เกษตรศาสตร์ ของเราแต่ก่อน ตอนที่ ๑
เกษตรศาสตร์ ของเราแต่ก่อน (ตอนที่ ๑ )
ตั้งแต่สมัยที่ผมยังเด็กๆ ถนนที่จะออกจากรุงเทพฯไปภาคเหนือและภาคอีสาน จะเป็นถนนพหลโยธิน เพียงสายเดียว ถนนสายนี้ เมื่อผ่านสี่แยกไฟแดงที่สะพานควายออกมาแล้ว จะวิ่งอย่างสบายๆ รถไม่ติด และร่มรื่นด้วย ต้นจามจุรี ปลูกเรียงรายไปตามถนน อีกด้านหนึ่งของแถวต้นจามจุรี เป็นลำคลองทอดยาว น้ำใสสะอาด เมื่อวิ่งมาถึง สามแยกเกษตรที่เป็นทางตัดกับถนนงามวงศ์วาน จะเห็นประตูมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหอประชุมใหญ่ ตั้งตระหง่านเด่นชัดอยู่หลังสระน้ำที่เป็นรูป ๔ เหลี่ยมผืนผ้า ทั้งซุ้มประตูหินอ่อน และหอประชุมใหญ่หลังสระน้ำนี้ เป็นสัญลักษณ์ที่ รู้ได้ทันที ว่าเรามาถึงเกษตรแล้ว
การศึกษาด้านการเกษตรนั้น เริ่มมีมานานมาก จะลองอ่านดู ก็เปิดดูใน google พิมพ์ ว่าประวัติการศึกษาด้านเกษตร หรือถ้อยคำคล้ายๆแบบนี้ จะมีข้อมูลให้อ่านได้จุใจ แต่ ณ ที่นี้ อยากขอเกริ่น ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ ที่เริ่มตั้งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีอยู่ ๓ คณะ ประกอบด้วย คณะเกษตร (กสิกรรมและสัตวบาล) คณะเศรษฐศาสตร์สหกรณ์ และคณะ วนศาสตร์ ( พัฒนามาจากโรงเรียนการป่าไม้ แพร่ ) ซึ่งต่อๆมา จนถึง ปี พ.ศ. ๒๕๐๗ ซึ่งเป็นปีที่ผมได้เข้ามาเรียนนั้น มีคณะต่างๆ รวม ๖ คณะ โดยเพิ่ม คณะประมง คณะสัตวแพทย์ และคณะวิศวกรรมชลประทาน และรุ่นที่ผมได้เข้ามาร่วมสุขทุกข์ด้วยในปีนั้น คือรุ่นที่ ๒๔ ซึ่งมีประมาณ ๔๐๐ กว่าคน
ในสมัยนั้น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ( ๒๕๐๗ –๒๕๑๑ ) มีพื้นที่กว้างขวาง เรียงรายด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ เขียวชอุ่ม เป็นสถานที่พักผ่อน ของคนกรุงฯ ในขณะนั้น เมื่อเดินเข้าไปไม่ไกลนัก มีร้านเป็นซุ้มวงกลมชื่อว่า Dairy Hut ขายของกินเล่นเล็กน้อยๆและขายนมสด ซึ่งได้ยินว่าที่นั่น มีนมควายขาย เป็นนมจากควายพันธุ์ มูร่า ของอินเดีย เห็นว่าอร่อย มีไขมันสูง ดื่มแล้วได้ประโยชน์ แต่ผมไม่เคยลองเพราะตอนนั้นเงินมีจำกัด มีไว้สำหรับซื้อของที่ไม่มีประโยชน์อื่น แต่ไม่มีไว้ซื้อนม
สำหรับร้าน Dairy Queen ที่เป็นร้านอาหาร นั้น เป็นร้านที่อยู่ข้างใน ติดกับประตูเข้ามหาวิทยาลัย ทางถนนงามวงศ์วาน ประตูที่ ๒ ร้านนี้ เป็นร้านที่โล่ง มีหลังคาคลุมส่วนหนึ่ง แล้วรอบๆร้านเป็นพื้นที่กว้างๆวางโต๊ะเก้าอี้ ที่นี่ขายอาหารจานเดียว หรือกับข้าว พร้อมของหวาน ที่มี คนบริการ ถึงโต๊ะ ซึ่งเป็นแห่งเดียวในเกษตร ที่อื่นต้องไปเดินซื้อที่เคาน์เตอร์เอง ร้านนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า รุ่นน้องปีหนึ่ง จะไม่เข้า( หรือรุ่นพี่ไม่ให้เข้า) เพราะปีหนึ่งมีสิทธิ์เท่ากับศูนย์ เป็นสถานที่ๆมีรุ่นพี่ๆนั่งอยู่เต็มเป็นประจำ อาหารที่สั่งแล้ว ได้เร็วมากๆ คือข้าวยำปักษ์ใต้ และขนมจีนแกงไตปลา ร้านนี้ คนที่มาเที่ยวเกษตรนิยมมานั่งกิน เนื่องจากมีชื่อเสียงทางด้านรสชาติ หลังจากที่ผมออกไปทำงานแล้วไม่นาน ร้าน Dairy Queen นี้ ออกไปตั้งขายอาหารที่ถนนงามวงศ์วาน ซึ่งในปัจจุบันเลิกกิจการแถวบางเขนแล้ว
เดินลึกเข้าไปข้างใน จะเห็นสนามฟุตบอล และสนามรักบี้ที่เป็นศูนย์กลางของการออกกำลังกาย และฝึกซ้อมกีฬาของนิสิต ซึ่งมี นิสิตรุ่นพี่ เพื่อนๆ และรุ่นน้องติดทีมชาติกีฬาหลายประเภทจากการฝึกซ้อมกันที่นี่ สำหรับสนามฟุตบอลนั้น ผมได้ไปร่วมในการแข่งขันกีฬา และเล่นฟุตบอลออกกำลังกายตั้งแต่ปี ๒๕๐๗ และได้ไปเดินที่สนามเรื่อยๆ จนถึงปี ๒๕๕๘ ร่วม ๕๐ ปี เพราะคุ้นเคยและประทับใจกับที่นี่ แต่ตอนนี้ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ เขาปรับปรุงสนามใหม่ และจำกัดคนที่ไปใช้สนาม ผมเลยไม่มีโอกาสเข้าไปอีกเลย
กล่าวถึงรักบี้ นิสิตเกษตรทุกคนจะให้ความสนใจการแข่งขันรักบี้ระดับมหาวิทยาลัยมาก เนื่องจากนิสิตในสมัยนั้น อยู่หอกันเกือบทั้งหมด เวลาไปชมรักบี้ ทางองค์การนิสิตจะเช่ารถบัสให้นิสิตไปเชียร์รักบี้ ครั้งละหลายสิบคัน รักบี้จะแพ้หรือชนะไม่สำคัญ แต่สำคัญที่นิสิตของเรา (ส่วนใหญ่ปีหนึ่ง) ไปนั่งร้องเพลงเชียร์กันอย่างมีระเบียบเรียบร้อย เพราะยังอยู่ปีหนึ่ง รุ่นพี่ยังบังคับได้ เมื่อกลับมาหอพัก ประมาณ ๒ ทุ่มเศษๆ ทุกคนเปิดฟังข่าวกีฬาจากสถานีวิทยุยานเกราะ ซึ่งผู้ดำเนินรายการจะกล่าวชมนิสิตเกษตรเป็นประจำ จะได้ยินเสียงโห่ร้องไชโยจากทุกหอที่ได้รับคำชม สำหรับตอนที่แข่งขันรักบี้เสร็จสิ้นแล้ว นั่งรถบัสขากลับ นิสิตทุกคนในรถจะร้องเพลงต้อนกระบือ ที่มีเนื้อความเกี่ยวกับ ความยากแค้นของชาวนาที่รักและมุ่งมั่นในอาชีพอย่างมีความสุข เนื้อความ ตอนท้ายดังนี้ “ ค่ำแล้วควายกลับคอกที เร็วเถิดซีเฮ้ยอย่าเชือน เร็วเถิดซีเฮ้ยอย่าช้ากลับคืนหาแหล่งควายเอย กลับคืนหาแหล่งควายเอย “ พวกควายบางเขนกำลังกลับคอกแล้ว
การแข่งขันหลายๆครั้ง เรามักจะแพ้เสมอๆ ทั้งๆที่ฝีมือเราก็ไม่ด้อย แต่เราก็แพ้ดวง เพราะเราเป็นมหาวิทยาลัยบ้านนอก (สมัยนั้น) เพราะฉะนั้น ก่อนที่จะยกขบวนออกจากบางเขนไปสนามกีฬา บางครั้ง ได้จัดให้มีพิธีตัดไม้ข่มนามขึ้น แล้วก็น่าแปลก หลังจากที่มีพิธีนี้แล้ว รักบี้เราก็ชนะได้เหมือนกัน
ต่อจากสนามรักบี้และสนามฟุตบอลเดินไปหลังหอหญิง จะมีสวน ที่ปลูกกุหลาบ ออกดอกสีแดงสะพรั่งไปทั้งสวนเป็นบริเวณกว้างขวาง เห็นแล้วสวยงามและน่าพักผ่อน เป็นจุดที่คนทั้งหลาย ไม่ว่านิสิตพามา หรือมากันเอง จะต้องมาชม และนั่งพักที่จุดนี้เป็นเวลานาน ที่ตรงนี้ พวกเราเรียกว่าสวนนอก เป็นที่ทำการของภาควิชาพืชสวน ในช่วงที่มีงานตลาดนัด หรืองานเกษตรอื่นๆและ เวลามีเพื่อน หรือครอบครัวของนิสิตมาเที่ยวที่เกษตร ผู้นำทางก็จะพาเดินมาสวนนอกเป็นหลัก
เรื่องงานรับน้องใหม่เป็นกิจกรรมหลักของนิสิต หลังจากที่ครอบครองปลูกฝังนิสิตปีหนึ่งมาพอสมควรแล้ว ก็จัดให้มีการรับน้องใหม่ขึ้น ซึ่งเป็นประเพณี ที่เคยทำมาแบบไหน ก็เป็นแบบฉบับนั้นต่อเนื่องจากรุ่นพี่ๆสมัยเดิมๆ ไปรุ่นต่อรุ่น เพราะเราเป็นลูกสีเขียวเหมือนกัน หลังจากประเพณีรับน้องใหม่แล้ว นิสิตปีหนึ่งหญิง จะติดโบสีเขียวไว้ที่เข็มตรามหาวิทยาลัยที่หน้าอกด้านขวาตลอดเวลาในขณะที่อยู่ในรั้วบางเขน แล้วเวลาขี่รถจักรยาน หรือเดินผ่านรุ่นพี่ผู้หญิง ต้องกล่าวทักว่า”พี่ขา สวัสดีค่ะ” ทุกครั้ง สำหรับนิสิตปีหนึ่งชายนั้น จะใส่หมวกแก๊ปสีเขียวที่มีป้ายชื่อของตัวเองหน้าหมวก ต้องใส่หมวกทุกครั้งที่อยู่นอกอาคารในรั้วบางเขนเช่นเดียวกัน บางคนมีโอกาสกลับบ้านก็เอาหมวกไปซัก ดูสะอาด บางคนไม่เคยซักเลย พอหมวกหล่นไม่มีคนช่วยหยิบให้เพราะกลัวเปื้อนมือ ในระหว่างที่ใส่หมวกอยู่นั้น จะมีวันฟุตบอลประเพณี จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ ที่นิสิตนักศึกษาทั้ง ๒ แห่งพากันยืนหรือนั่งหลังรถบรรทุก หรือรถเปิดท้ายเข้ามาทักทายกับนิสิตเกษตรในบริเวณบางเขน บางครั้งชาวจุฬาฯ ธรรมศาสตร์บนรถ คว้าเอาหมวกของปีหนึ่ง ที่ขี่จักรยานอยู่ไป ซึ่งคนที่ถูกคว้าต้องตามเอาคืน ถึงกับต้องปีนขึ้นไปแย่งบนรถ เพราะ มีใบเดียว หายไม่ได้
ถ้าเทศกาลลอยกระทงตรงกับวันที่เปิดเรียน ก็จะมีงานลอยกระทงที่หน้าหอประชุมใหญ่ แต่ละหอ จะทำกระทงมาประกวดแข่งขันกัน มีประกวดนางนพมาศ เป็นกิจกรรมของนิสิตล้วนๆ แต่มีเพื่อนบ้านชาวบางเขนที่อยู่รอบๆเกษตร มาร่วมสนุกด้วย เราจะดื่มกันร้องเพลง พอเมาแล้วก็รำกันสะเปะสะปะ เห็นแล้วทุเรศ แต่ พี่ๆน้องๆชาวบางเขนที่มาร่วมเที่ยวด้วย เขาบอกว่า พวกเกษตรน่ารัก
งานที่น้องปีหนึ่งรอคอย คือวันปีใหม่ เพราะเป็นวันที่รุ่นพี่จะทำพิธีปลด โบเขียวที่ติดคู่กับเข็มกลัดติดหน้าอกของนิสิตหญิง และถอดหมวกแก๊ปเขียวนิสิตชาย ตั้งแต่ ปีใหม่เป็นต้นไป ปีหนึ่งไม่ใช่น้องใหม่อีกแล้ว ทำอะไรก็ได้เหมือนรุ่นพี่ๆทุกคน คืนนั้น เราจะมีงานเลี้ยงหลังหอประชุม พร้อมๆกับดนตรี เต้นรำ แล้วให้นิสิตทุกรุ่นส่งการแสดง จนถึงเกือบๆเที่ยงคืนจะเริ่มปีใหม่ นิสิตปี ๕ ซึ่งเป็นซุปเปอร์ซีเนียร์ จะเล่นละครเรื่อง เกษตรานคร เป็นประเพณี โดยมี พระเจ้าแผ่นดินนั่งบนบัลลังก์ แล้วบรรดามหาดเล็ก คอยทูล เนื้อหาที่ทูลนั้นสะท้อนสังคมชาวบางเขนของเราทั้งอาจารย์และนิสิตในปีที่ผ่านมา สนุกกันมาก สำหรับรุ่น ๒๔ หรือรุ่นผมนั้น ทางมหาวิทยาลัยได้ลดหลักสูตรเป็น ๔ ปี เป็นรุ่นแรก จึงไม่มีโอกาสเรียน ปี ๕ และแสดง “เกษตรานคร” ฉะนั้น ในปีสุดท้ายที่เราเรียน เราจึงเล่นเลียนแบบ เรียกว่า “ชาวโคกขี้แห้ง” มีกำนันและลูกบ้านคอยพูดคุย โดยสะท้อนสังคมในชนบททั่วๆไปให้สนุกสนาน เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน ทุกคนก็เริ่มร้องเพลงสวัสดีปีใหม่ แล้วกล่าวสวัสดีปีใหม่ให้กับกันและกัน สำหรับพวกชอบดื่มและเต้นรำสนุกสนาน ก็อยู่ต่อโต้รุ่งในวันนั้น
หลังจากปีใหม่แล้ว ก็จะมีกิจกรรมที่สำคัญ สำหรับปรมาจารย์ตั้งแต่โบราณ รวมทั้ง รุ่นพี่ๆ และนิสิตปัจจุบัน ซึ่งเป็นวันคล้ายวันสถาปนามหาวิทยาลัย ในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ของทุกๆปี ซึ่งจะได้เล่าในตอนต่อไป ทั้งนี้ หวังว่า เมื่อได้อ่านบทความสั้นๆนี้แล้ว จะได้ฝันถึงอดีต แถวบางเขน ถิ่นเกษตร “กลับคืนหาแหล่งควายเอย”
บู๊ (คนเคยหนุ่ม)








