INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สงครามเพื่อสงครามในซีเรีย

syria
สงครามเพื่อสงครามในซีเรีย

จรัญ มะลูลีม

 

จากการยิงขีปนาวุธโจมตีซีเรีย เท่ากับว่าทรัมป์ได้ใช้การคุกคามของเขาด้วยกำลังอีกครั้ง  ด้วยข้ออ้างว่ามีการใช้อาวุธเคมีในประเทศที่ถูกรุมเร้าไปด้วยสงคราม  และขยายความสูญเสียให้กว้างขวางออกไปพร้อมๆ กันในสงครามที่มีหลายฝ่ายเข้าร่วม  นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ทรัมป์สั่งให้มีการใช้ขีปนาวุธโจมตีซีเรีย

ปีที่แล้ว (2017) หลังจากมีการใช้อาวุธเคมีในจังหวัดอิดลิบ (Idlib) สหรัฐยิงขีปนาวุธ 59 ลูก ไปที่ฐานทัพของบาชัร อัล อะสัด

ล่าสุดหลังจากสงสัยว่ามีการใช้อาวุธในเมืองดูมา  ซึ่งอยู่ติดกับกรุงดามัสกัส และเป็นเมืองที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลกำลังอ่อนกำลังลงทุกที   อังกฤษ และฝรั่งเศสได้มาเข้าร่วมกับสหรัฐเพื่อลงโทษรัฐบาลอะสัดโดยพร้อมเพรียงกัน

คืนวันศุกร์ (13 เมษายน ปี 2018) ตามเวลาในสหรัฐ  ขีปนาวุธนับร้อยลูกได้พุ่งเข้าไปยังสถานที่ 3 แห่งของรัฐบาลซีเรียโดยฝ่ายกลาโหมของสหรัฐกล่าวว่าการโจมตีดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อหยุดยั้งไม่ให้มีการนำอาวุธเคมีมาใช้

ด้วยข้ออ้างที่ว่าการใช้อาวุธเคมีต่อต้านประชาชนจะต้องไม่ผ่านไปด้วยการไม่ถูกลงโทษ   แบบอย่างที่สหรัฐและพันธมิตรกระทำขึ้นก่อให้เกิดคำถามตามมาอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้สหรัฐได้ชิงเข้าโจมตีก่อนที่องค์การเพื่อการห้ามการใช้อาวุธเคมีจะเริ่มเข้ามาสู่เมืองดูมา เพื่อยืนยันว่าได้มีการใช้อาวุธเคมีจริงๆ เสียอีก

ความจริงทรัมป์ควรจะรอจนกว่าองค์การเพื่อการห้ามการใช้อาวุธเคมี  ซึ่งเป็นหน่วยงานเฝ้าระวังระหว่างประเทศได้ตรวจสอบเสียก่อน      แล้วนำเรื่องเข้าคณะมนตรีความมั่นคง พร้อมด้วยหลักฐานที่ค้นพบ   แต่การเข้าถล่มซีเรียด้วยข้อมูลพื้นฐานจากหน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐ ฝรั่งเศสหรืออังกฤษ แต่เพียงอย่างเดียวก็เท่ากันว่าสหรัฐและพันธมิตรทำไปเกินกว่ากฎหมายระหว่างประเทศกำหนด

ภารกิจของทรัมป์ที่ทรัมป์เรียกเองว่าประสบความสำเร็จนั้นยังเป็นที่สงสัยกันอยู่ในเวลานี้    ความจริงการปลุกเร้าให้ถล่มซีเรียเป็นครั้งที่ 2 ในรอบหนึ่งปีนี้ส่วนหนึ่งก็เท่ากับเป็นการยืนยันว่าการเข้าถล่มครั้งแรกประสบความล้มเหลวที่จะหยุดยั้งรัฐบาลอะสัดที่ยังคงเอาชนะฝ่ายต่อต้านรัฐบาลที่หนุนหลังโดยสหรัฐและพันธมิตรได้อย่างต่อเนื่อง

ในอีกทางหนึ่งเท่ากับว่าทรัมป์ได้ลากสหรัฐเข้าสู่สงครามกลางเมืองลึกเข้าไปอีกและหากว่าในอนาคตมีการใช้อาวุธเคมีอีกไม่ว่าจะใช้โดยอะสัดหรือคู่ปรปักษ์ของเขาสหรัฐก็จะถูกบีบให้มีการถล่มซีเรียขึ้นอีก   บางทีอาจจะมีการถล่มซีเรียที่รุนแรงกว่านี้

ด้วยความกังวลว่าทุกๆ ครั้งที่สหรัฐถล่มซีเรียโอกาสของการปะทะกันระหว่างสหรัฐและรัสเซียก็จะสูงขึ้นเพราะรัสเซียอยู่กับอะสัดอย่างมั่นคงมาตลอด

สิ่งที่ซีเรียต้องการมิใช่ระเบิดหรือขีปนาวุธ  แต่ต้องการให้สงครามยุติลง   ทั้งนี้ประชาชนในประเทศนี้ได้สูญเสียชีวิตไปแล้ว 400,000 คนภายใน 7 ปี

ไม่เป็นที่สงสัยว่าอะสัดอยู่เหนือกลไกทางทหารในประเทศของตนและใช้กองกำลังของตนเองที่มีอยู่ต่อต้านประชาชนของตนเองที่สนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาล

แต่ความจริงในซีเรียก็เต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน  ซึ่งถ้าหากรัฐบาลล้มลงโดยทันทีก็จะผลักใสให้ประเทศและคนอีกนับล้านคนซึ่งมีชีวิตที่มั่นคงอยู่กับรัฐบาลไปสู่ความทุกข์ทรมานยิ่งขึ้นไปอีก  นั่นไม่ใช่สิ่งสุดท้ายที่ใครๆ ต้องการ

หากพิจารณาจากการเปลี่ยนผ่านในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา  น่าจะถึงเวลาแล้วที่ประเทศตะวันตกต้องเปลี่ยนจากการใช้กำลังทหารแต่ฝ่ายเดียวมาสู่การใช้การทูตหลายฝ่าย  ซึ่งจะเป็นดังนี้ได้ก็ต่อเมื่อสหรัฐและรัสเซีย ยุติความรุนแรงเพื่อให้มีทางออกทางการเมืองที่ถาวร  เพราะนี่เป็นแนวทางเดียวที่จะนำไปสู่สันติภาพในซีเรีย

อย่างไรก็ตาม ถ้าพิจารณาถึงเหตุการณ์ที่ตามมาหลังการโจมตีแต่ฝ่ายเดียวของสหรัฐและพันธมิตรครั้งนี้ก็อาจเรียกได้ว่าเป็น “ภารกิจที่ร่วมกันบรรเลง” เสียมากกว่า มีรายงานว่าประเทศที่ร่วมหัวจมท้ายโจมตีซีเรียอันประกอบด้วยสหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส ได้ร่วมกันโจมตีแหล่งผลิตสารเคมีที่พวกเขาสงสัยเอาเองว่ามีอยู่และเป้าหมายก็ถูกทำให้ดูดีกว่าที่เป็นจริง   โดยหวังว่าจะบ่อนเซาะรัฐบาลของอะสัดที่เชื่อกันว่ามีอาวุธต้องห้าม     ที่น่าสนใจยิ่งกว่าเรื่องอื่นใดก็คือประเทศที่สนับสนุนการโค่นล้มรัฐบาลอะสัด  ทั้งสหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศสต่างก็ไม่อาจเอาชนะรัฐบาลนี้ได้แม้จะพยายามสนับสนุนฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมาตลอด 7 ปีก็ตาม

เป็นที่น่าสนใจเช่นกันว่าท่ามกลาง  ความประหลาดใจที่ทรัมป์กล่าวก่อนโจมตีว่าการถล่มอาจเกิดขึ้นโดยทันทีหรืออาจจะไม่มีการโจมตีเลยก็ได้นั้น    เมื่อดูขอบเขตของการโจมตีแล้วปรากฏว่าการสูญเสียชีวิตเกือบจะไม่มีเลย

นายพลของซีเรียยืนยันว่ามีคนเพียง 3 คนเท่านั้นที่บาดเจ็บ  แต่ไม่มีใครเสียชีวิต

ยิ่งไปกว่านั้นทหารรัสเซียในพื้นที่และจรวดป้องกันก็อยู่ในที่เดิม  ไม่มีการขยับเขยื้อน  ดังนั้นจึงมีการป้องกันในทุกรูปแบบที่จะไม่ให้มีการปะทะกันระหว่างสหรัฐ-รัสเซีย

หลังการโจมตีมีรายงานจากกรุงปารีสว่าฝรั่งเศสได้ใช้ช่องทางการสื่อสารเพื่อยืนยันกับรัสเซียว่าการใช้จรวดนั้นมีขอบเขตจำกัด  เป็นการโจมตีที่ตั้งโรงงานผลิตอาวุธเคมี  และไม่มีแผนการที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในซีเรียแต่อย่างใด

รัสเซียอ้างว่าหน่วยงาน NGO ของอังกฤษ White Helmets ได้สร้างเรื่องการใช้อาวุธเคมีที่เมืองดูมา  ในวันที่ 7 มีนาคม ปี 2018 ขึ้นมาและถูกใช้เป็นข้ออ้างในปฏิบัติการร่วมกันของสหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศส

มีความเชื่อกันโดยทั่วไปในหลายแห่งว่าการเข้าไปแทรกแซงในซีเรียเป็นเพียงกุศโลบายของผู้นำทั้งสามชาติที่มุ่งหวังจะเบี่ยงเบนความสนใจจากความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านและความไม่พอใจของประชาชนที่มีอยู่   ทั้งนี้การรณรงค์ทางโทรทัศน์ให้เห็นปฏิบัติการณ์ของสามประเทศจะเปลี่ยนอารมณ์ของคนในชาติไปตามนั้น

โทรทัศน์ของรัสเซียเตือนถึงสงครามโลกครั้งที่สามที่อาจจะเกิดขึ้น  และจะหลีกหนีระเบิดได้อย่างไรในกรณีที่สงครามขยายตัว  ซึ่งรัสเซียมิได้กล่าวออกมาอย่างชัดเจน

การโจมตีซีเรียครั้งนี้เป็นการท้าทายกฎหมายและอนุสัญญาระหว่างประเทศ เนื่องจากการโจมตีดังกล่าวไม่ได้รับการรับรองจากคณะมนตรีความมั่นคง  ทั้งนี้ไม่มีการสืบสวนอิสระและการยืนยันถึงการใช้อาวุธเคมีโดยรัฐบาลซีเรียที่กระทำกับประชาชนของตนเองเมื่อวันที่ 7 มีนาคม ที่ผ่านมาแต่อย่างใด

เวลานี้หน่วยงานตรวจสอบอาวุธเคมีอยู่ที่ดามัสกัสและติดตามเรื่องนี้อยู่  แต่เชื่อกันว่าคงทำอะไรไม่ได้มากนัก

การโจมตีครั้งนี้ความจริงได้ถูกทำให้ไม่มีความชัดเจน  การบอกเล่าถึงสงครามที่มาจากแหล่งข่าวของรัสเซียและจากหน่วยข่าวกรองของตะวันตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

รายงานของซีเรียและรัสเซียยืนยันว่าขีปนาวุธที่เข้าโจมตีเข้าเป้าเพียงร้อยละ 30 เท่านั้น  นอกนั้นถูกสกัดได้หมด

อย่างไรก็ตาม  การถล่มที่คาดหมายว่าเป็นที่เก็บอาวุธเคมีด้วยจรวดนับร้อยลูกอาจเปลี่ยนสถานการณ์ในตะวันออกกลางหรือเอเชียตะวันตก  ซึ่งเต็มไปด้วยสงครามนองเลือดและทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่าครึ่งล้านคนตลอด 7 ปี ได้น้อยมาก

การโจมตีของสหรัฐและพันธมิตรตะวันตกมีข้ออ้างประกอบการปฏิบัติการณ์ในครั้งนี้ว่าเป็นการปกป้องมิให้ผู้นำซีเรียใช้อาวุธเคมีต่อต้านประชาชนของตนเอง ซึ่งมีความสงสัยกันว่าผู้คน 40 คนได้จบชีวิตลงในเมืองดูมา

แน่ละในอดีตที่ผ่านมายุทธศาสตร์นี้ก็ไม่ทำงานแต่อย่างใด   แม้ว่าเมื่อปีที่แล้วทรัมป์ได้ส่งขีปนาวุธ 59 ลูก เข้าถล่มซีเรียหลังจากมีข้ออ้างว่าซีเรียใช้อาวุธเคมีจนมีผู้เสียชีวิตไป 80 คน  อาจกล่าวได้ว่าเส้นทางสีแดงที่สร้างขึ้นโดยสหรัฐและพันธมิตรไม่อาจหยุดยั้งรัฐบาลของอะสัดได้

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐดูเหมือนจะไม่มียุทธศาสตร์ที่แท้จริง   ที่จะต่อสู้กับสถานการณ์ที่สลับซับซ้อนในซีเรียหรือจะทำให้การต่อสู้ยุติลงได้

บรรดาแกนนำของสหรัฐมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องที่ว่ากองทัพสหรัฐที่มีทหารอยู่ 2,000 คนในซีเรียที่ส่งเข้ามาช่วยในการต่อสู้เพื่อต่อต้านไอเอสจะคงอยู่ในประเทศนั้นต่อไปหรือจะถอนตัวออกไปดี

ภาพการต่อสู้ในซีเรียยิ่งสลับซับซ้อนหนักเข้าไปอีกเมื่อนักต่อสู้ของรัสเซียเข้ามาประเทศนี้

กองกำลังของอิหร่านและปูตินต่างก็สนับสนุนซีเรียอย่างไม่มีเงื่อนไข  การต่อสู้นี้เป็นหนึ่งในวิกฤตมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดและเป็นขบวนการผู้ลี้ภัยที่ใหญ่ที่สุดในทศวรรษปัจจุบัน โดยประเทศตุรกีและเลบานอนรับเอาผู้ลี้ภัยไปดูแลมากกว่าล้านคน

ในเวลาเดียวกับสหรัฐ ซึ่งพูดเสมอว่ากำลังให้การช่วยเหลือพลเรือนชาวซีเรีย  แต่ในปีนี้สหรัฐกลับรับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียเอาไว้เพียง 15 คน จากที่เคยรับเอาไว้ 790 คนในเวลาเดียวกันเมื่อปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ข้อตกลงร่วมกันของสหรัฐและรัสเซียในปี 2013 ที่จะทำลายอาวุธเคมีของซีเรีย ที่เคยตกลงกันเอาไว้ก็ไม่ก้าวหน้าแต่ประการใด

อาจกล่าวได้ถึงเวลานี้ว่าสงครามในซีเรียเป็นสงครามของบรรดาผู้ที่ต้องการให้อะสัดอยู่ในอำนาจและผู้ที่ไม่ต้องการให้เขาอยู่ในอำนาจ

ดูเหมือนการสนับสนุนจากอิหร่านและรัสเซียจะเป็นผู้ชนะ   ส่วนอินเดียซึ่งเวลานี้กำลังคบหากับสหรัฐและเป็นประเทศที่มีความเป็นหุ้นส่วนกับรัสเซียมานานอยู่ในความกระอักกระอ่วนใจ

หลายประเทศสนับสนุนให้มีการสานเสวนาและตกลงกันเพื่อหยุดยั้งความทุกข์ทรมานของชาวซีเรียซึ่งจะกระทำได้โดยผ่านเวทีการเจรจาเท่านั้น   แต่ความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลของซีเรียโดยการใช้กำลังของสหรัฐและพันธมิตรที่ชาวตะวันตกกำลังขับเคลื่อนอยู่นั้นมิได้เป็นทางออกของปัญหาแต่อย่างใด

 

บทบาทของรัสเซีย

รัสเซียได้ออกมาเตือนว่าจะยิงขีปนาวุธของสหรัฐใดๆ ก็แล้วแต่หากว่าสิ่งของหรือทหารรัสเซียตกเป็นเป้า   อิหร่านก็เช่นกันได้ออกคำเตือนอย่างแข็งขันต่อสหรัฐด้วยการกล่าวว่าการละเมิดอธิปไตยของซีเรีย  ไม่ว่าในทางใดก็ตามย่อมนำไปสู่การโต้กลับ

ในแถลงการณ์ที่ออกมาโดยทันทีหลังการโจมตี   กระทรวงกลาโหมของรัสเซียกล่าวว่าลานบินและทหาร พร้อมๆ ไปกับเครื่องอำนวยความสะดวกทางด้านอุตสาหกรรมและการวิจัยอยู่ในกลุ่มเป้าหมายของการโจมตี

เป็นการโจมตีที่ไม่มีการสูญเสียสำคัญมีเพียงชาวซีเรียสามคนที่ได้รับบาดเจ็บ

ประธานาธิบดีอะสัดก็เดินทางไปทำงานตามปกติในเวลาเก้าโมงเช้า  ไม่ก็ชั่วโมงหลังการโจมตี  ประธานาธิบดีผู้นี้ได้ทวีตข้อความว่า “จิตวิญญาณที่ดีจะไม่ได้รับความต้อยต่ำ”  คนซีเรียจำนวนนับพันคนได้มารวมกันที่จัตุรัสอุมัยยะฮ์ (Umayyah Square) ที่ตอนกลางของกรุงดามัสกัสเพื่อประณามการโจมตีและฉลองชัยชนะให้กองทัพซีเรียที่สกัดขีปนาวุธจำนวนหนึ่งได้

ประธานาธิบดีปูตินได้ออกแถลงการณ์ประณามการโจมตีโดยทันทีและเรียกปฏิบัติการณ์ดังกล่าวว่าเป็น “การกระทำที่เป็นการรุกรานรัฐอธิปไตยในแนวหน้าของการต่อสู้เพื่อต่อต้านการก่อการร้าย”

เขากล่าวต่อไปว่าการโจมตีซีเรียเป็นการกระทำโดยไม่ได้รับอาณัติจากคณะมนตรีความมั่นคงและเป็นการละเมิดกฎบัตรของ UN บรรทัดฐานและหลักการของกฎหมายระหว่างประเทศ

เขาได้ชี้ให้เห็นว่าผู้เชี่ยวชาญทางทหารได้ไปเยือนเมืองดูมาหลังจากมีรายงานว่ามีการโจมตีด้วยอาวุธเคมีออกมา   แต่ก็ไม่พบร่องรอยการใช้ก๊าซคลอรีนหรือการใช้สารพิษใดๆ

ไม่มีบ้านใดในท้องถิ่นสามารถยืนยันว่าการโจมตีด้วยเคมีเกิดขึ้นจริงๆ   ปูตินกล่าว  เขายังกล่าวต่อไปอีกว่าสหรัฐและพันธมิตรเป็นผู้ชักนำให้เกิดก่อการร้ายที่รบกวนประชาชนของซีเรียมาเป็นเวลาเจ็ดปี  นำไปสู่คลื่นของผู้อพยพที่ออกจากประเทศนี้และภูมิภาคนี้

เขามีความเห็นว่าสหรัฐต้องเป็นผู้รับผิดชอบสำหรับการนองเลือดที่ทุกข์ทรมานที่เกิดขึ้นในยูโกสลาเวีย อิรัก และลิเบียที่ผ่านมา

อะยาตุลลอฮ์  อาลี  คอเมเนอี พูดถึงผู้นำของสหรัฐ อังกฤษ และฝรั่งเศสว่าเป็น “อาชญากร” พร้อมกล่าวต่อไปว่าประเทศเหล่านี้ได้ก่ออาชญากรรมคล้ายคลึงกันมาแล้วทั้งในอิรัก   อัฟกานิสถาน และลิเบียและไม่ได้กำไรจากสิ่งเหล่านี้

ในจดหมายที่มีไปถึงนายกรัฐมนตรี Theresa May     Jeremy Corbyn ผู้นำฝ่ายค้านในอังกฤษได้วิพากษ์ประเทศของเขาที่เข้าร่วมโจมตีด้วยการกล่าวว่า

นายกรัฐมนตรีอังกฤษ “จะต้องให้ความสำคัญต่อสภามิใช่ต่อการทำตามอำเภอใจของประธานาธิบดีสหรัฐ”   เขากล่าวว่าปฏิบัติการณ์ต่อต้านซีเรียมี “ปัญหาทางกฎหมาย”

จากการวิเคราะห์ข้อมูลโดยทหารรัสเซียพบว่าสหรัฐและพันธมิตร NATO อีกสองประเทศได้ยิงขีปนาวุธ 103 ลูกเข้าไปในซีเรีย  ตามรายงานทางทหารของรัสเซียและรัฐบาลซีเรียพบว่ากองทัพซีเรียได้ยิงขีปนาวุธเหล่านั้นตกหลายลูก   โดยขีปนาวุธ 71 ลูกถูก “ประกบ” รวมทั้งขีปนาวุธที่มุ่งเข้าสู่สนามบินในกรุงดามัสกัส

กระทรวงกลาโหมรัสเซียกล่าวว่ากำลังพิจารณามอบอาวุธที่ทันสมัยที่สุดรวมทั้ง S – 300 ที่ใช้ต่อต้านขีปนาวุธให้กับกองทัพซีเรียเพิ่มมากขึ้น

ปัจจุบันหนึ่งในสามของดินแดนซีเรียตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังฝ่ายกบฏที่หนุนหลังโดยสหรัฐ   บริเวณดังกล่าวส่วนใหญ่เป็นแหล่งน้ำมันและก๊าซของซีเรีย

รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ James Matter กล่าวกับสื่อว่าไม่มีแผนที่จะโจมตีซีเรียชั่วคราว  แต่ก็ย้ำว่าสหรัฐยังคงมีข้อเลือกที่จะโจมตีซีเรียอีกครั้งตามเวลาที่ได้เลือกเอาไว้

เขาอ้างว่าการโจมตีในอนาคตย่อมทำได้ตราบใดที่สหรัฐเห็นว่ารัฐบาลซีเรียมีความผิดในการใช้อาวุธเคมี

อย่างไรก็ตามในขณะที่ย้ำว่าทหารซีเรียใช้ก๊าซคลอรีนในเมืองดูมา Mattis  ก็ไม่อาจหาหลักฐานมายืนยันคำอ้างของเขาได้

ที่ผ่านมา Colin Powell อดีตรัฐมนตรีกลาโหมในสมัยบุชก็มีความมั่นใจว่าอิรักมีอาวุธทำลายล้าง (WMDs)  เพื่อเอามาเป็นเหตุรุกรานอิรัก  ประธานาธิบดีฝรั่งเศสและนายกรัฐมนตรีอังกฤษก็เดินตามเส้นทางของ Powell ด้วยการอ้างว่าซีเรียใช้อาวุธเคมีโดยไม่สนใจจะทำการพิสูจน์ใดๆ

Peter Ford อดีตเอกอัครราชทูตอังกฤษประจำซีเรียกล่าวกับ BBC ว่าเขาเชื่อว่าการโจมตีเมืองดูมาเป็นการ “สร้างฉาก”

ในการประชุมคณะมนตรีความมั่นคงของ UN    UN ได้จัดประชุมตามคำขอของรัสเซียเพื่ออภิปรายถึงการโจมตีซีเรีย   ทั้งนี้รัสเซียเป็นประเทศหลักในการออกข้อมติประณามการโจมตีทางอากาศในซีเรีย

Nikki Haley ทูตสหรัฐประจำ UN ยืนกรานถึงทรรศนะที่ว่าสหรัฐมีสิทธิที่จะโจมตีซีเรียเวลาไหนก็ได้ ถ้าต้องการ “ดิฉันได้พูดกับประธานาธิบดีสหรัฐในตอนเช้า  และประธานาธิบดีก็บอกว่าหากรัฐบาลซีเรียใช้ก๊าซพิษอีกสหรัฐก็จะปิดล้อมและจัดการ” เธอกล่าว

เพื่อตอบโต้คำพูดดังกล่าว Sacha Sergio Soliz เอกอัครราชทูตลิเบียประจำ UN กล่าวว่าชุมชนระหว่างประเทศทราบถึงพลังของสหรัฐและความเชี่ยวชาญทางการทหาร   แต่ในกฎบัตรของ UN  จะอนุญาตให้มีการใช้กำลังเพื่อการป้องกันตนเองหรือด้วยการรับรองของคณะมนตรีความมั่นคงเท่านั้น

เขากล่าวต่อไปว่าชุมชนระหว่างประเทศก็รู้เช่นเดียวกันว่าสหรัฐ “ไม่มีอะไรนอกจากจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศ”

Vasoily Nebenzia เอกอัครราชทูตรัสเซียประจำ UN กล่าวว่าประเทศที่มีอำนาจทั้งสามประเทศกระทำการรุกรานต่อรัฐอธิปไตย  “โดยปราศจากการพิสูจน์ว่ามีการใช้อาวุธเคมี”

สามชาติสมาชิกถาวรที่ร่วมกันโจมตีซีเรีย  ลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับมติ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ  อ้างว่าการโจมตีซีเรียล่าสุดนี้ใหญ่กว่าการโจมตีด้วยขีปนาวุธของทรัมป์ที่ทรัมป์สั่งให้โจมตีกองทัพอากาศของซีเรียเมื่อปีก่อนเสียอีก

ตามคำอ้างของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของสหรัฐพบว่าเป้าในการโจมตีคือโรงงานผลิตอาวุธเคมี  ซึ่งตามคำอ้างของเจ้าหน้าที่ซีเรียและรัสเซียได้เลิกใช้ไปเรียบร้อยแล้ว   เมื่อครั้งที่ซีเรียสมัครใจที่จะยกเลิกการสร้างอาวุธเคมี

ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค  รวมทั้งอิสราเอลยังคงมีอาวุธต้องห้ามของพวกเขาอยู่ในครอบครอง

Joseph F Dunford ประธานเสนาธิการทหาร อ้างว่าปฏิบัติการของสหรัฐและพันธมิตรอีกสองประเทศประสบความสำเร็จในการมุ่งเป้าการโจมตีไปที่กรุงดามัสกัสและเมืองฮอมส์

นอกจากนี้การโจมตีของอิสราเอลต่อฐานที่มั่นทางทหารของซีเรียในเดือนเมษายน (2018)  ทำให้ประชาชน 4 คน รวมทั้งที่ปรึกษาทางการทหารของอิหร่านและทหารอาวุโสจากกองทัพอิหร่านถูกสังหาร

Lavrof รัฐมนตรีต่างประเทศของรัสเซียกล่าวว่าการโจมตีโดยอิสราเอล “เป็นพัฒนาการที่อันตราย” รัสเซียซึ่งมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิสราเอลได้เตือนอิสราเอลว่าจะไม่ยอมให้เครื่องบินอิสราเอลละเมิดน่านฟ้าของซีเรียอีก

อิสราเอลนั้นเป็นประเทศที่ละเมิดอธิปไตยของซีเรียอยู่เสมอ   และเป็นที่รู้กันว่าอิสราเอลได้ช่วยเหลือกลุ่มต่อต้านรัฐบาลต่างๆ ต่อสู้กับรัฐบาลซีเรีย

เจ้าหน้าที่รัสเซียเชื่อว่าอิสราเอลถูกใช้โดยสหรัฐเพื่อทำให้รัฐบาลซีเรียอ่อนกำลังลงขณะที่ซีเรียกำลังจะรวมประเทศขึ้นมาใหม่

อิหร่านให้คำมั่นว่าจะตอบโต้การสังหารพลเมืองของตนโดยอิสราเอล

อาลี อัคบัร วีลายาตีที่ปรึกษาต่างประเทศของผู้นำสูงสุดของอิหร่านกล่าวว่า “อาชญากรรมของอิสราเอลจะไม่คงอยู่อย่างไร้คำตอบ”

รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของอิหร่าน ซัยยิด อับบาส อารักชี กล่าวถึงสหรัฐที่ให้การสนับสนุนอิสราเอลว่า

“สหรัฐและอิสราเอลเข้ามาอยู่ในฉากด้วยขั้นตอนต่างๆ กันเพื่อส่งเสริมขวัญกำลังใจของผู้ก่อการร้ายในซีเรียและการโจมตีล่าสุดโดยไซออนิสต์   เป็นการกระทำที่ซ้ำรอยอดีตและอยู่ในโครงสร้างเดิมๆ”

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *