INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (38)

ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ (38)

ผู้เขียน อ.อดุลย์ มานะจิตต์

ตำแหน่งของท่าน

 

4 ห้ามไม่ให้มุสลิมบังคับชาวคริสเตียนคนใดให้เปลี่ยนมาเข้ารับ นับถืออิสลาม

 

5. หากสตรีคริสเตียนคนหนึ่งสมรสกับมุสลิมคนหนึ่ง นางมีสิทธิ เสรีภาพอย่างเต็มที่ในการปฏิบัติตามศาสนาของนางเอง

 

สนธิสัญญาฉบับนี้ถือได้ว่าเป็นฉบับแรกของโลกที่ให้หลักประกันใน ด้านสิทธิมนุษยชน ในการมีอิสระเสรีที่จะนับถือศาสนาที่ตนเชื่อถือศรัทธา ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่มุสลิมซัลจูคเตอร์คผู้มาเข้ารับอิสลามใหม่ ในฐานะผู้รุกรานแผ่นดินอิสลาม ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นอนารยชน จะขาดความ รู้ถึงสนธิสัญญาฉบับนี้ ดังนั้นการกระทำของพวกเขาต่อชาวคริสเตียนแห่ง อาณาจักรไบเซนไทน์ จึงเป็นไปในลักษณะของการละเมิดต่อสนธิสัญญา ที่ท่านศาสนทูตของพระเจ้าได้ทำไว้ให้กับชาวโลก มิพักจะต้องกล่าวถึงสนธิ สัญญาอีกฉบับหนึ่งที่ท่านอิมามอะลี ได้ทำไว้ในวาระที่ท่านดำรงตำแหน่ง คอลีฟะฮ์ที่ 4 หรืออิมามที่ 1 ของโลกอิสลาม ซึ่งเกี่ยวกับสิทธิเสรีภาพใน การนับถือศาสนาเช่นเดียวกัน ดังมีสนธิสัญญาที่จะกล่าวต่อไปนี้

 

“คณะนักบวชและผู้ทรงคุณธรรมชาวคริสต์กลุ่มหนึ่ง ซึ่งมี อะกีบ อัล ซัยยิด อับดุลยะซู อิบนิ อัลฮะญาน สงฆ์นาม ‘อับราฮัม สังฆราชนาม ‘เจซัส” และบุคคลผู้ทรงเกียรติอีกจำนวน 4 ท่าน ได้ อุทิศตนเข้าสู่ไมตรีกับข้าพเจ้าด้วยการให้เกียรติต่อพันธมิตรของเรา บุคคลเหล่านี้ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ความเคารพต่อสนธิสัญญา และได้ให้ ความช่วยเหลือต่อตัวแทนของเราที่อยู่ชายแดน ถือได้ว่าอยู่ภายใต้ ความคุ้มครองของเราแล้ว ความปลอดภัย มิตรภาพ ความซื่อสัตย์ และสัญญาต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างข้าพเจ้าและมุสลิมทั่วทั้งตะวันออก และตะวันตก จะได้รับการประกันตราบเท่าชีวิตของข้าพเจ้า และ แม้หลังจากข้าพเจ้าจากไปแล้ว ตราบนานเท่าที่อิสลามยังคงดำรงอยู่

 

การเชิญชวนเข้าสู่ความศรัทธาในครั้งนี้ย่อมเป็นประจักษ์แล้ว สนธิสัญญาฉบับนี้จะยังคงผูกพันไปตลอดกาลต่อผู้ปกครอง กษัตริย์ หรือมุสลิมคนใดก็ตาม ห้ามมิให้ผู้ใดทำลายหรือสร้างมลทินให้แก่ หรือสัญญาฉบับนี้ ไม่ว่าจะด้วยการแต่งเติม ตัดทอน หรือเปลี่ยน แปลงใดๆ เพราะการแต่งเติมนั้นเท่ากับเป็นการบิดเบือนสัญญาของ ข้าพเจ้า การตัดทอนจะเป็นการทําลายเจตนาของข้าพเจ้า และการ เปลี่ยนแปลงสนธิสัญญาฉบับนี้จะเป็นการทรยศต่อปณิธานความ ตั้งใจของข้าพเจ้า หากประชาชนคนใดของข้าพเจ้าต่อต้านข้าพเจ้า ย่อมเท่ากับได้ละเมิดพันธสัญญาต่อพระผู้เป็นเจ้า หันหลังให้แก่ ประกาศิตของพระองค์ และคำพิพากษาของพระองค์เกี่ยวกับการ กระทำต่างๆ ของเขาย่อมจะสร้างแต่ความเสียหายให้แก่เขา ท่าน ชัยยิด สังฆราชและคริสตชนผู้มีเกียรติหลายท่านได้ขอให้ข้าพเจ้า บันทึกสนธิสัญญาฉบับนี้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อคริสตชนทุกคน

 

ด้วยเกียรติของสนธิสัญญาฉบับนี้ คริสตชนทุกคนที่อยู่ใน แผ่นดินอิสลามจะได้รับความคุ้มครอง สนธิสัญญาฉบับนี้ถือว่าเพียง พอแล้ว และเป็นสัญญาอมตะทุกคนต้องยึดถือไว้ด้วยพันธสัญญา ที่ให้ไว้กับข้าพเจ้า และข้าพเจ้ายินดีที่จะทำตามคำร้องขอที่ให้มีการ ปฏิบัติที่ดีต่อคริสตชน จะไม่มีภยันตรายใดๆ แก่พวกเขาจากข้าพเจ้า และมุสลิมคนอื่นๆ ขอให้สัญญาฉบับนี้เป็นข้อตกลงที่ก่อประโยชน์ และเป็นหนังสือแสดงความคุ้มครองที่น่าเชื่อถือที่มุสลิมทุกคนจะ ต้องยึดถือไว้ และผู้ศรัทธาทุกคนต้องยึดมั่นต่อข้อผูกมัดดังกล่าว

 

ในการทำสัญญาฉบับนี้ ข้าพเจ้าได้เชิญมุสลิมผู้มีเกียรติและ สหายสนิทของข้าพเจ้ามาร่วมกันกำหนดเงื่อนไขสำหรับคริสตชนทั้ง หลาย ซึ่งจะยังคงดำรงอยู่จนถึงรุ่นต่อๆ ไป หากมีผู้หนึ่งผู้ใดแม้ว่า จะเป็นมุสลิมหรือไม่ก็ตาม ได้ทำลายสนธิสัญญาฉบับนี้ ผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินปัญหาทางศาสนาจำเป็นจะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของข้าพเจ้า ในเรื่องนี้อย่างชัดเจน เพื่อที่คำสัญญาที่ให้ไว้นั้นจะได้ถูกนำมาปฏิบัติ จริง และเพื่อให้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากความคุ้มครองดังกล่าวจะให้ ความเชื่อถือต่อสัญญาฉบับนี้ ข้าพเจ้าได้ตั้งปณิธานแล้วว่า ไม่มีผู้ ใดจะอาจหาข้ออ้างในการคัดค้านสนธิสัญญาฉบับนี้ได้ มุสลิมทั้ง หลายจะต้องยึดถือตามสนธิสัญญาฉบับนี้ทั้งหมด ในเรื่องเกี่ยวกับ คริสตชน และคริสตชนเองก็ต้องซื่อสัตย์ต่อสนธิสัญญาฉบับนี้ รับ ประโยชน์จากความสัมพันธ์ฉันมิตรที่ดีต่อกัน และรับรางวัลของการ กระทำความดีงามต่างๆ ร่วมกัน ผู้ใดก็ตามที่ยึดถือตามสัญญาฉบับ นี้ของข้าพเจ้า จะเป็นมิตรสหายของข้าพเจ้าในหนทางแห่งการเชิญ ชวนสู่อิสลาม เป็นผู้ขัดขวางความกริ้วโกรธของผู้สงสัยและผู้กล่าว เท็จ และเป็นข้ออ้างต่อชาวคริสต์ของผู้ที่เข้ารับอิสลาม สนธิสัญญา ฉบับนี้ได้เชิญชวนไปสู่การกระทำความดี การมีคุณธรรม การห้าม ปราบความชั่ว และการปฏิบัติตามคำสั่งที่ยึดมั่นต่อหนทางแห่ง สัจธรรมและความเท่าเทียมกัน ดังนั้นข้าพเจ้าจึงเริ่มต้นสัญญานี้จาก ตัวของข้าพเจ้าเอง ดังที่คริสตชนได้ร้องขอจากข้าพเจ้าและบรรดา มุสลิมทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอรับสัญญานี้โดยมีพระผู้เป็นเจ้าและ บรรดาศาสนทูตเป็นพยาน และด้วยเกียรติของสนธิสัญญาฉบับนี้ ข้าพเจ้าจะมุ่งมั่นในการที่จะปกป้องคริสตชนจากความชั่วทั้งหลาย เว้นแต่หากพวกเขาเป็นภัยต่อข้าพเจ้าหรือมิตรของข้าพเจ้าซึ่งเป็น ผู้พิทักษ์ปกป้องอิสลาม ข้าพเจ้าจะผ่อนผันพวกเขาในเรื่องบรรณา การแทนกองทหารชาวคริสต์เมื่อถึงกำหนด แต่จะไม่มีการบังคับ คริสตชนคนใดคนหนึ่งในเรื่องนี้

 

บรรดานักบวชหรือสงฆ์จะต้องไม่ถูกขับออกจากสถานที่ ของตน จะไม่มีการกีดกันผู้เดินทางเพื่อมิให้ออกเดินทาง จะต้องไม่มีการทำลายอาคารบ้านเรือน มุสลิมจะต้องไม่นำเอาอาคารหรือ วิหารของคริสตชนมาใช้เป็นมัสยิด การตีระฆังของโบสถ์จะไม่เป็น ที่ต้องห้าม สนธิสัญญาฉบับนี้ถือเป็นจดหมายเปิดผนึกและเป็นค่า สั่งของข้าพเจ้าในภาระหน้าที่ทั้งหมดนี้ ข้าพเจ้าขอเชิญชวนผู้ที่ยึด มั่นในอิสลามจงให้ความร่วมมือต่อสนธิสัญญาฉบับนี้ ผู้ใดก็ตามที่ ฝ่าฝืนสนธิสัญญาฉบับนี้ สมควรที่จะได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยาม ฝ่ามีความเสื่อมทราม ไม่ว่าเขาจะเป็นราชาหรือยาจก เป็นมุสลิมหรือ ไม่ใช่มุสลิม ข้าพเจ้าไม่อนุญาตให้มีการบังคับคริสตชนคนใดให้เข้า รับอิสลาม มุสลิมจะต้องแสดงความเมตตาความห่วงใยต่อคริสตชน และปกป้องพวกเขาจากความชั่ว คริสตชนย่อมมีสิทธิในความมั่งคั่ง ในด้านทรัพย์สินที่จะสามารถนำไปใช้จ่ายในกิจการของศาสนสถาน การทำนุบำรุงโบสถ์ หรือปฏิบัติในสิ่งที่จำเป็นตามความเชื่อทาง ศาสนา ส่วนมุสลิมย่อมมีหน้าที่ในการพิทักษ์เลือดเนื้อและทรัพย์ สิน ทั้งให้ความช่วยเหลือแก่คริสตชน การทำกุศลของมุสลิมเพื่อการ ทำนุบำรุงกิจการของคริสตศาสนา ไม่ถือเป็นข้อบังคับ แต่จะเป็น เพียงเพื่อการบริจาค

 

อะลีผู้ปกครองแห่งผู้ศรัทธา หวังว่าสนธิสัญญาฉบับนี้จะได้ รับการรักษาและการปฏิบัติตาม ตราบจนถึงวันแห่งการฟื้นคืนชีพ และวันสิ้นโลก”

 

สนธิสัญญาฉบับนี้ได้รับการบันทึกไว้ต่อหน้า อะลี อิบนิ อบีฏอลิบ โดยโฮซัม อบี วักกอส และถูกเก็บรักษาไว้ในวิหารแห่ง เอซกีล เซลกาฟาล ในเดือนซอฟัร ปีฮิจเราะฮ์ศักราชที่ 40 และ การสรรเสริญทั้งมวลจงมีแด่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเกรียงไกร

 

(สนธิสัญญาฉบับนี้ถูกบันทึกไว้บนม้วนหนังสัตว์ยาว 6.77 เมตร

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *