แดเนียล โกลแมน บิดาของความฉลาดทางอารมณ์

แดเนียล โกลแมน บิดาของความฉลาดทางอารมณ์
ถ้าความสามารถทางอารมณ์ของเราไม่ได้อยู่ภายในมือ ถ้าเราไม่ได้มีความตระหนักตนเอง ถ้าเราไม่สามารถจัดการอารมณ์ที่เจ็บปวดของเราได้ ถ้าเราไม่สามารถเข้าถึงใจและมีความสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าเราจะฉลาดแค่ไหน เราจะไปไม่ได้ไกลมาก : แดเนียล โกลแมน
โมเดลความฉลาดทางอารมณ์ของแดเนียล โกลแมนจะมีอยู่สี่ช่องคือ การตระหนักตนเอง การตระหนักทางสังคม การบริหารตนเอง การบริหารความสัมพันธ์ เราสามารถมองเห็นความสามารถ 18 อย่างบรรจุอยู่ภายในสี่ช่องความฉลาดทางอารมณ์จะเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งแก่บุคคลที่ต้องการปรับปรุงความฉลาดทางอารมณ์ของพวกเขา ความฉลาดทางอารมณ์จะเป็นความสามารถอย่างหนึ่งที่จะรับรู้และจัดการอารมณ์ของเราเองและอารมณ์ของบุคคลอื่น ถ้าเราเป็นผู้บริหารภายในสถานที่ทำงาน ความสามารถนี้สามารถสร้างข้อได้เปรียบบางอย่าง ผู้บริหารที่มีระดับของความฉลาดทางอารมณ์สูงจะเป็นผู้นำที่ดีกว่า เพราะว่าแทนที่จะสูญเสียการควบคุมเมี่ออยู่ภายใต้ความเครียด พวกเขาสามารถถอยกลับไป ประเมินสถานการณ์ และบันดาลใจความเชื่อมั่นแก่บุคคลของพวกเขา
1 การตระหนักตนเอง
แกนของความฉลาดทางอารมณ์คือ การตระหนักตนเอง การตระหนักตนเองจะประกอบด้วยความสามารถสามอย่างคือ การตระหนักตนเองทางอารมณ์ เราสามารถอ่านและเข้าใจอารมณ์ของเรา และการรับรู้ผลกระทบต่อการปฏิบัติงานและความสัมพันธ์
การประเมินตนเองอย่างถูกต้อง เราสามารถให้การประเทินอย่างเป็นจริงของจุดแข็งและข้อจำกัดของเรา ความเชื่อมั่นตนเอง เรามีความรู้สึกที่เป็นบวกและเข้มแข็งของคุณค่าตนเอง
2 การบริหารตนเอง
การบริหารตนเองจะประกอบด้วยความสามารถห้าอย่างคือ การควบคุมตนเอง การรักษาอารมณ์ที่ยุ่งเหยิงและแรงกระตุ้นไว้ภายใต้การควบคุม ความโปร่งใส การรักษามาตรฐานของความซื่อสัตย์และความจริงใจ การจัดการความยืดหยุ่นและความรับผิดชอบ การปรับตัวได้ ความยืดหยุ่นภายในการปรับตัวต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและเอาชนะอุปสรรค การมุ่งความสำเร็จ การนำทางแรงขับเคลื่อนที่จะบรรลุมาตรฐานภายในของความเป็นเลิศ การริเริ่ม ความพร้อมที่จะคว้าโอกาสแลกระทำ
3 การตระหนักทางสังคม
การตระหนักทางสังคมจะประกอบด้วยความสามารถสามอย่างคือ การเข้าถึงใจ ความเข้าใจบุคคลอื่น และการให้ความสนใจภายในความกังวลของพวกเขา การตระหนักทางองค์การ ความสามารถที่จะอ่านแนวโน้มชีวิตองค์การ สร้างเครือข่ายการตัดสินใจและนำทางการเมือง การมุ่งการบริการ การรับรู้และการตอบสนองความต้องการของลูกค้า
4 การบริหารความสัมพันธ์
การบริหารความสัมพันธ์จะประกอบด้วยความสามารถเจ็ดอย่างคือ ความเป็นผู้นำที่มีแรงบันดาลใจ การบันดาลใจและการนำทางบุคคล การพัฒนาบุคคลอื่น การให้พลังและการสนับสนุนความสามารถของบุคคลอื่นด้วยการป้อนกลับและการนำทาง การมีอิทธิพล ความสามารถที่จะใช้การชักจูงด้วยความซื่อสัตย์ และการรับฟังและการส่งข่าวสารที่ชัดเจนและชักจูงตัวเร่งการเปลี่ยนแปลง ความเชี่ยวชาญภายในการริเริ่มความคิดใหม่ และนำบุคคลภายในทิศทางใหม่
การบริหารความขัดแย้ง การยุติความขัดแย้งและการพัฒนาข้อแก้ปัญหาด้วยความร่วมมือร่วมใจ การสร้างข้อผูกมัด การสร้างและการรักษาความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น การทำงานเป็นทีมและความร่วมมือร่วมใจ การส่งเสริมความร่วมมือและการสร้างทีม

“ผู้นำที่มีประสิทธิภาพจะต้องยืดหยุ่นได้ และต้องปรับตัวพวกเขาเองตามสถานการณ์”
พอล เฮอร์ซีย์ และเคนเนธ แบลนชาร์ด
ถ้อยคำข้างบนจะระบุแนวคิดแกนเบื้องหลังทฤษฎีความเป็นผู้นำที่พูดถึงมากที่สุดปัจจุบันนี้ : ความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ โมเดลที่ได้รับรู้ความหลากหลายของสไตล์ความเป็นผู้นำไม่ใช่สไตล์ความเป็นผู้นำเดียว ไดัถูกมองว่าเป็นวิถีทางใหม่และการปฏิรูปการบริหารและการนำความเป็นผู้นำตามสถานการณ์จะเป็นโมเดลความเป็นผู้นำที่ได้รับอิทธิพลอย่างมากและสร้างเป็นโมเดลโดยเคนนธ แบลนชาร์ด และพอล เฮอร์ซี่ย์ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ได้มองเห็นผู้นำที่มีความสามารถที่จะปรับตัวต่อสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงสไตล์การบริหารของพวกเขาตามวิถีทาง ดไวท์ ไอเซนฮาว ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองมักจะถูกใช้เป็นตัวอย่างอยู่เสมอ บางทีบรรดานักทฤษฎีความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ที่เสียงดังที่สุดจะเป็น แดเนียล โกลแมน ภายในบทความของเขา Leadership That Gets Results เขาได้ชี้ให้เห็นว่าความเป็นผู้นำมักจะขาดประสิทธิภาพถ้าวิถีทางอย่างเดียวกันได้ถูกประยุกต์ใช้ภายในทุกสถานการณ์ พอล เฮอร์ซีย์ และเคนเนธ แบลนชาร์ด ได้ระบุสไตล์ความเป็นผู้นำสี่อย่าง แต่แดเนียล โกลแมน ได้ขยายสไตล์ความเป็นผู้นำเหล่านี้ต่อไป และได้ระบุสไตล์ความเป็นผู้นำหกอย่าง แดเนียล โกลแมน ได้กล่าวว่า “ความเป็นผู้นำคือการมีอิทธิพลต่อบุคคลที่จะให้ กระทำ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์อย่างมาก ใครก็ตามอาจะก้าวไปข้างหน้าที่จะนำได้ภายใต้สถานการณ์ที่เหมาะสม” โมเดลของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ของแดเนียล โกลแมนจะมุ่งที่ความสำคัญของความฉลาดทางอารมณ์ เขาเชื่อว่าผู้นำตามสถานการณ์ที่ดีจะต้องมีความฉลาดทางอารมณ์ที่จะเข้าใจวิถีทางอะไรที่สอดคล้องกับสถานการณ์ แต่โมเดลของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ของเคนเนธ แบลนชาร์ด และพอล เฮอร์ซีย์ จะมุ่งการวิเคราะห์ระดับความพร้อมของบุคคลที่จะนำ และใช้วิถีทางเราจะมีทฤษฎีกระแสหลักสองทฤษฎีที่ได้อธิบายความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ โมเดลแรกคือ โมเดลความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ของแดเนียล โกลแมน และโมเดลที่สองคือ โมเดลความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ของเค็นเนธ แบลนชาร์ด และพอล เฮอร์ซีย์โมเดลความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ของแดเนียล โกลแมน ได้รวมองค์ประกอบห้าอย่างของความฉลาดทางอารมณ์ของเขาที่จะกำหนดไตล์ความผู้นำตามสถานการณ์หกอย่างแดเนียล โกลแมน ได้ยืนยันว่าผู้บริหารจะต้องเปลี่ยนแปลงระหว่างหกสไตล์เหล่านี้เมื่อสถานการณ์รายรอบพวกเขาได้เปลี่ยนแปลงไป ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะกระตุ้นเรา พวกเขาจะจุดไฟความลุ่มหลงของเรา และบันดาลใจสิ่งที่ดีที่สุดภายในเรา เมื่อเราได้พยายามที่จะอธิบายทำไมพวกเขามีประสิทธิภาพมาก เราจะพูดถึงกลยุทธ์ วิสัยทัศน์ หรือความคิด แต่ความเป็นจริงจะมีรากฐานยิ่งกว่านั้น ความเป็นผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะจัดการอารมณ์ ไม่ว่าผู้นำ จะเริ่มต้นกระทำอะไร – ไม่ว่ามันจะเป็นการสร้างกลยุทธ์หรือการระดมทีมที่จะกระทำ – ความสำเร็จของพวกเขาจะขึ้นอยู่กับพวกเขาได้กระทำมันอย่างไร แม้ว่าพวกเขาไ้ด้เข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างถูกต้อง ถ้าผู้นำได้ล้มเหลวกับงานรากฐานนี้ของการขับเคลื่อนอารมณ์ภายในทิศทางที่ถูกต้อง ไม่มีอะไรที่พวกเขาจะทำได้บรรลุความสำเร็จในขณะที่บุคคลส่วนใหญ่ได้รับรู้ว่าอารมณ์ของผู้นำ – และพวกเขาจะกระทบอารมณ์ของบุคคลอื่นอย่างไร – จะมีบทบาทที่สำคัญภายในทุกองค์การ อารมณ์มักจะถูกมองว่าเป็นส่วนบุคคลเกินไปและคำนวณไม่ได้ที่จะพูดถึงด้วยวิถีทางที่มีความหมาย แต่การวิจัยภายในสาชาวิชาอารมณ์ได้สร้างความเข้าใจที่ดีต่อไม่เพียงแต่จะวัดผลกระทบของอารมณ์ของผู้นำเท่านั้น แต่ผู้นำได้ค้นพบวิถีทางที่มีประสิทธิภาพที่จะเข้าใจและปรับปรุงวิธีการที่พวกเขาจัดการอารมณ์ของพวกเขาเองและบุคคลอื่นอย่างไรด้วย แดเนียล โกลแมน ริชาร์ด โบยาทซิส และแอนนี่ แมคคี ได้อธิบายสไตล์ความเป็นผู้นำทางอารมณ์ที่แตกต่างกันหกอย่างภายในหนังสือ 2002 ของพวกเขา “Primal Leadership” สไตล์ของความเป็นผู้นำเหล่านี้ได้สกัดจากการวิจัยผู้บริหาร 3,871 คน แต่ละสไตล์เหล่านี้จะมีผลกระทบที่แตกต่างกันต่ออารมณ์ของบุคคล และแต่ละสไตล์จะมีจุดแข็งและจุดอ่อนภายในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน สี่สไตลน์ : ผู้นำแบบวิสัยทัศน์ ผู้นำแบบฝึกสอน ผู้นำแบบความสัมพันธ์ และผู้นำแบบประชาธิปไตย จะส่งเสริมความสามัคคีและผลลัพธ์บวก ในขณะที่สองสไตล์ : ผู้นำแบบสั่งการ และผู้นำแบบต้นแบบ สามารถสร้างความตึงเครียดและควรจะถูกใช้ภายในสถานการณ์ที่เฉพาะเจาะจงเท่านั้น แดเนียล โกลแมน ได้กล่าวว่าไม่มีสไตน์ไหนที่ควรจะถูกใช้ตลอดเวลา หกสไตล์ควรจะถูกใช้สลับกันได้ ขึ้นอยู่กับความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของสถานการณ์ และบุคคลที่เรากำลังจัดการอยู่
1 ผู้นำแบบวิสัยทัศน์
ผู้นำแบบวิสัยทัศน์จะระดมบุคคลไปสู่วิสัยทัศน์ร่วม และมุ่งที่เป้าหมายสุดท้่าย ถ้าสไตล์ผู้นำนี้จะสรุปด้วยถ้อยคำเดียว มันควรจะเป็น “มากับผม” ผู้นำแบบวิสัยทัศน์จะใช้ได้ดีที่สุดเมื่อทีมต้องการวิสัยทัศน์ใหม่ เพราะว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป หรือเมื่อแนวทางที่ชัดเจนไม่ถูกต้องการ ผู้นำจะบันดาลจิตใจการเป็นผู้ประกอบการ และความกระตือรือร้นต่อภารกิจผู้นำจะบอกทีมของพวกเขาว่าพวกเขากำลังไปที่ไหน แต่ไม่ใช่พวกเขาจะไปที่นั่นอย่างไร – ผู้นำจะปล่อยให้สมาชิกของทีมค้นหาวิถีทางของพวกเขาไปสู่เป้าหมายร่วมสไตล์ของผู้นำนี้จะเหมาะสมที่สุดเมื่อองค์การต้องการวิสัยทัศน์ใหม่หรือทิศทางใหม่ เช่น ระหว่างการฟื้นฟูบริษัท แต่กระนั้นมันน่าจะมีประสิทธิภาพน้อยลง เมื่อเรากำลังทำงานกับทีมที่มีประสบการณ์มากกว่าเรา – ผู้นำแบบประชาธิปไตยน่าจะมีประสิทธิภาพมากกว่า สไตล์ของผู้นำนี้สามารถครอบงำได้ ถ้าเราได้ใช้มันบ่อยครั้งเกินไปผู้นำแบบวิสัยทัศน์จะใช้ความสามารถตามธรรมชาติของพวกเขาที่จะคิดหาเส้นโคจรที่ชัดเจน และถ่ายทอดวิสัยทัศน์ที่ทำให้ลำดับความสำคัญชัดเจนต่อทุกทีม ผู้นำแบบวิสัยทัศน์จะให้ความเป็นอิสระอย่างมากแก่บุคคลที่จะค้นหาวิถีทางการทำงานของพวกเขา
2 ผู้นำแบบฝึกสอน
ผู้นำแบบฝึกสอนจะพ้ฒนาบุคคลเพื่ออนาคต สไตล์ของผู้นำนี้จะระบุบทบาทของสมาชิกแต่ละคนภายในทีมตามจุดมุ่งของงาน ถ้าสไตล์ผู้นำนี้จะสรุปด้วยถ้อยคำเดียว มันควรจะเป็น ” พยายามกับสิ่งนี้” ผู้นำอาจจะแสวงหาข้อแนะนำจากเจ้าของงาน ที่จะมั่นใจต่อความรับผิดชอบของความเป็นเจ้าของ ผู้นำจะตัดสินใจเกี่ยวกับคุณภาพของผลลัพธ์ การสื่อสารแบบสองทางจะเป็นวิถีทางที่ดีต่อบุคคลทุกคน เพื่อที่จะเข้าใจภาพใหญ่ และการมีส่วนช่วยของพวกเขาสอดคล้องตรงไหน สไตล์ของผู้นำนี้จะเหมาะสมที่สุดเมื่อการช่วยเหลือบุคคล และการสร้างจุดแข็งระยะยาวส่วนบุคคลที่ยาวนาน ทุกครั้งที่เรามีสมาชิกของทีมที่ต้องการจะให้ช่วยการสร้างทักษะระยะยาว หรือถ้าเราสึกว่าพวกเขาเคว้งคว้างภายในองค์การของเรา และควรจะได้ประโยชน์จากการฝึกสอนหรือความสัมพันธ์แบบพี่เลี้ยง แต่กระนั้นการฝึกสอนสามารถล้มเหลวได้เมื่อมันได้ถูกใช้กับบุคคลที่ไม่ได้ใช้ความพยายาม หรือบุคคลที่ต้องการทิศทางและการป้อนกลับอย่างมาก ผู้นำแบบต้นแบบและผู้นำแบบสั่งการอาจจะเหมาะสมมากกว่า
ผู้นำแบบฝึกสอนจะเชื่อมโยงเป้าหมายส่วนบุคคลของบุคคลกับเป้าหมายขององค์การ ผู้นำจะมีการเอาใจใส่และการกระตุ้น และมุ่งการพัฒนาบุคคลอื่นเพื่อความสำเร็จในอนาคต
3 ผู้นำแบบความสัมพันธ์
ผู้นำแบบความสัมพัน์จะสร้างข้อผูกมัดทางอารมณ์และความสามัคคี
สไตล์ของผู้นำนี้มักจะถูกใช้โดยผู้นำที่เห็นอกเห็นใจ ถ้าสไตล์ของผู้นำนี้จะสรุปด้วยถ้อยคำเดียว มันควรจะเป็น “บุคคลต้องมาก่อน”
ผู้นำจะวางบุคคล ณ หัวใจของความสำเร็จ และรู้สึกไวต่อปัญหาของพวกเขา พวกเขาจะให้บุคคลสำคัญเหนือกว่าเป้าหมาย และสร้างวัฒนธรรมที่สามัคคีและสมดุล ผู้นำเหล่านี้จะเป็นผู้สร้างความสัมพันธ์และอิทธิพลต่อความจงรักภักดีภายในสมาชิกของทีม ผู้นำจะสร้างข้อผูกมัดทางอารมณ์ที่สร้างความรู้สึกของความผูกมัดและการเป็นส่วนหนึ่งขององค์การสไตล์ของผู้นำนี้จะเหมาะสมที่สุดกับการรักษาความแตกแยกภายในทีม หรือจูงใจบุคคลภายในช่วงเวลาที่เครียด เมื่อทีมต้องการจะสร้างการรักษาความบอบช้ำทางจิตใจ หรือเมื่อทีมต้องการจะสร้างความไว้วางใจใหม่ ทุกครั้งที่เรามีความตึงเครียดหรือความขัดแย้งของทีม เมี่อความไว้วางใจได้แตกสลายลง หรือถ้าทีมต้องการถูกจูงใจภายในช่วงเวลาที่ถูกกดดันผู้นำแบบความสัมพันธ์จะส่งเสริมความสามัคคีภายในทีม สไตล์ของผู้นำนี้จะเชื่อมโยงบุคคลเข้าด้วยกัน การกระตุ้นการรวมเข้าด้วยกันและการยุติความขัดแย้ง เราจะต้องให้คุณค่าแก่อารมณ์ของบุคคลอื่น และการให้คุณค่าสูงแก่ความต้องการทางอารมณ์ของพวกเขา
4 ผู้นำแบบต้นแบบ
ผู้นำแบบต้นแบบจะคาดหวังและเป็นโมเดลความเป็นเลิศและการกำกับตนเอง สไตล์ผู้นำนี้จะเหมาะสมที่สุดกับการได้ผลลัพธ์อย่างรวดเร็วจากทีมที่มีความสามารถสูง ถ้าไสตล์ของผู้นำนี้จะถูกสรุปด้วยถ้อยคำเดียว มันจะเป็น “ทำตามที่ผมทำในขณะนี้” สไตล์ต้นแบบจะเหมาะสมที่สุดเมื่อทีมมีแรงจูงใจและทักษะพร้อมอยู่แล้ว และผู้นำต้องการผลลัพธ์ที่มีคุณภาพจากทีมที่มีแรงจูงใจ อย่างรวดเร็วแต่กระนั้นถ้าใช้อย่างกว้างขวาง สไตล์ของผู้นำนี้สามารถครอบงำสมาชิกของทีมและสกัดนวัตกรรมได้ผู้นำแบบต้นแบบจะมุ่งการปฏิบัติงานและการบรรลุเป้าหมาย พวกเขาได้คาดหวังความเป็นเลิศจากทีมของพวกเขา และบ่อยครั้งผู้นำมักจะกระโดดเข้าไปที่จะมั่นใจว่าเป้าหมายได้บรรลุ ผู้นำจะไม่เอาอกเอาใจบุคคลที่ทำงานไม่ดี บุคคลทุกคนจะต้องยึดถือมาตรฐานที่สูง แม้ว่านี่สามารถเป็นสไตล์ที่บรรลุความสำเร็จได้ มันสามารถมีผลกระทบทางลบต่อทีมได้ การนำไปสู่ความอ่อนเพลียและไม่มีชีวิตชีวา
5 ผู้นำแบบสั่งการ
ผู้นำแบบสั่งการจะเรียกร้องการทำตามทัันที ถ้าสไตล์ของผู้นำนี้จะสรุปด้วยถ้อยคำเดียว มันควรจะเป็น “ทำสิ่งที่ผมได้บอกเรา”
พวกเขาจะใช้อำนาจหน้าที่เป็นแรงจูงใจพื้นฐานไปยังบุคคลเป็นอิทธิพลอย่างหนึ่ง ผู้นำจะเรียกร้องการทำตามคำสั่งด้วยอำนาจหน้าที่ มันมักจะเป็นคุณลักษณะของผู้บริหารที่โน้มเอียงจะใช้ร่างกายของพวกเขามากเกินไป และจบลงด้วยการทำร้ายความเชื่อมั่นของบุคคล สไตล์ของผู้นำนี้จะเหมาะสมที่สุดกับช่วงเวลาที่วิกฤติ เช่น การฟื้นฟูบริษัทหรือความพยายามจะซื้อบริษัทหรือระหว่างช่วงเวลาที่ฉุกเฉิน เช่น การเกิดพายุหรือไฟไหม้ ผู้นำสามารถช่วยควบคุมปัญาหาได้ เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างได้ล้มเหลว ภายในสถานการณ์ที่แรงกดดันสูง ผู้นำต้องเรียนรู้ที่จะจัดการวิกฤติอย่างไร และทำการตัดสินใจที่ดีภายใต้แรงกดดัน ผู้นำแบบสั่งการจะใช้วิถีทางแบบเผด็จการต่อความเป็นผู้นำ สไตล์ของผู้นำนี้มักจะขึ้นอยู่กับคำสั่งและการบังคับ การข่มขู่ที่มักจะไม่ได้พูดของการลงโทษ และการควบคุมอย่างใกล้ชิด บุคคลภายในประเทศประชาธิปไดยสมัยใหม่จะคุ้นเคยกับการมีระดับการควบคุมเหนือชีวิตและงานของพวกเขา และวิถีทางนี้จะได้มาจากสิ่งเหล่านี้ เนื่องจากสไตล์ของผู้นำนี้มักจะถูกใช้ผิดได้ง่าย มันสามารถมีผลกระทบทางลบต่อทีมได้ และควรจะถูกใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น
6 ผู้นำแบบประชาธิปไตย
ผู้นำแบบประชาธิปไตยจะสร้างความสอดคล้องกันด้วยการมีส่วนร่วม ถ้าสไตล์ของผู้นำนี้จะถูกสรุปด้วยถ้อยคำเดียว มันควรจะเป็น “เราคิดว่าเป็นอย่างไร” ผู้นำแบบประชาธิปไตยจะมีประสิทธิภาพที่สุดเมื่อพวกเขาต้องการให้ทีมมีความเป็นเจ้าของการตัดสินใจ แผนงาน และเป้าหมาย หรือถ้าพวกเขาไม่มั่นใจและต้องการความคิดที่สดใสจากสมาชิกของทีม มันจะไม่เป็นวิถีทางที่ดีที่สุดภายในสถานการณ์ที่ฉุกเฉิน สไตล์ของผู้นำนี้จะเหมาะสมที่สุดกับการสร้างความคิดเห็นส่วนใหญ่หรือการได้ข้อมูล เมื่อเราต้องการให้ทีมของเราแสดงความคิด หรือสร้างความสอดคล้อง สไตล์ของผู้นำนี้ไม่ควรจะถูกใช้กับบุคคลที่ขาดประสบการณ์ ขาดความสามารถ หรือไม่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์อย่างดี การได้ข้อมูลจากทีมจะดีที่สุดเมื่อพวกเขามีแรงจูงใจ รอบรู้และสามารถผู้นำแบบประชาธิปไตยจะมุ่งความร่วมมือร่วมใจ พวกเขาจะแสวงหาข้อมูลอย่าง กระตือรือร้นจากทีมของพวกเขา และพวกเขาจะใช้การรับฟังมากกว่าการสั่งการ

ทฤษฎีความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ หรือโมเดลของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ ได้ถูกพัฒนาโดยพอล เฮอร์ซีย์ และเคนเนธ แบลนชาร์ด
ทฤษฎีได้ถูกแนะนำครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1969 เป็น “ทฤษฎีวงจรชีวิตของความเป็นผู้นำ” ระหว่าง ค.ศ 1970 ทฤษฎีวงจรชีวิตของความเป็นผู้นำได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น “ทฤษฎีความเป็นผู้นำตามสถานการณ์”พอล เฮอร์ซีย์ และเคนเนธ แบลนชาร์ด ได้พิมพ์โมเดลของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ครั้งแรกภายในหนังสือ 1982 ของพวกเขาชื่อ Management of Organizational Behavior โมเดลความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ของของเคนเนธ แบลนชาร์ด และพอล เฮอร์ซีย์ จะอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดสองอย่างคือ สไตล์ของความเป็นผู้นำ และระดับการพัฒนาของบุคคลที่ถูกนำเคนเนธ แบลงชาร์ด เป็นนักวิชาการทางการบริหาร เขาได้เขียนหนังสือการบริหารมากกว่า 60 เล่ม ส่วนใหญ่จะเป็นหนังสือเขียนร่วม หนังสือขายดีที่สุดจะมีอยู่ 30 เล่ม หนังสือที่บรรลุความสำเร็จมากที่สุดของเขา The One Minute Manager ขายได้มากกว่า 13 ล้านเล่ม และแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา เขาจบปริญญาเอกทางการบริหารการศึกษาและความเป็นผู้นำจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลล์ เขาได้สร้างโมเดลของความเป็นผู้นำที่นิยมแพร่หลายมากที่สุดร่วมกับพอล เฮอร์ซีย์ คือ ทฤษีความเป็นผู้นำทางสถานการณ์ ตอนเริ่มแรกได้ถูกแนะนำเป็นชื่อ ทฤษฎีวงจรชีวิตของความเป็นผู้นำ และได้ถูกเปลี่ยนชื่อเป็นทฤษีความเป็นผู้นำทางสถานการณ์ เมื่อ ค.ศ 1970เมื่อ ค.ศ 1969 เคนเนธ แบลงชาร์ด และพอล เฮอร์ซีย์ ได้พิมพ์บทความเรื่อง Life Cycle of Leadership ภายในเทรนนิ่ง แอนด์ ดีเวลลอปเม้นท์ เจอร์นัล ค.ศ 1969 บทความได้นำเสนอโมเดลของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ และได้ถูกใช้เป็นรากฐานของการเขียนตำราพฤติกรรมองค์การขายดีที่สุดของพวกเขา ชื่อ The Management of Organizational Behavior พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1967 หนังสือเล่มนี้ได้กล่าวถึงทฤษฎีวงจรชีวิตของความเป็นผู้นำ ทฤษฎีความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ ได้ถูกเปลี่ยนแปลงด้วยถ้อยคำบางคำที่ใช้ เช่น เริ่มแรกพวกเขาได้ใช้คำว่าระดับวุฒิภาวะ เปลี่ยนแปลงเป็นระดับความพร้อม เป็นต้น เคนเนธ แบลงชาร์ด และพอล เฮอร์ซี่ย์ ได้พัฒนาทฤษฎีของพวกเขาต่อไปจนถึง ค.ศ 1970 พวกเขาได้แยกจากกัน เพื่อที่จะพัฒนาแนวคิดของพวกเขาต่อไปเคนเนธ แบลงชาร์ดได้พิมพ์หนังสือ The One Minute Manager ค.ศ 1982 หนังสือการบริหารที่ขายดีที่สุดเล่มหนึ่งของเขา และได้ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศ 37 ภาษา พอล เฮอร์ซีย์ ได้พัฒนาแนวคิดของความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ต่อไป และได้พิมพ์หนังสือของเขาชื่อ The Situational Leader โมเดลความเป็นผู้นำตามสถานการณ์ของเคนเนธ แบลงชาร์ด และพอล เฮอร์ซีย์ ได้เสนอแนะว่าผู้นำที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องยืดหยุ่นและปรับตัวตามสถานการณ์ 500 บริษัทของวารสารฟอร์จูนได้ใช้เป็นเครื่องมือของการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง เช่น ไอบีเอ็ม แคตเตอร์พิลล่าร์ ซีรอกซ์ และแบงค์อเมริกา พวกเขาชี้ให้เห็นว่าสไตล์ความเป็นผู้นำที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับระดับความพร้อมของผู้ตาม การมุ่งผู้ตามจะสะท้อนความจริงว่าพวกเขาจะยอมรับหรือไม่ยอมรับผู้นำ มิติสำคัญที่มักจะถูกมองข้ามไปโดยโมเดลความเป็นผู้นำส่วนใหญ่ ระดับความพร้อมจะเป็นปัจจัยทางสถานการณ์อย่างหนึ่งที่วัดจากความสามารถและความเต็มใจรับผิดชอบของผู้ตาม ระดับความพร้อมได้ถูกแบ่งเป็นสี่ระดับจากต่ำไปจนถึงสูง : R1 สามารถและเต็มใจ R2 สามารถแต่ไม่เต็มใจ R3 ไม่สามารถแต่เต็มใจ R4 ไม่สามารถและไม่เต็มใจ พวกเขาได้แบ่งสไตล์ความเป็นผู้นำเป็นสี่แบบบนพื้นฐานของมิติทางพฤติกรรมผู้นำสองมิติคือ พฤติกรรมแบบมุ่งงาน และพฤติกรรมแบบมุ่งความสัมพันธ์ สไตล์ของความเป็นผู้นำเหล่านีคือ การสั่งการ มุ่งงานสูง มุ่งความสัมพันธ์ต่ำ ผู้นำจะสั่งการด้วยการระบุงานแก่บุคคลอย่างรอบคอบ และอธิบายงานที่ต้องทำและทำอย่างไร การชักจูง มุ่งงานสูง มุ่งความสัมพันธ์สูง ผู้นำจะสั่งงานและสนับสนุนความต้องการของบุคคล และการขายความคิดแก่บุคคล การมีส่วนร่วม มุ่งงานต่ำ มุ่งความสัมพันธ์สูง ผู้นำจะมุ่งการสื่อสารและการสนับสนุน และการมีส่วนร่วมของบุคคล การมอบหมายงาน มุ่งงานต่ำ มุ่งความสัมพันธ์ต่ำ ผู้นำจะให้โอกาสแก่บคคลทำงานให้สำเร็จด้วยตัวเองเส้นโค้งรูประฆังภายในรูปจะเคลื่อนผ่านไปตามช่องของความเป็นผู้นำสี่ช่องการชี้ให้เห็นถึงสไตล์ชองผู้นาที่เหมาะสมกับระดับความพร้อมของบุคคลแต่ละคน การสั่งการควรจะถูกใช้กับบุคคลที่มีความพร้อมต่ำ บุคคลขาดความสามารถ ความไม่เต็มใจ หรือความไม่มั่นใจที่จะรับผิดชอบงาน การมอบหมายงานควรจะถูกใช้กับบุคคลที่มีความพร้อมสูง บุคคลมีความสามารถ ความเต็มใจ และความเชื่อมั่นที่จะรับผิดชอบงาน สไตล์ของผู้นำจะเคลื่อนไปตามเส้นโค้งเมื่อระดับความพร้อมของบุคคลเพิ่มสูงขึ้นจาก R1 ไปยัง R2 และ R3 จนถึง R4 สไตล์ผู้นำควรจะเปลี่ยนแปลงจาก S1 ไปยัง S2 และ S3 จนถึง S4 ให้สอดคล้องกันเราจะมองเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างสไตล์ผู้นำสี่อย่างแบบของเค็นเนธ แบลนชาร์ด และพอล เฮอร์ซีย์ และไสต์ผู้นำภายในตารางการบริหารของโรเบิรต เบลค และเจน มูตอง การสั่งการ เทียบเคียงได้กับสไตล์ 9,1 สไตล์การชักจูง เทียบเคียงได้กับสไตล์ 9,9 สไตล์การมีส่วนร่วมเทียบเคียงได้กับสไตล์ 1,9 และสไตล์การมอบหมายงาน เทียบเคียงได้กับสไตล์ 9,9โรเบิรต เบลค และเจน มูตอง นักวิชาการทางการบริหาร มหาวิทยาลัยเท็กซัส ได้พัฒนาตารางการบริหารขึ้นมาเป็นโมเดลของความผู้นำเมื่อ ค.ศ 1960 ต่อมาพวกเขาได้เปลี่ยนเป็นชื่อใหม่ว่า ตารางความเป็นผู้นำตารางการบริหารได้เกิดขึ้นจากวิจัยของพวกเขาที่เอ็กซ์ซอน เพื่อที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพของความเป็นผู้นำ พวกเขาไ้ด้ค้นพบว่าพฤติกรรมทางการบริหารจะมีระดับการมุ่งงานและการมุ่งคนแตกต่างกัน พวกเขาได้พิมพ์หนังสือฉบับแรกคือ The Managerial Grid เมื่อ ค.ศ 1964ตารางการบริหารจะอยู่บนพื้นฐานของพฤติกรรมผู้นำแบบสองมิติ คือ มุ่งงาน และมุ่งคน พวกเขาได้ใช้มาตราส่วนวัดพฤติกรรมแบบมุ่งงานและพฤติกรรมแบบมุ่งคน ด้วยการใช้คะแนนตั้งแต่ 1 (ต่ำ) ไปจนถึง 9 (สูง)ตารางการบริหารจะแสดงให้เห็นถึงสไตล์ผู้นำที่เป็นได้ถึง 81 แบบ แต่ได้ระบุสไตล์ผู้นำพื้นฐานไว้ห้าแบบคือ สไตล์ 9,1 มุ่งงานสูง มุ่งคนต่ำ เรียกว่าการบริหารแบบอำนาจหน้าที่ -การเชื่อฟัง สไตล์ 9,9 มุ่งงานสูง มุ่งคนสูง เรียกว่าการบริหารแบบทีม สไตล์ 1,9 มุ่งงานต่ำ มุ่งคนสูง เรียกว่าการบริหารแบบสโมสร สไดล์ 1,1 มุ่งงานต่ำ มุ่งคนต่ำ เรียกว่าการบริหารแบบไม่ยุ่งเกี่ยว และสไตล์ 5,5 มุ่งงานปานกลาง มุ่งคนปานกลาง เรียกว่าการบริหารแบบเดินทางสายกลาง พวกเขาได้เสนอแนะว่าสไตล์ผู้นำที่ดีทีสุดคือ สไตล์ 9,9ประวัตศาสตร์ของมนุษย์จะมองเห็นผู้นำที่มีความสามารถปรับตัวตามสถานการณ์ที่แตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงความเป็นผู้นำของพวกเขาให้สอดคล้องตามสถานการณ์ นายพลดไวท์ “ไอค์ ” ไอเซนฮาวด์ มักจะถูกใช้
เป็นตัวอย่างที่ดีอยู่เสมอ

ไอเซนฮาวด์ ได้กลายเป็นประธานาธิบดีของอเมริกาและผู้บัญชาการสูงสุดกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร สงครามโลกครั้งที่สอง เพราะว่าเขาได้ใช้สไตล์ความเป็นผู้นำที่แตกต่างกันภายในแต่ละสถานการณ์ไอเซนฮาวด์ มีความเป็นผู้นำที่ยาวนานที่สุดภายในประวัติศาสตร์ของอเมริกา นานกว่าสองทษวรรษ ชีวิตของทหารเป็นล้านคนและโชคชะตาของประเทศจะแขวนอยู่กับการตัดสินใจของเขาไอเซนฮาวด์เชื่อว่าความเป็นผู้นำ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการตะคอกคำสั่งหรือการบังคับการกระทำ เราไ่ม่สามารถนำด้วยการตีหัวบุคคล นั่นคือการทำร้ายไม่ใช่ความเป็นผู้นำ ความเป็นผู้นำคือศิลปของการให้บุคคลบางคนทำบางสิ่งบางอย่างที่เราต้องการทำ เพราะว่าเขาต้องการทำ ระหว่างสงครามโลกครั่งที่สอง ข้อพิสูจน์ความสำเร็จของวิธีการนี้คือ ความประทับใจต่อการเป็นประธานาธิบดีอเมริกาของไอเซนฮาวด์จะเป็นเวลาที่สงบและไม่มีการคุกคาม ที่จริงแล้ว ณ ช่วงเวลานั้น เราจะเผชิญอันตรายจากการสร้างสงครามเย็น การคุกคามทางนิวเคลียร์จากรัสเซียความเป็นผู้นำของไอเซนฮาวด์ ได้สร้างความเชื่อมั่นต่อชาวอเมริกัน หลักการของเขาคือ การอยู่ร่วมกัน เราต้องเรียนรู้ที่จะปรองดองความแตกต่าง ไม่ใช่อาวุธ แต่ด้วยสติปัญญาและความมุ่งหมายที่เหมาะสมไอเซนฮาวด์ ได้กล่าวว่า ภายใต้การทำสงครามโลกครั้งนี้ เมื่อผู้บัญชาการสูงสุดจะต้องยุ่งเกี่ยวอยู่เสมอกับประธานาธิบดีิ นายกรัฐมนตรี และเสนาธิการทหารหกคน เราต้องมีความอดทนอย่างมาก ไม่มีบุคคลไหนสามารถเป็นนโปเลียนหรือจูเลียต ซีซาร์ ได้ เขารู้คุณค่าของการอดทน ความร่วมมือจะจำเป็นต่อการบรรลุภารกิจไอเซนฮาวด์ มีความกล้าที่จะยอมรับว่าเขาไม่รู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เขาต้องอ่อนน้อมถ่อมตน จนทำให้เขากลายเป็นผู้นำที่บรรลุความสำเร็จ ภายในหนังสือของเขา At Ease : Stories I Tell My Friends เขาได้แนะนำว่าเราต้องพยายามเชื่อมโยงตัวเราเองและเรียนรู้ให้มากจากบุคคลที่รู้มากกว่าเราบุคคลที่ทำได้ดีกว่าเรา บุคคลที่มองได้ชัดเจนกว่าเรา เราทุกคนรู้เกี่ยวกับป้ายบนโต๊ะของแฮร์รี่ ทรูแมน อดีตประธานาธิบดีของอเมริกา อ่านว่า ความรับผิดชอบสิ้นสุดที่นี่ แต่ไอเซนฮาวด์ จะมีที่ทับกระดาษบนโต๊ะของเขาจารึกเป็นภาษาลาตินหมายความว่า กริยาที่อ่อนโยน การกระทำที่เข้มแข็ง การสะท้อนให้เห็นปรัชญาและความเป็นผู้นำของเขาความเป็นผู้นำของไอเซนฮาวด์ มักจะเป็นการใช้ดุลยพินิจทางคุณค่าที่เปลี่ยนแปลงจากบุคคลหนึ่งไปยังบุคคลหนึ่ง และบุคคลหนึ่งจากสถานการณ์หนึ่งไปสถานการณ์หนึ่ง เขาจะเป็นผู้นำตามสถานการณ์เมื่อใกล้จะถึงวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ 1944 ไอเซนฮาวด์ ได้ออกไปพบทหารของเขาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เขาได้ไปเยี่ยมกองทหาร 26 กอง สนามบิน 24 แห่ง และเรือรบ 5 ลำ เขาต้องการให้ทหารเรือ ทหารอากาศ และทหารบก มองเห็นบุคคลที่จะส่งพวกเขาไปสู่การรบให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และเขาจะพูดเป็นส่วนตัวกับทหารให้มากที่สุด เมื่อเขามาถึงค่ายทหารหรือสนามบิน เขาจะขอให้ทหารเลิกถือยศและเข้ามาล้อมรอบเขา เขาจะพูดกระตุ้น จับมือพวกเขา และพูดกับทหารทีละคน ไอเซนฮาวด์ไม่ได้ถามถึงอาวุธหรือการฝึกอบรมเหมือนกับนายพลส่วนใหญ่ถาม แต่เขาจะถามทหารว่ามาจากไหน และการดำเนินชีวิตเมื่อกลับบ้าน

ณ วันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ 1944 เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่ ดี-เดย์ จะเริ่มต้นขึ้น ไอเซนฮาวด์ ได้ไปเยี่ยมกองทหารพลร่มแอร์บอรน 101 เขาได้เดินเข้าไปท่ามกลางทหาร จับมือพวกเขา ตบหลังพวกเขา เล่าเรื่องตลก และสร้างขวัญกำลังใจ แต่ภายในกระเป๋าของเขาจะมีข้อความที่ตระเตรียมไว้
เขาจะต้องมีความรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความล้มเหลวที่อาจจะเป็นไปได้ของภารกิจ เขาได้คาดหวังอัตราผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตอาจจะสูงถึง 70% แต่การตัดสินใจก้าวไปข้างหน้าตามแผนได้กระทำไปแล้ว เขาได้วันทยาหัตถ์เครื่องบินแต่ละลำที่บินขึ้นจากทางวิ่ง และไอเซนฮาวด์ได้ร้องให้ เขารู้ว่าทหารทุกคนกล้าหาญที่เขาได้ยกย่องมาก่อนหน้านี้อาจจะไม่ได้กลับมา การเสียสละที่ยิ่งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นภายในเดือนก่อนที่จะถึง ดี-เดย์ ไอเซนฮาวด์ได้ไปเยี่ยมกองทหาร และรู้ว่าเมื่อเขาได้ออกคำสั่งแผนยุทธการโอเวอร์ลอร์ดเมื่อไร เขาจะกลายเป็นไร้พลัง ความสำเร็จของภารกิจจะขึ้นอยู่กับทหารที่บุกชายหาดนอร์มังดี ถ้าพวกเขาต่อสู้อย่างกล้าหาญกับทหารเยอรมัน ความมุ่งหมายของฝ่ายพันธมิตรจะบรรลุความสำเร็จ แต่ถ้าพวกเขาหมอบราบอยู่บนทรายด้วยความกลัว ข้าศึกย่อมจะชนะ แรงจูงใจของกองทหารสามารถพลิกสถานการณ์ได้ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไอเซนฮาวด์ได้รับดาวห้าดวง เนื่องจากเขาได้พิสูจน์ว่าเป็นผู้นำทางยุทธศาสตร์ที่มีประสิทธิภาพ ภายหลังสงครามโลกได้สิ้นสุดลง ไอเซนฮาวด์ ได้กลายเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย และต่อมาเป็นประธานาธิบดีคนที่ 34 ของอเมริกา แต่ไอเซนฮาวด์ ไม่ได้บรรลุความสำเร็จทางความเป็นผู้นำของเขาเพราะว่าเขามีบารมี หรือเพราะว่าเขาเป็นนักปราศัยที่ฉลาดด้วยวิสัยทัศน์ที่ชนะท่วมท้น เขาเป็นผู้นำเพราะว่าเขาเก่งทางการหลบหลีกภายในวงจรทางการเมือง เขาพอใจที่จะผลักดันแผนไปข้างหน้า และมุ่งการกระทำ ไม่ใช่ล้ำหน้าด้วยการถือตัวเองเป็นใหญ่ภายใต้ความเป็นผู้นำของไอเซนฮาวด์ เขาจะหมุนเวียนไปยังกองทหาร เขาจะพบบุคคลทุกคนตั้งแต่นายพลไปจนถึงพลทหารด้วยรอยยิ้ม ตบหลัง และสนใจต่อปัญหาของพวกเขา ไอเซนฮาวด์ ไม่ได้ปราศัยบันดาลใจที่จะสร้างขวัญกำลังใจ แต่เขาจะใช้การสนทนาที่เรียบง่าย จริงใจ ตรงไปตรงมา ไม่ใช่การให้ของที่ระลึก เขาจะให้การกระตุ้นทหารด้วยการตบหลังไอเซนฮาวด์ ได้กล่าวว่า ความโกรธไม่สามาถชนะได้ ความโกรธไม่สามารถแม้แต่คิดได้อย่างชัดเจน แม่ของเขาได้เปลี่ยนแปลงวิถีทางที่เขามองความโกรธ แม่ได้บอกเขาว่าการเกลียดหรือการโกรธบุคคลบางคนจะเจ็บตัวเองเท่านั้น บ่อยครั้งที่บุคคลอื่นจะไม่สนใจหรือแม้แต่รู้ถึงความโกรธ ไอเซนฮาวด์ ได้แก้ไขเพื่อที่จะกำจัดข้อเสียนี้ไอเซนฮาวด์ได้กระตุ้นกองทหารอย่างเปิดเผยด้วยคำพูดว่า เราจะยอมรับไม่น้อยกว่าชัยชนะอย่างเด็ดขาด โดยส่วนตัวเขากลัวว่าการบุกชายหาดนอร์มังดี อาจจะล้มเหลว เขารู้ว่าสายตาของชาวโลกมองที่บุคคลเดียวเท่านั้นคือตัวเขา เขาได้เขียนบันทึกไว้ว่า ถ้าการบุกบรรลุความสำเร็จ เขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ ถ้าการบุกล้มเหลว เขาในฐานะของผู้นำได้ตระเตรียมที่จะให้เหตุผลต่อชาวอเมริกันและครอบครัวที่ต้องสูญเสียบุคคลที่รักจากการบุกที่ล้มเหลว เมื่อคืนวันที่ 5 ได้เขียนจดหมายด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ คืนที่ได้สร้างความกระวนกระวายต่อเขา จนทำให้เขาลงวันที่ผิดเป็น 5 กรกฎาคม แทนที่จะเป็น 5 มิถุนายน ไอเซนฮาวด์ยอมรับว่าแผนของเขาอาจจะล้มเหลว “การยกพลขึ้นบกของเราที่แชร์บรูก – ฮาฟวร์ได้ล้มเหลวที่จะยึดที่มั่นได้อย่างพอใจ และผมได้ถอนกองทหารออกไป การตัดสินใจที่จะโจมตี ณ เวลาและสถานที่นี้อยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่หามาได้ดีที่สุดแล้ว กองทหารทั้งทางบก เรือ และอากาศ ได้สู้รบอย่างกล้าหาญและทุ่มเทต่อภาระหน้าที่ การกล่าวโทษหรือความผิดพลาดของความพยายามครั้งนี้จะเป็นผมเท่านั้น”ไอเซนฮาวด์ ไม่ได้เป็นผู้นำที่โดดเดี่ยว การบังคับบัญชาและการตัดสินใจโดยไม่มีข้อมูลหรือตรวจสอบ แตเขาเป็นผู้สนับสนุนที่ยืนกรานของการทำงานเป็นทีม ความเชื่อที่นำไปสู่สิ่งที่ได้กลายเป็นการโจมตีสะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบกยิ่งใหญ่ที่สุดภายในประวัติศาสตร์ทางทหาร การทำงานเป็นทีมของเขาจะต้องมีความร่วมมือท่ามกลางทุกกองทัพ ทหารบก ทหารอากาศ และทหารเรือ เพื่อที่จะบรรลุความเป็นเอกภาพ ไอเซนฮาวด์ ได้ขยายอำนาจหน้าที่ของเขาไปยังพวกเขาทุกคน ภายใต้การมุ่งการทำงานเป็นทีมและความร่วมมือ ไอเซนฮาวด์ ยังคงต้องมีความรับผิดชอบในที่สุดต่อการตัดสินที่สำคัญที่สุดของเขา แม้ว่าทุกกองทัพจะมีส่วนร่วมภายในยุทธการโอเวอร์ลอร์ด มันยังคงต้องขึ้นอยู่กับเขา และเขาเท่านั้นที่จะต้ดสินใจว่าเมื่อไรยุทธการโอเวอร์ลอร์ด จะเริ่มขึ้น ในที่สุดเขาได้ออกคำสั่งด้วยคำพูดที่สั้นว่า ” O.K. , Let ‘s Go ” ด้วยคำพูดเหล่านี้ ไอเซนฮาวด์ ได้ตัดสินใจ ดี -เดย์ การบุกยุโรป ต่อจากนี้ไปไอเซนเฮาวด์ รับรู้ว่าความสำเร็จของการบุกยุโรป ไม่ได้อยู่ภายในมือของเขาต่อไปอีกแล้ว

ภายใต้ความเป็นผู้นำของไอเซนฮาวด์ เขาไม่เคยมองทหารของเขาเป็นตัวเลขเขาระลึกอยู่เสมอว่าบุคคลแต่ละคนคือมนุษย์ที่มีครอบครัวและเพื่อน
เพื่อที่จะรักษาไว้ที่แนวหน้าของจิตใจของเขา ไอเซนฮาวด์มักจะหลบหนีไปจากโตะทำงานของเขา และกล่าวว่า ผู้ยิ่งใหญ่กำลังเดินแถวเข้ามาภายในสำนักงานของผมเขาจะไปแนวหน้าเพื่อที่จะพบทหารของเขา เขาไม่เคยมองตัวเองว่าอยู่เหนือ บุคคลของเขา เขาเป็นบุคคลหนึ่งของพวกเขา เขาเป็นเพียงแต่เป็นบุคคลที่ต้องตัดสินใจเท่านั้น ความเชื่อของเขาคือ อย่าประเมินค่าหรือวางตัวเราเองเหนือกว่าบุคคลของเราจนเกินไป บุคคลที่เราต้องอาศัย
ผู้นาต้องมองโลกแง่ดีอยูเสมอ การมองโลกในแง่ดี และการมองโลกในแง่ร้ายจะเป็นโรคติดเชื้อ และมันจะกระจายจากบนล่างอย่างรวดเร็วกว่าทุกทิศทาง
เราต้องให้ ทำไม แก่บุคคลของเราเบื้องหลังสิ่งที่เราขอให้พวกเขาทำ ไอเซนฮาวด์ เชื่อมั่นว่าบุคคลต้องการความเชื่อมั่นภายในจิตใจว่าพวกเขากำลังต่อสู้เพื่อสาเหตุที่คุ้มค่าหรือไม่ พวกเขาต้องการรู้ว่า ทำไม เบื้องหลังของทุกการออกคำสั่ง แม้ว่าโลกของบริษัทจะแตกต่างจากโลกของทหาร บุคคลคือบุคคลไม่วาจะเป็นอุตสาหกรรมหรือวิชาชีพอะไร เมื่อบุคคลเชื่อว่าผู้นำของพวกเขาห่วงใยพวกเขาอย่างจริงใจ แรงจูงใจที่จะทำตามคำสั่งจะเป็นไปตามธรรมชาติไอเซนฮาวด์ ไม่เพียงแต่จะเหน็ดเหนื่อยจากการตััดสินใจที่อาจจะกระทบต่อชีวิตของบุคคลหลายแสนคน หรือแม้แต่โชคชะตาของประเทศ แต่จะเป็นปัญหาทางเหตุผลและการเมืองที่เขาต่อสู้ทุกวันภายในการทำสงคราม นานกว่าทศรรษ เขาทำงาน 12 – 14 ชั่วโมงต่อวัน 7 วันต่อสัปดาห์ สูบบุหรี่ 4 แพ็ค ดื่มกาแฟแก้าแล้วแก้วเล่าแตะละวัน ไอเซนฮาวด์ รับรู้ว่าความเครียดที่หยุดยั้งและหลบหนีไม่ได้จะลดลงได้ภายใต้ความอดทนอย่างไร แรงกดดันจะกลายเป็นรุนแรงมากขึ้น เมื่อมีการนำเสนอด้านความเลวร้ายจากเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนของการสู้รบ แต่ไอเซนฮาวด์ ได้ผูกพันต่อการไม่เปิดเผยความเครียดของเขาต่อบุคคลอื่น แต่เขาจะเชื่อมั่นว่ามันเป็นความจำเป็นต่อผู้บัญชาการที่ต้องรักษาการมองโลกในแง่ดีของตังเองและกองทหารไว้ ถ้าปราศจากความเชื่อมั่น ความกระตือรือร้น และการมองโลกในแง่ดี แล้ว ชัยชนะยากที่จะเกิดขึ้นได้
เมื่อ ค.ศ 1944 ไอเซนฮาวด์ ได้ปราศัยกับนายร้อยที่จบจากรอแยล บริติซ
มิลิทารี่ อคาเดมี่ เราต้องรู้จักบุคคลแต่ละคนของเรา ไม่เพียงพอที่เราจะเป็นทหารที่ดีที่สุดภายในหน่วย เราเข้มแข็งที่สุด บึกบึนที่สุด อดทนที่สุด อุปกรณ์ดีที่สุด เราต้องเป็นผู้นำของพวกเขา พ่อของพวกเขา พี่เลี้ยงของพวกเขา เราต้องเข้าใจปัญหาของพวกเขา เราต้องทำให้พวกเขาพ้นความยุ่งยาก เราต้องช่วยชีวิตพวกเขา การปลูกฝังความเข้าใจมนุษย์ระหว่างเราและบุคคลของเราจะเป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องเชี่ยวชาญ เราต้องเชี่ยวชาญอย่างรวดเร็วความสำเร็จของการบุกนอร์มังดีไม่ได้อยู่ภายในการควบคุมของไอเซนฮาวด์ ทั้งหมดแต่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพอากาศของการข้ามช่องแคบอังกฤษด้วย และการกระโดดร่มชูชีพจะต้องมีสภาพอากาศที่ดี ไอเซนฮาวด์ ได้วางแผนส่งกองทหารข้ามช่องแคบอังกฤษวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ 1944 แต่สภาพอากาศไม่ดีเลย ท้องฟ้ามีเมฆมาก ฝนตกหนัก และทะเลคลื่นแรง แม้ว่าสภาพอากาศวันพรุ่งนี้จะไม่ดีแต่จะดีกว่าวันที่ 5 ไอเซนฮาวด์ ได้ตัดสินใจเลื่อนการบุกยุโรปไปหนึ่งวันไอเซนฮาวด์ ได้แสดงความเคารพต่อทหารพลร่มอเมริกันและอ้งกฤษ เมื่อพวกเขาได้เข้าแถวที่จะบินไป่สู่การสู้รบคืนนั้น หน้าของพวกเขาจะทาเถ้าถ่านเพื่อการอำพรางตัว
เมื่อคืนวันที่ 5 มิถุนายน 1944 ไอเซนฮาวด์ จะกระวนกระวายและนอนไม่หลับ เขาทำงาน 20 ชัวโมง ณ กองบัญชาการ
ของเขา ณ เซ้าธ์วิค เฮ้าส์ พอร์ตเม้าธ์ด้านนอก อังกฤษ เขาได้เขียนจดหมายคืนนั้นด้วยดินสอบนกระดาษสมุดบันทึก และเรียกกันว่า ” In Case of Failure Letter ” เนื่องจากความกระวนกระวาย ไอเซนฮาวด์ได้ลงวันที่จดหมายผิดเป็น 5 กรกฎาคม วันที่จริงคือ 5 มิถุนายน
ภายในการตระเตรียมเพื่อการบุกดี – เดย์ ไอเซนฮาวด์ได้ครุ่นคิดอย่างรอบคอบว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าการยกพลขึ้นบกล้มเหลว ถ้าเยอรมันสามารถทำให้กองทหารฝ่ายพันธมิตรต้องล่าถอย และไม่อาจจะยึดครองที่มั่น เพื่อที่จะยึดยุโรปมาจากเยอรมันได้ คำตอบของไอเซนฮาวด์ จะเป็นโมเดลของความเป็นผู้นำที่ดีมากแก่ผู้นำทุกคน เขาจะยอมรับการกล่าวโทษ ไม่พิจารณาว่าอะไรได้เกิดขึ้น เขาจะรับผิดชอบอย่างเต็มที่ต่อความล้มเหลว เราต้องให้การยกย่องแก่ทหารที่ได้เสียสละชีวิตของพวกเขา
ไอเซนฮาวด์ คือผู้บังคับบัญชาสูงสุดของกำลังฝ่ายสัมพันธมิตรภายในยุโรป สงครามโลกครั้งที่สอง เขาต้องบังคับบัญชากองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร ภายในการทำสงครามกับเยอรมัน เนื่องจากความเป็นผู้นำที่ดีเลิศ และความสามารถทางการวางแผน และการบังคับบัญชาของเขา ได้มีส่วนช่วยอย่างมากต่อการได้ชัยชนะสงครามโลกครั้งที่สอง เขาได้เป็นประธานาธิบดีคนที่ 34 ของอเมริกาถึงสองสมัยด้วย ตั้งแต่ ค.ศ 1953 ถึง 1961ไอเซนฮาวด์ เกิดที่เท็กซัส เขาเป็นลูกคนที่สามจากเจ็ดคนภายในครอบครัว เมื่ออายุ 20 ปี เขาได้สมัครเข้าโรงเรียนนายเรือ แต่ถูกปฏิเสธเพราะว่าอายุเกิน ดังนั้นเขาได้ไปเข้าเรียนโรงเรียนทหารเวสท์พอยท์ และจบการศึกษาเมื่อ ค.ศ 1915 เมื่ออเมริกาเริ่มต้นทำสงครามกับเยอรมันระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ไอเซนฮาวด์ ได้ถูกมอบหมายให้วางแผนต่อสู้กับญี่ปุนและเยอรมัน เขาได้ถูกเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการอาวุโสอย่างรวดเร็ว เนื่องจากความสามารถทางการบริหารที่ดีเยี่ยมของเขาความเป็นผู้นำและยุทธการโอเวอร์ลอร์ดของไอเซนฮาวด์ ในที่สุดได้ถูกทดสอบทดสอบเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน ค.ศ 1944 การบุกนอร์มังดีด้วยเรือ 4,000 ลำ เครื่องบิน 11,000 ลำ และทหารเกือบสามล้านคน การระดมกำลังภายในอังกฤษเพื่อการบุกยุโรป ก่อนที่จะส่งกองทหารบุกนอร์มังดี ณ ดี – เดย์ ไอเซนฮาวด์ ได้เขียนบันทึกสองฉบับ ฉบับที่หนึ่งจะเป็นการระดมกองทหารเพื่อชัยชนะ ฉบับที่สองจะเป็นกรณีของความล้มเหลว
15-9-61
ไอเซนเฮาร์ ได้เขียนบันทึกฉบับแรกที่เผยแพร่อย่างเป็นทางการว่า
เราได้เดินทางเพื่อการทำสงครามครูเสดครั้งใหญ่ มุ่งไปสูู่ที่เราได้ฟันฝ่าอยู่หลายเดือน สายตาชาวโลกกำลังมองเราอยู่ ความหวังและคำอธิษฐานของบุคคลที่รักเสรีภาพที่จะเดินแถวไปกับเรา ภายในกองร้อยที่กล้าหาญ พันธมิตรและต่อสู้เคียงบ่าเคียงใหล่ การต่อสู้ที่จะทำลายอาวุธเยอรมัน การกำจัดการกดขี่ของนาซีที่บังคับชาวยุโรป และเพื่อความมั่นคงของตัวเราเองภายในโลกเสรี…………..
เราจะยอมรับไม่น้อยกว่าการได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาด โชคดี
ฉบัับที่สองจะเป็นคำแถลงที่ไม่ได้ถูกอ่านหรือใช้ เนื่องจากการบุกไม่ได้ล้มเหลว ไอเซนฮาวด์ได้ทิ้งบันทึกไว้ด้านข้าง เมื่อกลายเป็นความชัดเจนว่าการบุกได้บรรลุความสำเร็จ
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







