INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

รัฐซ้อนรัฐ

 

รัฐซ้อนรัฐ

ถ้อยคำ รัฐซ้อนรัฐ อ้างถึงต้นกำเนิดต่อระบบราชการความมั่นคงภายใน
ประเทศอย่างเช่นตุรกีและอียิปจ์ด้วยความหมายแฝงที่น่ากลัว รัฐซ้อนรัฐ
ถูกใช้ครั้งแรกภายในตุรกี ที่อธิบายบทบาทที่มีพลังของกองทัพภายใน
รัฐบาล รัฐซ้อนรัฐเป็นการแปลความโดยตรงจากภาษาตุรกี ถ้อยคำต้นกำเนิดได้ถูกสร้างภายในตุรกีอธิบายเครือข่ายหรือพันธมิตรลับระหว่างการทหาร ข่าวกรอง และระบบราชการ โดยเฉพาะระหว่างรัฐบาลเผด็จ
การดำเนินงานอย่างอิสระ รักษาอุดมการณ์หรือสถานภาพทางการเมืองปัจจุบัน
รัฐซ้อนรัฐอ้างถึงเครือข่ายที่แอบแฝงความหมายภายในรัฐบาลอเมริกัน
ถูกเชื่อว่าใช้อิทธิพลอย่างสำคัญเหนือนโยบายและการตัดสินใจของชาติ
แม้ว่าการขาดอำนาจทางกฏหมายอย่างเป็นทางการผู้ยืนยันของเเนวคิดนี้
เสนอแนะว่าสมาชิกของรัฐซ้อนรัฐ ดำเนินงานเบื้องหลังฉาก ที่กระทบต่อด้านที่หลากหลายของรัฐบาล อย่างเช่น สำนักงานข่าวกรอง สำนักความมั่นคง และสำนักงานสอบสวนกลาง
รัฐซ้อนรัฐคล้ายกับสสารมืด เราจะมีความเชื่ออย่างกว้างขวางว่าภายในประเทศอย่างเช่นตุรกี อียิปจ์ และปากีสถานที่มันดำรงอยู่ เเต่ไม่มีใครเคยเห็นมันอย่างแท้จริง ถ้อยคำในขณะนี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของพจนานุกรมทางการเมืองภายในอเมริกา โดนัลด์ ทรัมป์ เผชิญกับการถอดถอน เพราะ
ว่ารัฐซ้อนรัฐหรือไม่ ความคิดของรัฐซ้อนรัฐได้ถูกใช้ครั้งแรกอธิบายโครง
สร้างทางการเมืองของตุรกี ที่มีรัฐบาลประชาธิปไตย แต่ทหารที่มีพลังได้
เข้ามาแทรกแซงด้วย เมื่อความเป็นผู้นำได้เปลี่ยนแปลงทิศทางไปไกลจนเกินไป
ภาษาตุรกี “Derin Devlet” หมายความตามตัวอักษร Deep State รัฐซ้อนรัฐ ตามนักประวัติศาสตร์ ไรอัน จินเจอราส โดยทั่วไปถ้อยคำได้อ้างถึงประเภทหนึ่งของเงาหรือระบบคู่ขนานของรัฐบาลที่บุคคลไม่เป็นทางการหรือไม่รับรู้ทางสาธารณะแสดงบทบาทที่สำค้ญภายในการระบุและการดำเนินการนโยบายของรัฐ ไรอัน จินเจอราส ได้ย้อนรอยต้นกำเนิดของถ้อยคำกลับไปสู่การสิ้นสุดของอาณาจักรออตโตมัน
ถ้อยคำ รัฐซ้อนรัฐ ไม่ได้อ้างถึงไอเซนฮาวด์ และเขาไม่ได้ใช้มันโดยตรง แต่กระนั้นมันมักจะเชื่อมโยงกับคำปราศัยอำลา 1961เขาได้เตือนเกี่ยวกับอันตรายของกลุ่มอุตสาหกรรมทหาร แนวคิดที่สามารถถูกมองเหมือนกับ
รัฐซ้อนรัฐ ภายในคำปราศัยของเขา ไอเซนฮาวด์ ได้อภิปรายการกระจุกตัวของอำนาจและอิทธิพลท่ามกลางผู้รับเหมาการป้องกันเพนตากอนและ
หน่วยงานรัฐบาล การแสดงความห่วงใยว่าผลประโยชน์ของพวกเขาเป็นไปได้ที่จะบดบังเจตจำนงทางประชาธิปไตยของรัฐได้
ในขณะที่คำปราศัยการอำลาของไอเซนฮาวด์ และถ้อยคำรัฐซ้้อนรัฐได้
ถูกเชื่อมโยงกันตามโอกาส บริบทและความหมายของรัฐซ้อนรัฐ และกลุ่ม
อุตสาหกรรมทหาร ยังคงค่อนข้างแตกต่างระหว่างกัน ไอเซนฮาวด์ ได้มุ่ง
พื้นฐานที่ลัทธิทหารในขณะที่เรื่องราวของรัฐซ้อนรัฐมักจะแสดงระบบราช
การยึดที่มั่น และสำนักงานข่าวกรองทำงานอย่างอิสระ ภายในการปราศัย
การอำลา 1961 ของเขา ไอเซนฮาวด์ ใช้ถ้อยคำกลุ่มอุตสาหกรรมทหารอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การทหารอุตสาหกรรมป้องกัน และนักการเมืองว่า พันธมิตรที่ทรงพลังเหล่านี้สามารถคุกคามประชาธิปไตย
อเมริกันได้
การเตือนชาวอเมริกันเกี่ยวกับอิทธิพล ที่เจริญเติบโตของอุตสาหกรรมป้องกันและการสร้่างกองทัพ ไอเซนฮาวด์เชื่อว่ากลุ่มอุตสาหกรรมทหารโน้มเอียงที่จะส่งเสริมนโยบายที่อาจจะไม่เป็นผลประโยชน์ที่ดีที่สุดของประเทศ อย่างเช่น การมีส่วนร่วมภายในการแข่งขันอาวุธนิวเคลียร์ และเขากลัวว่าอิทธิพลที่เจริญเติบโตโตของมัน ถ้าปล่อยไว้โดยไม่ตรวจสอบ สามารถทำลายประชาธิปไตยอเมริกันได้
กลุ่มอุตสาหกรรมทหารประกอบจะด้วยเครือข่ายที่ไม่เป็นทางการของ
บุคคลและองค์การเกี่ยวพันภายในการผลิตอาวุธ และเทคโนโลยีทหาร
และการทหารตัวมันเองและบุคคลที่ได้ประโยชน์จากมัน การทหารคือ
กองทัพ และหน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวพัน อุตสาหกรรมป้องกันคือ ธุรกิจ
ที่ผลิตอาวุธ และอุปกรณ์ เมื่อ ค.ศ 1961ไอเซนฮาวด์ ได้จบวาระประธา
นาธิบดีของเขา ด้วยการเตือนชาติเกี่ยวกับอำนาจที่เพิ่มสูงขึ้นของกลุ่ม
อุตสาหกรรมทหาร
กลุ่มอุตสาหกรรมทหาร ถ้อยคำที่ไอเซนฮาวด์ ได้ทำให้นิยมแพร่หลายภายในการปราศัยการอำลา 1961 ของเขาอ้างถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างกองทหารของชาติ

อุตสาหกรรมป้องกัน และนักการเมือง ได้ถูกมองเห็นเป็นผลประโยชน์ที่มีอิทธิพลต่อนโยบายสาธารณะ บางครั้งการ
นำไปสู่อิทธิพลที่ไม่เหมาะสมและเป็นไปได้ต่อการใช้อำนาจที่ผิดในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมทหารเป็นปรากฏการณ์จริงมันบางครั้ง ถูกใช้ภายในวิถีทางที่เสนอเเนะทฤษฎีสมคบคิดด้วย การเเสดงนัยเครือข่ายที่ลึกลับ มีพลัง และชั่วร้าย
ด้วยยุคของสงครามเย็นมองเห็นอเมริกาและรัสเซียยุ่งเกี่ยวกับการเเข่ง
ขันทางอาวุธอย่างไม่ลดละ การเชื่อมโยงระหว่างกันของหน่วยงานทหาร ผู้รับเหมาป้องกัน และนักการเมือง ตรงที่ทั้งสามกลุ่ม ต่างมีผลประโยชน์
ภายในการรักษาหรือการเพิ่มการใช้จ่ายทางทหาร สงครามเย็นด้วยอุดม
การณ์ และความตึงเครียดทางภูมิศาสตร์การเมืองจุดไฟการแข่งขันทางอาวุธอย่างมากมายระหว่างอเมริกาและรัสเซียการนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายทางทหารและการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมป้องกัน
นายพลห้าดาวที่เกษียณภายในกองทัพยูเอส ไอเซนฮาวด์ ได้รับใช้เป็น
ผู้บัญชาการกองกำลังพันธมิตร ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองและนำทางการบุกฝรั่งเศสดี-เดย์เมื่อ ค.ศ 1944 สองวาระของไอเซนฮาวด์เป็นประธานาธิบดี ภายในยุคการขยายตัวของทหารภายในประวัติศาสตร์ศาสตร์ของชาติ แทนการลดขนาดของกองทหารภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารอเมริกันได้รักษากองทัพที่ใหญ่ไว้ภายหลังจากสงครามเกาหลีจบลงเมื่อ ค.ศ 1953 และรักษาระดับที่สูงของการเตรียมพร้อมไว้
เนื่องจากสงครามเย็นอย่างต่อเนื่องระหว่างอเมริกาและรัสเซียบริษัทเอก
ชนภายหลังสงครามที่ผ่านมา ได้รักษ่าการผลิตอาวุธสงครามไว้ การผลิต
อาวุธที่ทันสมัยมากขึ้นภายในการแข่งขันทางอาวุธกับรัสเซียทั้งที่หรือบาง
ทีเพราะว่าประสบการณ์ของเขาเองกับสงคราม ไอเซนฮาวด์กังวลเกี่ยวกับ
การเจริญเติบโตทางทหารของประเทศ และการยกระดับของสงครามเย็น
ตลอดการเป็นประธานาธิบดีของเขา เขาได้พยายามตัดงบประมาณเพื่อการทหาร การทำให้เพนตากอนอารมณ์เสียมาก ทหารต้องการมากกว่าที่เขาเต็มใจให้พวกเขา มันทำใหกองทัพคับข้องใจไอเซนฮาวด์ทำให้ถ้อยคำ
กลุ่มอุตสาหกรรมทหารมีชื่อเสียงเพียงสามวันก่อนที่จอห์น เคนเนดี ได้เข้ารับตำแหน่งเป็นผู้สืบทอดของเขา ไอเซนฮาวด์ ได้ให้คำปราศัยการอำลาภายในการออกอากาศทีวีจากห้องทำงานรูปไข่ เราต้องป้องกันต่อการยึดครองของอิทธิพลที่ไม่สมควร ไม่ว่าแสวงหาหรือไม่แสวงหาก็ตามโดยกลุ่มอุตสาหกรรมทหาร
ทหารต้องการอาวุธและอุปกรณ์ และผู้รับเหมาป้องกันจัดหาให้พวกเขา
การสร้างความสัมพันธ์ ได้ประโยชน์ร่วมกัน ความสัมพันธ์นี้สามารถนำไป
สู่ความพยายามวิ่งเต้น และอิทธิพลทางการเมือง การให้ความสำคัญค่าใช้จ่าบทางทหารเหนือความต้องการอื่น ในขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมทหารตัว
มันเองเป็นปรากฏการณ์จริง บุคคลบางคน ใช้ถ้อยคำที่จะเสนอแนะเครือ
ข่ายที่ซ่อนเร้น ทรงพลัง และชั่วร้าย ที่ได้ควบคุมนโยบายของรัฐบาล และ
หลอกล่อสาธารณะ แนวคิดของรัฐซ้อนรัฐ รัฐบาลเงาภายในรัฐบาล บาง
ครั้งถูกเชื่อมโยงกับกลุ่มอุตสาหกรรมทหาร ความคิดว่ากลุ่มอุตสาหกรรมทหารดำเนิงานภายนอกของการตรวจสอบของสาธารณะ
ภายหลังทหารตุรกีได้เริ่มต้นลำดับของการปฏิวัติจาก ค.ศ 1960 ถ้อยคำรัฐซ้อนรัฐได้ปรากฎภายในตุรกี อธิบายกองทัพที่มักจะมีพลังและบทบาทลึกลับภายในราชการของรัฐบาล บุคคลภายในตุรกีพูดเกี่ยวกับรัฐซ้อนรัฐ
ราวกับมันเป็นสถาบันแท้จริงภายในรัฐบาลตุรกีที่ดำเนินงานเบื้ิองหลังฉาก
แต่ตุรกีไม่ได้เป็นประเทศตะวันออกกลางเดียวเท่านั้น ตรงที่ความคิดของรัฐซ้อนรัฐได้ถูกใช้อยู่ ภายในอียิปจ์ ภายหลังทหารเข้ามาสู่อำนาจภายในการปฏิวัติ เมื่อ ค.ศ 1952 ได้โยนทิ้งประชาธิปไตยรัฐสภา ถ้อยคำได้หยั่งรากภายในที่นี่ด้วย ทหารเป็นพลีงที่สำคัญภายในสังคมอียิปจ์ การควบคุมไม่เพียงแต่ความมัี่นคงเท่านั้น แต่เป็นเศรษฐกิจส่วนใหญ่ด้
นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาหลายคน อ้างว่ารัฐซ้อนรัฐได้ต่อต้านรัฐบาลของ
โดนัลด์ ทรัมป์ พวกเขายืนยันว่ารัฐซ้อนรัฐพยายามทำให้ยุ่งยากมากขึ้นต่อประธานาธิบดีที่จะบรรลุเป้าหมายของเขา และได้สมคบคิดกับสื่อที่จะพรรณาประธานาธิบดีภายในวิถีทางลบ นักทฤษฎีสมคบคิดมักจะพูดเกี่ยวกับรัฐซ้อนรัฐต่อโดนัลด์ ทรัมป์ และขบวนการเคลื่อนไหวของเขายืนยันมานานโดยไม่มีหลักฐานเลยว่า รัฐซ้อนรัฐกำลังดึงเชือกของประชาธิปไตยอเมริกัน
ในที่สุดโดนัลด์ ทรัมป์ ได้คัดเลือกนักทฤษฎีสมคบคิดรัฐซ้อนรัฐ เเคช พาเทล ชาวอินเดีย เป็นผู้อำนวยการคนใหม่ของเอฟบีไอ แคช พาเทล อ้างว่าเอฟบีไอเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่ เขาเรียกว่ารัฐซ้อนรัฐ สมคบคิดกันต่อต้านโดนัลด์ ทรัมป์

และพันธมิตรของเขา เขากลายเป็นผู้อำนวยการเอฟบีไอคนที่เก้า นายกเทศมนตรีเอ็นวายซี อีริค อดัมส์ กล่าวว่า รัฐซ้อนรัฐเป็นจริง เรียกร้องให้บุคคลทุกคนอ่านหนังสือของแคช พาเทล การสะท้อนโดนัลด์ ทรัมป์และขบวนการเอ็มเอจีเอ
ผมไม่ต้องการที่จะประกาศทฤษฎีสมคบคิด แต่เรามีรัฐบาลที่ถาวร เรามีบุคคลที่มองประธานาธิบดีและนายกเทศมนตรีเข้ามาและออกไปทัศนคติของพวกเขาจะรอคุณออกไป เขาได้ยกย่องหนังสือ ค.ศ 2023 ของเเคช แพเทล Government Gangster : The Deep State the. Truth and the Battle for Our Democracyเมื่อเรากล่าวว่า ถ้อยคำ รัฐซ้อนรัฐ ได้ถูกใช้มากเกินไป อดัมส์ ได้กล่าวว่า มันไม่ได้ถูกใช้มากเกินไป มันเป็นจริง

ทรัมป์อิสซิม ได้อ้างถึงเป็นขบวนการทำให้อเมริกายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง
เอ็มเอจีเอ มันเป็นการเคลื่อนไหวทางการเมืองภายในอเมริกา เอ็มเอจีเอ
เป็นสโลแกนทางการเมืองอเมริกันที่นิยมแพร่หลาย โดยโดนัลด์ ทรัมป์
ระหว่างการรณรงค์ประธานาธิบดีที่บรรลุความสำเร็จของเขาเมื่อ ค.ศ
2016 และ ค.ศ 2024 เอ็มเอจีเอ ได้ถูกใช้อ้างถึงอุดมการณ์ของทรัมป์
ฐานทางการเมืองและบุคคลหรือกลุ่มของบุคคลจากภายในฐานนั้นด้วย
เเคช แพเทิล เป็นที่ปรึกษาบริษัทแม่ของทรูธ โซเชียล แพลตฟอร์มสื่อสังคมของทรัมป์ นอกจากการเขียนหนังสือของเด็กแล้ว หนังสือของเขา
เพื่อผู้ใหญ่คือ Government Gangsters ถูกวางกรอบเป็นการเล่าเกี่ยว
กับประสบการณ์ของผู้อยู่ข้างใน ระหว่างรัฐบาลทรัมป์ครั้งแรก เขาได้
ใช้ถ้อยคำ นักเลงรัฐบาล อ้างถึงอาชีพข้าราชการที่เขาอ้างเป็นส่วนหนึ่ง
ของรัฐซ้อนรัฐที่ทุจริต แคช เเพเทิล ได้อธิบายนักเลงข้าราชการเหล่านี้ และบุคคฝ่ายซ้ายที่รุนเเรง และสื่อกระเเสหลัก เป็นความชั่วแท้จริง
ความคิดของรัฐซ้อนรัฐนิยมมแพร่หลายโดยโดนัลด์ ทรัมป์ และยึดเอา
โดยผู้สนับสนุนของเขา เป็นจุดการพูดคุยที่สำคัญอย่างหนึ่งของแพเทิล
ตามเเคช แพเทิลเเล้ว รัฐซ้อนรัฐเป็นเครือข่ายของบุคคลที่มีพลังภายใน
รัฐบาลและสังคมที่ได้ยักย้ายนโยบายของชาติ โดยไม่มีการควบคุมทาง
ประชาธิปไตยเลย
ทฤษฎีสมคบคิด เป็นการอธิบายเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ที่ยืนยันว่า
การมีอยู่ของการสมคบคิดโดยกลุ่มอำนาจและชั่วร้าย มักจะเป็นแรงจูงใจทางการเมือง เมื่อการอธิบายอื่นน่าเป็นไปได้มากขึ้น มันเป็นความพยายามอธิบายเหตุการณ์อันตราย หรือเศร้าสลดเป็นผลลัพธ์จากการกระทำของกลุ่มที่มีอำนาจ เช่น การอธิบายฏิเสธเรื่องราวที่ยอมรับล้อมรอบเหตุการณ์เหล่านี้ ที่จริงแล้วคำบอกเล่าที่เป็นทางการอาจจะถูกมองเป็นการพิสูจน์ต่อไปของการสมคบคิด
ถ้อยคำ ทฤษฎีการสมคบคิด มีประวัติที่ยาวนาน ด้วยรากฐานที่ย้อนหลังไปอย่างน้อยที่สุด ค.ศ 1863 ด้วยการใช้รู้จักกันเริ่มแรกทึ่สุดปรากฏบนจดหมาย ไปถึงบรรณาธิการของ เดอะ นิวยอร์ค ไทม์ มันได้ถูกใช้อ้างที่จะยืนยันขุนนางอังกฤษตั้งใจทำให้อเมริกาอ่อนเเอลงระหว่างสงครามกลาง
เมืองอเมริกัน เเนวคิดของทฤษฎีสมคบคิดปรากฏภายในต้นศตวรรษที่ 20 ด้วยการบรรยายของนักปรัชญา คาร์ล พอพเพอร์เมื่อ ค.ศ 1948


นักทฤษฎีสมคบคิดกำลังรออย่างกระหายที่จะเปิดเผยเอกสารลับหลายพันหน้าเกี่ยวกับการลอบสังหารประธานาธิบดียูเอสก่อนหน้านี้ จอห์น เคนเนดี้ โดนัลด์ ทรัมปได้ประกาศว่าเอกสารลับมากกว่า 80000 หน้าเกี่ยวกับการลอบสังหารเจเอฟเคจะถูกเปิดเผย ภายหลังโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารที่จะเปิดเผยมัน ต่อมาเอฟบีไอได้เปิดเผยเอกสารลับการลอบสังสังหารเจเอฟเคลับหลายพันหน้าภายหลังคำสั่งของโดนัลด์ ทรัมป์
การลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดีเมื่อ ค.ศ 1963 ได้จุดไฟหลายทฤษฎีการสมคบคิด ทฤษฎีสมคบคิดเหล่านี้กล่าวหาการยุ่งเกี่ยวของสำนักข่าวกรองกลาง – ซีไอเอ – รองประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีคิวบา ฟิเดล คาสโตร หรือคณะกรรมการความมั่นคงแห่ง
รัฐ – เคจีบี – หกสิบปีภายหลังการลอบสังหารเจเอฟเค มันยังคงไม่ชัดเจนทำไมลี ออสวอลด์ ยิงประธานาธิบดี จุดไฟทฤษฎีสมคบคิดนับไม่ถ้วนเป็นไปได้หรือไม่ผู้สืบทอดของเขา ลินดอน จอห์นสันได้อยู่เบื้องหลังการลอบสังหารการฆ่าจอห์น เคนเนดี
ทฤษฎีสมคบคิดได้ปลูกเมล็ดพันธุ์ต่่อความเชื่อว่า ข้าราชการที่คล้ายกับเงาสามารถสมคบคิดการลอบสังหารจอห์น เคนเนดี และทฤษฎีการสมคบคิดที่เจริญเติบโตจากมัน อยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่บุคคลในขณะนี้ได้อ้างถึงเป็นรัฐซ้อนรัฐ เราจะมีความเชื่อที่นิยมแพร่หลายว่าจอห์น เคนเนดีถูกลอบสังหารโดยรัฐซ้อนรัฐของอเมริกา ซีไอเอ เอฟบีไอ หรือเอ็นเอสเอ
จอห์น เอฟ เคนเนดี อ้างถึงโดยทั่วไปเป็นเจเอฟเค ได้ถูกยิงเสียชีวิต อายุ
46 ปี ในขณะที่เขาเดินทาง ผ่านดัลล้ส เท็กซัส ภายในขบวนรถยนต์ เมื่อ ค.ศ 1963 เขาถูกยิงในขณะที่นั่งบนรถยนต์กับภรรยาของเขา สุภาพสตรีมหมายเลขหนึ่ง เเจ็คกี้ โอนาซิส และผู้ว่าการรัฐเท็กซัส จอห์น ค้นแนลลี
ลี ออสวอลด์ ทหารนาวิกโยธินก่อนหน้านี้อายุ 24 ปี ได้ถูกกล่าวหากับการ
ลอบสังหารภายในวันเดียวกัน ก่อนที่เขาถูกยิงตายโดยเจ้าของไนท์คลับท้องที่ แจ็ค รูบี้ สองวันต่อมาเมื่อ ค.ศ 1964 การตรวจสอบการลอบสังหารเจเอฟเคได้สรุปว่าลี ออสวอลด์ ทำคนเดียว และไม่มีหลักฐานของการสม
คบคิด
นักประวัติศาสตร์กล่าวว่าการค้นพบของคณะกรรมการวอร์เรนจะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางโดยสาธารณะ แต่ทว่าข้อสงสัยจากนักสมคบคิดภายในหลายปีตามมา ได้นำไปสู่การเริ่มต้นความสงสัยเรื่องราวที่เป็นทาง
การ ทฤษฎีการสมคบคิดเชื่อว่ามีผู้ยิงมากกว่าหนึ่งคน และซีไอเออยู่เบื้อง
หลังมันหรือไม่

ใครฆ่าจอห์น เคนเนดี โดนัลด์ ทรัมป์ เสนอแนะว่าการลอบสังหารจอห์น
เคนเนดี ไม่ได้กระทำคนเดียวขัดเเย้งกับสิ่งที่รัฐบาลได้สรุปภายหลังการฆ่าของเขา โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เขาเห็นด้วยอยู่เสมอกับการสรุปอย่างเป็นทางการว่า ลี ออสวอลด์ ฆ่าจอห์น เคนเนดี แต่ได้บอกใบ้ว่า การลอบสังหารอาจจะมีการช่วยเหลือ บุคคลสามารถตัดสินใจของพวกเขาเองว่าใครฆ่าจอห์น เคนเนดี
ผมไม่คิดว่ามีอะไรก็ตามที่น่าตื่นตะลึง เขากล่าว ภายหลังจากรัฐบาลของเขาได้เปิดเผยเอกสารลับมากกว่า 80000 หน้าของการสังหารจอห์น เคนเนดี แต่คุณจะต้องทำการตัดสินใจเอง
ผู้กำกับรางวัลออสการ์ โอลิเวอร์ สโตน

 

ภาพยนตร์ 1991 “JFK” ได้แสดง
การลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี จะเป็นผลงานของการสมคบคิดของรัฐบาลเงา และกลุ่มอุตสาหกรรมทหาร สมคบคิดที่จะฆ่าเจเอฟเค เขาได้เรียกร้องรัฐสภาตรวจสอบใหม่การลอบสังหารจอห์น เคนเนดี 1963
บุคคลหลายคนไม่เชื่อว่า ลี ออสวอลด์ ฆ่าจอห์น เคนเนดี ทฤษฎีสมคบคิดของภาพยนตร์เจเอฟเคและโอลิเวอร์สโตน เกี่ยวกับใครฆ่าจอห์น เคนเนดี
ทฤษฎีสมคบคิดที่มีชื่อเสียงได้ปรากฏขึ้นมา เมื่อ ภาพยนตร์ “JFK”.โดยผู้กำกับโอลิเวอร์ สโตน เปิดตัว “JFK” เป็นภาพยนตร์ตื่นเต้นทางการเมือง ที่ยิ่งใหญ่ ค.ศ 1991 เขียน และกำกับโดยโอลิเวอร์ สโตน ภาพยนตร์ได้พิจารณาการตรวจสอบการลอบสังหารจอห์น เคนเนดีโดยอัยการท้องที่นิว ออร์ลีน จิม แกร์ริสัน เขาเชื่อว่าเราจะมีการสมคบคิดที่จะสังหารจอห์น เคนเนดี และลี ออสวอลด์ ไม่ได้กระทำคนเดียว
การชมภาพยนตร์ของโอลิเวอร์ สโตน “JFK” ได้เพิ่มความเชื่อต่อการสม
คบคิดที่จะฆ่าจอห์น เคนเนดี และการลดความน่าเชื่อถือต่อเรื่องราวที่เป็นทางการ นายพันแฟลตเชอร์ พราวตี้ รู้จักกันเป็นต่อมิสเตอร์ เอ็กซ์ ภายใน
ภาพยนตร์ JFK ได้เสนอมุมมองที่เขย่าประวัติศาสตร์ บนการลอบสังหารประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี ทฤษฎีการสมคบคิดของเขาเป็นพื้นฐานเพื่อภาพยนตร์ JFK ของโอลิเวอร์ สโตน
ภาพยนตร์ JFK ของโอลิเวอร์ สโตน ใช้หนังสือของเฟลตเชอร์ พราวตี้
เป็นแหล่งหนึ่ง ของการสร้างภาพยนตร์ “JFK : The CIA Vietnam and
the Plot to Assassination John F Kennedy” เเฟลตเชอร์ พราวตี้ เป็น หัวหน้าปฏิบัติการพิเศษ ภายใต้ประธานาธิบดีจอห์น เคนเนดี ก่อนหน้านี้ กลายเป็นมีชื่อเสียงต่อการเป็นแรงบันดาลใจแก่นักแสดง “มิสเตอร์เอ็กซ” แสดงโดย โดนัลด์ ชูเตอร์เเลนด์ เป็นผู้บอกลึกลับที่สงสัยว่า ทำไมจอห์น
เคนเนดีถูกฆ่า ช่วยเหลือจิม แกร์ริสัน แสดงโดยเควิน คอสท์เนอร์ภายในการตรวจสอบของเขาด้วยการแนะนำเกี่ยวกับการสมคบคิดแวดล้อมการเสียชีวิตของเคนเนดี
มิสเตอร์ เอ็กซ์ ได้อ้างอิงฐานชีวิตจริงของผู้พันแฟลตเชอร์ พราวตี้ แม้ว่ามิสเตอร์ เอ็กซ์ จะเป็นนักแสดงนิยาย เขาได้ถูกบันดาลใจโดยแฟลตเชอร์ พราวตี้ หัวหน้าปฎิบัติการพิเศษกับคณะเสนาธิการร่วมของจอห์น เคนเนดี เเฟลตเชอร์ พราวตี้ เป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคแก่ภาพยนตร์ JFJ ด้วยอาชีพ
ของเขาเป็นทหาร รับใช้อยู่ภายในเพนตากอน และเชื่อว่าการลอบสังหารจอห์น เคนเนดี เป็นการปฏิวัติ เขาเชื่อว่าเรามีชนชั้นนำลึกลับ ทรงพลัง ทั่วโลก ดำเนินงานอย่างซ่อนเร้นป้องกันผลประโยชน์ของพวกเขา เป็นไปได้
ที่จะล้มล้างประชาธิปไตยทั่วโลก
แฟลตเชอร์ พราวตี้เชื่อว่า การสมคบคิดภายในหน่วยงานข่าวกรอง และการทหารบงการโดยนายพล เอ็ดวาร์ด แลนส์เเดล นำไปสู่การลอบสังหารจอห์น เคนเนดี มุ่งหมายที่จะป้องกันจอห์น เคนเนดีจากการยึดครองซีไอเอภายหลังการบุกอ่าวหมู คิวบา ล้มเหลว เขาได้ชี้โดยเฉพาะเอ็ดวาร์ด แลนส์


เดลที่เขาเชื่อว่าเป็นผู้บงการเบื้องหลังการลอบสังหาร และได้เสนอเเนะว่าแลนส์เดลได้ปรากฏอยู่ภายในภาพถ่ายของ “คนจรจัดสามคน” ด้วย เขา
ได้นำเสนอสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นหลักฐานภาพภ่ายของการสมคบคิด ณ การประชุมข่าว เขาได้เสนอเเนะว่า ช่วงเวลาของจอห์ เคนเนดีภายหลังถูกยิงโดยกระกระสุนสอดคล้องกับการยิงจากเนินหญ้า
ภาพถ่าย คนจรจัดสามคน อ้างถึงภาพที่ถ่ายภายในดัลลัสเมื่อ ค.ศ 1963
บนวันการลอบสังหารจอห์น เคนเนดี แสดงบุคคลสามคนยืนอยู่ใกล้ที่รับ
ฝากหนังสือโรงเรียนเท็กซัส ตรงที่ลี ออสวอลด์ ถูกอ้างยิงจอหน์ เคนเนดี
นักทฤษฎีสมคบคิดบางคนเชื่อว่าคนจรจัดเหล่านี้เกี่ยวพันและชื่อมโยงกับการลอบสังหารจอห์น เคนเนดี ภาพถ่ายนี้ ได้แสดงว่าเอ็ดวาร์ด แลนส์เดล เดินผ่านคนจรจัดสามคนด้วย
สือพิมพ์พื้นที่ดัลลัสหลายฉบับได้ถ่ายภาพชายสามคน คุ้มกันโดยตำรวจ อยู่ใกล้ที่เก็บหนังสือโรงเรียนเท็กซัส ภายหลังจากการลอบสังหาร จอห์น เคนเนดี ชายเหล่านี้ได้กลายเป็นรู้จักกันว่าเป็นคนจรจัดสามคน และต่อมา
กรมตำรวจดัลลัสได้ระบุเป็นฮาโรลด์ ดอยล์ กัส อับรามส์ และจอห์น เกต
นีย์ เเมัว่ามีการระบุตัวตนอย่างเป็นทางการ นักทฤษฎีสมคบคิดบางคนได้คาดเดาอยู่ต่อไปเกี่ยวกับตัวตนของคนจรจัดสามคน และการเชื่อมโยงที่เป็นไปได้ของพวกเขาต่อการลอบสังหาร
เอดวาร์ด แลนสเดล เป็นนายทหารกองทัพอากาศยูเอส จนกระทั่งเขาได้เกษียณเมื่อ ค.ศ 1963 เป็นนายพล ก่อนทำงานของเขาอยู่ต่อไปกับซีไอเอ็ดวาร์ด แลนส์เดล เป็นผู้บุกเบิกภายในการปฏิบัติการลับและการทำสง
ครามจิตวิทยา เขารู้จักกันต่อวิถีทางการทำสงครามจิตวิทยาภายในการ
ปฏิบัติการลับรับใช้ภายใต้ประธานาธิบดีจอห์น เคนเนดี แลนส์เดล เชื่อว่าอเมริกาสามารถชนะผู้ก่อการร้าบโดยการศึกษาจิตวิทยาของศัตรู วิถีทางที่ชนะการยอมรับของรัฐบาลจอห์น เคนเนดี
เอ็ดวาร์ด แลนส์เดลได้แสดงบทบาทภายในการจัดการคิวบา โดยเฉพาะภายหลังความล้มเหลวของอ่าวหมู ด้วยจอห์น เคนเนดี วางคิวบาภายในมือของเเลนส์เดลภายหลังการพังทลายของอ่าวหมู แลนส์เดล มีความสำคัญแต่ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนกับจอห์น เคนเนดี แสดงโดยการไม่เห็นด้วยกับกลยุทธ์ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเวียตนามและคิวบา ด้วยแลนส์เดล สนับสนุนการชนะด้วยจิตและใจ ไม่ใช่การแทรกเเซงโดยทหารขนาดใหญ่
เอ็ดวาร์ด แลนส์เดล รู้จักกันต่อความสำเร็จของเขาภายในฟิลิปปินส์ ตรงที่เขาได้ช่วยเหลือชนะการขบถของฮุคบาลาฮับคอมมิวนิสต์ของฟิลิบปินส์ การมุ่งเน้นที่การทำสงครามทางจิตวิทยา การช่วยเหลือพลเมือง และการสร้างชาติ จอห์น เคนเนดี ชื่นชมวิถีทางของแลนส์เดล และได้เเสวงหาคำ
ปรึกษาของเขา โดยเฉพาะการรับมือกับการคุกคามของคอมมิวนิสต์ของ
โลกที่กำลังพัฒนา
เอ็ดวาร์ด แลนส์เดล ได้แสดบทบาทที่สำคัญต่อการแนะนำเคนเนดีเกี่ยวกับสถานการณ์ภายในเวียตนามใต้ การเสนอแนะว่าอเมริกาควรจะมุ่งการสนับสนุนผู้นำชาติที่นิยมแพร่หลาย และการสร้างกองทัพเวียตนามที่เข้มแข็งเป็นอิสระ ในขณะที่แลนสเดล สนับสนุนวิถีทางการชนะด้วยจิตและใจ
ภายในเวียตนาม จอห์น เคนเนดี และที่ปรึกษาของเขารวมทั้งรัฐมนตรีกระ
ทรวงกลาโหม โรเบิรต แมคนามารา ยอมรับกลยุทธ์ทางทหารโดยทั่วไป การนำไปสู่การพัฒนาของกองทัพยูเอสจำนวนมาก แลนส์เดล อ้างว่าเขาได้ถูกปลดออกโดยโรเบิรต แมคนามารา ภายหลังการไม่ยอมรับข้อเสนอของจอห์น เคนเนดีที่จะเเสดงบทบาทภายในการโยนทิ้งรัฐบาลเดียมภายในเวียตนามใต้

เอ็ดวาร์ด แลนส์เดล แนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติการต่อต้านการก่อความไม่สงบทางจิตวิทยา โดยเฉพาะภายในบริบทของสงครามเย็นและวิกฤติขีปนาวุธคิวบา เขา เป็นบุคคลสำคัญภายในการปฏืบัติการมองกูส โครง
การลับต่อต้านคิวบา แต่ขัดเเย้งกับจอห์น เคนเนดีต่อวืถืทางทำลายความมั่นคงของรัฐบาลคิวบาภายหลังความล้มเหลวการบุกอ่าวหมู ภายหลังจากการบุกอ่าวหมูจอห์น เคนเนดี อนุมัตการปฏืบัติการมองกูส โครงการลับมุ่งหมายที่จะกำจัดรัฐบาลคิวบานำโดยฟิเดล คาสโตร
แฟลตเชอร์ พราวตี้ ยืนยันว่าเอ็ดวาร์ด แลนส์เดล บงการการลอบสังหาร
เจเอฟเค “นายพล วาย” ภายในภาพยนตร์ JFK ของโอลิเวอร์ สโตน และ
แลนส์เดล ปรากฏอยู่ ภายในภาพถ่ายของคนจรจัดสามคนด้วย ภายในภาพยนตร์ JFK ของโอลิเวอร์ สโตน และหนังสือแฟลตเชอร์ พราวตี้ถูกใช้เป็นเเหล่งเพื่อภาพยนต์และเขาเป็นที่ปรึกษาทางเทคนิคแก่ภาพยนตร์ด้วย
หนังสือของเขาได้สำรวจความเป็นไปได้ของการปฏิวัติ ที่วางบุคคลเเตก
ต่างภายในทำเนียบขาว ภายหลังการเสียชีวิตของ ประธานาธิบดี จอห์น
เคนเนดี นักเเสดงของภาพยนตร์ มิสเตอร์เอ็กซ์ อยู่บนพื้นฐานพราวตี้ และเป็นบุคคลที่สนับสนุนจิม แกร์ริสันที่จะตรวจสอบเบื้องหลังการลอบสังหาร
เคนเนดี ภายในภาพยนต์ มิสเตอร์ เอ็กซ์ เป็นบุคคลลึกลับที่แนะนำอัยการ
เขตนิว ออร์ลีนส์ จิม แกร์ริสัน ที่เขาอยู่บนการตามรอยความจริง
ภาพยนตร์ได้พรรณานายพลเอ็ดวาร์ด แลนส์เดล มอบหมายให้พราวตี้ มิสเตอร์เอ็กซ์ เดินทางไปขั้วโลกใต้ แอนตราคติกาที่จะย้ายเขาจากเพนตากอนระหว่างการลอบสังหารการ ทฤษฎีของแฟลตเชอร์ พราวตี้ที่เป็นพื้นฐานภาพยนตร์ JFK ของโอลิเวอร์ สโตน ได้เสนอแนะว่าการเสียชีวิตของจอห์น เคนดี เป็นการปฏิวัติ และเขาหนุนหลังความเชื่อนี้ด้วยความรู้ของการตระเตรียมความปลอดภัย ณ ดัลลัส และเกร็ดความรู้เล็กน้อยอื่นที่ข้างในซีไอเอเท่านั้นจะรู้

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *