INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความหมายของ “อัลกุรอาน

กุรอานกับความเป็นภาษาอาหรับ

เชคอิมรอน พิชัยรัตน์ / แปล

 

ความหมายของ “อัลกุรอาน

 

คำว่า “อัลกุรอาน” ถูกกล่าวไว้ถึง 5 ความหมายด้วยกัน [1] ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มได้ดังนี้ อัลกุรอาน เป็นนามที่ตายตัว  เป็นคำที่ไม่มีรากศัพท์และเป็นคำที่ไม่เคยใช้มาก่อนในภาษาอาหรับ อัลลอฮ์ (ซบ.) ทรงประทานลงมาในฐานะนามเฉพาะสำหรับการวะห์ยูแก่ศาสดาของพระองค์  เหมือนกับ เตารอต และอินญีล ซึ่งเป็นนามของคัมภีร์ของท่านนบีมูซา (อ.) และท่านนบีอีซา (อ.) ( ทัศนะของท่านอิมามชาฟิอี)

  1. อัลกุรอาน เป็นนามที่มีรากศัพท์ แต่เป็นรากศัพท์ที่ไม่มีอักษรตัวฮัมซะฮ์
  • รากศัพท์มาจากคำว่า “ กอรนุชชัยอ์ บิชชัยอ์” หมายถึง การผสมสิ่งหนึ่งเข้ากับอีกสิ่งหนึ่ง สาเหตุที่ตั้งชื่อว่า “อัลกุรอาน” เนื่องจากว่า การที่อักษร โองการและซูเราะฮ์ต่าง ๆ ถูกผสมและเชื่อมเข้าด้วยกัน
  • คำว่า “อัลกุรอาน” มีรากศัพท์เดียวกันกับคำว่า “ กอรออิน” ซึ่งเป็นคำพหูพจน์ของคำว่า “กอรีนะฮ์” เพราะโองการต่าง ๆ มีความสอดคล้องซึ่งกันและกัน โดยที่บางส่วนมายืนยันอีกบางส่วน ทุก ๆ โองการในอัลกุรอานเป็นสัญลักษณ์ให้ซึ่งกันและกัน (คำกล่าวของฟัรเราะอ์)
  1. อัลกุรอาน เป็นนามที่มีรากศัพท์และเป็นรากศัพท์ที่มีอักษรตัวฮัมซะฮ์
  • รากศัพท์มาจากคำว่า “ กอรอุน” หมายถึงการเก็บรวบรวม ชาวอาหรับจะกล่าวกันว่า “ กอเราะตุล มาอะ ฟิล เหาฎ์” (ฉันได้กักเก็บน้ำไว้ในสระ) และสาเหตุที่เรียกว่า “อัลกุรอาน” ก็เนื่องจากว่า คัมภีร์นี้ได้เก็บรวบรวมร่องรอยและผลต่าง ๆ ของคัมภีร์แห่งฟากฟ้าก่อนหน้านี้เอาไว้ (คำกล่าวของ อิบนุอะษีร , ซุญาจและ……)
  • เป็นรากศัพท์ที่อยู่ในรูปฟอร์มของ “รุจฮาน” และ “ฆุฟรอน” ซึ่งอักษรเดิมมาจากคำว่า “กอรออ้า” ให้ความหมายของการอ่าน ในตรงนี้เป็นการเปลี่ยนจากความหมายของกรรม(มัฟอูน) เป็นความหมายของรากศัพท์ กล่าวคือคำว่า “มักรูอุน” (หมายถึงสิ่งที่ถูกอ่านหรือสิ่งที่อ่านได้) เปลี่ยนมาใช้เป็น “อัลกุรอาน” (หมายถึงการอ่าน) เหมือนกับคำว่า “กิตาบ” ที่ให้ความหมายว่าการเขียน ซึ่งเป็นความหมายที่ครอบคลุมถึง “มักตูบุน” (สิ่งที่ถูกเขียน) (คำกล่าวของท่านละห์ยานี และท่านอื่น ๆ )

จากคำกล่าวทั้งห้าข้างต้น บ้างก็ถือว่าคำกล่าวที่ห้าเป็นคำกล่าวที่แข็งแรงที่สุด ท่านซัรกอนี เป็นท่านหนึ่งที่ยอมรับคำกล่าวที่ห้า หลังจากที่ท่านได้ปฏิเสธคำกล่าวต่าง ๆ ทั้งหมด [2] ท่านรอฆิบ อิศฟะฮานี กล่าวไว้เช่นกันว่า :

“การอ่าน คือการเชื่อมโยงและผสมอักษรและคำต่าง ๆ เข้าด้วยกันในขณะที่อ่าน จะไม่เรียกทุก ๆ การรวมและการผสมว่าการอ่าน เช่น เมื่อท่านได้รวมคนกลุ่มหนึ่ง ท่านจะไม่กล่าวว่า “กอเราะตุลเกาม์”[3]

กล่าวอธิบายอีกได้ว่า “กิรออัต” (การอ่าน) นั้นก็คือการอ่านโองการต่าง ๆ ของพระผู้เป็นเจ้า อัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ กล่าวไว้ว่า :

“ พระองค์ตรัสว่า إِنَّ عَلَيْنَا جَمْعَهُ وَقُرْآنَهُ “ อินนะ อะลัยนา ญัมอะฮุ วะ อัลกุรอานะฮุ…”  คำว่า “กุรอาน” ในโองการนี้เป็นรากศัพท์ เหมือนกับคำว่า “ฟุรกอน” และ “ รุจฮาน”  และคำสรรพนามทั้งสองในโองการนี้หมายถึง วะห์ยู และความหมายของโองการก็คือ เจ้าจงอย่ารีบเร่งอ่าน(อัลกุรอาน) เพราะแท้จริงเราเป็นผู้ที่รวบรวมสิ่งที่ได้วะห์ยูแก่เจ้า ด้วยการผสมส่วนหนึ่งเข้ากับอีกส่วนหนึ่ง และหน้าที่ของเจ้าคือ การอ่านวะห์ยู”[4]

จากโองการข้างต้นทำให้เข้าใจเป็นอย่างดีว่า แม้กระทั่งตามที่ท่าน อิบนุ อะษีร ได้กล่าวไว้ว่า  เดิมทีคำว่า “กุรอาน”นั้นให้ความหมายของการเก็บรวบรวม แต่เนื่องจากโองการข้างต้น คำว่า “กุรอาน” อยู่ติดกับคำว่า “ญัมอ์” จึงจำเป็นที่ต้องให้คำว่า “กุรอาน” ให้ความหมายของการอ่าน เพราะไม่เช่นนั้นแล้วก็จะเป็นการกล่าวซ้ำ ซึ่งตามหลักภาษาแล้วถือว่าเป็นการกล่าวที่ไร้สาระ และขัดแย้งกับความสละสลวยทางภาษาของอัลกุรอาน

เมื่อพิจารณาความหมายของคำว่า “กุรอาน” ตามความหมายทั้งห้าข้างต้น สรุปได้ว่า คำกล่าวแรกและคำกล่าวที่ห้าเป็นคำกล่าวที่ถูกต้องที่สุด โองการต่าง ๆ เช่น

وَعْدًا عَلَيْهِ حَقًّا فِي التَّوْرَاةِ وَالإنْجِيلِ وَالْقُرْآنِ

เป็นสัญญาของพระองค์เองอย่างแท้จริง ซึ่งมีอยู่ในคัมภีร์เตารอฮ์ อินญีล และกุรอาน [5]  ยังคงมีความคลางแคลงในความเป็นชื่อของ “อัลกุรอาน” ที่กล่าวต่อจาก เตารอตและอินญีล อีกกระนั้นหรือ ? และโองการอื่น ๆ ในลักษณะนี้ เช่น

إِنَّ هَذَا الْقُرْآنَ يَهْدِي لِلَّتِي هِيَ أَقْوَمُ

แท้จริง อัลกุรอานนี้นำสู่ทางที่เที่ยงตรงยิ่ง [6]

وَنُنَزِّلُ مِنَ الْقُرْآنِ مَا هُوَ شِفَاءٌ وَرَحْمَةٌ لِلْمُؤْمِنِينَ

และเราได้ให้ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอานลงมาซึ่งเป็นการบำบัดและความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา[7]

และ ق وَالْقُرْآنِ الْمَجِيدِ

ก็อฟ ขอสาบานด้วยอัลกุรอานอันทรงเกียรติ[8] อีกด้านหนึ่ง ดังเช่นโองการต่าง ๆ ต่อไปนี้

“إِنَّهُ لَقُرْآنٌ كَرِيمٌ”

นั่นคือ อัลกุรอานอันทรงเกียรติ[9]

และ بَلْ هُوَ قُرْآنٌ مَجِيدٌ

ทว่าสิ่งนี้คืออัลกุรอานอันรุ่งโรจน์[10]

ย่อมเป็นที่ชัดเจนว่า “อัลกุรอาน”ในโองการนี้ไม่ใช่นามเฉพาะ(อะลัม)ของอัลกุรอาน  เพราะคำลักษณะวิเศษณ์ที่มากำกับนั้นเป็นคำสามานยนาม (นะกิเราะฮ์)ดังนั้นเป้าหมายในโองการนี้ก็คือความหมายตามพจนานุกรมนั่นเอง

เหตุผลของการตั้งชื่อว่า “อัลกุรอาน”

แต่ละนามแห่งคัมภีร์ของอัลลอฮ์ (ซบ.) ต่างก็มีเหตุผลและวิทยญาณแฝงอยู่  จากชื่อต่าง ๆ แห่งคัมภีร์ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในหมวดนี้เราจะขอกล่าวเพียงนามว่า “อัลกุรอาน”เท่านั้น  และเราต้องการที่จะดูว่าตามบรรทัดฐานของทัศนะที่ 5 ว่ามีเหตุผลในการตั้งชื่อว่า “อัลกุรอาน” อย่างไรบ้าง ?

อย่างที่ทราบกันแล้วว่า แก่นแท้ของอัลกุรอานนั้นสูงส่งและยิ่งใหญ่กว่าที่จะบรรจุไว้ในกรอบของคำทั้งหลาย เนื้อหาของอัลกุรอานนั้นสูงส่งเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำและอักษรใด ๆ  นั่นก็เนื่องจากว่าคำและรูปประโยคต่าง ๆ ถูกกำหนดขึ้นมาใช้สำหรับสิ่งที่เป็นวัตถุเท่านั้น ทว่าแก่นแท้ของอัลกุรอานนั้นครอบคลุมถึงหลักการทางจิตวิญญาณที่ลึกล้ำที่สุด เนื้อหาที่สูงส่งเช่นนี้ ถูกถ่ายทอดลงมาจากสถานภาพที่สูงส่งสู่สถานภาพของการอ่าน เพื่อให้มนุษย์สามารถอ่านและเข้าใจได้

“มหาสมุทรที่กว้างใหญ่มิอาจบรรจุไว้ในภาชนะฉันใด ความหมายก็มิอาจบรรจุไว้ด้วยถ้อยคำอักษรฉันนั้น”

นักอรรถาธิบายและนักวิชาการที่ยิ่งใหญ่ด้านอัลกุรอาน อัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ กล่าวเกี่ยวกับความหมายโองการ

إِنَّا جَعَلْنَاهُ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لَعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ (٣)وَإِنَّهُ فِي أُمِّ الْكِتَابِ لَدَيْنَا لَعَلِيٌّ حَكِيمٌ

“แท้จริงเราได้กำหนดให้คัมภีร์เป็นอัลกุรอานภาษาอาหรับ เพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้สติปัญญา และแท้จริงอัลกุรอานนั้นอยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์ ณ ที่เรา คือสูงส่งอีกทั้งวิทยญาณยิ่ง” [11]  ว่า : เป้าหมายของ อุมมุลกิตาบ (แม่บทแห่งคัมภีร์) ก็คือ เลาหุลมะห์ฟูซ และการเรียก “เลาหุลมะห์ฟูซ” ว่า “อุมมุลกิตาบ” เนื่องจากว่า เป็นแหล่งที่มาของคัมภีร์แห่งฟากฟ้าทั้งหมด  เป้าหมายของของ อะลียุน คือความสูงส่งและสถานภาพของอัลกุรอาน ที่สติปัญญาไร้ความสามารถที่จะไปถึงได้  และเป้าหมายของ ฮะกีม คือ อัลกุรอานที่อยู่ในสถานที่เดิมแห่งนั้น ไม่มีการแบ่งส่วนเป็นซูเราะฮ์  โองการและคำต่าง ๆ  และการแบ่งในลักษณะนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อัลกุรอานถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาอาหรับแล้ว[12]

ฉะนั้นอาจกล่าวได้ตามการคาดคิดนี้ว่า สาเหตุที่เรียกชื่อปาฏิหาริย์อันนิรันดร์ของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า “อัลกุรอาน” ก็เนื่องจากเป็นการอธิบายถึงแก่นแท้ที่ว่า สิ่งที่อยู่ข้างหน้าเราในขณะนี้เป็นคำต่าง ๆ ที่สามารถอ่านได้นั้น เดิมที่อยู่ ณ. เลาหุลมะห์ฟูซ โดยยังไม่มีการแบ่งส่วนใด ๆ  มีสถานภาพที่สูงส่งยิ่ง และอัลกุรอานถูกถ่ายทอดลงมาให้อยู่ในรูปกรอบของคำและโองการต่าง ๆ เพื่อชี้นำมนุษย์แห่งโลกวัตถุ และเพื่อให้พวกเขาได้ดื่มด่ำกับวิทยาการอันสูงส่งของมัน  แล้วจึงเป็น “อัลกุรอาน” (ที่สามารถอ่านได้)

ความเป็นภาษาอาหรับของอัลกุรอาน

ภาษาของอัลกุรอาน คือ ภาษาอาหรับ อัลกุรอานกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้เองว่า “ กุรอานุอารอบี” ไว้ถึง เจ็ดกรณี  บางครั้งกล่าวว่า “ ลิซานุอารอบี” ไว้สามกรณี)หรือกล่าวว่า “ หุกมุอารอบี ไว้หนึ่งกรณี โดยกล่าวแต่ละกรณีไว้อย่างยิ่งใหญ่และสูงส่ง

  1. ก่อนที่จะวิเคราะห์เรื่องการเป็นภาษาอาหรับของพระวจนะแห่งพระผู้เป็นเจ้านั้น จำเป็นที่เราจะต้องกล่าวถึงบรรทัดฐานหนึ่งที่อัลกุรอานได้ชี้แจงไว้

บรรดาศาสนทูตและบรรดาศาสดาของพระผู้เป็นเจ้าไม่เคยถูกส่งมาสู่ชนชาติและประชาชาติต่าง ๆ นอกจากด้วยกับภาษาของพวกเขา และการที่บรรดาศาสดาทุกท่านมีภาษาเดียวกันกับชนชาติของตนนั้นคือหลักการโดยรวมอยู่แล้ว

وَمَا أَرْسَلْنَا مِنْ رَسُولٍ إِلا بِلِسَانِ قَوْمِهِ لِيُبَيِّنَ لَهُمْและเรามิได้ส่งศาสนทูตคนใด นอกจากด้วยการพูดภาษาชนชาติของเขา เพื่อจะได้ชี้แจงอย่างชัดแจ้งแก่พวกเขา [13]

หลักการโดยรวมในการส่งบรรดาศาสนทูตแห่งพระผู้เป็นเจ้านี้ ก็เป็นหลักการที่ถูกนำมาใช้ในการส่งคัมภีร์ต่าง ๆ แห่งฟากฟ้าด้วยเช่นกัน

وَكَذَلِكَ أَوْحَيْنَا إِلَيْكَ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لِتُنْذِرَ أُمَّ الْقُرَى وَمَنْ حَوْلَهَا

และเช่นนั้นแหละ เราได้วะห์ยูอัลกุรอานเป็นภาษาอาหรับแก่เจ้า เพื่อเจ้าจะได้ตักเตือนอุมมุลกุรอ (ชาวมักกะฮ์) และผู้ที่อยู่รอบเมืองนั้น[14]

ดังนั้นเรื่องการเป็นภาษาอาหรับของอัลกุรอานจึงเป็นเรื่องปรกติ เพราะท่านศาสดามุฮัมหมัด (ศ็อลฯ) ถูกแต่งตั้งในชนชาติที่ใช้ภาษาอาหรับ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับสาส์นและการเชิญชวนชาวโลกทั้งหมดในทุกยุคทุกสมัย อีกทั้งไม่ได้ขัดแย้งกับการเป็นทางนำของคัมภีร์ที่ว่า “ เป็นทางนำสำหรับมนุษย์ชาติ” แต่อย่างใด  การเตือนประชาชนชาวมักกะฮ์ที่ปรากฏในซูเราะฮ์อัชชูรอนั้น เป็นเพียงขั้นตอนของการเชิญชวนของท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ที่ถูกบัญชาให้ชี้นำญาติผู้ใกล้ชิดและประชาชนในพื้นที่ของท่าน เป็นสิ่งที่ไม่กินกับสติปัญญาเลยที่ว่าศาสดาท่านหนึ่งมาเพื่อนำทางและชี้นำ แต่ได้นำคัมภีร์หนึ่งที่ผู้ฟังไม่รู้จักภาษานั้น มาให้แก่พวกเขา  อัลกุรอานจะเป็นที่ยอมรับแก่ชาวโลกทั้งหมดได้ก็ต่อเมื่อประชาชนในพื้นที่ที่ท่านถูกแต่งตั้งนั้นยอมรับเสียก่อน

  1. เกี่ยวกับเรื่องการเป็นภาษาอาหรับของอัลกุรอาน จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความจริงนี้ที่ว่า นักอักษรศาสตร์เชื่อว่า ภาษาอาหรับ เป็นภาษาหนึ่งที่กว้างมาก จึงเป็นภาษาที่เหนือกว่าภาษาอื่น ๆ เช่น คำกิริยาในภาษาอาหรับมีถึง 14 รูปฟอร์ม คำนามทั้งหมดมีทั้งเพศหญิง (มุอันนัษ) และเพศชาย (มุซักกัร) โดยที่คำกิริยาและคำสรรพนามที่นำมาใช้นั้นสอดคล้องและตรงกับคำนามเหล่านั้นทั้งหมด  อีกทั้งยังมีคำที่หลากหลายและคำที่แตกออกมาจากคำนั้น ๆ มากมาย จึงทำให้ไวยากรณ์ทางภาษา , ความสละสลวยทางภาษาของภาษาอาหรับโดดเด่นกว่าภาษาอื่น ๆ  มีรายงานบทหนึ่งที่ท่านอิบนุ อับบาส ได้รายงานจากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ว่า ภาษาอาหรับ คือภาษาของชาวสวรรค์ [15]

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อัลลอฮ์ (ซบ.) ต้องทรงเลือกภาษาที่ดีที่สุดสำหรับคัมภีร์สุดท้ายแห่งฟากฟ้าของพระองค์อย่างแน่นอน เพื่อจะได้เป็นคัมภีร์ที่อัมตะนิรันกาล และในการขจัดความคลางแคลงทุกครั้งจะทรงอ้างถึงพระองค์เองในการเลือกภาษาอาหรับ โดยกล่าวว่าเป็น “ภาษาอาหรับที่ชัดแจ้ง”

إِنَّا أَنْزَلْنَاهُ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لَعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ

      “แท้จริงเราได้ให้อัลกุรอานแก่เขาเป็นภาษาอาหรับ เพื่อพวกเจ้าจะใช้สติปัญญา[16]

إِنَّا جَعَلْنَاهُ قُرْآنًا عَرَبِيًّا لَعَلَّكُمْ تَعْقِلُونَ

      “แท้จริงเราได้ประทานคัมภีร์เป็นอัลกุรอานภาษาอาหรับ เพื่อพวกเจ้าจะได้ใช้สติปัญญา[17]

وَكَذَلِكَ أَنْزَلْنَاهُ حُكْمًا عَرَبِيًّا

      “และเช่นนั้น เราได้ให้อัลกุรอานแก่เขาไว้เป็นข้อชี้ขาดที่เป็นภาษาอาหรับ[18]

وَهَذَا لِسَانٌ عَرَبِيٌّ مُبِينٌ

      “และนี่เป็นภาษาอาหรับที่ชัดแจ้ง [19]

بِلِسَانٍ عَرَبِيٍّ مُبِينٍ

      “เป็นภาษาอาหรับอันชัดแจ้ง[20]

      โองการทั้งสองของซูเราะฮ์ยูซุฟและซุครุฟ คล้ายกับจะสื่อถึงความจริงอันนี้ที่ว่า ความเป็นภาษาอาหรับนั้นถูกอ้างอิงยังพระผู้เป็นเจ้า และพระองค์คือพระผู้ซึ่งทรงประทานความหมายและเนื้อหาของอัลกุรอานให้อยู่ในรูปกรอบของภาษาอาหรับ เพื่อสามารถที่จะได้ใช้สติปัญญาใคร่ครวญและพินิจพิจารณา โองการในซูเราะฮ์ซุครุฟ กล่าวต่อหลังจากเรื่องนี้ว่า :

وَإِنَّهُ فِي أُمِّ الْكِتَابِ لَدَيْنَا لَعَلِيٌّ حَكِيمٌ “และแท้จริงอัลกุรอานนั้นอยู่ในแม่บทแห่งคัมภีร์ (อัลลูฮุลมะฮฺฟูซ ) ที่เรา คือสูงส่ง อีกทั้งเปี่ยมด้วยวิทยญาณ[21]

อัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีย์ กล่าวว่า :

“ สองประเด็นเกี่ยวกับ ความเป็นภาษาอาหรับของคำต่าง ๆ ในอัลกุรอานและการอ้างอิงว่าเป็นวะห์ยู คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความเร้นลับของโองการและแก่นแท้แห่งวิทยาการต่าง ๆ  หากความหมายของโองการเพียงอย่างเดียวที่ถูกดลยังท่านศาสดา และท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เป็นผู้ที่เลือกคำเอง เช่นเดียวกับฮะดีษกุรซี หรือถูกถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาอื่น ก็จะทำให้ความเร้นลับบางส่วนของโองการต่าง ๆ ยังคงถูกปกปิดและสติปัญญาของมนุษย์ก็ไม่อาจทีจะเข้าถึงได้”[22]

ด้วยเหตุนี้สามารถที่จะกล่าวอีกเหตุผลหนึ่งในการเลือกภาษาอาหรับนั่นก็คือ ความมั่งคั่งทางภาษาและศักยภาพที่สูงส่งในการอธิบายเนื้อหาของอัลกุรอาน

  1. โองการในซูเราะฮ์ นะหล์ กล่าวถึงพวกที่กล่าวหาว่ามีสามัญชนหนึ่งเป็นผู้สอนอัลกุรอานแก่ท่านศาสดา ได้ตรัสไว้ว่า :

وَلَقَدْ نَعْلَمُ أَنَّهُمْ يَقُولُونَ إِنَّمَا يُعَلِّمُهُ بَشَرٌ لِسَانُ الَّذِي يُلْحِدُونَ إِلَيْهِ أَعْجَمِيٌّ وَهَذَا لِسَانٌ عَرَبِيٌّ مُبِينٌ

และโดยแน่นอนเรารู้ที่พวกเขากล่าวว่า “แท้จริงสามัญชนคนหนึ่งสอนเขาภาษาที่พวกเขาพาดพิงไปถึงนั้นเป็นภาษาต่างถิ่น และนี่เป็นภาษาอาหรับที่ชัดแจ้ง”[23]

ภาษาของผู้ที่พวกเขาอ้างถึงนั้นเป็นภาษาที่ไม่ชัดแจ้ง แต่อัลกุรอานนี้เป็นภาษาอาหรับที่ชัดแจ้งยิ่ง

อาจเป็นไปได้อย่างมาก ที่เป้าหมายของคำว่า “อะอ์ญะมียุน” (ภาษาต่างถิ่น)ในที่นี้หมายถึง “ไม่ชัดแจ้ง” ท่านรอฆิบ อิศฟะฮานี กล่าวไว้ว่า :

“อีอ์ญาม  คือ ความคลุมเครือ  จะเรียกผู้ที่ไม่ใช่อาหรับว่า “อะญัม” และเป้าหมายของ “อะญะมี” คือ ผู้ที่ไม่ใช่ชาวอาหรับ  ส่วนคำว่า “อะอ์ญัม” คือจะใช้เรียกผู้ที่พูดคลุมเครือและไม่ชัดแจ้ง ไม่ว่าจะเป็นชาวอาหรับหรือไม่ใช่อาหรับก็ตาม”[24]

มีฮะดีษบทหนึ่งที่บรรดาอิมามมะอ์ซูม (อ.) กล่าวตอบคำถามเกี่ยวกับ “ ภาษาอาหรับที่ชัดแจ้ง” ว่า : “มัน(อัลกุรอาน)จะทำให้ภาษาต่างๆชัดแจ้ง แต่ภาษาต่าง ๆ จะไม่ทำให้มัน(อัลกุรอาน)ชัดแจ้ง”[25] ภาษาอาหรับที่ชัดแจ้งแห่งอัลกุรอานประกอบด้วยคำและโครงสร้างต่าง ๆ ที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีในภาษาอื่น ๆ

ถึงตรงนี้ก็สามารถที่จะตัดสินได้ว่า การตอกย้ำถึงความเป็นภาษาอาหรับของอัลกุรอานนั้นเพื่ออะไร ? หรือมันเป็นเพียงแค่คัมภีร์ที่ถูกประทานลงมาแก่ประชาชนชาวอาหรับเท่านั้น ?  คำตอบของคำถามนี้คือ ไม่ใช่เช่นนั้น  เพราะความชัดเจนขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมกับการที่อัลกุรอานกล่าวซ้ำถึง 11 ครั้ง  โองการในซูเราะฮ์ได้อธิบายถึงแก่นแท้อันนี้ที่ว่า ภาษาอาหรับ คือ ภาษาที่ชัดแจ้ง ชัดเจน ไม่สลับซับซ้อนและคลุมเครือ  หรือจะกล่าวอีกได้ว่า ภาษาอาหรับของอัลกุรอาน คือ คัมภีร์ที่อธิบายถึงแก่นแท้และวิทยาการที่สูงส่ง ด้วยภาษาที่ชัดแจ้งและชัดเจน

เมื่อพิจารณาถึงโองการที่ 44 ซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต

“และมาตรว่า เราได้ประทานอัลกุรอานมาเป็นภาษาที่คลุมเครือแน่นอนพวกเขาจะกล่าวว่า ทำไมโองการทั้งหลายของอัลกุรอานจึงไม่ชัดแจ้งเล่า ? (อัลกุรอาน) เป็นภาษาที่คลุมเครืออ และเป็นภาษาที่ชัดแจ้งกระนั้นหรือ ?”

และโองการ 37 ซูเราะฮ์ เราะอด์

“และในทำนองนั้น เราได้ให้อัลกุรอานแก่เขาไว้เป็นข้อชี้ขาดที่เป็นภาษาอาหรับ และหากเจ้าปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขา หลังจากหลักฐานได้มายังเจ้าแล้ว สำหรับเจ้าจะไม่มีผู้ช่วยเหลือและผู้คุ้มกันจาก(การลงโทษของ)อัลลอฮ์”

ก็ยิ่งทำให้การคาดคะเนดังกล่าวมีน้ำหนักขึ้นไปอีก เพราะสิ่งที่ถูกอธิบายในโองการนี้ คือ หากอัลกุรอานถูกประทานลงมาเป็นภาษาที่คลุมเครือ พวกเขาก็จะกล่าวว่า “ ทำไมโองการต่าง ๆ จึงอธิบายอย่างไม่ชัดแจ้เล่า ?” บ่งชี้ให้เห็นว่าการที่ให้คำว่า “อะอ์ญะมียุน”อยู่ตรงข้ามกับคำว่า “อะรอบียุน” ฉะนั้นคำว่า “อะรอบียุน”จึงให้ความหมายว่าความชัดแจ้ง โองการในซูเราะฮ์เราะอด์ ก็เช่นกัน เนื่องจากคำว่า “หุกม์”(คำชี้ขาด) ถูกให้คุณสมบัติด้วยกับความเป็นภาษาอาหรับ “ หุกมันอะรอบียัน”  พร้อมกับการพิจารณาในโองการที่กล่าวต่ออีกว่า “หลังจากหลักฐานได้มายังเจ้าแล้ว จึงทำให้ไม่สามารถที่จะมโนภาพความหมายของคำว่า “อะรอบียัน” เป็นอย่างอื่นที่นอกเหนือจากความหมาย “ความชัดแจ้ง”ไปได้  เพราะคำชี้ขาดที่ชัดแจ้งนี้เป็นหลักฐานสำหรับท่านศาสดา (ศ็อลฯ)  และหากท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ยังคงปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขาอีกภายหลังจากหลักฐานอันชัดแจ้งนี้ ก็จะไม่มีผู้ช่วยเหลือและผู้พิทักษ์เขาจากการลงโทษของพระผู้เป็นเจ้าอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้ เมื่อพิจารณาถึงคุณสมบัติของภาษาอาหรับกับการแต่งตั้งท่านศาสดา (ศ็อลฯ) ในหมู่ชนชาวอาหรับ พร้อมทั้งใคร่ครวญถึงการใช้คำว่า “อะรอบี”ในโองการต่าง ๆ ที่ว่า หากอัลกุรอาน ไม่ใช่ภาษาอาหรับแล้วไซร์ ก็จะมีคำถามและข้อกังขาเกิดขึ้น เพราะการเป็นภาษาอาหรับนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้ว  ส่วนเรื่องที่ว่า “ทำไมท่านศาสดา (ศ็อลฯ) เป็นชาวอาหรับ ?” หรือ “ ทำไมศูนย์กลางของศาสนาสุดท้ายต้องอยู่ที่คาบสมุทรอาหรับ” เป็นเรื่องที่ออกนอกขอบข่ายของกุรอานวิทยา (อุลูมอัลกุรอาน) และจำเป็นที่จะต้องค้นหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ในสาขาวิชากะลาม (วิชาที่ถกเกี่ยวกับหลักการศรัทธา) ในส่วนของนุบูวัต

 

[1] อัลบูรฮาน เล่ม 1 หน้า 373-374 , อัลอิตกอน เล่ม 1 หน้า 162-163

[2] มะนาฮิลุลอิรฟาน เล่ม 1 หน้า 14

[3] รอฆิบ อิศฟาฮานี ,มุฟรอดาต อัลฟาซุลอัลกุรอาน ใต้คำว่า “กอรออ้า”

[4] อัลมีซาน เล่ม 20 หน้า 109

[5] ซูเราะฮ์ เตาบะฮ์ โองกรที่ 111

[6] ซูเราะฮ์ อัสรอ โองการที่ 9

[7] ซูเราะฮ์ อัสรอ โองการที่ 82

[8] ซูเราะฮ์ กอฟ โองการที่ 1

[9]ซูเราะฮ์ วากีอะฮ์ โองการท 77

[10] ซูเราะฮ์ บุรูจ โองการที่ 21

[11] ซูเราะฮ์ ซุครุฟ โองการที่ 3-4

[12] อัลมีซาน เล่ม 18 หน้า 84

[13] ซูเราะฮ์ อิบรอฮีม โองการที่ 4

[14] ซูเราะฮ์ ชูรอ โองการที่ 7

[15] มัจมะอุลบะยาน เล่ม 5 และ 6 หน้า 316

[16] ซูเราะฮ์ ยูซุฟ โองการที่ 2

[17] ซูเราะฮ์ ซุครุฟ โองการที่ 3

[18] ซูเราะฮ์ เราะอด์ โองการที่ 37

[19] ซูเราะฮ์ นะหล์ โองการที่ 103

[20] ซูเราะฮ์ ชุอะรอ โองการที่ 195  ซูเราะฮ์ อะห์กอฟ โองการที่ 12  ซูเราะฮ์ ฏอฮา โองการที่ 113  ซูเราะฮ์ ซุมัร โองการที่ 28 และซูเราะฮ์ ฟุศศิลัต โองการที่ 3

[21] ซูเราะฮ์ซุครุฟ โองการที่ 4

[22] อัลมีซาน เล่ม 11 หน้า 75

[23] ซูเราะฮ์ นะหล์ โองการที่ 103

[24] รอฆิบ อิศฟะฮานี , มุฟรอดาต  คำว่า “อะญะมะ”  อัลมีซาน เล่ม 12 หน้า 348  มัจมะอุลบะยาน เล่ม 5-6 หน้า 595

[25] อัลอุศูลุมินัลกาฟี เล่ม 2 หน้า 632

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com