อิหร่านศึกษา : การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และ นวัตกรรม ตอนที่๓
อิหร่านศึกษา : การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และ นวัตกรรม ตอนที่๓
ดร.ประเสริฐ สุขศาส์นกวิน
ศูนย์อิหร่านศึกษาและภาษาเปอร์เซีย วทส.
วัฒนธรรมและอู่อารยธรรมแห่งเปอร์เซีย
ดินแดนอิหร่านหรือเปอร์เซียที่รู้จักกัน เคยเป็นส่วนหนึ่งของดินแดนเมโสโปเตเมีย มีวัฒนธรรมที่สืบต่อกันมาจากการเป็นมนุษย์ในยุคหาของป่า ล่าสัตว์จนกระทั่งตั้งถิ่นฐาน รู้จักทำกสิกรรม เช่นเลี้ยงวัว แพะ แกะ เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว และมนุษย์ในยุคนั้นรู้จักการปลูกธัญพืช เช่น ถั่วชนิดต่างๆ ข้าวสาลี ข้าวบาเล่ อีกทั้งมีการพัฒนาทางด้านการเป็นอยู่มากกว่าชาติพันธ์อื่นๆและยังถือว่าเป็นกลุ่มชนที่สามารถสร้างอารยธรรมเป็นของตนเอง(อิหร่าน ภูมิลักษณ์ ประชาชน และวัฒนธรรม หน้า๑๗)
วัฒนธรรมเปอร์เซีย ได้ถูกหล่อหลอมและฟูมฟักผ่านปัจจัยสองประการสำคัญ คือ หนึ่งศาสนา สอง ภาษาเปอร์เซีย(ฟาร์ซี) ดังนั้นจะเห็นว่าชาวอิหร่านโบราณได้ยึดมั่นอยู่กับหลักศาสนา ถึงแม้ว่าจะบันทึกไว้ว่าดินแดนแห่งเปอร์เซียมีความหลายหลายทางศาสนาและทางความเชื่ออยู่ก็ และเดิมทีในอิหร่านโบราณหรือเปอร์เซียมีศาสนาต่าง ๆ อยู่มากมายและมีลัทธิทางความเชื่อหลากหลายที่แตกต่างกัน แม้ว่าไม่อาจที่จะประเมินออกมาเป็นเปอร์เซ็นได้ก็ตาม แต่ที่แน่นอนก็คือผู้นับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ที่เป็นศาสนาทางการของประเทศอิหร่านในอดีตสมัยและมีรายงานว่ามีประชาชนจำนวนมากกว่าผู้นับถือศาสนาอื่น ๆ
ได้มีข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับความเชื่อของยิวในอิหร่าน แต่ตามกฎแล้วพวกเขาก็เหมือนกับยิวในที่อื่นที่ปฏิบัติตามคัมภีร์โตราห์และตัลมูด ไม่ว่าความเชื่อของพวกเขาจะเป็นเช่นไร พวกเขาก็เป็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งชี้ให้เห็นว่าพวกเขาไม่มีบทบาททางด้านศาสนาและด้านการเมืองในสังคมอิหร่านมากเท่าไหร่ในอดีต แต่คริสตศาสนามีบทบาทมากกว่า เหมือนอย่างที่เราทราบกันว่า คริสตศษสนาเป็นศาสนาตรีเอกานุภาพ ( Trinity) และได้เผยแผ่ในการเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์(นบีอีซา) แต่ทว่าอย่างไรก็ตามคริสตศาสนาก็ยังเป็นชนกลุ่มน้อยในอิหร่าน และต่อมาศาสนาอิสลามจะยิ่งเป็นชนกลุ่มน้อยขึ้นไปเสียอีกเพราะก่อนการพิชิตของคอลีฟะฮ์อิสลามยังดินแดนเปอร์เซีย ไม่มีอิสลามอยู่เลย แต่ชาวอิหร่านส่วนมากนับถือศาสนาโซโรอัสเตอร์ ส่วนศาสนามานีและมัซดะกีนั้นจะมีหลักความเชื่อที่คล้ายกับศาสนาโซโรอัสเตอร์
ศาสนาโซโรอัสเตอร์ที่เกิดขึ้นในระยะเวลาใกล้ ๆ กับศาสนาอิสลาม และศาสนามานี ศาสนามัซดะกี มีความเชื่อเกี่ยวพระเจ้าและการเคารพบูชาอย่างไร? พวกเขาเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียวหรือไม่? หรือเป็นอเทวนิยม หรือทวิภาพนิยม (Binitarianism)? ไม่ต้องสงสัยเลยว่าศาสนาโซโรอัสเตอร์ที่เกิดขึ้นใกล้ ๆ กับศาสนาอิสลาม และศาสนามานี อีกทั้งศาสนามัซดะกีนั้น เป็นศาสนาประเภททวิภาพนิยม และความเป็นทวิภาพนิยมนี้ก็ยังคงถูกเก็บรักษาไว้กระทั่งยุคภายหลังจากการเกิดขึ้นของศาสนาอิสลาม พวกเขาได้ถกกับบรรดาผู้รู้ของศาสนาอิสลามเกี่ยวกับเรื่องนี้ และพยายามที่จะปกป้องความเชื่อนี้ ต่อมาประมาณช่วงกลางศตวรรษล่าสุดนี้ที่ศาสนาโซโรอัสเตอร์ประกาศความเป็นเอกภาพนิยม (Unitarianism) โดยปฏิเสธอดีตของตนอย่างสิ้นเชิงและปัจจุบันพวกเขามีลักษณะความเชื่อในความเป็นเอกเทวนิยม
ทว่าถือเป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ที่ดีของศาสนาโซโรอัสเตอร์ที่ปฏิเสธความงมงายเรื่องทวิเอกภาพนิยม แล้วหันมาเคารพภักดีต่อพระเจ้าองค์เดียว แต่ผลที่ตามมาของการเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียวคือความถูกต้องและห่างไกลจากความเป็นผู้ปฏิเสธพระเจ้า นอกจากนั้นแล้วเป็นการไม่คู่ควรสำหรับผู้คนที่ประกาศความเป็นเอกภาพนิยมและเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียว จะเห็นได้ว่ามุสลิมในยุคต้นส่วนใหญ่ปฏิบัติต่อชาวโซโรอัสเตอร์เช่นเดียวกับที่ปฏิบัติต่อชาวคัมภีร์ กล่าวคือเคยอ้างกันว่าศาสนานี้เดิมทีเป็นศาสนาเอกเทวนิยมและเป็นศาสนาแห่งพระเจ้า ในยุคต่อมาเกิดการบิดเบือนขึ้นในศาสนาโซโรอัสเตอร์ว่าเป็นศาสนาทวิภาพนิยม
ความเชื่อของชาวอารายันก่อนซาราธุสตรา
ชาวอารายันยุคโบราณเชื่อและบูชาธรรมชาติในลักษณะทวิเอกภาพนิยม กล่าวคือ พวกเขาบูชาธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ให้คุณหรือให้โทษ เช่น บูชาดิน น้ำ ไฟ ฝน และอื่น ๆ อีกด้านหนึ่งก็บูชา ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า สัตว์ดุร้ายและอื่น ๆ จะบูชาสิ่งที่พวกเขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ให้คุณแก่พวกเขา และบูชาสิ่งที่เลวร้ายเพื่อขอให้ปลอดภัยจากสิ่งเหล่านั้น ดูเหมือนว่าในยุคนี้พวกเขาจะเชื่อเหมือนกับว่าธรรมชาติมีจิตวิญญาณ มีความคิดและความรู้สึก อย่างไรก็ตามสาเหตุทางธรรมชาติที่พวกเขาเคยบูชาในยุคนี้มีสองลักษณะคือ สาเหตุที่นำมาซึ่งความดีงาม และสาเหตุที่นำมาซึ่งความชั่วร้าย พวกเขาจะบูชาสิ่งที่นำมาซึ่งความดีงามเพราะความมุ่งหวัง และจะบูชาสิ่งที่นำมาซึ่งความชั่วร้ายเพราะความกลัว จริง ๆ แล้วก็เป็นการบูชาพระเจ้าสององค์นั่นเอง
ในยุคต่อมาก็เชื่อในพระเจ้าของธรรมชาติแต่ละประเภท เช่น บูชาพระเจ้าแห่งไฟ พระเจ้าแห่งสายลม พระเจ้าแห่งสายฝน พระเจ้าแห่งฟ้าร้อง และอื่น ๆ ในยุคนี้พระเจ้าที่พวกเขาจินตภาพว่ามีวิญญาณ มีสองลักษณะคือ พระเจ้าแห่งความดี และพระเจ้าแห่งความชั่ว หรือวิญญาณแห่งความดี และวิญญาณแห่งความชั่ว กล่าวคือในยุคนี้ชาวอารายันก็บูชาพระเจ้าสององค์
ทวิเอกภาพนิยม คือ การมีความเชื่อในสองปฐมเหตุแห่งความดีและความชั่ว เป็นความเชื่อที่มีมานานแล้วในความคิดของชาวอารายัน จริง ๆ แล้วความคิดที่สำคัญที่สุดของชาวอารายันยุคโบราณก็คือ สิ่งที่เป็นความดีและสิ่งที่เป็นความชั่ว

การปฏิรูปศาสนาของซาราธุสตรา
ก่อนที่เราจะถกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ก็จะขอเกริ่นว่า ยังเรื่องมากมายที่ยังไม่รู้เกี่ยวกับซาราธุสตรา ศาสดาของศาสนาโซโรอัสเตอร์ และคัมภีร์อเวสตา ซึ่งเป็นคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ เช่น ซาราธุสตรา เป็นบุคคลในตำนานเหมือนรุสตัมกับอิสฟันดิยาร หรือว่าเป็นบุคคลที่มีอยู่จริง หากสมมุติว่าเป็นบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศศาสตร์ เขามีชีวิตอยู่ในยุคสมัยใด?
มีความขัดแย้งกันเกี่ยวกับยุคสมัยของซาราธุสตราว่าเกิดขึ้นระหว่าง 600 – 1000 ปี ก่อนจะเกิดพระเยซู เขามีชีวิตอยู่ในยุคกษัตริย์องค์ใด? จริงหรือไม่ที่เขามีชีวิตอยู่ในยุคของ Vishtaspa?
เขาประสูติที่ไหน? ที่อาเซอร์ไบจาน ที่บัลค์ ที่ฟอร์ส ที่เรย์ ที่คะวอรซัม ที่มะโร ที่ฮะรอต หรือแม้กระทั่งที่ปาเลสไตน์? เขาปรากฏตัวที่ไหน? คำถามต่าง ๆ นี้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจในด้านประวัติศาสตร์1
แต่นักค้นคว้าส่วนใหญ่เชื่อว่าเขาเป็นบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ เชื่อว่าเกิดที่อาเซอร์ไบจาน และยุคสมัยของเขา คือ 600 ปี ก่อนพระเยซู
เกี่ยวกับคัมภีร์อเวสตะก็มีเรื่องที่ยังไม่รู้อีกมากมาย เช่น อเวสตะเป็นคัมภีร์ของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ที่เกี่ยวโยงกับท่านซาราธุสตรานั้นไม่เคยถูกประพันธ์ขึ้นมาก่อนเลยแต่รายงานสืบต่อกันมาอย่างนั้นหรือ? หรือว่าในช่วงยุคอิสลามชาวโซโรอัสเตอร์ได้เขียนคัมภีร์นี้ขึ้นเพื่อพวกเขาจะได้เป็นชาวคัมภีร์ด้วย? หรือว่ามันเคยถูกเขียนขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้ว? และเป็นรูปเล่มมาก่อนแล้ว? หากถูกเขียนมาก่อนแล้ว มันถูกเขียนขึ้นในสมัยใด?
บ้างก็เชื่อว่า คัมภีร์อเวสตะ ถูกเขียนขึ้นในยุคจักรวรรดิอคีเมนียะฮ์ และสูญหายไปในยุคที่อเล็กซานเดอร์บุก หรือไม่ก็อเล็กซานเดอร์เป็นคนเผา ทว่าเป็นที่รู้กันในหมู่นักประวัติศาสตร์บูระพา คือ อเล็กซานเดอร์เป็นคนเผาคัมภีร์อเวสตะ แต่ปัจจุบันเรื่องนี้กลับไม่เป็นมติเอกฉันท์ในหมู่นักค้นคว้า
บ้างก็กล่าวเพียงว่า เมื่ออเล็กซานเดอร์บุกทำให้คัมภีร์อเวสตะกระจัดกระจายและถูกรวบรวมขึ้นใหม่อีกครั้งในยุคจักรพรรดิParthian Empire แต่เป็นที่รู้กันว่าในช่วงต้นของจักรวรรดิแซสซานิด คัมภีร์อเวสตะยังไม่ถูกเขียนขึ้น และArdeshir ซึ่งเป็นนักบวชของศาสนาโซโรอัสเตอร์ ได้สั่งให้ทำการเรียบเรียงขึ้น แต่ไม่รู้แน่ชัดว่าเขาเรียบเรียงขึ้นตามฉบับไหนอย่างไร คัมภีร์อเวสตะแซสซานิดมีความเหมือนและความต่างกับคัมภีร์อเวสตะเดิมแค่ไหนอย่างไร? ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัด สิ่งที่รู้กันก็คือมีความแตกต่างกันมากทีเดียว และก็ไม่รู้ด้วยเช่นกันว่า เหตุใดคัมภีร์อเวสตะแซสซานิดจึงไม่หลงเหลืออยู่และมีหลงเหลืออยู่เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น
หนึ่งในการปฏิรูปของซาราธุสตรานั่นก็คือ สั่งห้ามการบูชาภูตผีปีศาจ และเชิญชวนสู่การบูชาพระอหุระมาซดะเท่านั้น โดยเชื่อว่าภูตผีปีศาจเป็นสิ่งชั่วร้าย และซาราธุสตราสั่งห้ามการเชือดพลีวัวและสัตว์ทุกประเภท
การเปลี่ยนแปลงทางด้านความเชื่อของชาวอารายันหลังจากซาราธุสตรา
ไม่มีนักประวัติศาสตร์และนักค้นคว้าคนใดปฏิเสธได้ว่าความเชื่อของชาวอารายันในยุคหลัง โดยเฉพาะในยุคแซสซานิด ที่เราพูดถึงกันอยู่นี้เป็นยุคที่เสื่อมถอย สาระธรรมที่สวยงามและสูงส่งของโซโรอัสเตอร์กลายเป็นความคิดที่ไม่ดี มีความงมงายและตำนานในยุคแซสซานิดที่ผูกติดอยู่กับนักบวชของโซโรอัสเตอร์
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าศาสนาโซโรอัสเตอร์ในยุคหลัง ทั้งหลักความเชื่อ หลักปฏิบัติศาสนกิจและกฎระเบียบต่าง ๆ ดิ่งลงสู่ความเสื่อมถอย จะมีเหตุผลใดที่จะดีไปกว่า พระอหุระมาซดะ ในยุคหลังกลายเป็นเพียงรูปปั้น ตามที่เราได้กล่าวมาแล้วว่า ศาสนาโซโรอัสเตอร์เชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าไร้สรีระ พวกเขาจึงห้ามการเชือดพลี โดยกล่าวว่า พระเจ้าไม่มีเรือนร่างที่ต้องการอาหาร
อัลกุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “เนื้อของมันและเลือดของมันจะไม่ถึงอัลลอฮ์แต่อย่างใด แต่การยำเกรงของพวกเจ้าจะถึงพระองค์” แต่ในขณะเดียวกันพระองค์ก็ไม่ทรงห้ามในการให้อาหารแก่ผู้ยากไร้ “และจงให้อาหารแก่ผู้ยากจนขัดสน” (ซูเราะฮ์ฮัจญ์ โองการที่ 28)
แต่พระเจ้าในยุคแซสซานิด กลายเป็นพระเจ้าที่มีรูปร่าง มีเคราและไม้เท้า ปรากฏรูปหินสลักในยุคแซสซานิด รูปสลักหิน Naqsh-e Rajab และรูปสลักหิน Naqsh-e Rustam และ Taq Bostan ที่ พระอหุระมาซดะได้มอบมงกุฎแก่จักรพรรดิชาปูร์ ซึ่งชี้ให้เห็นว่านักบวชของชาวแซสซานิดได้สร้างรูปปั้นแก่พระอหุระมาซดะที่ชาวโซโรอัสเตอร์เชื่อว่าไม่มีรูปร่างเอาไว้
ปัจจุบันก็จะเห็นรูปวาดพระอหุระมาซดะมีเครา ไม้เท้า ไม่กระบอง ในฐานะสัญลักษณ์ที่ติดอยู่ตามป้ายองค์กรโซโรอัสเตอร์ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเสื่อมถอยทางความคิดในยุคแซสซานิด ด้านหนึ่งโซโรอัสเตอร์อ้างว่าเชื่อในเอกานุภาพ และพระอหุระมาซดะก็คืออัลลอฮ์ของชาวมุสลิม แต่อีกด้านหนึ่งก็กลับมีรูปรอยให้แก่พระอหุระมาซดะ มีมงกุฎ มีไม้เท้า กลายเป็นรูปปั้นหนึ่ง อันที่จริงแล้วสร้างความละอายแก่ชาวอิหร่าน ทั้งที่ 14 ศตวรรษมานี้ได้นำเสนอความหมายแห่งเอกานุภาพไว้ดีที่สุด กลับมีพระเจ้าที่มีรูปร่าง อีกทั้งยังยอมรับเป็นสัญลักษณ์ของชาติอีกด้วย หากไม่เรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการเสื่อมถอย แล้วความเสื่อมถอยคืออะไร? หากไม่เรียกว่าเป็นการบูชาเจว็ด? แล้วการบูชาเจว็ดในโลกวันนี้คืออะไร?
อย่างที่เราทราบกันแล้วว่ามุสลิมชาวอิหร่าน แปลคำว่า “อัลลอฮ์” ว่า “โคดอ” โดยผิวเผินแล้วเป็นคำย่อของมัน “آی” หมายถึง สิ่งที่ไม่ถูกสร้าง มุสลิมชาวอิหร่านไม่เคยแปลคำว่า “อัลลอฮ์” เป็นพระอหุระมาสดาเลย เนื่องจากคำว่า พระอหุระมาซดะ สำหรับชาวโซโรอัสเตอร์นั้นกลายเป็นสิ่งที่มีรูปรอยไปกระทั่งไม่คู่ควรที่จะใช้มาแปลคำว่า “อัลลอฮ์” ได้
และก็อย่างที่ทราบมาแล้วว่าคำต่าง ๆ เกี่ยวกับศาสนาในยุคแซสซานิดนั้นจะเกิดจากอิทธิพลทางการเมืองของแซสซานิด เบื้องต้นคำนี้อาจสื่อถึงความหมายของสิ่งบริสุทธิ์ที่ไร้เรือนร่าง แต่เมื่อค้นคว้าลึกลงไปสักนิดก็จะเห็นว่าคำนี้ก็ให้ความหมายด้านวัตถุรวมอยู่ด้วยเช่นกัน
ในยุคแซสซานิด เป็นที่รู้กันว่า ไฟ คือ บุตรีของพระเจ้า1 พระอหุระมาซดะในหลักคำสอนของโซโรอัสเตอร์คือสิ่งที่เหนือกว่าสรรพสิ่ง เป็นพระผู้สร้าง Spenta Mainyu (“วิสัยจิตก้าวหน้า”) และ Angra Mainyu (“วิสัยจิตทำลายล้าง) ที่อยู่ในแนวเดียวกับพระอหุระมาซดะ อีกด้านหนึ่งก็มีการแบ่งระดับชั้นด้วยการอ้างคัมภีร์อเวสตะว่าพระอหุระมาซดาเป็นสิ่งถูกสร้างหนึ่งที่มีชื่อว่า ซุรวาร (ห้วงเวลาไร้ที่สิ้นสุด) และบท Vendidad ภาคหนึ่งจากห้าภาคของคัมภีร์อเวสตะแห่งแซสซานิด ซึ่งมีอยู่ในปัจจุบัน ประกอบด้วยหลักปฏิบัติศาสนกิจ ประเพณีของชาวโซโรอัสเตอร์ในยุคนั้น ส่วนหนึ่งของคัมภีร์เล่มนี้ประกอบไปด้วยบทขอพรเพื่อให้รอดพ้นจากภูติผีปีศาจ ความหมายของ Vendidad ก็คือการต้านภูตผีปีศาจ คำนี้คือคำที่แสดงให้เห็นถึงแนวความคิดในยุคนั้น โดยเนื้อหาในคัมภีร์เล่มนี้บ่งชี้ถึงความเชื่อและความคิดของผู้คนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี
บทบัญญัติอีกประการหนึ่งในคัมภีร์อเวสตะแห่งแซสซานิดที่ยึดมั่นก็นอย่างมาก คือ ห้ามฝังคนตาย ในบท Vendidadย้ำเรื่อวงน้ไว้กว่าเรื่องอื่น ๆ อย่างที่ทราบกันว่ากว่าครึ่งศตวรรษก่อนโซโรอัสเตอร์ชาวอิหร่านและชาวอินเดียจะไม่ฝังคนตาย พวกเขาจะพาศพคนตายขึ้นไปไว้บน The Tower of Silence (หอคอยแห่งความเงียบ) ทิ้งไว้อย่างนั้นให้เป็นอาหารของนกแร้งและสัตว์ต่าง ๆ มาจิกกินเป็นอาหาร ครึ่งศตวรรษหลังจากนั้นมาภาครัฐของอินเดียและอิหร่านก็ห้ามการกระทำเช่นนี้ เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมและเนื่องจากชาวโซโรอัสเตอร์เองเริ่มเข้าใจและมีปัญญาเกี่ยวกับเรื่องนี้กระทั่งการกระทำแบบนี้ค่อย ๆ หมดไป แต่ฉันได้ยินมาว่าชาวเมืองยัซด์โซโรอัสเตอร์ยังคงพาศพไปทิ้งไว้บนหอคอยแห่งความเงียบอยู่อีก
(หมายเหตุ :เนื้อหาบางส่วนเรียบเรียงมาจากหนังสือ คุณูปการระหว่างอิสลามและอิหร่าน ตอนที่ ๒ พิมพ์ โดย ศูนย์วัฒนธรรมอิหร่าน ประจำกรุงเทพฯ :2560)







