้าวก่ายกับอธิปไตยทางกฎหมายของประเทศ และยืนกรานว่าโตห์ฮีมีข้อกล่าวหาในเรื่องอาชญากรรมที่ร้ายแรง
เดือนกันยายนปี 2014 การไต่สวนโตห์ฮีด้วยข้อหาแยกดินแดนเริ่มต้นขึ้นที่ซินเจียง ตำรวจได้ตรวจตราอาคารของศาลในอูหลู่มู่ฉีเพื่อป้องกันการเดินขบวนประท้วงการไต่สวนในช่วงที่มีความตึงเครียดอย่างหนักระหว่างชาวอุยกูร์และรัฐบาลจีน ในเดือนกรกฎาคมประชาชน 96 คน ถูกสังหารในเมืองเย่เอ่อเชียง (yarkant) ซึ่งรัฐบาลจีนบรรยายว่าเป็นการกบฏของผู้ติดอาวุธ แต่ผู้สนับสนุนชาวอุยกูร์ไม่เห็นด้วยและกล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นการสังหารผู้เดินขบวนอย่างสงบ
วันที่ 23 กันยายน โตห์ฮีถูกกล่าวหาว่ามีความผิดในการสนับสนุนการแยกดินแดนและถูกจำคุกตลอดชีวิต ได้มีการประณามการตัดสินใจดังกล่าวโดยหน่วยงานด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งพูดถึงการตัดสินครั้งนี้ว่าเป็นความผิดพลาด
ผู้มีส่วนร่วมคนอื่นๆ ที่ถูกกล่าวหาได้รับการลงโทษในเดือนตุลาคม ผู้ถูกกล่าวหา 20 คนถูกคำสั่งประหาร อีก 15 คน ก็ถูกคำสั่งประหารชีวิตเหมือนกัน แต่ให้รอลงอาญา 2 ปี ซึ่งอาจมีโอกาสที่จะถูกลดมาเป็นการลงโทษจำคุกตลอดชีวิต ผู้ถูกกล่าวหา 9 คนถูกจำคุกตลอดชีวิต
ในเดือนธันวาคม ปี 2014 ทนายความของโตฮ์ฮีได้ประกาศว่านักศึกษาของเขา 7 คนก็ถูกจับกุมเช่นกันและถูกข้อหาแยกดินแดน นักเรียนเหล่านี้ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอยู่กับเว็บไซต์ในประเด็นอุยกูร์ ซึ่งสร้างขึ้นโดยโตฮ์ฮี อันนำไปสู่การจับกุมกลุ่มนักศึกษาดังกล่าว ความผิดของพวกเขาเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายนและถูกตัดสินให้จำคุกตั้งแต่ 3-8 ปี







