สบาย สบาย สไตล์เกษม: กฎเกณฑ์ที่จะต้องรู้ในการเลือกตั้ง

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
กฎเกณฑ์ที่จะต้องรู้ในการเลือกตั้ง
เมื่อสิ้นเสียงระฆังดัง”แก๊ง”ปี่กลองฉิ่งฉับ ก็ขยับบรรเลงกันครึกครื้น เริ่มยกแรกการช่วงชิงคะแนนเลือกตั้งทั่วไป ซึ่งกำลังจะมีขึ้นในต้นปีหน้า (หากไม่มีอะไรที่ต้องเลื่อน) หลายพรรคการเมืองใหม่ๆ จึงเริ่มเคลื่อนไหวอย่างมีชีวิตชีวา หากไม่รวมพรรคหลักๆที่มีมาแต่ดั้งเดิม เช่น”ประชาธิปัตย์”และ”เพื่อไทย”แล้ว
พรรคที่ถูกจับตาดูกันมากที่สุด ในขณะนี้ก็คือ”พรรคอนาคตใหม่”ซึ่งนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เศรษฐีหนุ่มไฟ
แรงเป็นหัวหน้าพรรคและ”ว่าที่”พรรครวมพลังประชาชาติไทย”(ยังไม่รู้ว่าจะให้ใครเป็นหัวหน้า)ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตผู้นำกลุ่ม”กปปส.”เป็นที่ปรึกษาพรรค
สำหรับพรรคอนาคตใหม่ซึ่งมีนายธนาธรเป็นหัวหน้าพรรค เริ่มหาเสียงแล้ว โดยทำตนเป็น”ตัวแทน”ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งหนุ่มสาวปัจจุบัน (อายุระหว่าง ๑๘-๓๐ ปีโดยประมาณ)พร้อมระดมแนวความคิดเอาใจคนรุ่นใหม่ โดยแถลงว่าหากได้เป็นรัฐบาล จะยกเลิกพิธีไหว้ครู ซึ่งเรียกร้องเสียงวิพากษ์ได้มาก(แม้จะในทางลบ) แต่เขาก็สามารถใช้วิธีการอย่างนี้ ทำให้ให้คนทั่วๆ ไปรู้จักเขาและรู้จักพรรคเกิดใหม่ของเขา
ที่สำคัญมากๆ ก็คือการที่เขาเแถลงว่าจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ”ฉบับปราบโกง”ปี ๒๕๖๐ ซึ่งจัดทำขึ้นมาโดยคสช.ให้จงได้ ซึ่งก็เท่ากับสถาปนาตนเป็น”โต้โผ”หนุนเสียงต้านรัฐธรรมนูญฉบับนี้มาก่อนหน้าแล้ว
พร้อมประกาศว่า จะนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองในยุค คสช.ให้หมด ซึ่งก็น่าคิดว่า พรรคนี้จะได้”แนวร่วม”จากกลุ่มเสื้อแดงหนุ่ม-สาว ได้มากน้อยหรือไม่และแค่ไหน
เกมนี้ถือเป็นการแย่งชิงเสียงกันในกทม.ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งอาจจะถูกพรรครวมพลังประชาชาติไทยและพรรคอนาคตใหม่ “เบียดบัง”เสียงไป เพราะความแหน่งหน่ายของสาธารณชนที่มีต่อประชาธิปัตย์ ที่แทบจะมีอะไรใหม่
ส่วนพรรครวมพลังประชาชาติไทยนั้น คาดว่าจะกวาดเสียงส่วนมากในภาคใต้ ในเขตบารมีของ”สุเทพ เทือกสุบรรณ”เกือบจะทั้งหมดหรือทั้งหมด และคงจะสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาขึ้นเป็นนายกรัฐนตรีคนนอก ด้วยความหวังว่า บารมีอันต่อเนื่องของทหารจะช่วยค้ำจุนให้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และส่วนรวมไปรอด
กรณีที่”สุเทพ”ออกมาเปิดใจตนเอง ด้วยน้ำตานองหน้าว่าจะเป็นเพียงที่ปรึกษาให้พรรครวมพลังประชาชาติไทยนั้น สั่นเสทือนไปทั้งประเทศ แม้จะถูกประณามว่า”ตระบัดสัตย์”เพราะเคยประกาศว่า”จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง”แล้วจะมีอะไรเหลือ ให้น่าเชื่อถืออีกหรือ
แต่คนที่มีความเชื่อและศรัทธาในตัวเขา โดยเฉพาะกลุ่มที่ผนึกกำลังกับเขานับล้านๆในการขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์และต้องถูกทำร้ายด้วยการวางระเบิดและลอบสังหาร ต้องเสียชีวิตและทรัพยิ์นมากมาย ก็คงไม่รั้งรอที่จะเลือก ส.ส.ในสังกัดพรรคนี้ เมื่อรำลึกได้ ถึงความเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดตามมา จากการโกงชาติของรัฐบาลทักษิณและพวก ในอดีตก่อนหน้าที่คสช.จะเข้ายึดอำนาจ
ส่วนท่าทีของพรรคอนาคตใหม่นั้น ดูจะเข้าขากันได้กับพรรคเพื่อไทยเป็นอย่างดี โดยพรรคนี้อาจเป็นตัวแทนรุกคืบในการช่วงชิงเสียงในกรุงเทพมหานครกับพรรคประชาธิปัตย์”เจ้าเก่า”
ทั้งนี้เท่ากับพรรครวมพลังประชาชาติไทย (ซึ่งมีกรรมการพรรคที่น่าเชื่อถือ เช่นพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อราชวงศ์อย่างยิ่งยวด หรือนักประชาธิปไตยอย่าง ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ หรือนายสุริยะใส กตะศิลา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ฯลฯ เข้าร่วมนั้น) ผนึกกำลังหลายกลุ่มเข้าด้วยกันอย่างแข็งแกร่งเพื่อต่อต้านกลุ่มนักการเมืองโกงชาติ อย่างไม่ย่อท้อและต้องการผลักดันให้บรรลุผลปฏิรูปชาติอย่างแท้จริง ในอนาคตตามเจตนารมณ์ของ กปปส.ที่มีมาแต่เดิม
ในขณะที่พรรคเพื่อไทยเอง ก็จะมุ่งระดมเสียงส.ส.ภาคเหนือและอีสานเข้ามานั่งในสภา แต่จะถูกแย่งชิงเสียงไปได้หรือไม่แค่ไหนนั้น ก็อยู่ที่อดีตพันธมิตรของพรรคเพื่อไทยกลุ่มต่างๆ จะหันไปสนับสนุนพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชาเป็นนายกรัฐมนตรีมากน้อยแค่ไหน หรือไม่
ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์เอง ก็ได้แสดงท่าทีเป็นนักการเมืองเต็มตัวแล้ว ตั้งแต่ไปพบปะเยี่ยมเยียนตัวแทนกลุ่มการเมืองท้องถิ่น ตั้งแต่กลุ่ม”สะสมทรัพย์” ทาบทามพรรค”พลังชล”ด้วยการรับสองพี่น้องตระกูล”คุณปลื้ม”เข้าร่วมรัฐบาล
หรือแม้แต่การไปเยือนบุรีรัมย์ถิ่นบารมีของนายเนวิน ชิดชอบ แม้จะไม่มีการพบปะกันโดยตรง แต่ก็เท่ากับเป็นการบอกนัยๆ ว่า”อยากเป็นเพื่อนกับคุณนะ”
นี้เป็นการมองภาพการเมืองอย่างคร่าวๆ ให้เห็น พอเป็นสังเขป โดยไม่มีหลักฐานเป็นตัวเลขยืนยันความเป็นไปได้ใดๆ แต่มองจากความรู้สึกล้วนๆ จึงสามาถผิดพลาดได้
แต่ที่สำคัญอีกอย่างที่ใคร่ตั้งข้อสังเกตไว้ ก็คือไม่มีพรรคใดเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่จะช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องของชาวบ้าน ให้ได้มีความหวังเลย แปลกจริงๆ
แต่ใคร่จะบอกว่าการเลือกตั้งคราวนี้ เป็นการเลือกตั้งที่สำคัญมากที่สุดอีกครั้งหนึ่ง ในประวัติการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยหลังจากมีประสบการณ์ในระบอบนี้มานานถึง ๘๖ ปี
เพราะจะช่วยชี้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา คนไทยเรียนรู้ประชาธิปไตยไปแล้วแค่ไหน ได้บทเรียนอะไรมาบ้าง จากการลองผิดลองถูก ปล่อยให้นักการเมืองเลวปกครอง(ผ่านการซื้อเสียง)และพลั้งเผลอให้กลุ่มเผด็จการต่างๆ ฉวยโอกาส”กดหัว”
หรือว่าคนไทยทั้งปวง จะยังคงงี่เง่า ยอมเป็นประชาชาติที่อ่านการเมืองไม่ออก(Political Illiteracy)ยอมให้ถูกหลอกชนิดที่ไม่รู้จักจบสิ้น ก็ไม่รู้ได้ ทั้งนี้จนกว่าผลการเลือกตั้งครั้งใหม่จะปรากฏ
เพราะฉะนั้น จึงใคร่นำเสนอข้อแนะนำ แก่ผู้ที่สนใจจะไปใช้สิทธิลงคะแนนเสียง เอาไว้ง่ายๆ ดังต่อไปนี้
๑ อย่าเห็นแก่อามิสสินจ้างให้ไปลงคะแนนเลือกตั้งเพียงเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวเล็กๆ น้อยๆ
๒ อย่าใช้อคติ ชอบ-ไม่ชอบ (เช่น ไม่ชอบ”สุเทพ เพราะตระบัดสัตย์)ชี้ขาดการตัดสินใจลงคะแนนเสียงให้ใคร ให้พิจารณาด้วยประโยชน์ปัจจุบัน โดยเอาส่วนรวมเป็นที่ตั้ง
๓ อย่าเห็นแก่พวกพ้อง เพื่อนฝูง มากกว่าความรับผิดชอบที่ควรจะมีต่อระบอบประชาธิปไตยส่วนรวม
๔ จำแนกแยกแยะให้ถูกต้องว่าพรรคใดชั่วหรือดี สมควรจะเข้าไปบริหารประเทศ
หากทำอย่างนี้ได้ เราก็จะได้รัฐบาลที่น่าจะดีพอ แม้จะไม่ดีหมด สำหรับการบริหารประเทศเพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตย พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้ในอนาคต ไม่ตกเป็นที่ดูแคลนของวงการสากล







