INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

“รอมะฎอน”เดือนแห่งการสำนึกผิด

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

มุสลิมธรรมดาๆอย่างผม ซึ่งเชื่อว่าเดินทางสายกลาง ไม่สุดโต่งเริ่มต้นเดือนรอมะฎอน(คือเดือนถือศีลอด)มาสามวันแล้วครับ หากนับมาจนถึงวันที่เขียนเรื่องนี้( ๘ พค.) โดยงดเวนจากการกินดื่ม มีเพศสัมพันธ์ ในช่วงตั้งแต่เวลาดวงอาทิตย์ขึ้นถึงดวงอาทิตย์ตก

สำรวมทางกาย วาจาและใจ ความรู้สึกนึกคิด ให้ห่างไกลจาก

กิเลส อันเกิดจากความโลภ ความโกรธ ความหลง

เน้นให้ทุกคน นมัสการพระผู้เป็นเจ้า(“อัลลอฮ์” ซุบฮานูฮูวะตะอาลา) ทั้งในภาคบังคับและภาคไม่บังคับ ทั้งกลางวันและกลางคืน รวมทั้งการภาวนา(ซิเกรฺ)และทบทวนการอ่านพระคัมภีร์(กุรอาน)เพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ชีวิต

ทั้งหมดนี้กระทำ เพื่อแสดงความเชื่อและเคารพและศรัทธาอย่างสูงสุด อุทิศตนเพื่อพระผู้เป็นเจ้า

ในขณะเดียวกัน เป็นการอบรมบ่มนิสัย ให้ทุกคน อยู่ในความดี ซึ่งต้องทบทวนกันเป็นประจำทุกปี มิให้เหินห่างหายจืดจางในความเชื่อและในความศรัทธา

ใคร(ที่มีความสามารถ มีสติสัมปชัญญะครบถ้วน)ไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ครบถ้วน ย่อมไม่ถือว่า เป็นมุสลิมที่สมบูรณ์แบบ ครับ

เดือนรอมะฎอน จึงเป็นเดือนแห่งการกระทำคุณงามความดี เป็นการพิเศษ สำหรับมุสลิมทั่วๆ ไป เป็นเดือนแห่งการปลูกฝังความดีสำหรับ ๑๑ เดือนที่เหลือ ในรอบปี

แต่ไม่ใช่เดือนแห่งการกระทำคุณงามความดี ของบรรดา ผู้ที่ประพฤติผิดไปจากนี้ โดยเฉพาะ”ผู้ก่อการร้าย”ไม่ว่าจะสังกัดกลุ่มใด ทั้งสิ้น รวมทั้ง ผู้ที่หลงผิด(หรือบิดเบือน)ในคำสอนของศาสนากระทำความชั่วร้ายด้วยการวางระเบิดโบสถ์ชาวคริสต์และโรงแรมในศรีลังกาเมื่อเร็วๆ นี้ สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและชีวิตของผู้บริสุทธิ์ รวม 253 ราย

ผู้ก่อการร้ายที่อ้างศาสนาอิสลามกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ ในทัศนะส่วนตัวของผม ไม่ถือว่า พวกเขาเป็นมุสลิม เพราะมุสลิมคือ ผู้ที่รักสันติ ทั้งนี้ สะท้อนง่ายๆ จากถ้อยคำที่ใช้ทักทาย ระหว่างมุสลิมด้วยกันที่ว่า “อัสสลามุอะลัยกุม”ซึ่งหมายความว่า”ขอความสันติจงมีแก่ท่าน”

และผู้ที่ถูกทักทาย ก็จะต้องตอบว่า “วะอะลัยกุมุสลาม” แปลว่า “ขอให้สันติจงมีแก่ท่านเช่นกัน”

ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็คือ การถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนปีนี้มีขึ้นท่าม กลาง”อคติ”และ”ความเกลียดชัง”(ต่อมุสลิมทั่วๆไป)ที่ดูเหมือนจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากบรรดาศาสนิกอื่นๆ ที่พากันมองชาวมุสลิมด้วยความสงสัย

แม้ไม่มีตัวเลขบ่งชี้แน่ชัด ซึ่งก็น่าจะมีการสำรวจความเห็น เพื่อเป็นกรณีศึกษา เป็นกรณีพิเศษ เผื่อว่าจะเกิดประโยชน์ต่อมุสลิมด้วยกัน จะนำไปพิจารณาตนเองว่า สมควรจะปรับปรุงและประพฤติตนตามความเหมาะสม กับคนต่างศาสนิกอย่างไร จึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างมีสันติ มีความสมานสามัคคีปรองดองและมีความสุข

ตัวอย่างความเกลียดชังที่เพิ่มขึ้น ก็คือ กรณีที่เกิดจลาจลขึ้นที่หมู่บ้าน”โปรูโตตา”ในศรีลังกา เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา จากการทะเลาะเบาะแว้งกันเล็ก ๆระหว่างคนขับรถตุ๊กๆ ชาวมุสลิมกับกลุ่มชาวคาธอลิก ซึ่งในที่สุดลุกลามกลายเป็นการจลาจล แม้ก่อนหน้านี้ผู้นำทางศาสนาของชุมชนทั้งฝ่ายมุสลิมและคาธอลิก ได้แสดงความห่วงใย ด้วยเกรงว่าจะเกิดการกระทบกระทั่งระหว่างกัน หลังเกิดการก่อการร้าย”อีสเตอร์ ซันเดย์” ซึ่งทางการยืนยันว่า เกิดจากฝีมือกลุ่มก่อการร้ายท้องถิ่น”เตาฮีด ยะมีอะห์ อินเตอร์เนชันนัล”ที่ได้รับการสนับสนุนจาก”ไอเอส” เลยทำให้ชาวมุสลิมในศรีลังกา พลอยได้รับความเกลียดชังไปด้วย

ดีที่เหตุการณ์ไม่ลุกลามไปมากกว่านั้น เพราะทางการได้หยุดยั้งไว้ทันและผู้นำทางศาสนาในชุมชน ทั้งของทางฝ่ายมุสลิมและคาธอลิก ก็ช่วยกันวิงวอน ขอให้อดทนระหว่างกัน ให้มากๆ

ที่ผ่านมา ชาวมุสลิมและชาวคาธอลิก ล้วนเป็นชนกลุ่มน้อยในศรีลังกา ได้รับความกดดันจากชาวพุทธ ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของศรีลังกา ทั้งยังเคยออมชอมกัน ร่วมมือกัน แต่กลับต้องมาหวาดระแวงกัน เพราะเหตุการณ์”อีสเตอร์ ซันเดย์”

การสังหารหมู่มุสลิม ๕๐ รายที่”ไครสเชิช”กับเหตุการณ์จลาจลเล็ก ๆ ที่ศรีลังกา นับว่าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน ที่สะท้อนความรู้สึกที่เรียกว่า”อิสลาโมโฟเบีย”หรือ”ความเกลียดกลัวอิสลาม”ได้อย่างชัดเจนที่สุด หลังจากที่เคยเกิดมาแล้ว จากกรณีที่”โดนัลด์ ทรัมพ์”ได้ใช้”อิสลาโมโฟเบีย”หาเสียงต่อต้านมุสลิมอพยพจากหลายประเทศว่าคือตัวการทำให้เกิดการก่อการร้ายภายในสหรัฐ

แม้ในเมืองไทยเรา การที่กลุ่มแบ่งแยกดินแดนใช้ความรุนแรงต่อต้านทางการและต่อต้านชาวมุสลิมที่ทำงานให้ทางการ หรือแม้แต่ต่อต้าน”โต๊ะครู”ที่รักความสงบ “โต๊ะครู”ที่พยายามสร้างความปรองดองระหว่างไทยพุทธกับไทยมุสลิมในท้องถิ่น รวมทั้งการก่อการร้ายของ”ไอเอส”ในระดับสากล ได้สร้างความความรู้สึกที่เข้าข่าย”อิสลาโมโฟเบีย”ได้อย่างแพร่หลาย ว่า”มุสลิม”ทั่วๆ ไปคือ”ตัวอันตราย”

ก่อให้เกิดการต่อต้านการสร้างมัศยิดในภาคเหนือและภาคอีสาน ต่อต้านโรงงานผลิตอาหาร”ฮาลาล” ฯลฯ

ทั้งนี้ สำหรับภายในประเทศนั้น ก็ด้วยการปลุกปั่นต่อต้าน ทั้งจากนักการศาสนาและจากบรรดาอดีตนายทหารระดับนายพลบางท่าน ที่พยายามชี้ให้เห็นว่า มุสลิมคือตัวอันตราย จะเข้ายึดประเทศ  ผ่านทางรัฐสภาบ้าง ผ่านทางการทำธุรกิจบ้าง

มิใยที่ทางการและแม้แต่สถาบันชั้นสูงจะพยายามสร้างความปรองดองเพียงไร นักปลุกระดมก็ไม่ฟัง มีบางรายอ้างไกลไปถึงเหตุการณ์ทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทาโน่นว่า มุสลิมร้ายการมากเพียงไร

เลยสร้างความเข้าผิด ในหมู่ชาวพุทธได้เป็นอย่างมาก ว่ามุสลิมนั้น น่าเกลียดน่าชังจริงๆ

เหล่านี้ ล้วนเข้าข่าย”อิสลาโมโฟเบีย”ทั้งสิ้น

ในฐานะที่เป็นมุสลิม และเป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็ได้แต่วิงวอนให้คนไทยด้วยกัน อย่าได้อคติต่อมุสลิมจน”เลยธง”เลย โปรดอย่าสร้างความเกลียดชังต่อคนไทย ที่มิใช่ชาวพุทธเลย เพราะในอดีตก็กู้ชาติมาด้วยกัน มิใช่หรือ

นอกจากนี้แล้วก็ ขอประณามกลุ่มก่อการร้ายสากล ไม่ว่าจะเป็น กลุ่ม“ไอเอส”ไม่ว่าจะเป็น กลุ่ม”อัล-กออิดะห์”หรือกลุ่ม”ตอลิบัน”ที่ใช้ความรุนแรงแสวงหาอำนาจทางการเมือง หรือเพื่อบรรลุอุดมการศาสนา หรืออยากขึ้นสวรรค์ทางลัดด้วยการพลีชีพ

และขอประณามกลุ่มแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ ที่ทำร้ายแม้แต่มุสลิมด้วยกัน

ก็เพราะ”พวกเจ้า”ทั้งหมดนี้มิใช่หรือ(ที่แม้เป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ) ได้รุมทำลายชื่อเสียงของอิสลาม ทำให้คนไปเขารังเกียจว่า เข้าใจผิดคิดว่า เป็นศาสนาของการก่อการร้าย ทั้งๆ ที่เป็นศาสนาแห่งความสันติ ทำให้ชาวมุสลิมซึ่งเป็นชนกลุ่มใหญ่ทั่วโลก ต้องพลอยต้องรับความเกลียดชังไปทั่ว

“เนื่องในเดือนรอมะฎอน เดือนแห่งการกระทำคุณงามความดี จึงขอดุอาห์ (ขอพรจากพระผู้เป็นเจ้า) ช่วยดลบรรดาลให้ ผู้ที่หลงผิดเหล่านี้ กลับคืนมา คิดดี คิดถูก ในแนวทางที่ถูกต้องของอิสลาม เลิกละเมอเพ้อพก ใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ ในการต่อสู้ ในการทำร้ายผู้บริสุทธิ์ ทั้งคนต่างศาสนาและชาวมุสลิมด้วยกัน เทอญ”

อามีน

 

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *