การสลายตัวตน(ฟะนาอ์)ในสำนักซูฟี(ตอนที่ ๑)

การสลายตัวตน(ฟะนาอ์)ในสำนักซูฟี(ตอนที่ ๑)
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ในหนังสือปทานุกรมภาษาอาหรับหลายเล่มได้ให้ความหมาย “ฟะนาอ์” แตกต่างกัน เป็นต้นว่า คือการสูญสลาย การหายไป การชราภาพ หรือผู้สูงอายุ หรือหมายถึง ภาวะความไม่มี ภาวะการดับสูญของตัวตน ตรงกันข้ามกับภาวะการคงอยู่(ปทานุกรม อาหรับ-ฟาร์ซี หน้า ๖๗๒) ตามพื้นฐานของปทานุกรมอาหรับ ฟะนาอ์ (فناء)หมายถึงภาวะตรงกันข้ามกับการคงอยู่(บะกอ بقاء) ดังนั้นหากศัพท์คำว่า “บะกอ” หมายถึง การดำรงอยู่ ความคงอยู่ แต่คำว่า”ฟะนาอ์” ก็หมายถึงการสูญสิ้น ความสูญสลาย การดับสูญ การไม่มีอยู่
ทว่า เป้าหมายของบรรดาอิรฟานเกี่ยวกับ การสลายตัวตน คือขั้นและตำแหน่งหนึ่งของบรรดาอาริฟหรือของนักซูฟี ดังนั้นคำว่า”ฟะนาหฺ”จึงอยู่นอกเหนือจากความหมายเชิงภาษาและตามความหมายที่บุคคลทั่วไปใช้กันอยู่ นอกจากนี้ในศาสตร์อิรฟาน(รหัสยะนัย) คือว่าฟะนาห์ (สูญสลายตัวตน) จะนำไปใช้รวมกับคำเชื่อม เ คำว่า فی“ใน” และعن “จาก” อย่างเช่น الفناء في اللهً“การสลายตัวตนในพระผู้เป็นเจ้า” และ الفناء عن غير الله“การสลายตัวตนออกจากสิ่งที่ไม่ใช่ภาวะแห่งพระเจ้า”
การสลายตัวตน ในคัมภีร์อัลกุรอาน
ในคัมภีร์อัลกุรอานมีเพียงกรณีเดียวเท่านั่นที่นำคำที่มีรากศัพท์จาก “ฟะนาอ์” มาใช้ นั่นก็คือ ศัพท์ที่มีลักษณะการใช้งานให้ความหมายผู้กระทำเป็นประธานในประโยค(อิสมุฟาอิล) ถูกกล่าวในโองการที่ว่า
“ทุกสิ่งที่อยู่บนพื้นดินต้องแตกดับ(สลาย) และพระพักตร์ของพระผู้อภิบาลของเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ผู้ทรงเกรียงไกรเท่านั้นที่คงอยู่”(ซูเราะฮ์ เราะมาน / ๒๖-๒๗)
บรรดานักอรรถาธิบายอัลกุรอานเองก็ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับความหมาย “ฟะนาอ์” ในโองการนี้แตกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่ยืนยันว่า โองการนี้กล่าวถึงสิ่งที่มีองค์ประกอบของผู้ครอบครองปัญญาโดยพิจารณาตามหลักเกณฑ์วัยกรภาษาอาหรับ นั่นก็คือ การนำคำว่า “ผู้ซึ่ง”( =มัน من)จุดประสงค์ที่เหมาะสมตามโองการนี้หมายถึงบรรดาญินและมนุษย์ แต่การสูญสลายของสรรพสิ่งมิได้บังเกิดเฉพาะแค่ผู้ครอบครองปัญญาเท่านั่นหากแต่สรรพสิ่งทั้งหมดจะต้องสูญสลาย เฉพาะภาวะแห่งพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้นที่คงดำรงอยู่ซึ่งสอดคล้องกับความหมายของโองการ
“ทุกสรรพสิ่งจะสูญสลายยกเว้นแต่พระพักตร์แห่งพระองค์” (ซูเราะฮ์ กอศอ็ศ /๘๘)
ทว่า เป้าหมายของโองการจากคำว่า “ฟานี” คืออะไร? หรือว่าประเด็นนี้หมายถึงการสูญสลายฐานภาพการดำรงอยู่ปัจจุบัน หรือจุดประสงค์แค่หมายถึงสภาพที่เกิดขึ้นต่อไป(เหตุจากการเสียชีวิต หรือจากวันกิยามัต ) พวกเขาต่างให้ความหมายที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม นักอรรถาธิบายบางท่านอธิบายว่าสำหรับการสูญสลายสรรพสิ่งบนพิภพนี้ตามโองการหมายถึงการออกจากสภาพการมีอยู่สู่สภาวะแห่งความไม่มี(อ้างจากหนังสืออิรชาดุ้ล อัซฮาน อิลา ตัฟซีร กุรอาน เล่ม๑ หน้า ๔๓๙)
บางท่านได้อรรถาธิบายคำว่า”สูญสลาย(ฟะนาอ์”)ว่าหมายถึง ความไม่มี พร้อมกับแสดงทัศนะว่า ภาวะความไม่มีของแต่ละสรรพสิ่งขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของฐานะการคงอยู่ของสิ่งนั้น(จากหนังสืออะฏีบุ้ล บะยาน ฟี ตัฟซีร กุรอาน เล่มที่๒๑ หน้า ๓๗๘)
มีบางท่านได้อรรถาธิบายเกี่ยวกับความหมายของการสูญสลาย(ฟะนาอ์)ว่า มิได้หมายถึงความไม่มีตามการมโนภาพของบุคคลทั่วไป แต่เป้าหมายของการสูญสลาย(ฟานาห์)ของสรรพสิ่งที่มีชีวิตคือความตายของสิ่งเหล่านั้นและการเปลี่ยนไปสู่อีกโลกหนึ่งหรือเปลี่ยนสภาพไปอีกสภาวะหนึ่ง นั่นก็คือว่า ไม่ได้หมายถึง “การเปลี่ยนสภาพสู่ความไม่มีแบบว่างเปล่า”( อัมซิละ ฟี ตัฟซีร กิตาบุ้ลลอฮ อัลมุ้ลซัล เล่มที่ ๑๗ หน้า ๓๙๘)
บางท่านก็ได้อรรถาธิบายคล้ายกับการอธิบายนี้เหมือนกันว่า เป้าหมายจากการสูญสลาย(ฟะนาอ์)คือการเปลี่ยนลักษณะรูปร่างของสรรพสิ่งทั้งหลายตามแนวทางแห่งพัฒนาการไปสู่ความสมบูรณ์ เพราะว่าสรรพสิ่งทั้งหลายดำเนินอยู่บนเส้นทางแห่งพัฒนาการไปสู่ความสมบูรณ์ของตัวเองมีการเปลี่ยนแปลงจากรูปหนึ่งไปสู่อีกรูปหนึ่ง นั่นก็คือ รูปร่างเหล่านี้อยู่ในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงและสูญสลายอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ยังคงอยู่คือกริยาการสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าซึ่งได้แสดงออกมาในรูปแบของรูปทรงสังขารเหล่านี้(อันวาร ดิรัคชอน เล่มที่ ๑๖ หน้า ๘๘)
การอรรถาธิบายที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับความหมายของการสูญสลาย(ฟะนาอ์)ของโองการนี้คือการอรรถาธิบายจากหนังสือ “อัลบะลาฆ์ ฟี ตัฟซีริ้ล กุรอานบิ้ลกุรอาน” เขาได้อธิบายว่า “ทุกสรรพสิ่งที่เป็นสิ่งถูกสร้างมีสภาพไม่เที่ยงเหมือนกับตอนที่เขาเคยเป็น นั่นก็คือแท้จริงปัจจุบันและอนาคตต่อไปเหมือนดั่งที่เคยเป็นอยู่ก่อนการสร้างเขามา เพราะว่าแก่นแท้ของมันคือการต้องพึ่งพาต่ออัลลอฮ์” (หนังสืออัลบะลาฆ์ ฟี ตัฟซีร กุรอานบิ้ลกุรอาน, เล่มที่ ๑ หน้า๕๓๒) เพราะว่า เหตุผลที่หนึ่งคือ สรรพนาม “แก่มัน” กลับไปหาสรรพสิ่งทั้งมวลไม่ใช่ชี้เฉพาะไปยังพื้นดินเท่านั้น และเหตุผลที่สอง ความหมายหนึ่งจากคำว่า สูญสลาย คือ สรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปัจจุบัน อดีต จนถึงตลอดไปไม่เที่ยงต้องสูญสลาย เพราะมองถึงความเป็นแก่นแท้แห่งตัวตนของตัวมันเองเป็นภาวะต้องพึ่งพาต่อพระผู้เป็นเจ้าทั้งที่ผ่านมาและปัจจุบัน ภาวะการพึ่งพาอันแท้จริงนี้จะไม่สามารถถอดทอนออกไปจากตัวตนของสรรพสิ่งได้ และคุณสมบัติแห่งพระเจ้า คือภาคที่สะท้อนการปรากฏอันชัดเจนออกมาในรูปแบบของการบริหารของพระองค์ ที่มีตลอดกาลทั้งอดีตและอนาคต ในเนื้อหาต่อไปจะชี้แจงให้กระจ่างชัดว่าเป้าหมายของบรรดาอิรฟานจาก การสลายตัวตนซึ่งมีความใกล้เคียงกับแนวทางการอรรถาธิบายของทัศนะนี้มากที่สุด
อย่างไรก็ตาม สรุปทัศนะจากคัมภีร์อัลกุรอานได้ว่า อัลกุรอานได้อธิบายถึงลักษณะหนึ่งเกี่ยวกับ การสูญสลายและการดับสูญสำหรับสรรพสิ่งที่มีอยู่ทั้งหมดยกเว้นพระผู้เป็นเจ้า แม้ว่าสามารถที่จะมองสู่เหตุการณ์ที่จะเกิดในอนาคตได้ เช่น ความตาย ผลจากการสูญเสียรูปแบบสังขารเบื้องต้น แต่สรุปได้ว่าเป้าหมายของอัลกุรอานมิใช่เพียงแค่เฉพาะเจาะจงภาวะความจริงนี้เท่านั้น ทว่า จุดประสงค์ของคัมภีร์อัลกุรอานจาก การสูญสลายและการดับสูญคือ สภาวะที่เป็นแก่นแท้ของสรรพสิ่งทั้งหลายซึ่งที่มีอยู่อนันตกาล ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ที่มันไม่สามารถที่จะแยกออกจากพวกเขาได้ เรื่องนี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งเพื่อนำไปสู่การทำความเข้าใจความหมายของ “การสลายตัวตน” ในมุมมองของนักซูฟี
การสลายตัวตน(ฟะนาห์) ความหมายทางวิชาการของสำนักซูฟี
ดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่า ขั้นและตำแหน่งหนึ่งของอิรฟานคือ “การสลายตัวตนสู่พระองค์อัลลอฮ(ฟะนาอ์ ฟิล ลาฮ์) ท่านคอญะ อับดุลลอฮ์ อันศอรี ได้จัดให้ การสลายตัวตน(ฟะนาอ์)เป็นบทหนึ่งอยู่ในหนังสืออันทรงคุณค่า “มะนาซิลุ้ซซาอิรีน” เช่นเดียวกัน ท่านมุฮ์ยุดดีน บิน อะรอบี ได้กำหนดบทหนึ่งเป็นการเฉพาะเพื่อถกเถียงเกี่ยวกับเรื่อง การสลายตัวตน ในหนังสืออันเป็นที่รู้จักกันดี “ฟุตุฮาต อัลมักกียะฮ์”
มีการอรรถาธิบายอย่างเป็นทางการมากมายของบรรดาอาริฟเกี่ยวกับขั้นและตำแหน่งการสลายตัวตน ณ ที่นี้เราจะนำเสนอการอรรถาธิบายของพวกเขาเพียงบางท่าน พวกเขากล่าวว่า “การสลายตัวตนคือความเพียรพยายามในพระผู้เป็นเจ้า” และหรือว่า “การสลายตัวตนคือขั้นสูงสุดของการท่องผ่านวิถีทางไปสู่พระผู้เป็นเจ้า นั่นคือ การสลายตัวตนของผู้ที่จาริกทางจิตวิญญาณ” และเช่นเดียวกัน “การสลายตัวตน คือ การสูญสลายแห่งการมองเห็นการต่อสู้ของบ่าวเพื่อพระผู้เป็นเจ้า” และ “การสลายตัวตน คือ การที่ท่านได้พบเห็นความยิ่งใหญ่เกรียงไกร จนทำให้ท่านหลงลืมทุกสิ่งทุกอย่าง ท่านละวางจากทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งสูผู้ทรงเอกะซึ่งไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน หรือท่านจะกล่าวว่า คือการประจักษ์แจ้งต่อพระผู้เป็นเจ้าโดยละวางทางโลก” (หนังสือ อีกอศุ้ล ฮิมัม ฟี ชัรฮิ้ล ฮิกัม เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๒๓๕) และ “การสลายตัวตน คือ การที่ท่านพบความยิ่งใหญ่และสง่างามอันที่สุดในฐานะภาพของบ่าว จนทำให้ท่านลืมทั้งทางโลกนี้และเรื่องของโลกหน้าและสภาวะต่างๆรวมทั้งระดับขั้นตำแหน่งต่างๆทางจิตวิญญาณ และการระลึก มันทำให้เขาดับสูญสลายจากทุกสิ่งทุกอย่างทั้งจากบรรทัดฐานของปัญญา ทั้งจากตัวตนของเขาเอง ทั้งจากการสูญสลายของเขาจากทุกสรรพสิ่ง แม้กระทั่งจากการสลายตัวตนของเขาจากภาวะขั้นการสูญสลาย เพราะว่าเขาจมหายอยู่ในแก่นแท้แห่งความยิ่งใหญ่เกรียงไกร” (เมียะรอญุต ตะเชาวุฟ อิลา ฮะกออิกิต ตะเซาวุฟ หน้าที่ ๓๐) ในหนังสือ “อัลลุมะ” ท่านเชค ซิรอญ ตูซี ได้นำเสนอไว้ว่า “การสลายตัวตน คือ การสูญสลายการมองเห็นของบ่าวไปสู่ภาคปฏิบัติของเขา เพื่อการปฏิบัติของเขาให้ดำเนินตามเจตนารมณ์ของพระเจ้า ทั้งหมดเหล่านั้นเพื่อพระองค์” (หนังสือ อัลลุมะอ์ ฟิต ตะเซาวุฟ หน้าที่ ๓๔๑) และท่านเชคอะบูบักร คะลาบอสี ก็เช่นเดียวกัน ท่านกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “การสลายตัวตน หมายถึงการดับสูญอย่างสิ้นเชิงจากคุณลักษณะของมนุษย์” (หนังสือ อัตตะอัรรุฟ ลิ มัสฮับ อะฮ์ลิต ตะเซาวุฟ หน้าที่ ๑๒๖) ท่านกัยชะรี ได้กล่าวในหนังสือ “ริซาอิล” ว่า “การสลายตัวตน คือ การดับสูญสิ้นของสิ่งที่บาปทั้งหลาย” (หนังสือ อัรบะอะ ริซาอิล ฟิตตะเซาวุฟ หน้าที่ ๕๙) และท่านคอเจะ นะศีรุดดีน ตูซี ได้อธิบายเกี่ยวกับ การสลายตัวตนไว้ในหนังสือ “มะนาซิลุ้ส สาอิลีน” ดังนี้ว่า “คือการละวางจากทุกอย่างนอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้าด้วยองค์ความรู้ต่อมาด้วยการปฏิเสธต่อมาด้วยสัจธรรม” (หนังสือ มะนาซิลุ้ส สาอิลีน หน้าที่ ๑๒๗) ท่านเชค อะบุลฮะซัน ฮัจวีรี อธิบายไว้ซึ่งสามารชี้ถึงทัศนะเฉพาะเกี่ยวกับการสลายตัวตนได้ ท่านกล่าวว่า “การสลายตัวตน คือ การสูญสลายจากเจตนารมณ์ของบ่าวสู่เจตนารมณ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า มิใช่การสูญสิ้นสภาวะการดำรงอยู่ของบ่าวสู่สภาวะการดำรงอยู่แห่งพระผู้เป็นเจ้า” (ตอฮา อับดลบากี ซุรูร ,หนังสืออัชชุอะรอนี วัตตะเซาวุฟ อิสลามี หน้าที่ ๘๖) ส่วนท่านเชคอับดุลกอดิร กีลานี มองเรื่องนี้อีกมุมหนึ่งท่านอธิบายว่า “การสลายตัวตน คือ…บรรลุสู่สภาวะการดำรงอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวเหมือนดั่งที่พระองค์เคยเป็นอยู่ก่อนที่พระองค์จะสร้างสรรพสิ่ง” ท่านอัฏฏอร ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “การสลายตัวตนตามทัศนะของตะเซาวุฟ คือ การตัดขาดของมนุษย์จากคุณสมบัติของมนุษย์และอารมณ์ใฝ่ต่ำและเจตนารมณ์เฉพาะของเขา แล้วทุกความคิดของเขาและการปฏิบัติของเขาเพื่อพระองค์และโดยพระองค์” (อัตตะเซาวุฟ วะ ฟะรีดุดดีน อัลอัฏฏอร หน้าที่ ๑๑๒) ท่านมุฮยิดดีน บิน อะระบี ก็เช่นเดียวกันได้อธิบายคำจำกัดความของ การสลายตัวตนไว้ในหนังสือ ฟุตุฮาตของท่านว่า “การสลายตัวตน คือ การสูญสลายความคิดเห็นของบ่าวเกี่ยวกับการปฏิบัติของเขาโดยดำเนินการสิ่งนั้นเพื่ออัลลอฮ์ มันคล้ายกับการคงอยู่” (อัลฟุตุฮาต อัลมักกียะฮ์ เล่มที่ ๒ หน้าที่ ๑๓๓) ในช่วงต่อไปเราจะนำเสนอการอรรถาธิบายของอิบนิอะระบีกับทัศนะแบบญาณวิทยาเกี่ยวกับการให้คำจำกัดความต่อการสลายตัวตนว่ามีความสอดคล้องกันอยู่ คะมาลุดดีน กอชอนี ได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้เช่นกันว่า “การสลายตัวตน คือ การสูญสิ้นหายไปและละวาง” (หนังสือ ลิฏออิฟิ้ล เอิยะลาม ฟี อิชาราต อะฮ์ลิล อิลฮาม หน้าที่ ๔๖๗) เชคดะวูด กัยศะรี กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ท่านอธิบายว่า “เป้าหมายของการสลายตัวตนมิใช่…หมายถึงการดับสูญอย่างแท้จริงของบ่าว ทว่า เป้าหมายจากมันคือ การสูญสลายจากแง่มุมของความเป็นมนุษย์สู่แง่มุมของความเป็นพระผู้เป็นเจ้า” (เชค ฮะกีม อัตติรมีซี, หนังสือคัตมุ้ลเอาลิยา, หน้าที่๔๙๑) จากหนังสือคัตมุ้ลเอาลิยาคำจำกัดความหนึ่งได้รายงานจากท่านซัยยิด ฮัยดัร ออมุลี ว่า “การสลายตัวตน ก็คือ การสูญสลายในเชิงภาษาของอิรฟานไม่ใช่ในโลกของความเป็นจริง หากเป็นเช่นนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้” (หนังสือคัตมุ้ลเอาลิยา หน้าที่๕๐๓) ทัศนะนี้มีความสอดคล้องกับทัศนะที่อธิบายเชิงญาณวิทยาเกี่ยวกับเรื่องการสลายตัวตน แต่ว่าคำจำกัดความของท่านญุรญินีจากหนังสือตะรีฟาตมีความสอดคล้องกับทัศนะที่อธิบายเชิงจริยะศาสตร์มากกว่า ท่านนำเสนอดังนี้ว่า “การสลายตัวตน คือ การยับยั้งตนเองจากคุณลักษณะที่น่ารังเกียจเหมือนดั่งที่การคงอยู่คือการธัมรงรักษาไว้ซึ่งคุณลักษณะที่น่าสรรเสริญ” (หนังสืออัตตะรีฟาต หน้าที่ ๑๗๖) เช่นเดียวกันคำจำกัดความของท่านอับดุลคะรีม ญับลี จากหนังสือ อัลอินซาน อัลคามิล เป็นทัศนะที่ใกล้เคียงกับทัศนะที่อธิบายเชิงญาณวิทยามากกว่า ท่านอธิบายว่า “การสลายตัวตน ตามความหมายทางวิชาการเฉพาะกลุ่ม หมายถึง การสูญสิ้นจากความรู้สึกของบุคคลหนึ่งโดยตัวเขาเองมิใช่จากสิ่งอื่นอันมาจากจากความจำเป็นต่างๆของมัน” (หนังสือ อัลอินซานุ้ลคามิล เล่มที่ ๑ หน้าที่ ๔๙)
เมื่อพินิจพิจารณาให้ดีจะพบว่า แม้ว่าจากการอรรถาธิบายทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นมีการชี้แจงถึงการปฏิเสธต่อสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ภาวะของพระผู้เป็นเจ้า แต่ว่าอะไรคือสารัตถะที่แท้จริงของการสลายตัวตน? ประเด็นนี้ส่วนใหญ่ไม่มีความชัดเจน ในขณะที่สามารถนำการอรรถาธิบายและคำจำกัดความเหล่านี้ของบรรดาอาริฟทั้งหลายไปพิจารณาวิเคราะห์เชิงปรัชญาจึงจะได้รับทัศนะเฉพาะในการอธิบายสาระที่แท้จริงของการสลายตัวตนสู่พระผู้เป็นเจ้า แม้ว่าภายหลังจะชี้ให้เห็นว่า สามารถมองการสลายตัวตนสู่พระผู้เป็นเจ้าว่ามีสภาพหลายระดับขั้นซึ่งแต่ละขั้นเหล่านั้นวางอยู่บนพื้นฐานทัศนะเฉพาะและเป็นเอกลักษณ์แยกจากทัศนะอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการสลายตัวตน อย่างไรก็ตาม ส่วนนี้ของข้อเขียนเราจะพยายามเพื่อที่จะเข้าใกล้เคียงสาระที่แท้จริงของฐานะภาพและตำแหน่งอันนี้ในการจาริกทางจิตวิญญาณของบรรดาอาริฟ โดยการเข้าไปพิจารนาวิเคราะห์ทัศนะทั้งหลายของบรรดาผู้ที่อรรถาธิบายเกี่ยวกับการสลายตัวตนสู่พระผู้เป็นเจ้า
ง. ทัศนะต่างๆในการให้คำจำกัดความเกี่ยวกับการสลายตัวตนสู่พระผู้เป็นเจ้า
สิ่งที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้นเป็นการอธิบายในแง่มุมทางปรากฏการณ์วิทยาของการสลายตัวตนในอิรฟาน นั่นก็คือ การสลายตัวตนในลักษณะที่บรรดาอาริฟได้ลิ้มรสมภาวะอันเป็นทิพย์จากประสบการณ์และจากสภาพของตัวเขาเอง แต่ตอนนี้คำถามยังคงมีอยู่ว่า จะนำเสนอการอธิบายประสบการณ์เหล่านี้ได้อย่างไรให้สอดคล้องกับสติปัญญา? เพื่อจะค้นหาคำตอบเหล่านี้สามารถที่จะศึกษาค้นคว้าได้จากการอธิบายทั้งหลายในหนังสือของเจ้าของทัศนะ ส่วนทัศนะของผู้เรียบเรียงสมารถที่จะแบ่งแนวความคิดทั้งหมดได้เป็นห้ากลุ่มกว้างๆ ทว่า ก่อนที่เราจะเข้าสู่การพูดคุยถึงเรื่องแนวความคิดเหล่านี้ถือว่าเป็นการดีกว่าที่เราถกถึงข้อโต้แย้งพื้นฐานที่เกี่ยวพันกับการสลายตัวตน คิดว่า หากบรรดาอาริฟแอบอิงอยู่กับภาษาทางศาสนาอันเป็นความสัมพันธ์ขั้นสูงสุดกับพระผู้เป็นเจ้าที่ใช้เรียกกันทั่วไปอย่างเช่น ความใกล้ชิด ความเป็นบ่าว และ ฯลฯ แน่นอน จะไม่เกิดปัญหาเฉพาะและข้อสงสัยใดๆขึ้นอย่างน้อยปัญหาด้านเทวะวิทยา-ปรัชญาก็จะไม่มี แต่เมื่อถึงขั้นสูงสุดของความสัมพันธ์กับพระผู้เป็นเจ้าพวกเขาใช้ศัพท์ การสลายตัวตน ซึ่งเป็นศัพท์ที่ในเชิงภาษาและความเข้าใจของบุคคลทั่วไปจะมีความหมายการดับสูญ,การสูญสิ้น,ความไม่มีและการสูญสลายอยู่ด้วย การยอมรับทัศนะนี้ไม่ว่างเว้นต่อปัญหาความไม่ถูกต้อง เพราะว่า หากว่าความเป็นจริงแล้วสำหรับผู้อุทิศตนในระดับขั้นสูงสุดของการจาริกตัวเองสู่พระผู้เป็นเจ้าคือเปลี่ยนไปสู่ความเป็นศูนย์ ความว่างเปล่า การดับสูญ เหตุผลที่หนึ่ง แน่นอนสิ่งนี้มิได้นับเป็นความสมบูรณ์ที่บรรดาผู้อุทิศตนจะนำพาตัวเองผ่านขั้นตอนต่างๆไปเพื่อบรรลุสู่ที่นั่นด้วยความยากลำบาก ความอดทน ความเพียรพยายามอย่างหนักต่อการปฏิบัติฝึกฝนอบรมทางด้านจิตวิญญาณ และเหตุผลที่สอง การกลับมาอีกของผู้อุทิศตนจากสภาพความเป็นศูนย์หรือการสูญสลายไปสู่สภาวะ “การคงอยู่หลังจากการสูญสลาย” ไม่สามารถที่จะมีความหมายที่เข้ากับปัญญาได้ นอกเหนือจากนี้ ตามการรายงานของบรรดาอาริฟเกี่ยวกับขั้นและตำแหน่งการสลายตัวตนมิใช่แค่เพียงการสูญสลายตัวตนสู่ภาวะแห่งพระผู้เป็นเจ้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังประจักษ์แจ้งต่อการสูญสลายจากสิ่งที่นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้าซึ่งหากเป็นในทำนองเช่นนี้การสมมุติฐานการดับสูญของโลกความเป็นจริงภายนอกในขณะช่วงสลายตัวตนของผู้อุทิศตนเป็นสมมุติฐานที่โมฆะอย่างชัดแจ้ง เพราะว่า แม้ว่าผู้อุทิศตนจะยืนกรานต่อสิ่งที่นอกเหนือจากพระผู้เป็นเจ้าว่าสูญสลาย แต่มนุษย์คนอื่นๆก็ยังยืนยันต่อการคงอยู่และการดำรงอยู่ของโลกภายนอกเองก็เป็นหลักฐานยืนยันอันชัดแจ้งอยู่แล้วด้วย ผลลัพก็คือว่า การรวมการอธิบายของบรรดาอาริฟเกี่ยวกับสภาวะการสลายตัวตนเข้ากับความหมายที่แท้จริงของศัพท์ เช่น ความไม่มี การสูญสลาย การสูญสิ้นและการดับสูญ หรือแม้กระทั่ง ความตาย แน่นอนเป็นการให้คำจำกัดความที่ไม่ถูกต้องจากภาวะอันเป็นทิพย์ที่ได้รับมาจากการประจักษ์แจ้งของพวกเขา







