INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

อิสลาโมโฟเบีย : โรคเกลียดกลัวอิสลามกับการเยียวยา สงครามศักสิทธิ์กับมายาคติความรุนแรงในศาสนา ตอนที่ 3

อิสลาโมโฟเบีย : โรคเกลียดกลัวอิสลามกับการเยียวยา สงครามศักสิทธิ์กับมายาคติความรุนแรงในศาสนา ตอนที่ 3

 

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

ศูนย์อิสลามศึกษา วทส.

 

 สงครามศักสิทธิ์กับมายาคติความรุนแรงในศาสนา

ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาที่ได้รับวิวรณ์(วะฮ์ยู)จากพระผู้เป็นเจ้า  และทุกๆบทบัญญัติล้วนมีหลักปรัชญา(ฮิกมะฮฺ)ของการบัญชาใช้และบัญชาห้าม  และในเรื่องสงครามศักดิ์สิทธิ์(ญิฮาด) ก็เป็นอีกบทบัญญัติหนึ่งทางศาสนาอิสลาม  แต่ในปัจจุบันกลายเป็นเนื้อหาที่ถูกทำให้เข้าใจที่ผิดไปจากเจตนารมณ์เดิม  นั่นหมายความว่า สงคราม กับสงครามศักดิ์สิทธิ์ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งเดียวกัน  และผ่านบริบทที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความขัดแย้งระหว่างมุสลิมกับไม่ใช่มุสลิม  หรือผ่านประวัติศาสตร์แห่งการเข่นฆ่าและการทำลายระหว่างกันและกัน  ทำให้การมองในเรื่องญิฮาด หรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาอิสลาม เป็นหลักการหนึ่งที่สนับสนุนความรุนแรงและความสุดโต่งในศาสนา จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในเรื่องนี้

หรือมีการกล่าวถึงประวัติศาสตร์ของอาณาจักรมุสลิมในอดีต ทีมีการปฏิบัติต่อเพื่อนบ้านหรือต่อนานาประเทศอย่างไร้มนุษยธรรม  จนทำให้การกระทำที่รุนแรงและสุดโต่งของกลุ่มมุสลิมหรือบางรัฐทางการเมือง ถูกตีตราว่า เป็นการกระทำในนามของศาสนา  หรือถูกตีความว่า เป็นหลักคำสอนทางศาสนา

คำถามเกิดขึ้นว่า ถ้าศาสนาอิสลามไม่นิยมในความรุนแรง  แล้วทำไม่จึงมีบทบัญญัติว่าด้วยเรื่อง”ญิฮาด” สงครามศาสนาอยู่ด้วย? และการหลั่งเลือด การเข่นฆ่าระหว่างมุสลิมกับไม่ใช่มุสลิมได้เกิดขึ้นมาหลายเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จะมีคำตอบอย่างไร?  ในขณะที่ดูเหมือนว่า ในทุกๆเหตุการณ์ของการนองเลือดนั้น มีผู้รุกรานและผู้ถูกรุกราน  และมีฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายปกป้อง อีกฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายผู้รุกราน และเป็นนักค้าสงคราม  หรือจริงๆแล้วความรุนแรงและสงครามนั้น เป็นพฤติกรรมของผู้รุกรานที่ได้เริ่มต้น?

หรือมีเหตุผลอื่นๆที่มาสนับสนุนหรือหักล้างในเรื่องการก่อสงครามในศาสนา ที่ดูเหมือนว่าแต่ละฝ่ายจะอ้างว่า ฝ่ายของตนเป็นฝ่ายถูกและอีกฝ่ายเป็นฝ่ายผิด  และในการวิเคราะห์เชิงตรรกะก็สามารถมาสังเคราะห์ในกระบวนการคิดได้ว่า คือ การก่อสงคราม ทั้งสองฝ่ายผิดทั้งคู่    หรือ ทั้งสองฝ่ายถูกทั้งคู่  หรือ ฝ่ายหนึ่งถูก อีกฝ่ายหนึ่งผิด?    ได้มีนักกวีชื่อดังของอิหร่าน เป็นนักซูฟี นิยมในความเป็นนักรหัสยะนัย(ตะซัววุฟ  ว่า อีรฟาน)  เมาลานา ญาลาลุดดีน  รูมี ได้กล่าวถึงเรื่อง สงครามไว้ว่า

“ดูกร ฉันเป็นคนไม่มีอะไรกับศาสนา  ไม่มีศาสนาใดที่น่าเชื่อถือสำหรับฉัน

เพราะเมื่อเกิดศาสนาใหม่ๆ ขึ้น  ก็จะมาพร้อมกับความขัดแย้ง

ความอาฆาตการเป็นศัตรูกันเพิ่มมากขึ้น สงครามศาสนาเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หลั่งเลือดกันนองแผ่นดิน

    ในนามของ ศาสนาไม่มีทั้งมุสลิม เทเรซ่าและยิว มีแต่สติปัญญาเท่านั้นที่ต้องใช้

สติปัญญาบอกว่าความสุขที่ยิ่งใหญ่ คือการอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับผู้อื่น

      แต่ศาสนาบอกว่านั่นเลือดบรรดาผู้ปฏิเสธ หากได้หลั่งเลือดย่อมมีรางวัลที่ยิ่งใหญ่

หากไตร่ตรองดูแล้วเขาก็คือมนุษย์ เหตุใดเล่าจึงกล่าวว่า หลั่งเลือดได้ ด้วยเหตุนี้ทำให้ฉันเป็นคนไม่มีศาสนา เพื่อจะได้ไม่หลั่งเลือดกันและกัน เจ้าก็เช่นกันโอ้ลูกรัก จงใช้สติปัญญา

จงเป็นมิตรกับผู้คนบนโลกใบนี้  นั่นแหละคือศาสนาที่ดีที่สุด”

อะไรคือ จุดมุ่งหมายของสงครามที่อยู่ภายใต้มายาคตินี้   จนทำให้มายาคล้ายกับความจริง แต่มันไม่ใช่ความจริงแท้ มายามันถูกปรุงแต่งด้วยกับการจินตนาการ  มันเป็นภาพลวงตา  ไม่ใช่สารัตถะธรรมแห่งความจริงแท้  ดังนั้นสงครามภายใต้ภาพลวงตาและเป็นมายาแห่งการเชื่อว่าคือการสร้างสันติภาพ  แต่ทว่าที่ทำลงไป เพื่อความอยากและความต้องการอะไรบางอย่าง ที่เป็นผลประโยชน์ หรือเพื่อให้บรรลุอุดมการณ์และความทะเยอทะยานทางด้านโลกียะ  จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญของการก่อสงครามและการนองเลือด  ที่มาจาก ความหลุ่มหลงในโลกียะ และพร้อมกับความหยิ่งทะนงและต้องการได้อำนาจและการครอบครองของอาณาจักร.

คําว่า ญิฮาด มาจากภาษาอาหรับ ซึ่งหมายถึง “ดิ้นรนหรือพยายาม” เป็นคำที่ใช้อยู่บ่อยครั้งในตำราดั้งเดิม ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าต่อสู้ ในที่นี้จึงรวมทั้ง “การต่อสู้” ที่ถูกอ้างถึงในวลีของอัล-กุรอานอยู่เสมอว่าเป็นการ “ต่อสู้ในหนทางของพระเจ้า” และหลายครั้งได้รับการตีความว่าหมายถึงการต่อสู้ทางศีลธรรมและทางอาวุธ(ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม IALAMOPHOBIA เรียนรู้ ลบเลือนความหวาดระแวง)

ญิฮาด (อาหรับ: جهاد‎ อังกฤษ: Jihad) มาจากคำกริยา ญะฮะดะ ในภาษาอาหรับหมายถึง การดิ้นรนต่อสู้หรือความพยายาม ในทางศาสนาหมายถึง ความพยายามที่จะเพิ่มศรัทธาในพระเจ้ารวมทั้งการทำความดี การเผยแพร่ศาสนา ผู้ทำการญิฮาดเรียกว่ามุญาฮิด พหูพจน์เรียกว่ามุญาฮิดีน (วิกีพีเดีย หมวดคำว่า ญิฮาด)

ในตอนปลายของศตวรรษที่ 20 และ 21 คำว่าญิฮาดถูกนำมาใช้โดยขบวนการผู้ต่อต้าน ผู้ปลดปล่อยและผู้ก่อการร้ายเหมือนๆ กันเพื่อหาความชอบธรรมให้แก่ภารกิจและแรงผลักดันของพวกเขา คำว่าญิฮาด จึงหมายถึงความรุนแรงที่แสดงโดยชาวมุสลิมเพื่อต่อต้านรัฐบาลที่ใช้อำนาจสิทธิขาดและโลกที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรมตะวันตก

ท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ได้ย้ำในเรื่อง “ญิฮาดใหญ่” (Greater Jihad) ซึ่งรวมไปถึงการขัดเกลาจิตใจ ส่วนญิฮาดเล็ก (Lesser Jihad) เป็นแรงบันดาลทางด้านจิตวิญญาณ ซึ่งครั้งหนึ่งทำให้กองทัพมุสลิมเข้าพิชิตอาณาจักร และสามารถปกป้องสถานศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาได้( ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม IALAMOPHOBIA เรียนรู้ ลบเลือนความหวาดระแวง)

นักวิชาการมุสลิมได้แบ่งญิฮาดออกเป็น 3 ประการคือ 1.ญิฮาดต่อกิเลสตัณหาของตัวเอง 2.ญิฮาดต่อสิ่งชั่วร้ายภายนอก 3.ญิฮาดต่อศัตรูที่มองเห็นได้

ส่วนพวกซูฟี (รหัสยนัยหรือประสบการณ์ทางจิต) ได้แบ่งญิฮาดออกเป็น 1.ญิฮาดเล็ก คือการต่อสู้กับศัตรู และ 2.ญิฮาดใหญ่ คือการทำตามคำบัญชาของพระเจ้า การทำความดี ฯลฯ ดังเช่นที่ท่านศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) กล่าวว่า การไปทำฮัจญ์ก็คือการญิฮาดที่สูงสุดอย่างหนึ่ง( ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม IALAMOPHOBIA เรียนรู้ ลบเลือนความหวาดระแวง)

ท่านไม่ได้หมายถึงว่าการไปทำฮัจญ์อันเป็นหลักปฏิบัติอย่างหนึ่งของชาวมุสลิมก็คือการไปต่อสู้กับผู้ใดและเมื่อท่านกลับมาจากการต่อสู้กับศัตรูท่านก็จะกล่าวว่า เรากลับจากญิฮาดเล็กมาสู่ญิฮาดใหญ่ ซึ่งหมายถึงกลับมาจากการต่อสู้กับศัตรู (ในหนทางของพระเจ้า) มาสู่การเอาชนะกิเลสตัณหาในตัวเราเองหรือการทำความดี ฯลฯ และญิฮาดนั้นทำได้ 3 อย่างคือด้วยหัวใจ (ทางความศรัทธาและทางความคิด) ด้วยลิ้น (ทางวาจา) และด้วยมือ (ทางการกระทำ)( ศ.ดร.จรัญ มะลูลีม IALAMOPHOBIA เรียนรู้ ลบเลือนความหวาดระแวง)

คำถามหลักในประเด็นความรุนแรง คือ ต้นตอของสงคราม และความขัดแย้ง มาจากคำสอนของศาสนาใช่หรือไม่ ? หรือ ต้นตอของสงคราม และความขัดแย้ง มาจากการอรรธถาธิบาย และการตีความที่ไม่ถูกต้องของคนในศาสนา ไม่ว่า จะเจตนา หรือ เพราะความเขลา ? มีผู้นับถือศาสนา ที่ใช้ศาสนา เป็นเป้าหมาย ในการแสวงหาผลประโยชน์ อำนาจ หรือ ความร่ำรวยหรือไม่ ?

จากการทบทวนและศึกษาประวัติศาสตร์อย่างเจาะลึก ชี้ให้เห็นว่า หลักธรรมคำสอน และ ปรัชญา ของศาสนา ไม่ได้สอนให้ มนุษย์กดขี่ หรือ รังแก ผู้อื่น และทุกๆศาสนาก็เป็นเช่นนั้น ประโยคสั้นๆที่ พี่น้องชาวไทยต่างก็เคยได้ยินกันเเล้วคือ “ทุกศาสนาสอนให้คนเป็นคนดี” (www.abnewstoday.com :ศาสนากับความรุนแรง)

หลักธรรมคำสอนของศาสนามีจุดประสงค์เพื่อชี้นำมนุษย์ไปสู่ความสำเร็จทั้งในโลกนี้ และ โลกหน้า และ ช่วยเหลือ พวกเขาให้รอดพ้นจากความอันตรายต่างๆ ทั้งทางวัตถุ และจิตวิญญาณ มันจึงไม่ถูกต้องหากจะกล่าวอ้างว่า ศาสนาสอนให้กดขี่ผู้อื่น หรือขมเหงรังแกต่อผู้ใด และนอกจากนี้ เราจะเห็นว่า จากคำสอนของศาสนาเอง ตัวบทคำสอน ของศาสนา ยังต่อต้าน ห้ามปราม และยับยั้ง การกระทำใดก็ตาม ที่จะก่อให้เกิดเมล็ดพันธ์แห่งการกดขี่ หรือ ความขัดแย้ง และการเข่นฆ่า(www.abnewstoday.com :ศาสนากับความรุนแรง)

ศาสนายังสอนและเน้นย้ำให้มนุษย์ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างสันติ สอนให้ประนีประนอม เชื่อมมิตรภาพต่อกัน,เรียงร้องความยุติธรรมสู้สังคม(www.abnewstoday.com :ศาสนากับความรุนแรง)

ดังนั้นเมื่อเพ่งพินิจต่อคำนิยาม และการวิเคราะห์ในเรื่องสงครามและประเด็นเรื่องญิฮาด ทำให้เห็นถึงข้อเท็จจริงบางประการที่ถูกซ่อนและถูกปกปิดอยู่ นั่นก็คือว่า การสงครามและการก่อสงคราม มันชั่งสวนทางกับสันติภาพ  เพราะสันติภาพ ต่อต้านการก่อสงคราม  และอันเนื่องจากกรอบแนวคิดในอิสลามและหลักธรรมคำสอนของอิสลาม ถือว่าการสงครามจะไม่ถูกเริ่มต้นขึ้นก่อน เว้นเสียแต่ได้ถูกรุกรานหรือละเมิด ส่วนประเด็นเรื่องการป้องกันตัวเองหรือการปกป้องตัวเองต่างหากที่ในอิสลามได้มีการพูดถึงและพูดคุยกันอย่างกว้างขวาง โดยทั้งสองนั้นมีความต่างกัน ซึ่งการป้องกันตัวเองไม่ได้อยู่ในกระแสของการนิยมความรุนแรง เพราะการปกป้องตนเองเป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นหลักอันชอบธรรมที่ภายใต้จิตสำนึกของมนุษย์ถ้าเกิดภาวะการรุกรานอย่างไม่เป็นธรรม

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com