ปัญหาความขัดแย้ง : กรณีศึกษา Islamic State

การปรากฏตัวของกองกำลังที่เรียกกันมาแต่ต้นว่ากองกำลังรัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย (Islamic State of Iraq and Syria) หรือ ISIS หรือกองกำลังรัฐอิสลามแห่งอีรักและลีแวนท์ (The Islamic State of Iraq and the Levant) หรือ ISIL โดยคำว่าลีแวนท์นี้ก็หมายถึงเขตแดนในบริเวณที่ตั้งของซีเรียและดินแดนใกล้เคียง โดยเฉพาะเขตแดนที่อยู่ทางด้านตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนนั่นเอง ซีเรียนั้นมีชื่อเรียกในภาษาอาหรับว่า “ชาม” กองกำลังนี้จึงเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่ารัฐอิสลามอัช-ชาม อันเป็นกองกำลังของกลุ่มคนที่ยึดถือสำนักคิดซุนนี (Sunni) ที่ปฏิบัติการณ์อยู่ในอิรักและซีเรียในนาม “รัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย” เพื่อจัดตั้งรัฐอิสลามภายใต้เคาะลีฟะฮ์ (ผู้นำที่ปกครองอาณาจักร ซึ่งดูแลทั้งกิจการศาสนาและกิจการของรัฐ) หรือที่ฝรั่งเรียกว่า กาหลิป (Caliphate) กำลังสร้างปรากฏการณ์ใหม่ในเอเชียตะวันตก (West Asia) หรือตะวันออกกลางอยู่ในเวลานี้
การประกาศตัวขึ้นเป็นเคาะลีฟะฮ์ของอบูบักร์ บัฆดาดี (Abubakr Baghdadi) ในฐานะผู้ปกครองอาณาจักร ซึ่งถ้าประสบความสำเร็จกองกำลังนี้ก็จะขยายตัวไปสู่ดินแดนอื่นๆ ในภูมิภาคต่อไป รวมทั้งการปรากฏตัวของกองกำลังที่ต่อไปนี้จะขอเรียกว่า ISIL นั้นได้นำไปสู่การอภิปรายอย่างกว้างขวางในโลกมุสลิมว่าในท้ายที่สุดแล้วจะลงเอยอย่างไร
คำถามที่มีอยู่ทั่วไปก็คงหนีไม่พ้นคำถามที่ว่าทำไมการปรากฏตัวของกองกำลัง ISIS หรือ ISIL หรืออัชชามที่เน้นความเป็นรัฐอิสลาม ภายใต้ผู้ปกครองที่เรียกว่าเคาะลีฟะฮ์นี้จึงปฏิบัติการณ์ได้อย่างรวดเร็วและสร้างผลสะเทือนอย่างมากหลังจากหนึ่งทศวรรษแห่งการจากไปของประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็นผู้ปกครองซุนนีที่ปกครองคนส่วนใหญ่ที่เป็นชีอะฮ์มายาวนานกว่า 23 ปี
ปฏิบัติการณ์ของ ISIL เริ่มต้นด้วยการเข้ายึดครองดินแดนบางส่วนทางภาคเหนือของซีเรียตามมาด้วยเมืองที่อยู่ทางภาคเหนือของอิรักได้แก่ซามาร่า (5 มิถุนายน) โมซุล (9 มิถุนายน) ติกริตซึ่งเป็นที่พำนักของซัดดัม ฮุสเซ็น (11 มิถุนายน) ที่สำคัญคือปฏิบัติการของกองกำลัง ISIL นี้มิได้ทำงานร่วมกับขบวนการอัล-กออิดะฮ์ (Al-qaida) ที่มีปฏิบัติการณ์อย่างต่อเนื่องในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอิรักและซีเรียแต่อย่างใด และดูเหมือนว่าในเวลานี้กองกำลัง ISIL ที่เคยผูกพันกับขบวนการอัล-กออิดะฮ์มาก่อน จะไม่เป็นที่พอใจของขบวนการอัล-กออิดะฮ์เป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากความแตกต่างในเป้าหมายของการขับเคลื่อนสู่การตั้งรัฐของแต่ละฝ่าย การประกาศตั้งรัฐอิสลามครั้งนี้ยังไม่มีประเทศใดหรือกลุ่มใดให้การยอมรับ ทั้งนี้ดินแดนลีแวนท์ที่เป็นความปรารถนาของ ISIL นี้ยังหมายรวมถึงเลบานอน อิสราเอล ปาเลสไตน์ จอร์แดน ไซปรัสและภาคใต้ของตุรกีอีกด้วย อย่างไรก็ตามความสนใจของ ISIL จะเริ่มต้นที่อีรักและซีเรียเป็นด้านหลัก
ในความเห็นของนักวิชาการอย่าง Ruslan Maskadov ISIL เป็นผลมาจากการที่สหรัฐและพันธมิตรทำสงครามในอิรักเมื่อปี 2003 ซึ่งในเวลาต่อมาได้จุดประกายความรุนแรงไปทั่วภูมิภาค นำไปสู่การก่อกำเนิดของขบวนการต่างๆ จำนวนหนึ่ง หนึ่งในนั้นคือกลุ่มติดอาวุธ ญะมาอัต อัต-เตาฮีด อัล-ญิฮาด หรือองค์การเอกภาพแห่งศรัทธาและการดิ้นรนต่อสู้ การดิ้นรนต่อสู้นี้ในภาษาอาหรับเรียกว่า ญิฮาด ญิฮาดในความหมายแท้จริงจึงไม่ใช่สงครามศักดิ์สิทธิ์ เพราะสงครามเป็นความชั่วร้ายที่ยอมให้กระทำได้ (Necessary evil) เมื่อการต่อสู้ด้วยสันติวิธีไม่ได้ผล องค์การดังกล่าวนำโดยมุสอับ อัซ-ซอร์กอวีของอิรัก ที่ต่อมาประกาศความจงรักภักดีต่อขบวนการอัล-กออิดะฮ์ และถูกสหรัฐลอบสังหารในเวลาต่อมา
ปี 2006 ได้ปรากฏชื่อกองกำลังกลุ่มรัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย (ISIS) ขึ้นมาภายใต้อบู อับดุลลอฮ์ อัร-รอชีด อัล-บัฆดาดี เป้าหมายสำคัญของกองกำลังนี้อยู่ที่การปลดปล่อยชาวซุนนีที่ได้รับการกดขี่ มีอบูอัยยูบ อัลมัสริ (Ayyub al-Masri) แห่งอียิปต์เข้าร่วม กระนั้นแกนนำทั้งสองก็ต้องจบชีวิตลงโดยปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐและอิรัก (2010) เช่นกัน ทำให้อบูบักร์ อัล-บัฆดาดี (Abubakr al-Baghdadi) ขึ้นมาเป็นผู้นำในปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า ISIS หรือ ISIL มีฐานรากมาจากกองกำลังติดอาวุธ แต่ปฏิบัติการณ์ในอิรักและซีเรียเพิ่งเป็นที่รับรู้ของสาธารณชน
กองกำลังของ ISIL
จากรายงานของ The Economist พบว่า ISIL มีกองกำลังหกพันคนในอิรัก สามพัน-ห้าพันคนในซีเรีย มีกองกำลังต่างชาติหรือนักรบมุญาฮิดีนนานาชาติอีกกว่าสามพันคน โดยหนึ่งพันคนมาจากเชชเนีย และอีกราวห้าร้อยคนมาจากฝรั่งเศสและอังกฤษ มีกองกำลังที่เป็นทหารบ้านอีกหนึ่งหมื่นห้าพันคน
มุมมองจากโลกมุสลิม
สำหรับอิหร่าน ISIL คือกลุ่มก่อการร้ายที่ใช้ความโหดเหี้ยมสังหารผู้คนเพื่อขึ้นมาสู่อำนาจ ในขณะที่คนอีกจำนวนมากเชื่อว่า ISIL มีลักษณะเป็นกองทหารมากกว่าจะเป็นกลุ่มก่อการร้าย มีจุดหมายชัดเจนคือการทำให้อิรักและซีเรียเป็นรัฐอิสลามตามแนวซุนนี เป็นองค์การช่วยเหลือประชาชนและการกุศล มีทักษะสูงในการต่อสู้แบบจรยุทธ์แต่ไม่น่าจะมีความเข้มแข็งพอจนถึงขั้นเข้าครองอิรักและซีเรียได้
การปรับตัวของรัฐบาลอิรักหลังการเข้ามาของ ISIL
นูรี อัล-มาลิกี (Nuri al-Maliki) นายกรัฐมนตรีของอิรักซึ่งถูกวิพากษ์มาตลอดว่าไม่ให้ความเท่าเทียมกับกลุ่มชนที่มีสำนักคิดต่างกัน เริ่มรู้สึกตัวและหวาดหวั่นถึงการเข้ามาของกลุ่มที่ถูกเรียกว่าญิฮาด (ผู้ต่อสู้ดิ้นรน) หรือที่ตะวันตกเรียกว่า Jihadist ของ ISIL โดยเสนอการอภัยโทษให้กับประชาชนที่ต่อต้านรัฐทั้งนี้ก็เพื่อหยุดยั้งประชาชนไม่ให้เข้าไปเกี่ยวพันกับ ISIL ซึ่งมีทักษะในการรบสูง และประกาศจัดตั้งรัฐอิสลามในอิรัก เขาประกาศการให้อภัยนี้ในสภาในช่วงต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา หลังจากเขาถูกวิจารณ์ว่าเป็นผู้สร้างความเหลื่อมล้ำอย่างชัดเจนในการปกครองหลังสมัยประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น
ปฏิบัติการสายฟ้าแลบของ ISIL ทำให้สหรัฐอเมริกาต้องเตือนรัฐบาลอิรักว่า “เวลาไม่ได้อยู่ข้างอิรัก” อีกต่อไปแล้ว โดยโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ Maria Harf เรียกร้องอิรักให้เร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร็วที่สุด
ตัวแทนพิเศษของสหประชาชาติ Nickolay Mladinov กล่าวว่านักการเมืองอิรัก ควรจะยอมรับได้แล้วว่าเหตุการณ์ในอิรักไม่ได้เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว
การมาถึงของ ISIL ไม่ว่าจะถูกมองไปในแง่ใด แต่อย่างน้อยกองกำลังนี้ก็บีบให้มีการตกลงกันอย่างเป็นทางการในอิรักว่าจากนี้ไปเพื่อความสมานฉันท์ของตนในประเทศ สมควรให้สำนักคิดที่ต่างกันได้มีตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลดังนี้ นายกรัฐมนตรีจะเป็นชีอะฮ์อาหรับ (Shi’ah Arab) เนื่องจากเป็นคนกลุ่มใหญ่ในประเทศ (อิรักมีชีอะฮ์อยู่ร้อยละ 60 ที่เหลือส่วนใหญ่จะเป็นซุนนีและชาวคริสต์อีกจำนวนหนึ่ง) ประธานรัฐสภาจะเป็นชาวซุนนีและประธานาธิบดีจะเป็นชาวคูร์ด (Kurd) ทั้งนี้ชาวคูร์ดหรือเคิร์ดส่วนใหญ่จะเป็นซุนนี
หลังจากการเปลี่ยนผ่านมาระยะหนึ่งในที่สุดการเรียกขานชื่อของขบวนการซุนนีที่ลุกขึ้นมาสถาปนารัฐอิสลามในอิรักก็ขอเรียกชื่อขบวนการของตนเองใหม่ว่ารัฐอิสลาม (Islamic State) หรือ IS เท่านั้น ก่อนหน้านี้ขบวนการนี้รู้จักกันในชื่อรัฐอิสลามแห่งอิรักและซีเรีย (Islamic state of Iraq and Syria) หรือ ISIS และรัฐอิสลามแห่งอิรักและเลอวองก์ (Islamic state of Iraq and Levant) หรืออ่านกันในภูมิภาคอาหรับว่าลีแวนต์อันหมายถึงดินแดนที่อยู่ทางตะวันออกของทะเลมิดิเตอร์เรเนียนซึ่งได้แก่เลบานอน อิสราเอลและตุรกี
ขบวนการ IS หรือขบวนการก่อตั้งรัฐอิสลาม (Islamic State) เปิดตัวแรงด้วยการเปิดหน้าท้าทายขบวนการอัล-กออิดะฮ์ที่พวกเขาแยกตัวออกมา และเปิดตัวอัล-บัฆดาดี ในฐานะผู้นำขบวนการต่อสู้ตามแนวทางญิฮาด (Jihadist) ระดับโลก
หลังจากถูกวิพากษ์ว่าไม่กระจายความยุติธรรมให้ครอบคลุมแก่ทุกกลุ่มชนของทุกสำนักคิดในที่สุดนูรี อัลมาลิกี นายกรัฐมนตรีของอิรักก็ได้ส่งกองกำลังของรัฐบาลออกมาต่อกรกับ IS ทีเมืองติกริต (Tikrit) บ้านเกิดของซัดดัม ฮุสเซ็นที่ถูก IS เข้ายึดครองจนทำให้มีผู้เสียชีวิตจากการปะทะกันครั้งนี้ราว 1,000 คนนำไปสู่การไร้ที่อยู่ของคนอีกจำนวนนับพัน
ต้นเดือนกรกฏาคม IS ประกาศจัดตั้งรัฐเคาะลีฟะฮ์ (Caliphate) หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อกาหลิป อันเป็นรูปแบบการปกครองที่เกิดขึ้นหลังการจากไปของศาสดามุฮัมมัด ศาสดาท่านสุดท้ายของอิสลามซึ่งมีเคาะลีฟะฮ์ที่ทรงธรรมสืบทอดสี่ท่าน โดยผู้สืบทอดท่านที่สี่คือท่านอะลี อิบนิ อบีฏอลิบ ลูกพี่ลูกน้องและบุตรเขยของท่านศาสดาที่ได้รับการสถาปนาให้เป็นอิมามท่านแรกของสำนักคิดชีอะฮ์
ความแตกต่างระหว่างสำนักคิดชีอะฮ์และซุนนีอยู่ที่ฝ่ายหนึ่ง (ซุนนี) เชื่อว่าผู้สืบทอดศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ในตำแหน่งเคาะลีฟะฮ์หรือกาหลิปจะมาจากการแต่งตั้งหรือเลือกตั้งหรือจากเผ่าพันธุ์ของท่านศาสดาก็ได้ ในขณะที่ฝ่ายชีอะฮ์เชื่อว่าผู้สืบทอดท่านศาสดาต้องมาจากครอบครัวของท่านศาสดาเท่านั้น ในซีเรียซึ่งประชาชนส่วนใหญ่เป็นซุนนีนั้นพบว่าบาชัรอัล-อะสัดและตระกูลอัล-อะสัด เป็นชีอะฮ์และครองอำนาจมายาวนาน ในเวลาเดียวกันในสมัยซัดดัม ฮุสเซ็นประชาชนอิรักส่วนใหญ่เป็นชีอะฮ์แต่ผู้ปกครองกลับเป็นซุนนี
ขบวนการ IS คือผลพวงของขบวนการซุนนี ซึ่งลุกมาต่อต้านการเข้ามารุกรานของสหรัฐอเมริกา และการครองอำนาจของผู้นำชีอะฮ์ทั้งในซีเรียและอิรักในปัจจุบัน ซึ่งทำให้ชาวซุนนีสูญเสียอำนาจอย่างไรก็ตามวิธีการของขบวนการ IS ที่ใช้ความรุนแรงเข้ามาสู่อำนาจได้รับการประณามอย่างรุนแรงจากฝ่ายชีอะฮ์และโลกมุสลิมบางส่วน
IS ประกาศการจัดตั้งรัฐบาลเคาะลีฟะฮ์อันเป็นรัฐบาลที่ผู้ปกครองจะเป็นผู้ดูแลกิจการศาสนาและการปกครองไปพร้อมๆ กัน รัฐเคาะลีฟะฮ์หรือรัฐกาหลิปสุดท้ายที่มีให้เห็นคือการปกครองของสุลฏอนหรือสุลต่าน อับดุลฮามิดของตุรกีก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 ในอดีตระบบคาะลีฟะฮ์รุ่งเรืองหลังการจากไปของท่านศาสดา โดยผู้สืบทอดทั้งสี่ท่าน (อะบูบักร อุมัร อุษมานและอะลี) นั้นเรียกกันว่าเคาะลีฟะฮ์ผู้ทรงธรรม (The Right Guided Caliph ปี 661-750 ในสมัยอุมัยยะฮ์ (Ummayah)) และปี 750-1517 ในสมัยอับบาซียะฮ์ (Abbasiyah) ต่อมาระบอบนี้ถูกแทนที่โดยการสืบตระกูลและการเกิดขึ้นของราชวงศ์ต่างๆ ทั่วโลกมุสลิม แต่การปกครองระบอบเคาะลีฟะฮ์ (Khilafat) ก็เป็นความใฝ่ฝันของชาวมุสลิมมาตลอด แม้แต่ในหมู่ชาวมุสลิมของอินเดียที่ก่อตั้งขบวนการเรียกร้องการจัดตั้งรัฐเคาะลีฟะฮ์ (Khilafat Moverment) ขึ้นมาในโลกมุสลิม แม้ว่าจะไม่ได้รับความสำเร็จก็ตาม
ในบันทึกของผู้ก่อตั้งรัฐอิสลาม (IS) อะบูบักร์ อัล-บัฆดาดี หรืออะบูบักร์แห่งกรุงแบกแดดได้ ประกาศให้ตัวเองเป็น “ผู้นำของโลกมุสลิมทุกแห่งหน” โดยใช้ชื่อว่าเคาะลีฟะฮ์อิบรอฮีม (Caliph Ibrahim) อันเป็นชื่อจริงของเขา การปกครองนี้จะเน้นความเป็นซุนนีเป็นด้านหลัก ซึ่งแน่นอนย่อมได้รับการต่อต้านจากผู้ถือสำนักคิดชีอะฮ์
ปัจจุบันสำนักคิดชีอะฮ์จะมีผู้ยึดถืออยู่ในสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านมากกว่าร้อยละ 85 อิรักร้อยละ 60 และชาวชีอะฮ์ยังเป็นชนกลุ่มน้อยในโลกมุสลิมอีกจำนวนมาก อาจกล่าวได้ว่าโดยหลักการกว้างๆ ซุนนีเชื่อในการเลือกตั้ง (Election) ฝ่ายชีอะฮ์ชื่อในการสืบเชื้อสาย (Designation) แต่ทั้งสองสำนักคิดนี้ท่านศาสดาไม่เคยรู้จักเพราะเกิดขึ้นหลังการจากไปของท่านและส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากแรงผลักดันทางการเมือง
ดังได้กล่าวมาแล้วสำหรับชาวซุนนีนั้นผู้สืบทอดท่านศาสดาจะมาจากการเลือกตั้งหรือแต่งตั้งหรือมาจากเผ่าพันธุ์ของท่านศาสดา (กุร็อยช์) ก็ได้ ในขณะที่ฝ่ายชีอะฮ์เชื่อว่าผู้สืบทอดศาสดามุฮัมมัด (ขอความสันติจงมีแด่ท่าน) ต้องมาจากครอบครัวของท่านศาสดาเท่านั้น โดยมีท่านอะลีเป็นอิมามท่านแรกและมีการสืบทอดไปจนถึงอิมามท่านที่ 12 โดยอิมามท่านที่ 12 (อิมามมะฮ์ดี) ได้หายตัวไปและจะกลับมาทำให้โลกสะอาดบริสุทธิ์ (to set the world right) อีกครั้ง ปัจจุบันมีชาวซุนนีอยู่ร้อยละ 80-85 ชาวชีอะฮ์ร้อยละ 15-20
เราไม่เรียกความแตกต่างของซุนนี-ชีอะฮ์ว่านิกาย (sect) แต่เรียกว่าสำนักคิด (School of thought) มากกว่าเนื่องจากหลักการสำคัญๆ มิได้แตกต่างกันเช่นเชื่อว่าพระองค์อัลลอฮ์เป็นพระเจ้าและมุฮัมมัดเป็นศาสดาของพระองค์ เชื่อว่าโลกต้องพบจุดจบและมีโลกหน้า (Hereafter) เชื่อในวันพิพากษา (Day of Judgement) ฯลฯ แต่มีข้อปลีกย่อยที่แตกต่างกันเช่นสำหรับชาวซุนนี การละศีลอดในเดือนเราะมะฏอน จะมีขึ้นทันทีหลังดวงอาทิตย์ตก (Sunset) ในขณะที่ชาวชีอะฮ์จะละศีลอดเมื่อมองไม่เห็นใบไม้แล้วหรือเมื่อความมืดมาเยือน ชาวซุนนีละหมาด 5 เวลา ชาวชีอะฮ์เอาเวลาละหมาดมารวมกันโดยจะละหมาดเพียงสามครั้งสามเวลา วันศุกร์ชายมุสลิมต้องไปสุเหร่าเพื่อละหมาดร่วมกัน ในขณะที่ฝ่ายชีอะฮ์จะไปหรือไม่ไปก็ได้ ฯลฯ
ดังได้กล่าวมาแล้วเช่นกันว่าความแตกต่างของซุนนี-ชีอะฮ์ ในอิรักเป็นเรื่องของการเมืองมากกว่าสำนักคิดทางศาสนา นั่นคืออิรักซึ่งมีชาวชีอะฮ์เป็นชนกลุ่มใหญ่เคยถูกซัดดัม ฮุสเซ็นซึ่งเป็นซุนนีขึ้นมาปกครองยาวนานถึง 23 ปี ปัจจุบันนูรี อัล-มาลิกีที่ขึ้นมาเป็นผู้นำอิรักเป็นชีอะฮ์ และในขณะที่ชาวชีอะฮ์ส่วนใหญ่ได้ขึ้นมาปกครองประเทศนั้น ชาวซุนนีกลับสูญเสียอำนาจที่เคยมีอย่างมากในสมัยของซัดดัมไป
การประกาศตัวของ IS แสดงถึงความมั่นใจของ IS ที่จะแยกตัวออกมาจากกลุ่มอัล-กออิดะฮ์ การก่อตั้งรัฐอิสลามของ IS ถือเป็นขบวนการญิฮาดระหว่างประเทศที่มีความสำคัญหลังเหตุการณ์ 9/11 กล่าวกันว่า IS เป็นขบวนการญิฮาดนานาชาติที่ร่ำรวยที่สุด
บัฆดาดีคือใคร
อะบูบักร์ บัฆดาดีหรือในชื่อจริงว่าอิบรอฮีมเกิดที่เมืองซะมัรเราะฮ์ (Samarra) ของอิรักในปี 1971 มีประวัติการต่อสู้อย่างโชกโชน โดยเฉพาะการต่อสู้กับกองกำลังผู้รุกรานอเมริกันในปี 2003 ก่อนที่จะมาแตกหักกับอัยมาน อัส-สวาฮิรี ผู้นำอัล-กออิดะฮ์คนปัจจุบัน
บัฆดาดีมีลักษณะที่น่าดึงดูดใจ โดยเฉพาะยุทธศาสตร์การต่อสู้ที่ทรหดของเขาในทุกสถานการณ์ ดังนั้นบุคลิกของเขาบวกกับการตั้งรัฐอิสลามในอุดมการณ์ของคนจำนวนมากทำให้เขาได้รับการตอบรับจากนักต่อสู้มุสลิมทั่วโลก โดยเฉพาะที่มาจากหลากหลายประเทศ รวมไปถึงชาวมุสลิมจากอังกฤษและฝรั่งเศส
IS ยังมีความสามารถในการประชาสัมพันธ์ผลงานของตัวเองลงในนิตยสารต่างๆ และ VDO โดยผ่านภาษาอังกฤษและภาษาอื่นๆ ของยุโรป
ในซีเรีย IS ประสบความสำเร็จในการควบคุมดินแดนที่ดีร เอซซอร (Deir Ezzor) ใกล้กับชายแดนอิรัก ดินแดนรอกา (Raqa) ทางเหนือและดินแดนบางส่วนที่อยู่ติดกับจังหวัดอเล็ปโปและอีกหลายดินแดนในอิรัก
อัมร์ คูซาอีย์ (Amr Khuzaie) ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี มาลิกีกล่าวว่าวิกฤตในอิรักนั้นอันตรายมากกว่าความขัดแย้งซุนนี-ชีอะฮ์ (2000-2007) ที่ผ่านมา สงครามครั้งนี้ไม่ใช่สงครามสำนักคิด แต่เป็นสงครามที่มีการจัดตั้งเป็นอย่างดีและเป็นสงครามที่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลมีความสามารถเป็นอย่างมาก







