INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ถั่วเหลือง

xl 5724 soy bean bud finedininglovers

    ในชีวิตประจำวัน เรารู้จักถั่วงอก(หัวโต) เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ เนื้อเทียม ถั่วแระ แล้วยังรู้จักซอส หรือซีอี๊ว  ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากถั่วเหลือง หรือถั่วเหลืองเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ทั้งนี้ เนื่องจากถั่วเหลืองมีถิ่นกำเนิดในจีนนี้เอง จึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆข้างต้น แต่ตอนนี้ ถั่วเหลืองไปโด่งดังแถวอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ เพราะปลูกถั่วเหลืองในปริมาณมากๆ สามารถเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ เพื่อมาทำอาหารสัตว์ และน้ำมันถั่วเหลือง
    ปกติ ประเทศสหรัฐอเมริกา บราซิล และอาเจนติน่า ปลูกถั่วเหลืองสลับกับข้าวโพด โดยในแต่ละปี จะปลูกข้าวโพดส่วนหนึ่ง และถั่วเหลืองอีกส่วนหนึ่ง พอถึงปีต่อไป ก็สลับ พื้นที่ๆเคยปลูกถั่วเหลือง ก็ไปปลูกข้าวโพด และที่ปลูกข้าวโพดก็ไปปลูกถั่วเหลือง นี่เป็นเหตุผลเดียวกับที่มีการเผยแพร่ให้เกษตรกรปลูก พืชตระกูลถั่วในหน้าแล้งหลังการทำนาหรือ อีกนัยหนึ่งคือปลูกหมุนเวียนสลับกับข้าว
    การปลูกพืชหมุนเวียนนั้น เป็นสิ่งที่ส่งเสริมแนะนำมานานมากแล้ว เพราะเป็นหลักการเบื้องต้น แต่ชาวนามีความถนัดในการทำนา และการทำนาในปัจจุบัน ก็ปลูกเก็บเกี่ยวไม่พร้อมกัน จะปลูกถั่วในแปลงที่แปลงข้างๆยังทำนา ก็ไม่ได้ เพราะน้ำในนาซึมออกมา ถั่วต่างๆไม่ต้องการพื้นดินที่แฉะมีน้ำขังมากเกินไป เลยทำนา ๒ ครั้งหรือทำนาตลอดปีได้ผลดีกว่า
    แต่การปลูกพืชหมุนเวียน หรือไม่ปลูกพืชนิดเดียวกันติดต่อกันไป เป็นผลดีต่อสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องแมลงและโรคข้าว เพราะ แมลงที่ตอมข้าว ไม่ได้ระบาดกับถั่ว และแมลงที่ระบาดกับถั่ว ก็ไม่ได้ตอมข้าว เป็นการหยุดยั้งชีพจักรแมลงหรือลดจำนวนลงได้ ทำนองเดียวกัน เกี่ยวกับดินด้วย ที่ ถั่วต่างๆ มีระบบรากแก้ว เพราะเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ขณะที่ข้าวเป็นระบบรากฝอย เพราะเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว การแผ่ขยายและหาอาหารของรากในดินจึงไม่เหมือนกัน นอกจากนั้น เศษซากของถั่วต่างๆหลังเก็บเกี่ยว ยังสามารถสับกลบเป็นอินทรียวัตถุบำรุงดินได้
    พืชตระกูลถั่วทั้งหลาย มีคุณสมบัติพิเศษที่ แบคทีเรียไรโซเบี้ยม สามารถตรึงไนโตรเจน จากอากาศมาสะสมไว้ที่ปมที่รากถั่ว ซึ่งจะมีปริมาณไนโตรเจน มากหน่อยตอนที่ถั่วออกดอก แต่พอถั่วแก่เก็บเกี่ยวแล้วจะมีไม่มาก เพราะ สารประกอบไนโตรเจนที่ปมรากนี้ สามารถแตกกระจาย ระเหยไปสู่อากาศได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ถ้าปลูกถั่วประจำหลายๆปี ก็เป็นการสะสมจุลินทรีย์ไรโซเบี้ยมในดิน ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในการปลูกถั่วหรือใส่น้อยๆ เพราะ มีจุลินทรีย์ ช่วยทำหน้าที่ให้แล้ว
    กล่าวถึงพื้นดินที่ปลูกพืช เราก็เห็นแค่เป็นดิน แต่แท้จริงแล้ว ประกอบด้วยอนุภาค ที่เป็นแร่ธาตุหรือสารประกอบ เรียกว่าเม็ดดิน ถ้าดินเหนียว เม็ดเล็ก และถ้าดินทรายเม็ดใหญ่ เม็ดดินเหล่านี้ รูปร่างไม่สม่ำเสมอเป็นรูปหลายๆเหลี่ยมเกาะกันอยู่ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเม็ดดิน และในช่องว่างนี้เอง ที่อินทรียวัตถุไปแทรกอยู่ เป็นตัวซึมซับน้ำ ที่อยู่ระหว่างช่องว่างในดินนี้ไม่ให้ไหลซึมไปที่อื่น น้ำก็จะเป็นตัวละลายแร่ธาตุในดิน และเมื่อต้นไม้แผ่ขยายรากลงมา ตัวปลายรากฝอย หรือรากหาอาหาร (ไม่ใช่รากแก้ว รากแก้ว ไว้ใช้ยึดลำต้นเท่านั้น) ก็จะดูดน้ำและแร่ธาตุจากตรงช่องว่างในดินนั่นเอง ฉะนั้น ไม่ว่าดินเหนียว หรือดินทราย ถ้ามีอินทรียวัตถุในช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ก็จะเป็นแหล่งสะสมน้ำและละลายธาตุอาหารให้รากดูดขึ้นไปเลี้ยงต้นได้มาก นอกจากนั้น อินทรียวัตถุ ยังสามารถเปลี่ยน ประจุ ของดิน ไม่ไห้ดินยึดธาตุอาหารบางชนิดเช่นฟอสฟอรัส ไว้ด้วย
เป็นที่กล่าวกันว่า พืชเกษตรอินทรีย์ มักจะให้ความสมบูรณ์ และรสชาติของผลผลิตได้ดี เพราะเมื่อลดปริมาณ ไนโตรเจนจากปุ๋ยเคมีซึ่งสร้างความเจริญทางลำต้นใบลง เพราะมีมากเกินความจำเป็นก็ไม่มีประโยชน์ และ ถ้าไนโตรเจนที่มากเกินขึ้นไปสะสมเป็นสารประกอบและหลงเหลืออยู่ที่ผนังเซลล์ของพืช ก็อาจเป็นอันตราย เช่นสารก่อมะเร็ง  ทั้งนี้ อินทรียวัตถุที่ใส่ไปแทนปุ๋ยเคมี ยัง ทำให้พืชสามารถดูดฟอสฟอรัส และโปแตสเซี่ยม ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยในการออกดอกออกผล โดยเฉพาะ โปแตสเซี่ยม ช่วยในเรื่องคุณสมบัติของผลผลิต ก็สามารถเพิ่มรสชาติและคุณภาพของผลผลิตได้ สรุปแล้ว คือ การปลูกพืชให้ ได้รับผลตอบแทนที่ดี คือการจัดการให้พืชเจริญเติบโตให้เหมาะกับธรรมชาติและพันธุ์ของมัน ไม่ได้เร่งปุ๋ย ไม่ใช่ว่า ยิ่งเร่งปุ๋ย ยิ่งได้ผลผลิตดี ที่ใส่ปุ๋ยไปเพราะคิดว่า พืชขาดแคลนเท่านั้น และใส่มากเกินไปก็เป็นอันตราย
กลับมาเรื่องถั่วเหลือง ที่กล่าวบางตอนว่า “ถั่วต่างๆ”  เพราะ ลักษณะบางอย่างจะเหมือนๆกัน เช่นการสร้างปมที่ราก แต่จุลินทรีย์ไรโซเบี้ยมของแต่ละถั่ว อาจจะแตกต่างกันไปบ้าง สำหรับถั่วเขียว เป็นพืชที่ปลูกง่ายที่สุด แต่ให้ผลผลิตน้อย ส่วนใหญ่ใช้หว่านๆลงไป ไม่มีปัญหาเรื่องความงอก เก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ได้นาน เหมือนกับการเพาะถั่วงอก  ถั่วลิสง ปลูกยากขึ้น เพราะมีศัตรูรบกวน โดยเฉพาะเสี้ยนดิน(ลักษณะเหมือนมดอยู่ในดิน)  เพราะ ถั่วลิสงแทงเข็มไปออกฝักลงในดิน สำหรับถั่วเหลืองที่ตั้งใจเขียนในวันนี้ ก็มีแมลง และโรค หลายๆอย่าง เหมือนๆกับถั่วอื่นๆ และ ถั่วเหลืองยังหาเมล็ดพันธุ์ ยากในเมืองร้อนอย่างประเทศไทย เพราะเสื่อมความงอกง่ายเนื่องจากมีน้ำมันในเมล็ดสูง และเปลือกเมล็ดบาง ต้องปลูกฤดูต่อฤดู คือเอาถั่วเหลืองที่ปลูกปลายฤดูฝนหลังข้าวโพด มาเป็นพันธุ์ให้กับถั่วเหลืองในนาในฤดูแล้ง และเอาถั่วเหลืองที่ปลูกในนาฤดูแล้ง ไปเป็นพันธุ์ ตอนปลายฝนหลังข้าวโพด และอาจต้องฉีดยาป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ถั่วเหลือง ประมาณสัก ๓ ครั้ง ต่อการปลูก ๑ ครั้ง
สรุปแล้ว ข้อแนะนำที่ให้เกษตรกร ปลูกถั่วเหลืองในฤดูแล้ง เป็นสิ่งที่ดี เพราะขณะนี้ ทราบว่า ประเทศเราผลิตได้น้อย ไม่มีใครยอมปลูก ต้องสั่งซื้อผลผลิตถั่วต่างๆเข้ามาจากต่างประเทศ แต่เพื่อให้เกษตรกรมีความชำนาญ และเรียนรู้เรื่องการปฏิบัติรักษา ควรให้เกษตรกรลองด้วยมือตัวเอง น้อยๆก่อนแล้วค่อยๆขยายออกไปจนเต็มพื้นที่ ใช้เวลาประมาณ ๔-๕ ปี และการปลูกพืชไร่ชนิดอื่น เช่นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ซึ่งปลูกง่ายกว่าถั่วเหลือง เพราะเป็นพืชที่มีระบบรากแข็งแรง และมีพันธุ์ดี เผยแพร่โดยเอกชน หาพันธุ์ได้ง่ายกว่า) ถั่วลิสง ถั่วเขียว หรือ งา ทานตะวัน ก็สามารถทำได้หมด แต่ไม่ใช่ทำปีแรกแล้วได้ผลเลย ต้องเรียนรู้ และทดลองไปเรื่อยๆ
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ได้มาจากประสบการณ์ ที่ได้ยินได้ฟังมา หวังว่าคงจะถูกต้องเป็นส่วนใหญ่ แต่ตรงไหนที่เห็นว่าไม่ถูกขอได้ชี้แนะหน่อยนะครับ ทั้งนี้ เพื่อจะได้มีส่วนร่วม ออกความเห็นให้ปลูกพืชไร่ ใช้น้ำน้อยหลังการทำนา เพราะในปีนี้แล้งมากๆ ไม่มีน้ำในอ่างเก็บน้ำเพียงพอ ซึ่งจริงๆแล้ว ควรมีการดำเนินการในรายละเอียดด้วย ไม่ใช่แจกเมล็ดพันธุ์แต่เพียงอย่างเดียว  ถ้าทำได้ ควรปลูกข้าวสลับพืชไร่ อย่างถาวรเลย ทดลองทีละขั้นตอน ตามที่กล่าวมาแล้ว มิใช่เฉพาะปีนี้ เพียงปีเดียว
หมายเหตุ เก็บเกี่ยวถั่วลิสง ต้องหาวิธีการไม่ให้มีความชื้น เพราะมีเชื้อราทำลาย สร้างสารพิษอฟลาท้อกซิน แต่ถั่วเหลืองไม่มีปัญหาเกี่ยวกับสารพิษนี้    
                                                                                บู๊ คนเคยหนุ่ม

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *