INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ทรัมป์กับมุสลิม

anti islam01

จรัญ มะลูลีม

 

ชาวมุสลิมทั่วโลกได้แสดงความผิดหวังหลังการเลือกตั้งได้เพียงหนึ่งวัน  เมื่อรู้ว่าทรัมป์ได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของสหรัฐ  โดยพวกเขาหวาดกลัวว่าความตึงเครียดระหว่างตะวันตกและอิสลามจะมีส่วนผลักดันให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกันยิ่งขึ้นไปอีก

เมื่อประธานาธิบดีอียิปต์ได้แสดงความยินดีกับทรัมป์มาแต่เนิ่นๆ นั้น  คนมุสลิมทั่วไปก็มีความกังวลว่าทรัมป์จะกลายเป็นของขวัญให้กลุ่มนักสู้ที่ต่อต้านสหรัฐ  คนอื่นๆ มีความเข้าใจว่าประธานาธิบดีที่ได้รับการเลือกตั้งจะปิดกั้นมิให้ชาวมุสลิมเข้ามาสหรัฐ  ซึ่งก็เป็นจริงในเวลาต่อมาสำหรับ 7 ประเทศ  แม้ว่าจะได้รับการโต้กลับจากฝ่ายนิติบัญญัติก็ตาม  “ทรัมป์รับเอาโวหารที่ก่อไฟขึ้นมาต่อต้านชาวมุสลิมมาใช้   คนที่ลงคะแนนให้เขาก็คาดหวังว่าเขาจะทำตามสัญญา ซึ่งทำให้ผมกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อชาวมุสลิมในสหรัฐและส่วนที่เหลือของโลก”   เยนนี วาฮิด (Yenny Wahid) นักวิชาการกระแสหลักผู้มีชื่อเสียงของอินโดนีเซียกล่าว

ชาวมุสลิม 1.6 พันล้านคนปฏิบัติตามนิกายและสำนักคิดที่แตกต่างกัน  รวมกันเป็นประชากรส่วนใหญ่ในประเทศที่มีความหลากหลายนับจากอินโดนีเซีย ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย เซเนกัลและแอลเบเนีย   ทั้งนี้ประเทศเหล่านี้มีทรรศนะทางการเมืองที่มีรูปแบบของตัวเอง

ถ้อยคำของทรัมป์ที่กล่าวถึงชาวมุสลิมก่อนการเลือกตั้งและกิจกรรมต่อต้านศาสนาอิสลามในหมู่ผู้สนับสนุนตัวเขาได้สร้างความตระหนกให้กับคนจำนวนมาก  อย่างที่เขาพูดว่าชาวมุสลิมที่มาจากต่างประเทศควรได้รับการปิดกั้นไม่ให้เข้าประเทศ  หรือไม่ก็ต้องมีการตรวจสอบล่วงหน้า

ในช่วงการรณรงค์อันขมขื่นของการเลือกตั้ง ทรัมป์ได้โจมตีคู่แข่งของเขาเกี่ยวกับการคุกคามที่มาจากผู้ที่เขาเรียกว่านักรบติดอาวุธอิสลาม (militant Islam) ซึ่งเขาบอกว่า “กำลังมาที่ชายฝั่งของเรา”  และกล่าวเพิ่มเติมว่าเขาจะตั้งคณะกรรมการมาดูแลเรื่องนี้

ประธานาธิบดีอียิปต์ซึ่งยึดอำนาจมาจากรัฐบาลประชาธิปไตยของมุฮัมมัด มุรซี (Muhammad Moorsi) อับเด็ล ฟัตตะห์ อัซ-ซิซี (Abdel Fattah al-Sisi) เป็นผู้นำคนแรกที่แสดงความยินดีกับทรัมป์ทางโทรศัพท์

คนอียิปต์จำนวนมากให้การต้อนรับชัยชนะของเขาโดยกล่าวว่า ฮิลลารี คลินตันคู่ต่อสู้ของทรัมป์มีบันทึกว่าได้รับความนิยมไม่มากในประเทศอาหรับอย่างอียิปต์ซึ่งมีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น

ฮิลลารี คลินตัน ซึ่งเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศ (Secretary of State)  ระหว่างการลุกฮือที่รู้จักกันในชื่ออาหรับสปริงของปี 2011 ไม่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวอียิปต์ส่วนใหญ่  ทั้งนี้บรรดาผู้สนับสนุนการลุกฮือของประชาชนมองว่าฮิลลารีเป็นผู้สนับสนุนเผด็จการฮุสนี มุบาร็อกที่พวกเขาพยายามโค่นอำนาจมาโดยต่อเนื่อง

แต่ในส่วนอื่นๆ ของโลกมุสลิมมองทรัมป์ว่าเป็นศัตรูของพวกเขา  อะไรก็ตามที่เกิดในสหรัฐมีผลกระทบต่อทุกๆ คน  คำยืนยันของทรัมป์ที่มีต่อคนผิวสีนั้นล้วนแล้วแต่นำเอาความเลวร้ายมาให้   ชาวมุสลิมกลุ่มน้อยล้วนไม่มีความยินดี”   Ganiu Olukanga ชาวมุสลิมที่อยู่ในกรุงลากอสของไนจีเรียกล่าว  ชาวมุสลิมรวมทั้งวาฮิด กล่าวว่าพวกเขาหวาดกลัวการขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีและการเลือกตั้งอาจนำไปสู่การสนับสนุนความคิดที่ว่าสหรัฐเป็นศัตรูกับชาวมุสลิมและสิ่งนี้จะเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการใช้ศาสนาอิสลามต่อต้านความสุดโต่ง

ชัยชนะของทรัมป์จะเป็นของขวัญที่ใหญ่มากสำหรับขบวนการของนักต่อสู้ที่ต่อต้านสหรัฐ  ซึ่งเวลานี้จะกลับมารวมกันต่อสู้อีกครั้ง อะห์มัด รอซีดนักวิชาการและสมาชิกของพรรคแรงงานอวามีของปากีสถาน (Pakistan’s Awami) กล่าว

เขากล่าวเพิ่มเติมว่าภาพลักษณ์ของสหรัฐคือปีศาจที่ต่อต้านนักต่อสู้มุสลิม

ในแวดวงโซเชียลมีเดียของนักต่อสู้ที่ตะวันตกเรียกว่านักญิฮาด (Jihadist) กล่าวว่าการเลือกตั้งของทรัมป์เป็นการเปิดเผยตำแหน่งแห่งที่ของสหรัฐที่มีต่อชาวมุสลิม “หน้ากากได้เริ่มเปิดออกมาแล้ว”

ในบรรดาเจ้าหน้าที่ขององค์การต่างๆ ได้แสดงความห่วงใยออกมาแต่องค์การความร่วมมืออิสลาม (OIC) โดยเบื้องต้นยังไม่ได้มีแถลงการณ์ใดๆ ออกมาให้เห็น

ในอินโดนีเซียประเทศที่มีมุสลิมอยู่อย่างหนาแน่นที่สุดเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นนักการศาสนาชั้นสูงที่นั่นกล่าวว่าการได้รับการเลือกตั้งของทรัมป์อาจนำไปสู่ความตึงเครียดใหม่ระหว่างสหรัฐกับโลกมุสลิม

ที่ผ่านมาทรัมป์ได้สร้าง “การเสียดเย้ยในทางลบ” ขึ้นมาด้วยการวิพากษ์ชาวมุสลิม ดีนซัมซุดดีน (Din Syamsuddin) เจ้าหน้าที่อาวุโสสภาอุลามาอ์ (Ulama Council) ซึ่งเป็นสภาศาสนาสูงสุดหรือที่มีชื่อย่อว่า MUI กล่าวกับนักข่าวในกรุงจาการ์ตา   “เขาลืมไปแล้วว่าชาวอเมริกันจำนวนมากเป็นผู้อพยพ”

ซาอุดีอาระเบียซึ่งเป็นทั้งที่เกิดของศาสนาอิสลามและมาตุภูมิของสถานศักดิ์สิทธิ์และพันธมิตรของสหรัฐได้ออกแถลงการณ์แสดงความยินดีกับชัยชนะของทรัมป์โดยไม่ได้กล่าวอะไรมากไปกว่านี้

อย่างไรก็ตาม อาวาด อัล-กิมี (Awad al-Qimi) นักการศาสนาที่ได้รับความนิยมสูงสุดซึ่งทวีตเตอร์ของเขา  มีคนติดตามถึงสองล้านคน  กล่าวในโซเชียลมีเดียหลังการเลือกตั้งโดยไม่ได้กล่าวถึงทรัมป์โดยตรงว่า “สหรัฐได้ตกไปสู่การล่มสลาย” และ” วิกฤตภายในประเทศจะเกิดขึ้นอย่างรุนแรง”

ในปากีสถานชีรรี เราะห์มาน (Sherry Rahman) วุฒิสภาและอดีตเอกอัครราชทูตประจำกรุงวอชิงตัน กล่าวว่าข้อเสนอของทรัมป์เมื่อปี 2015 ที่ห้ามชาวมุสลิมเข้าสหรัฐสร้างความรบกวนให้คนจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้ปากีสถานยังไม่ได้ตัดสินใจที่จะเข้าใกล้คนที่สหรัฐเลือก แต่โวหารการต่อต้านมุสลิมได้ก่อให้เกิดการตอบโต้   นับเป็นความสัมพันธ์ในเวลาแห่งความไม่แน่นอน  ทั้งนี้เราจะได้เห็นสงครามมากขึ้น?

โวหารการต่อต้านมุสลิม

ในการตั้งคำถามว่าโอบามามีความจริงจังที่จะจัดการกับการใช้ความรุนแรงหรือไม่นั้น ทรัมป์ได้แนะนำว่าตัวของโอบามาเองอาจจะเป็นมุสลิมก็ได้   ในการกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศ ทรัมป์ได้ย้ำถึงข้อเสนอของเขาที่ห้ามชาวมุสลิมเข้าสหรัฐชั่วคราว

เบื้องลึกของเรื่องนี้อยู่ที่เหตุผลเดียวคือนักฆ่าแห่งออร์ลันโด (Orlando) อุมัร มาตีน (Omar Mateen) อยู่ในสหรัฐและประการแรกสุดที่เขาทำคือเขายอมให้ครอบครัวมาอยู่ที่นี่   ทรัมป์กล่าว

ทรัมป์ยังได้วิจารณ์แถลงการณ์ของฮิลลารี คลินตัน ว่าคลินตันต้องการใช้คำว่า “ลัทธิอิสลามนิยม” เพื่อบอกถึงการคุกคามต่อต้านสหรัฐ   ทั้งนี้ในตอนต้นเธอปฏิเสธที่จะใช้คำคำนี้แต่เลือกที่จะใช้คำว่า นักญิฮาดสุดโต่ง (radical jihadism)  อย่างไรก็ตามฮิลลารี คลินตันได้กล่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับเธอแล้ว  “เรื่องสำคัญมันอยู่ที่ว่าเราทำอะไรมากกว่าเรากล่าวอะไร”  เธอย้อนรำลึกถึงบทบาทของเธอในปฏิบัติการณ์สังหารอุสามะฮ์ บินลาดิน

“ผมกระแทกโอบามาและฮิลลารีที่ไม่ซื่อตรงอย่างแรงที่ไม่ใช้คำว่าผู้ก่อการร้ายหัวรุนแรงอิสลาม” ทรัมป์ทวีตและกล่าวว่า “ฮิลลารีก็ได้แต่โต้กลับว่าตอนนี้เธอจะใช้คำว่าลัทธิอิสลามนิยม”

 

การใช้ถ้อยคำว่าด้วยการก่อการร้าย

ทรัมป์กล่าวว่าโอบามาไม่ได้ใช้คำว่า “อุสลามสุดโต่ง” หรือ “นักอิสลาม (Islamist) เพื่อกล่าวถึงลัทธิก่อการร้าย   ในการให้สัมภาษณ์ ทรัมป์กล่าวถึงโอบามาว่าเขาไม่เข้าใจหรือไม่ก็เข้าใจดีกว่าที่คนอื่นๆ เข้าใจไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งและไม่มีใครให้การยอมรับ”

ในความเป็นจริงเป็นเรื่องไม่ถูกต้องที่จะนำเอาคำว่าอิสลามหรือศาสนาใดมาโยงกับคำว่าสุดโต่งหรือการก่อการร้ายอันเนื่องมาจากความจริงที่ว่าไม่มีคำสอนของศาสนาใดที่สนับสนุนการก่อการร้ายหรือความรุนแรง

ดังนั้นการนำคำว่านักญิฮาด (Jihadist) นักอิสลาม (Islamist) มาใช้อธิบายการกระทำของชาวมุสลิมบางกลุ่ม ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยจึงไม่สมควรกระทำ  นอกจากนี้ในทุกศาสนาก็มีคนจำนวนหนึ่งนำเอาศาสนามาใช้เพื่อหาความชอบธรรมเช่นกัน   ทรัมป์ซึ่งได้ชื่อว่าไม่เชื่อในศาสนาเช่นเดียวกับจอห์น แม็คเคน อดีตคู่แข่งของโอบามาก็เป็นอีกคนหนึ่งซึ่งนำเอาคำว่าผู้ก่อการร้ายอิสลามสุดโต่งมาใช้หาเสียงอันเป็นการแสดงให้เห็นว่าทรัมป์มีอคติกับอิสลามมาโดยตลอด  และไม่เข้าใจสปิริตที่แท้จริงของอิสลาม

ในเรื่องนี้ทรัมป์กล่าวว่าเราถูกนำโดยคนที่หากไม่มีความเข้มแข็ง  ไม่มีความสามารถหรือไม่ก็มีอะไรอยู่ในหัวแล้ว   ประชาชนก็ไม่อาจเชื่อถือได้  ประชาชนไม่อาจเชื่อได้ว่าประธานาธิบดี  โอบามาได้กระทำในสิ่งที่เขาทำและไม่สามารถแม้จะกล่าวคำว่าผู้ก่อการร้ายอิสลามสุดโต่ง (radical Islamic terrorisms) มีบางสิ่งบางอย่างกำลังดำเนินต่อไป   มันเป็นสิ่งที่นึกไม่ถึง

ในปี 2012 ทรัมป์ได้นำเสนอว่าโอบามาไม่ได้เกิดในสหรัฐและนั่นเขาอาจเป็นมุสลิม  ข้อสังเกตนี้มีความสำคัญตามมาในสหรัฐ  ดูได้จากการสำรวจในปี 2015 จากการสำรวจของโพลต่างๆ ที่พบว่าร้อยละ 45 ของฝ่ายริพับลิกันและร้อยละ 23 ของชาวสหรัฐเชื่อว่าความจริงแล้วโอบามาเป็นมุสลิม

การที่ทรัมป์เรียกร้องไม่ให้ชาวมุสลิมเข้ามาสหรัฐได้รับการสนับสนุนร้อยละ 42 จากชาวสหรัฐตามรายงานของรอยเตอร์โพล (Reuters poll) ในสัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคม ปี 2016  โอบามาไม่มีแผนที่จะเปลี่ยนแนวทางการพูดของเขาว่าด้วยลัทธิก่อการร้าย จอชห์ เออร์เนสต์ (Josh Earnest) เลขาธิการสิ่งพิมพ์ของทำเนียบขาวกล่าว

เขากล่าวต่อไปว่า “มันทำให้ผู้ก่อการร้ายทำในสิ่งที่อยากทำ ซึ่งเป็นความชอบธรรม ละเลยความสัมพันธ์กับนักก่อการร้ายในบ้านและนอกบ้านที่เป็นชาวมุสลิม  หลายองค์การได้นำเอาศาสนาอิสลามมาใช้ในทางที่ผิดเพื่อหาเหตุผลให้กับการฆาตกรรมของพวกเขา ซึ่งเป็นแผนการทำลายล้างที่เห็นๆ กันอยู่แล้ว”

ในขณะที่ฮิลลารี คลินตัน ดูเหมือนจะเข้าใจและให้เกียรติต่อทุกศาสนาดังที่เธอได้กล่าวว่าการพูดคุยเรื่องลัทธิการก่อการร้า*ยมิได้มีเป้าหมายอยู่ที่ทุกศาสนา  “ดิฉันไม่ต้องการแบ่งแยกและประกาศสงครามกับศาสนาทั้งหมด   นี่เป็นอันตรายที่เห็นได้อย่างชัดเจน”  เธอกล่าว

 

ทรัมป์ในสายตาของชาวอาหรับและโลกมุสลิม

การเลือกตั้งที่ทำให้ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐแสดงถึงการเริ่มโฉมหน้าใหม่  หลังจาก 8 ปีในการบริหารของโอบามา    ในขณะที่ชัยชนะของทรัมป์ทำให้หลายคนประหลาดใจ  อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ในฐานะผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีจะแตกต่างจากทรัมป์ที่เป็นประธานาธิบดี   ชัยชนะในการพูดของเขาเป็นการแสดงถึงการเปลี่ยนแปลงนี้  และไม่มีอะไรจะตามมาอีก

ก่อนที่เขาจะสมัครรับการเลือกตั้ง ทรัมป์แทบจะไม่มีชาวมุสลิมและโลกอาหรับรู้จักเลย  อย่างไรก็ตามการวิพากษ์ของเขาในช่วงหาเสียงนำไปสู่ภาพแห่งการเป็นศัตรู  ด้วยการแนะนำว่างานที่เขาจะทำก่อนอื่นใดก็คือการโจมตีชาวอาหรับและชาวมุสลิม   ความคิดนี้ยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้  เพราะนี่เป็นข้อถกเถียงหลักที่ใช้ต่อต้านทรัมป์จากฝ่ายตรงข้ามและบรรดาสื่อที่ไม่สนับสนุนเขา

การจัดการกับประเด็นปัญหานั้นไม่ได้ง่ายเหมือนภาพที่สื่อได้แสดงออกมาและมันมีนัยยะทางการเมืองสำหรับสังคมอาหรับอย่างขนานใหญ่   เสาหลักที่ชัดเจนในนโยบายต่างประเทศของทรัมป์ก็คือการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งมีเป้าหมายอยู่ที่กองกำลังไอเอส   สำหรับผู้นำอาหรับจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้นำที่นิยมสหรัฐ พบว่ายุทธศาสตร์ที่ชัดเจนที่จะต่อสู้กับไอเอสนั้นได้รับการต้อนรับ    เป็นการเสนอการสร้างความสัมพันธ์กับสหรัฐด้วยการมียุทธศาสตร์ต่อต้านการก่อการร้าย

พันธมิตรอาหรับในดินแดนของอาหรับเองในภูมิภาคได้ต่อสู้อย่างเปิดเผยในการสนับสนุนยุทธศาสตร์และโวหารของโอบามาและพยายามติดต่อกับสหรัฐภายใต้สมมติฐานเดียวกัน  นั่นคือหากสหรัฐกลับไปใช้ยุทธศาสตร์สงครามต่อต้านการก่อการร้าย (War on Terror) ภายใต้บุชหลายรัฐบาลในพื้นที่ก็อาจจะรู้สึกโล่งใจไปได้ในระดับหนึ่ง

หากฮิลลารีได้เข้าทำเนียบขาวเธอจะต้องเผชิญกับการท้าทายในรูปแบบใหม่ๆ ตามหลักการของโอบามาที่ตีพิมพ์ใน Atlantic     ปัญหาของโลกอาหรับเป็นปัญหาภายใน   ยุทธศาสตร์ของพวกเขาวางอยู่บนพื้นฐานของกลุ่มประเทศอาหรับในภูมิภาคโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐกษัตริย์แถบอ่าวเปอร์เซียอย่างซาอุดีอาระเบีย

นอกจากบรรดากษัตริย์จะเผชิญกับการคุกคามใหม่และขบวนการอิสลามที่หลากหลายในอียิปต์และข้ามไปถึงแถบอ่าวเปอร์เซียแล้ว  มันยังจะนำไปสู่คลื่นลูกใหม่ของอาหรับสปริงได้ อันเป็นการลุกฮือที่มีจุดมุ่งไปที่รัฐกษัตริย์และระบอบการปกครองของกษัตริย์อาหรับ (Sheikdoms)  การมาถึงของทรัมป์จะทำให้การลุกฮือของกลุ่มเหล่านี้มีความยากลำบากมากขึ้น

การท้าทายสำหรับทรัมป์ที่จะคงอยู่ต่อไปจะอยู่ที่ความสัมพันธ์กับประเทศที่สนับสนุนขบวนการภราดรภาพมุสลิม

ในขณะที่ทรัมป์อาจถูกมองจากชาวมุสลิมและสาธารณชนอาหรับในทางลบอันเนื่องมาจากวาทะการต่อต้านชาวมุสลิมของเขา  แต่ความสัมพันธ์ของทรัมป์กับผู้นำอาหรับดูเหมือนจะดีอยู่อันเนื่องมาจากสถานภาพทางการเมืองที่ยังต้องมีการพึ่งพากัน

ทรัมป์ดูเหมือนจะสร้างความสัมพันธ์ที่วางอยู่บนความร่วมมือกันในการต่อสู้กับการก่อการร้าย  และก้าวเดินใดๆ ก็ตามที่จะทำให้ขบวนการภราดรภาพมุสลิมอ่อนแอลง  อาจทำให้ภูมิภาคนี้กลับไปสู่กระบวนทัศน์เดิมซึ่งสร้างความสัมพันธ์สหรัฐ-อาหรับขึ้นมาใหม่

พลวัตรปัจจุบันในโลกอาหรับย่อมหมายความว่าผู้นำหลายคนไม่ได้มองทรัมป์ไปในแง่ลบ

การคุกคามใหญ่สองอย่างสำหรับระบบการเมืองในภูมิภาคนั้นก็คือการเรียกร้องอย่างจริงจังในเรื่องประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน    การเรียกร้องดังกล่าวเท่ากับเป็นการสนับสนุนขบวนการมุสลิม ซึ่งเป็นทางเลือกเดียวในระบอบการเมืองในภูมิภาคที่ประชาชนมีความไว้วางใจ

การเรียกร้องเหล่านี้ถือกันว่าเป็นส่วนหนึ่งแห่งวาระของคลินตัน  ซึ่งชัยชนะของทรัมป์ย่อมหมายความว่าผู้นำหลายคนจะหลีกเลี่ยงการท้าทายที่หนักหน่วง

วาระแห่งนโยบายต่างประเทศโดยเบื้องต้นก็คือการต่อสู้กับลิทธิการก่อการร้าย  ซึ่งจะทำให้หลายประเทศฟื้นฟูความชอบธรรมและความสำคัญในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของประเทศที่เป็นพันธมิตรกันในการต่อต้านการก่อการร้าย

ปัจจุบันประกาศว่าด้วยการคุกคามก็ยังคงมีอยู่ต่อไป  โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศแถบอ่าวเปอร์เชีย  อย่างเช่นซาอุดีอาระเบีย   ทรัมป์ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ด้วยการพูดถึงรูปแบบความสัมพันธ์ที่เขาต้องการจะสร้างในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย

ตัวประกอบอื่นๆ สำหรับกษัตริย์แถบอ่าวเปอร์เซียก็คือตำแหน่งของทรัมป์ในอิหร่าน  ในขณะที่ทรัมป์คงจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้น้อยมากในเรื่องข้อตกลงด้านนิวเคลียร์ ซึ่งลงนามโดยกลุ่ม P5+1 ประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียคงทำได้แค่การปลอบใจจากความจริงที่ว่าพวกเขาอาจมิได้เป็นศัตรูของอิหร่านและแน่นอนว่าพวกเขาจะไม่เป็นเหมือนกับอิหร่าน

ประเด็นอื่นๆ ซึ่งเป็นที่น่าสนใจของชาวอาหรับในการดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีผู้ได้รับเลือกตั้งก็คือทรรศนะของเขาที่มีต่อซีเรีย  ทรัมป์ได้ประกาศที่จะพัฒนาความสัมพันธ์กับรัสเซียและใช้มาตรการอย่างจริงจังต่อต้านไอเอล (IS) ซึ่งดูเหมือนจะช่วยให้ยุติวิกฤตที่ซีเรียได้  ซึ่งแน่ละเป็นอีกด้านที่เป็นไปในทางบวกสำหรับโลกอาหรับ

ความสัมพันธ์ของสหรัฐกับอิสราเอลก็คงจะเป็นแนวทางที่ชาวอาหรับติดตามดูท่าทีของประธานาธิบดีผู้ได้รับเลือกตั้งผู้นี้  ทรัมป์ได้แสดงการสนับสนุนเนทันยาฮู (Netanyahu) ให้เห็นและเนทันยาฮูก็เป็นหนึ่งในผู้นำคนแรกๆ ที่ได้รับการต้อนรับจากทรัมป์ที่ทำเนียบขาว

การยอมรับนโยบายอิสราเอลอย่างเต็มที่ของทรัมป์จะมีผลเป็นลบต่อความคิดของชาวอาหรับโดยทั่วไปและชาวมุสลิม  แต่ไม่จำเป็นที่จะเป็นเช่นนั้นสำหรับผู้นำอาหรับ  อย่างไรก็ตามมันจะมีผลต่อกระบวนการสันติภาพและอาจนำไปสู่การปะทะกันในภูมิภาคก็ได้

ทรัมป์ซึ่งมีเรื่องราวที่ขัดกันอย่างต่อเนื่องทำให้การเมืองของตะวันออกกลางดูเหมือนจะสับสนมากขึ้น  ในขณะที่ประชาชนอาหรับและโลกมุสลิมอาจมองทรัมป์ไปในทางลบ   แต่ผู้นำของพวกเขาค่อนข้างจะมองเขาไปในทางบวกเนื่องจากนโยบายของเขาอาจส่งผลดีกับภูมิภาคผ่านการวางพื้นฐานความร่วมมือ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการต่อต้านลัทธิก่อการร้าย

ในขณะที่อิหร่านต้องการให้มีประธานาธิบดีสหรัฐที่สามารถใช้แรงกดดันกับประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียได้อย่างแท้จริง  อิหร่านย่อมไม่ชอบที่จะให้ทรัมป์มาพิจารณาเรื่องนิวเคลียร์ใหม่อีก  การฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิหร่านอาจเป็นผลดีกับชาวอาหรับจำนวนมาก    แต่อิหร่านคงจะไม่มีความสุขหากแลเห็นว่าสหรัฐสร้างความเข้มแข็งด้วยการติดอาวุธให้กับประเทศอาหรับ  ซึ่งประเทศเหล่านั้นคงชอบประธานาธิบดีอิหร่านซึ่งให้ความสนใจในการต่อสู้กับการก่อการร้าย  มากกว่าการบังคับใช้ประเด็นสิทธิมนุษยชน

ชาวซีเรียชอบประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งให้ความสนใจที่จะกำจัดไอเอส (IS) มากกว่าการจัดที่ทางให้ตนเองสำหรับอนาคตของบาชัร อัลอะสัด แต่ซีเรียคงไม่ชอบที่จะเห็นประธานาธิบดีสหรัฐที่ให้การหนุนหลังอิสราเอลในกระบวนการการจัดตั้งที่อยู่อาศัยในภูมิภาค

 

นโยบายต่างประเทศ

ส่วนหนึ่งในการหาเสียงกับประชาชนของทรัมป์ก็คือการกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงสงครามของสหรัฐในเอเชียตะวันตกหรือตะวันออกกลางว่าไม่ได้ผลและสัญญาว่าจะยุติสิ่งเหล่านี้ลง  เขาเรียกร้องการเป็นพันธมิตรกับรัสเซียเพื่อต่อสู้กับกลุ่มนักต่อสู้ทุกกลุ่ม  รวมทั้งอัล-กออิดะฮ์ อันเป็นกลุ่มที่สหรัฐหันมาให้การฟูมฟักอีกครั้งในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของพันธมิตรที่ต่อต้านบาชัรอัล-อะสัดในซีเรีย   ในจุดหนึ่งเขาถึงกับพูดว่าสหรัฐไม่อาจมีบทบาทที่สร้างสรรได้  ในการนำเอาสันติภาพมาสู่อิสราเอล-ปาเลสไตน์  หากว่ายังคงให้การสนับสนุนอิสราเอล ดังนั้นสหรัฐจึงควรนำเอาจุดยืนที่เป็นกลางกับสองฝ่ายที่ขัดแย้งกันมาใช้

ในท้ายที่สุดเขาตั้งคำถามที่มีความเกี่ยวข้องกับนาโต้หลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียตได้ระยะเวลาหนึ่ง

อาจกล่าวได้อย่างสั้นๆ ว่าเขาเคยวางตัวเองให้เป็นตัวแทนของผู้สนับสนุนสันติภาพในปรากฏการณ์ทั่วไป  แต่ต่อมาเขาได้ยกเลิกจุดยืนดังกล่าวที่เคยมีมาแต่เดิมในเรื่องปาเลสไตน์และกลายมาเป็นคนที่สนับสนุนผลประโยชน์ของอิสราเอลอย่างบ้าคลั่ง  รวมทั้งสัญญาว่าจะย้ายสถานทูตสหรัฐไปไว้ที่นครเยรูซาเล็ม

ในขณะเดียวกัน Giuliani และ Bolton ได้ปรากฏตัวขึ้นมาในฐานะผู้สนับสนุนทรัมป์ที่เข้มแข็ง Giuliani นั้นรู้จักกันว่าเป็นผู้เอาเงินมาจากกลุ่มมุญาฮิดีนีคัลก์ (Mujahideen-e-Khalq) ซึ่งเป็นกลุ่มก่อการร้ายที่ต้านรัฐบาลอิหร่านและอาศัยอยู่ในสหรัฐ   โดยองค์การดังกล่าวได้รับการจัดให้เป็นหนึ่งในกลุ่มขององค์การผู้ก่อการร้าย

ในขณะที่ Bolton ได้ชื่อว่าเป็นผู้สนับสนุนนโยบาย “ระเบิดอิหร่าน” (Bomb Iran) นอกเหนือไปจากตำแหน่งอื่นๆ ของเขาแล้ว  ตำแหน่งของเขาว่าด้วยอิหร่านนั้นเขายังได้ชื่อว่าเป็นผู้กระหายสงคราม เป็นผู้เรียกร้องให้มีการเจรจาใหม่อีกครั้งว่าด้วยเรื่องนิวเคลียร์ที่โอบามาตกลงกับอิหร่านไปเรียบร้อยแล้ว

ในเวลานี้หากมีการเจรจากันใหม่ก็จะเป็นเรื่องยากไม่ใช่เพราะว่าอิหร่านไม่ยอมรับ  หากแต่สหภาพยุโรปได้ให้การยอมรับข้อตกลงนั้นไปเรียบร้อยแล้ว  อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้ที่สหรัฐจะนำเอาทัศนคติความเป็นศัตรูกับอิหร่านมาใช้ในขณะที่พยายามจะหันมามีความสัมพันธ์ขึ้นปกติกับรัสเซียหรือสันติภาพในซีเรีย

ในสถานการณ์เหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ยังไม่กระจ่างว่านโยบายต่างประเทศชนิดไหนที่เราสามารถจะคาดหมายจากการบริหารงานของทรัมป์ได้  ปัญหาใหญ่อื่นๆ ที่มองเห็นได้จากการรณรงค์ของเขาก็คือการเป็นศัตรูของเขาอย่างไม่ลดละต่อจีน  อันเป็นประเทศสำคัญที่กำลังเติบโตในโลกเคียงคู่กับรัสเซีย อิหร่านและประเทศอื่นๆ

ด้วยเหตุนี้นโยบายของทรัมป์จึงมีความขัดแย้งกันตั้งแต่เริ่มต้น  ดูเหมือนว่าจุดยืนต่างๆ ของเขาในท้ายที่สุดก็จะกลับไปเหมือนนโยบายของสหรัฐที่คุ้นเคยกันมาก่อน นั่นคือถูกชี้นำโดยความเป็นคณาธิปไตย กลุ่มอนุรักษ์นิยมใหม่และอิสราเอล

ปฏิกิริยาของรัฐอิสราเอลจะเป็นเครื่องวัดที่ดีเสมอในการตัดสินอนาคตแห่งพฤติกรรมของสหรัฐ  หลังจากทรัมป์ได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง  รัฐมนตรีศึกษาของอิสราเอล Naftali Benno ดาวรุ่งจากกลุ่มขวาจัดกล่าวอย่างหลงตนเองว่าศักราชแห่งรัฐของชาวปาเลสไตน์จบลงแล้ว (The era of a Palestinian state is over)

ในเวลาเดียวกันรัฐมนตรีของอิสราเอลระดับบนได้ออกเสียงอย่างเป็นเอกฉันท์ให้ผ่านข้อบัญญัติ ซึ่งยอมให้อิสราเอลตั้งบ้านเรือนที่สร้างขึ้นบนที่ดินของชาวปาเลสไตน์เพื่อหลีกเลี่ยงคำสั่งให้รื้อถอนของศาล

อิสราเอลได้คาดคำนวณมาแล้วว่าทรัมป์จะไม่คัดค้านการเคลื่อนไหวนี้  ในขณะที่ฝ่ายค้านที่อยู่ในฝ่ายบริหารของโอบามาซึ่งกลายเป็นง่อยไปแล้วก็จะวางตัวอยู่เฉยๆ

ดังนั้นกองกำลังทั้งหมดของฝ่ายขวาก็จะให้การยอมรับทรัมป์ในฐานะมิตรคู่ใจ ในประเด็นของสงครามแห่งการแย่งชิงความยิ่งใหญ่ ความภักดีต่ออิสราเอลและการเผชิญหน้ากับรัสเซียและจีน  ฮิลลารี คลินตันก็ไม่ได้มีดีไปกว่านี้หรืออาจเป็นไปได้ว่าจะยิ่งแย่กว่าเสียอีกในการขยายตัวของสงครามแย่งชิงความเป็นใหญ่ในสหรัฐปัจจุบัน

ทรัมป์ : ภาพหลอนของตะวันออกกลาง

ทรัมป์ประกาศตัวเองว่าเป็น “ศูนย์รวมหลังจากชัยชนะครั้งใหญ่ที่เรียกกันว่า Super Tuesday และอย่างน้อยความเป็นศูนย์รวมที่ทรัมป์ประกาศก็เป็นจริงในตะวันออกกลาง   ทั้งนี้ชาวเลบานอน ซีเรีย ลิเบียและซาอุดีอาระเบียจำนวนมาก ซึ่งไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ในเกือบทุกประเด็นการเมืองในภูมิภาคมาก่อนต่างก็มารวมตัวกัน

ข่าวของทรัมป์เป็นข่าวร้ายสำหรับตะวันออกกลาง  แม้จะมีความคาดหมายกันว่าไม่มีใครจะลงความเห็นว่าทำไมชัยชนะของทรัมป์จึงเป็นข่าวร้ายสำหรับตะวันออกกลางก็ตาม

ดูเหมือนว่าทรัมป์จะเป็นภาพหลอนของทุกๆ คนที่นี่   รวมทั้งความขัดแย้งด้านสำนักคิดที่กำลังดำเนินอยู่ ฮานิน ก๊อดดาร (Hanin Ghaddar) บรรณาธิการบริหารของ NOW หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของภูมิภาค ซึ่งมีฐานอยู่ในเลบานอนกล่าว

ผู้สนับสนุนกองกำลังฮิสบุลลอฮ์ (Hezbollah) ในกรุงเบรุตมีทรรศนะว่าทรัมป์คือข่าวร้ายเพราะเขาจะเป็นผู้ทำลายความก้าวหน้าในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือสำนักคิดชีอะฮ์กับสหรัฐ  อันเนื่องมาจากข้อตกลงนิวเคลียร์  ซึ่งลงนามกันไปแล้วเมื่อเดือนกรกฏาคม ปี 2016 ที่ผ่านมา

บางคนซึ่งอยู่ตรงข้ามกับความขัดแย้งอย่างเช่นผู้ใช้นามว่า Fares ที่ได้แสดงตนเองว่าอยู่ฝ่ายสนับสนุนกบฏ ได้ร่วมแสดงความหวาดหวั่นให้เห็นว่าทรัมป์จะเป็นความเลวร้ายของเขา  แม้ว่าจะมาจากเหตุผลต่างๆ กัน

ทรัมป์ในตะวันออกกลางก็เหมือนการเล่นเกม ที่ขึ้นอยู่กับการหมุนตัวไปของลูกเต๋า  ซึ่งอาจจะตกอยู่ในพื้นที่ที่ปลดอภัยหรือจะถูกระเบิดตาย? ก็ได้

การทำสงครามต่อต้านชาวมุสลิมของทรัมป์ได้สร้างความกังวลว่าจะเป็นการทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาหรับกับสหรัฐ

ในเวลานี้ตะวันออกกลางให้ความสำคัญกับจีนและรัสเซียอันเนื่องมาจากความคิดที่ว่าสหรัฐไม่ได้รับการยอมรับอย่างที่เคยเป็น  และคาดหมายว่าแนวโน้มนี้จะยิ่งมีมากขึ้นเมื่อทรัมป์ได้เข้าไปอยู่ในที่ทำงานรูปไข่แล้ว

นักการทูตในกรุงวอชิงตันกล่าวว่าแม้ว่าเราจะทำธุรกิจกับทรัมป์  แต่เรามีความกังวลเมื่อเขาเป็นประธานาธิบดี  นักการทูตคนอื่นๆ แสดงออกอย่างขบขันมาตั้งแต่ก่อนมีการเลือกตั้งแล้วว่าถ้าทรัมป์ชนะ เราก็ไม่ต้องทำอะไรต่อไปอีก

แม้แต่เพื่อนของโดนัลด์ ทรัมป์ที่เป็น CEO อย่างอัคบัร อะลี เบเกอร์ (Akbar Ali Baker) ได้เตือนว่าทรัมป์จะไม่ได้รับการต้อนรับในประเทศมุสลิม เนื่องจากเขาเรียกร้องไม่ให้ชาวมุสลิมมาเยือนสหรัฐ อะลีเบเกอร์กล่าวกับ CNN ว่า ผมไม่หวังให้เขาออกแถลงการณ์ที่ไร้เดียงสาอย่างนั้นออกมา  เขายังไม่ยอมรับอีกหรือว่าในเวลานี้เมื่อเขาลงทุนอยู่ในประเทศมุสลิมแล้ว  เขาก็จะไม่ได้รับการต้อนรับที่นั่นอีกต่อไป

ที่อะลี-เบเกอร์พูดมาก็มีเหตุผล  การเรียกร้องให้ห้ามชาวมุสลิมเข้าสหรัฐทำให้ชาวตะวันออกกลางทวีตเรียกร้องมิให้ทรัมป์เข้าตะวันออกกลางเช่นกัน

เจ้าชายของซาอุดีอาระเบียและนักธุรกิจอย่างอัลวะลีด บิน ฏอลาล (Alwaleed bin Talal) ซึ่งซื้อเรือยอร์จที่มีชื่อว่า Princess superyacht จากทรัมป์  และมีหุ้นอยู่ในโรงแรมพลาซ่า (Plaza Hotel) ในปี 1995 เรียกทรัมป์ว่า “ความเสื่อมเสียของสหรัฐ”

การยืนกรานนโยบายเดิมของทรัมป์

ทรัมป์ปฏิเสธที่จะเปลี่ยนแปลงการเรียกร้องมิให้ชาวมุสลิมเข้าสหรัฐ  แม้ว่าคู่แข่งของเขาจะตั้งคำถามในจุดยืนที่เป็นปัญหาของเขา  โดย Jeb Bush เองก็แปลกใจว่าการห้ามนี้ทรัมป์หมายถึงชาวมุสลิมทุกประเทศอย่างอินเดีย  และอินโดนีเซียซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐด้วยหรือไม่

ทรัมป์ซึ่งความนิยมพุ่งขึ้นหลังจากโวหารต่อต้านชาวมุสลิม  ด้วยการเรียกร้องให้ห้ามชาวมุสลิมทั้งหมดมิให้เข้าสหรัฐกล่าวว่าเขาจะไม่เปลี่ยนการตัดสินใจของเขาโดยเขาถือว่าความมั่นคงของประเทศเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด

ผมต้องการความมั่นคงสำหรับประเทศนี้ เรามีปัญหาหนักกับอิสลามสุดโต่ง  เรามีปัญหามากมาย ไม่ใช่ปัญหาที่นี่  มันเป็นปัญหาทั่วโลก  ทรัมป์กล่าวปฏิเสธข้อเรียกร้องของ Jeb Bush ที่เรียกร้องให้เขาพิจารณาถึงแผนของเขาอีกครั้ง

เราจะไม่ห้ามมุสลิมจากอินเดีย อินโดนีเซีย อันเป็นประเทศที่เข้มแข็งของเรา  ซึ่งเราต้องสร้างความสัมพันธ์ด้วย?  แน่ละย่อมไม่เป็นเช่นนั้น สิ่งที่เราต้องทำก็คือทำลายไอซิส Bush กล่าวในช่วงอภิปรายร่วมกับผู้สมัครทุกคนก่อนที่จะมีการแต่งตั้งตัวแทนผู้ลงสมัครของพรรคเป็นครั้งแรก

ทรัมป์กล่าวว่าเราต้องหยุดด้วยการเมืองที่ถูกต้อง เราต้องก้าวลงมาเพื่อสร้างประเทศที่มีปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นกับผู้คนที่วางแผนบินเข้าใส่เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์  ผู้คนที่ยิงกราดในแคลิฟอร์เนียพร้อมไปกับปัญหาอื่นๆ

“เราต้องดูว่าเกิดอะไรขึ้น ผมพูดในช่วงขณะหนึ่ง ผมไม่ได้พูดว่ามันจะเป็นแบบนี้ตลอดไป”

Jeb Bush ตอบโต้ด้วยการกล่าวว่า “โดนัลด์ ผมว่าคุณควรจะพิจารณาใหม่เพราะนโยบายนี้เป็นนโยบายที่เป็นไปไม่ได้เลยที่จะสร้างพันธมิตรซึ่งจำเป็นที่จะเอาไอเอสออกไป ชาวเคิร์ดเป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งของเรา  พวกเขาเป็นมุสลิม”

“คุณไม่ยอมแม้แต่จะให้พวกเขามายังประเทศของเรา”

ประเทศอาหรับอื่นๆ ก็มีบทบาทที่จะแสดงในเรื่องนี้  เราไม่อาจกระทำเรื่องนี้ฝ่ายเดียวได้  เราต้องทำเรื่องนี้อย่างมีเอกภาพกับโลกอาหรับ  และส่งสัญญาณที่จะทำให้เป็นไปได้สำหรับพวกเราให้มีความจริงจังในการเอาไอเอสออกมาและฟื้นฟูประชาธิปไตยในซีเรีย  บุชพูดท่ามกลางการปรบมืออย่างเกรียวกราว

วุฒิสภา Ted Cruz จากเท็กซัสกล่าวว่าชาวสหรัฐรู้สึกเบื่อหน่าย  หวาดกลัวและโกรธเคืองเมื่อมีประธานาธิบดีซึ่งปฏิเสธที่จะยอมรับการคุกคามที่สหรัฐเผชิญหน้าอยู่

Cruz กล่าวว่าหากผมได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี  ผมจะไม่ปล่อยให้มีผู้อพยพเข้ามาจากประเทศต่างๆ ที่ควบคุมโดยไอเอสหรืออัล-กออิดะฮ์  เมื่อมาถึงเรื่องของไอเอส เขากล่าวว่าเราจะทำลายไอเอสให้สิ้นซาก

ในเวลานั้นคู่แข่งที่มีคะแนนนำมาตลอดอย่างฮิลลารี คลินตัน ได้โต้อภิปรายผ่านทางทวิตเตอร์ว่า “นี่เป็นประเทศของชาวอเมริกันมุสลิมเช่นเดียวกัน ประธานาธิบดีคนต่อไปควรจะรู้และปฏิบัติเช่นนั้น” เธอกล่าว

“ขอกล่าวให้ชัดว่าอิสลามไม่ใช่ศัตรูของเรา  โวหารต่อต้านชาวมุสลิมมิใช่เพียงแต่ผิดเท่านั้น  แต่จะเข้าไปเล่นอยู่ในมือของผู้ก่อการร้าย”  คลินตันกล่าวในทวีตของเธอเมื่อครั้งที่ผู้แข่งขันเป็นประธานาธิบดีสหรัฐเจ็ดคนมีการโต้อภิปรายอย่างร้อนแรง  ต่อความคิดของทรัมป์ในการห้ามชาวมุสลิมเข้ามาในสหรัฐ

สำหรับนักวิเคราะห์บางคนอย่างอิยาซ อะห์มัด (Ijaz Ahmad) มีความเห็นว่าสมัยของทรัมป์ เป็นสมัยของการเตรียมเข้าสู่ความเป็นฟาสซิสต์ ซึ่งได้รับการหนุนช่วยโดยคณะบุคคลที่ใกล้ชิดอย่าง Bannon และ Flynns แม้ว่า Flynns จะหลุดจากอำนาจไปในที่สุดหลังจากทรัมป์ครองอำนาจได้เพียงไม่นานนักก็ตาม

หัวข้อใหญ่ในสมัยของเขามีอยู่สองเรื่องหลักๆ

  1. การสร้างวาทกรรมความหวาดกลัวอิสลาม (Islamophobia)
  2. ความเกลียดชังผู้อพยพที่มีสีผิวอื่นนอกจากคนผิวขาว (hatred of the non-white immigrant)การเดินทางหาเสียงก่อนเป็นประธานาธิบดีของเขาก็วนเวียนอยู่แต่เรื่องเหล่านี้ แต่กระแสของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับทรัมป์ก็มีอยู่จำนวนมากเช่นกัน

ช่วงสัปดาห์ต้นๆ แห่งการเป็นประธานาธิบดีและเข้ามาอยู่ในทำเนียบขาว  เขาปกครองโดยกติกาของความเป็นประธานาธิบดีและการใช้ทวีตเตอร์ ซึ่งมุ่งสู่การดูแคลนและการทำให้เกิดความหวาดกลัว   เป็นที่กระจ่างชัดว่าแกนการบริหารของเขาจนถึงบัดนี้คือการเดินเข้าสู่ความเป็นขวาจัดและรวบอำนาจอย่างไร้เหตุผล  จนมีคำถามกันโดยทั่วไปว่า “นี่คือประจักษ์พยานแห่งการปรากฏตัวของรัฐที่กำลังเป็นฟาสซิสต์ในประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก   ในใจกลางแห่งความเป็นอาณาจักรที่ยืนหยัดใช่หรือไม่  ดังที่นักวิชาการอย่าง Richard Falk และ Noam Chomsky ได้ตั้งคำถามเอาไว้ซึ่งเห็นได้อย่างค่อนข้างชัดเจน

อำนาจและความโน้มเอียงของนโยบายในฝ่ายบริหารของทรัมป์

กล่าวกันว่าคนสำคัญในคณะรัฐมนตรีของเขา โดยเฉพาะพวกนายพลทั้งหลายนั้นไม่รู้ว่าใครมีอันตรายมากกว่ากัน  นับตั้งแต่เริ่มต้นหาเสียงเพื่อตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วที่ทรัมป์ได้แสดงกริยามารยาทที่คุ้นตาผู้คนโดยทั่วไปมาโดยตลอด   ไม่ว่าจะเป็นการงัดข้อกับสื่อ พฤติกรรมที่โกรธเกรี้ยวและตอบโต้  การเปลี่ยนจุดยืน    เป็นนักการเมืองที่เปลี่ยนสีสันอยู่ตลอด   เหยียดเพศ เหยียดผิว และเป็นมหาเศรษฐีที่มีอคติอย่างรุนแรงต่อความเชื่อ ความคิดว่าด้วยชาติพันธุ์ ศาสนาและการเมือง  และไม่ยอมฟังหรือยอมรับความเห็นของใครที่ไม่เห็นด้วยกับตน

เขามีความสามารถที่จะปิดบังการทำงานร่วมกับคนอื่นและซ่อนเร้นวาระต่างๆ เอาไว้  ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล  ด้วยเหตุนี้ก่อนการได้เป็นประธานาธิบดีคนจำนวนมากมีความรู้สึกว่าเขาจะวางตัวอย่างไรเมื่ออยู่ในอำนาจ

ต่อมาคนจำนวนหนึ่งที่เคยอยู่เคียงข้างและถูกคาดหมายว่าจะมาเป็นคนสำคัญในคณะรัฐมนตรีของเขาต่างก็ถอยห่างออกไป  เนื่องจากหลังการเลือกตั้ง เขาได้แต่งตั้งมหาเศรษฐีและพวกนายพลขวาจัดมาอยู่ในคณะรัฐมนตรีของเขา  รวมทั้งนีโอนาซีอย่าง Steve Bannon อดีตผู้มีอิทธิพลและมีความเชี่ยวชาญของ Goldman Sachs ซึ่งเป็น CEO ของทรัมป์ในช่วงการหาเสียง ที่ผ่านมา Bannon ดูเหมือนจะไม่ได้อยู่ในความสนใจของผู้คนมากนักและไม่มีใครคิดว่าเขาจะกลายมาเป็นคนอันตรายในอนาคต  จนกระทั่งทรัมป์แต่งตั้งเขาให้เป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ของทำเนียบขาว  และยกเขาขึ้นมาเป็นคณะกรรมการสำคัญของสภาความมั่นคงแห่งชาติ

ปัญหาของชาวมุสลิม

การสร้างปัญหาให้มาเกี่ยวข้องกับชาวมุสลิมในสมัยของทรัมป์เป็นปรากฏการณ์ที่ขยายตัวออกไปอย่างกว้างขวาง  คำที่ทรัมป์ชอบใช้คืออิสลามสุดโต่ง (radical Islam) ซึ่งผู้รู้ศาสนาอิสลามจะไม่ใช้คำคำนี้  เพราะคำว่าสุดโต่งเป็นของต้องห้ามในคำสอนของอิสลาม  อิสลามกับความสุดโต่งจึงไม่อาจเอามารวมกันได้  เพราะอิสลามหมายถึงสันติและการยอมจำนนต่อพระเจ้า   และเราไม่อาจนำเอาการกระทำของคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งมีความขมขื่นกับชาวตะวันตกผู้รุกรานทรัพยากรของพวกเขา มาตัดสินคนมุสลิมส่วนใหญ่ได้

คำอื่นๆ ที่ทรัมป์ชอบนำเอามาหาเสียงได้แก่คำว่าอิสลาโมโฟเบีย (Islamophobia) หรือโรคหวาดกลัวอิสลาม  รวมทั้งการนำเอาอิสลามไปรวมกับแนวคิดสุดขั้วของมุสโสลินีแห่งอิตาลี  ดังนั้นจึงปรากฏคำว่าอิสลาโมฟาสซิสม์ (Islamofascism)  หรือแม้แต่คำว่า “อิสลาม” หรือคำอื่นๆ ซึ่งกลายมาเป็นพื้นฐานสำคัญในการสร้างความคลั่งไคล้ให้กับประชาชนในสมัยของทรัมป์ที่มีความสับสนอย่างต่อเนื่อง

นับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 มาแล้วที่ทัศนคติของโลกได้ผ่านกระบวนการแห่งระเบียบทางสังคมที่หลากหลาย  หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของสงครามเย็นซึ่งยาวนานถึง 45 ปีนั้นอิสลามถูกมองว่าเป็นศาสนาที่ต้านระบอบคอมมิวนิสต์

หลังจากสงครามอาหรับ-อิสราเอลในปี 1967 (2510) ฝ่ายปาเลสไตน์ที่ต้านอิสราเอลได้ปรากฏตัวขึ้นมา  โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากองค์การของประเทศผู้ส่งออกน้ำมันหรือ OPEC ได้ใช้น้ำมันเป็นอาวุธและการขึ้นราคาน้ำมัน  จากเหตุการณ์ดังกล่าวสื่ออเมริกันได้ถือเอาชาวอาหรับ  ชาวเบดุอินหรือผู้เร่ร่อนชาวอาหรับ  รวมทั้งผู้ครองนครและผู้ก่อการร้ายที่ค้าอาวุธว่าเป็นศัตรูของอารยธรรมตะวันตก

เมื่อสหรัฐนำเอานักต่อสู้อิสลาม (Islamic Jihad) เข้ามาต่อต้านคอมมิวนิสต์ชาวอัฟกันและพันธมิตรโซเวียตนั้นอิสลามได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐเป็นอย่างมาก และผู้นำอัฟกัน “มุญาฮิดีน” (Mujahideen) หรือนักรบตามแนวทางศาสนาได้รับการประกาศจาก Ronald Reagan ในการเฉลิมฉลองทำเนียบขาวว่ามี “ระดับศีลธรรมเท่าเทียมกับบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐ” ซึ่งเท่ากับว่ากุลบุดดีน ฮิกมัตยาร (Gulbuddin Hekmatyar) ผู้นำอัฟกันในเวลานั้นได้รับเกียรติให้มาเทียบเคียงกับ George Washington และบุรฮานุดดีน ร็อบบานี (Burhannudin Robbani) ผู้นำอีกคนหนึ่งของอัฟกานิสถานก็ได้รับเกียรติให้มาอยู่ในระดับเดียวกับ Thomas Jefferson ฯลฯ

ต่อมาเมื่ออุสามะฮ์ บินลาดิน และผู้คนของเขาจากอัล-กออิดะฮ์ซึ่งเคยมีบทบาทร่วมกับ CIA มาก่อนได้หันมาต่อต้านสหรัฐเสียเอง หลังจากกองทัพสหรัฐได้กรีฑาทัพเข้ามาอยู่ในซาอุดีอาระเบียตั้งแต่ตอนต้นของสงครามอ่าวเปอร์เซียในปี 1991 ถึงเวลานี้อิสลามถูกนำมากล่าวอ้างไปในทางผิดๆ อยู่ทั่วโลกตะวันตก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา

โศกนาฐกรรม 9/11 ปี 2001 นำมาสู่สงครามต่อการก่อการร้าย (War on Terror) ซึ่งประธานาธิบดีบุช กล่าวว่าสงครามนี้จะต่อสู้อยู่ในหลายประเทศและเป็นไปได้ว่าอาจใช้เวลาหลายทศวรรษ   เป็นสงครามที่ไม่จบสิ้น (War without end) แล้วอิสลามก็กลายเป็นภาพหลอนในทางร้ายที่ตะวันตกสร้างขึ้นมานับจากเวลานั้นจนถึงปัจจุบัน และยิ่งเวลาผ่านไป อิสลามก็กลายมาเป็นสิ่งที่ถูกทำให้เป็นปัญหาและถูกนำมาใช้อย่างได้ผล

อาจกล่าวได้ว่าการสร้างภาพอิสลามให้ดูหวาดกลัวนี้ทำให้ “ผู้อพยพ” กลายเป็นผู้ที่จะนำความเสียหายมาให้  จึงนำไปสู่การเรียกร้องอย่างหวาดหวั่นให้คนขาวที่มีวัฒนธรรมตะวันตกมาขับไล่ปีศาจนี้ออกไปจากใจกลางของสแกนดิเนเวียอย่างเด็นมาร์ก  ผ่านไปถึงฝรั่งเศส ออสเตรเลียและประเทศอื่นๆ เรื่อยไปจนถึงชายฝั่งแคลิฟอร์เนีย

ดังนั้นการใช้อิสลามโมโฟเบียจึงไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากการประกอบสร้างของทรัมป์และคนที่มีความคิดไปในทางเดียวกับเขา  อิสลาโมโฟเบียกลายเป็นส่วนสำคัญของอุดมการณ์ร่วมสมัยของตะวันตกอย่างที่ Marine Le Pen เคยเป็นตัวอย่างในเรื่องการต่อต้านการใช้ผ้าคลุมศีรษะมาแล้ว

สำหรับทรัมป์และการนำเอาอิสลาโมโฟเบียมาใช้นั้นเป็นมรดกตกทอด และเป็นมรดกบาปที่ต้องใช้เวลาแก้ไขอีกยาวนาน

ทรัมป์อ้างว่าการขจัด นักญิฮาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งไอเอส จะเป็นข้อเลือกสูงสุดในการบริหารของเขาในการออกไปต่อสู้อยู่นอกประเทศ  เขาขู่ที่จะใช้นิวเคลียร์ในตะวันออกกลาง  แม้จะยังไม่รู้ว่าใครเป็นเป้าในพื้นที่ไหน ทำไม  และจากความผิดพลาดเรื่องอะไร  แล้วเขาก็ขู่ว่าจะใช้นิวเคลียร์กับยุโรปด้วยเช่นกัน  ซึ่งคาดหมายกันว่าจะเป็นรัสเซีย แม้จะมีการอ้างกันอย่างกว้างขวางว่าเขาปิดบังการสนับสนุนจากรัสเซียเอาไว้ก็ตาม

เขากล่าวกับ CNN อย่างสบายๆ ว่า “ผมคิดว่าอิสลามเกลียดชังพวกเรา”  (I Think Islam hates us) เมื่อถูกบีบให้กล่าวอย่างชัดๆ เขากล่าวอย่างครุ่นคิดว่ามันยากที่จะนิยาม มันยากที่จะจำแนกออกมา  เพราะคุณไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

โดยทั่วไปการถอนใจและกล่าวออกมาโดยไม่คำนึงถึงอะไรเลย  นั่นเป็นเรื่องน่าหัวเราะ  แต่ชนิดของการวิพากษ์แบบไร้ขอบเขตของเขากลายเป็นการสร้างความตื่นตระหนก  เมื่อมันมาจากชายที่แสดงรูปแบบต่างๆ ที่ก้าวร้าวเชื่อมั่นในตัวเองเกินขนาดและไม่อาจควบคุมตัวเองได้   ซึ่งเป็นบุคลิกที่เห็นกันอยู่ของทรัมป์

เป็นที่รับรู้กันว่าคำพูดอย่างเช่น อิสลามเกลียดพวกเรานั้นนับได้ว่าแย่อยู่แล้ว   เนื่องจากการประกาศตัวชนิดนี้เป็นการตอกย้ำความแตกต่างครั้งแล้วครั้งเล่า  การที่ประธานาธิบดีสหรัฐกล่าวเช่นนั้นเป็นการขยายตัวของความเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจคาดหมายถึงผลที่จะตามมาได้

Steve Bannon คนใกล้ชิดทรัมป์

ก่อนหน้านี้เขาเป็น CEO ของทรัมป์ ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งเพื่อการขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี  ต่อมาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์ของทรัมป์   เมื่อทรัมป์พร้อมจะเข้าสู่ทำเนียบขาวเขาก็ถูกยกระดับให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มก้อนของทรัมป์หรือคณะกรรมการหลักของฝ่ายความมั่นคง (NSC)

ดังได้กล่าวมาแล้วครั้งหนึ่ง Bannon เป็นผู้เชี่ยวชาญและเป็นผู้มีอิทธิพลของ Golman Sachs อันเป็นกลไกอำนาจทางการเงิน  แต่ก็มีอำนาจอยู่มากเบื้องหลังตำแหน่งสำคัญของสหรัฐ

เขาเป็นประธานบริหาร Breithart News Network, ซึ่งเขาบรรยายว่าเป็นเวทีของ alt right คำว่า alt-right นั้นมาจากคำว่าขวาจัด (Far Right) ซึ่งในตัวของมันเองประกอบขึ้นจากแนวโน้มหลากหลายโดยไม่มีการบังคับบัญชาที่เป็นหนึ่งเดียว  แต่มีแนวโน้มทับซ้อนกันอย่างเช่นกลุ่มนีโอ-นาซี

นอกจากนี้ Bannon ยังได้รับการยอมรับจาก David Duke ซึ่งเป็นคนสำคัญของกลุ่ม Ku Klux Klan อีกด้วย

อิสลาโมโฟเบียและความหมกมุ่นอยู่กับการปะทะทางวัฒนธรรมนั้นสามารถดูได้จากคำพูดของเขาที่วาติกันซึ่งเขากล่าวว่าตะวันตกติดอยู่กับสงครามซึ่งกลายเป็นสงครามระดับโลกไปแล้ว มันเป็นสงครามอันสมบูรณ์ต่อต้านนักญิฮาดอิสลามฟาสซิสต์ (Jihadist Islamic fascism)ดังนั้นสงครามกับอิสลามจะต้องเกิดขึ้นเพื่อรักษาแนวคิด จูดาห์-คริสเตียนตะวันตก… คริสตจักรและอารยธรรมซึ่งเป็นดอกไม้แห่งมนุษยชาติเอาไว้

นายพล Flynn

กล่าวกันว่า Flynn ซึ่งหลุดจากอำนาจและตำแหน่งสำคัญด้านความมั่นคงไปแล้ว  เป็นคนที่มีความสุดโต่งและเกี่ยวข้องอยู่กับอิสลาโมโฟเบีย   เขาก็เหมือนกับ Bannon ซึ่งเชื่อว่าสหรัฐซึ่งยึดแนวทางจูดาห์-คริสเตียน-ตะวันตก กำลังอยู่กับสงครามต่อต้านอิสลาม  ซึ่ง Flynn ไปไกลมากถึงกับกล่าวว่าสงครามนี้อาจเป็นสงครามร้อยปี (hundred-year war) ก็ได้   ทั้งนี้ศัตรูที่ Flynn กล่าวถึงโดยทันทีก็ได้แก่ อัล-กออิดะฮ์ฮิสบุลลอฮ์ ไอเอส และกลุ่มก่อการร้ายอื่นๆ อีกนับไม่ถ้วน

เขาทวีตว่า “ความหวาดกลัวอิสลามนั้นมีเหตุผลทั้งนี้ตัวเขาเองก็เหมือนกับ K.T. Mc Fardand ผู้ช่วยสูงสุดของเขาที่พูดถึงความ “สุดโต่งอิสลาม” ว่าเป็นเหมือน “ลัทธิแห่งความตายที่นำเอาความสูญเสียร้ายแรงมาให้…ส่งผลรวดเร็วและอาจนำไปสู่ความตายได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์   ซึ่งจำเป็นจะต้องทำลาย  ก่อนที่อิสลามจะทำลายตะวันตก

ในขณะที่ทรัมป์ได้ให้สัญญาครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเขาจะต้องกวาดล้างอิสลามสุดโต่งออกไป  จากนั้นคำพูดของเขาได้หลุดจากคำว่าอิสลามสุดโต่งไปอยู่แค่คำว่า “อิสลาม” ทั้งหมดนั้นมีที่มาจากที่ปรึกษาเหล่านี้ของเขาทั้งสิ้น

ในมุมมองของทรัมป์และที่ปรึกษาของเขา  ศัตรูตัวฉกาจและมาตุภูมิของการก่อการร้าย ซึ่งจำเป็นต้องมีการเผชิญหน้ากันด้วยทุกอย่างที่มีอยู่ก็คืออิหร่านการมุ่งไปที่อิหร่านนั้นมีมานานแล้ว  พวกแก๊งค์อนุรักษ์นิยมใหม่หรือขวาใหม่  ซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในฝ่ายบริหารของบุช และใกล้ชิดกับพวกขวาจัดในรัฐบาล  ลิคุด (Likud) ของอิสราเอลจะกล่าวอยู่เสมอว่าการรุกรานอิรักซีเรียและลิเบียเป็นเพียงแค่ก้าวแรกไปยังการยึดครองอิหร่านตามคำขวัญที่ว่าคนจริงแท้ไปเตหะราน (Real men go to Tehran)

ความไม่ครอบคลุมที่กล่าวมานั้นค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่น่าสังเกต  คนที่เกี่ยวข้องอยู่กับเรื่องเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นคนเขียนหนังสือ   นายพลหรือคนอื่นๆ ดูเหมือนจะไม่ได้มีข้อสังเกตว่าอิหร่านคือประเทศที่ต่อสู้กับการก่อการร้ายมาโดยตลอด  ไม่ว่าจะเป็นอัล-กออิดะฮ์ ฏอลิบาน และไอเอสในอิรัก ซีเรีย  รวมทั้งในเลบานอน  จึงเป็นไปไม่ได้ที่อิหร่านจะเป็นพันธมิตรกับกลุ่มก้อนเหล่านี้  ซึ่งประกอบไปด้วยศัตรูของอิหร่านเอง

เป็นเรื่องสำคัญที่หนังสือของ Flynn เรื่องสนามการต่อสู้: เราจะชนะสงครามระดับโลกเพื่อต่อต้านอิสลามสุดโต่งและพันธมิตรได้อย่างไร (The Field of Fight : How We can Win the Global War Against Radical Islam and its Allies)  โดยมี Michael Ledeen ร่วมเขียนด้วยเป็นหนังสือที่แสดงอุดมการณ์ของขวาใหม่ที่มุ่งสู่การทำสงครามกับอิหร่าน

หนึ่งในเหตุผลของการตัดสินใจเลือกแบนมุสลิมจากบางประเทศ  อย่างอิหร่าน อิรัก ซีเรีย เยเมน ซูดาน ลิเบีย และโซมาเลียอาจเป็นเพราะประเทศเหล่านี้ ล้วนแต่เคยงัดข้อกับฝ่ายบริหารของสหรัฐมายาวนาน

นอกจากนี้บางประเทศจากเจ็ดประเทศก็เคยถูกสหรัฐโจมตีและรุกรานมาแล้ว  ฝ่ายบริหารของโอบามาก็เคยมีมาตรการตรวจสอบก่อนให้วีซ่าแก่ผู้คนจากบางประเทศเหล่านี้มาแล้ว  อย่างเช่นในปี 2011 มีการหยุดการออกวีซ่าให้กับชาวอิรักเป็นเวลาหกเดือน   ในขณะที่พันธมิตรทางทหารของสหรัฐอย่างซาอุดีอาระเบีย อียิปต์ และปากีสถานได้รับการยกเว้น  ปัญหาสำคัญที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเข้ามาของผู้อพยพโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้อพยพที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมืองในซีเรีย

การสังหารและวิกฤตของผู้อพยพเริ่มขยายตัวหลังจากสหรัฐเข้ายึดครองอิรักในปี 2003 การเข้าไปแทรกแซงในลิเบียและซีเรียทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนย่ำแย่เข้าไปอีก

เป็นที่รับรู้กันเป็นอย่างดีว่าการสนับสนุนจากซาอุดีอาระเบียและพันธมิตรแถบอ่าวที่ร่ำรวยนั้นในเบื้องต้นทำให้กลุ่มนักสู้ติดอาวุธกลุ่มต่างๆ ดำรงอยู่ได้และต่อมากลุ่มเหล่านี้ก็กลายมาเป็นกลุ่มนักสู้ที่ถูกเรียกว่าผู้ก่อการร้ายอย่างเช่นกลุ่มดาอิชห์ (Daesh) หรือไอเอสและกลุ่มอัล-นุสเราะฮ์

ส่วนใหญ่ของกลุ่มที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ความรุนแรง 9/11 ซึ่งเข้าโจมตีสหรัฐนั้นล้วนมาจากซาอุดีอาระเบียส่วนที่เหลือก็จะมาจากสหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ อียิปต์และเลบานอน

ฝ่ายบริหารของทรัมป์ยกเอาเหตุการณ์ 9/11 มาหาเหตุผลให้กับการแบนชาวมุสลิมของเขา  ที่น่าสนใจคือไม่มีการประท้วงจากประเทศที่ได้รับการยกเว้นจากการแบน  แม้แต่ประเทศเดียว อย่างเช่นอียิปต์ ปากีสถาน และซาอุดีอาระเบีย

ทรัมป์ไม่ยอมเสียเวลาด้วยการออกมากล่าวอย่างเปิดเผยว่าเขาต้องการย้ายสถานทูตในอิสราเอลจากกรุงเทลอาวีฟไปยังนครเยรูซาเล็ม (Jerusalem) แม้ว่าเขายังจะต้องดูตารางสำหรับเรื่องนี้ก่อน  หน่วยงานอย่าง Palestinian Authority รวมทั้งกลุ่มการเมืองหลากหลายของปาเลสไตน์ได้เตือนว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวคือการสิ้นสุดกระบวนการสันติภาพและการแก้ไขปัญหาว่าด้วยสองรัฐ (two-state solution)

ในระยะเวลาแค่ชั่วข้ามคืนฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้ยกเอาประเด็นความตึงเครียดทางทหารกับอิหร่านมากล่าวถึงหลังจากอิหร่านได้ทดลองขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศในตอนปลายสัปดาห์ของเดือนมกราคม ปี 2017 อิหร่านได้ทำการทดลองมาก่อนหน้านี้แล้วนับตั้งแต่มีการลงนามว่าด้วยนิวเคลียร์

หลังจากอิหร่านยอมลดหย่อนเรื่องนิวเคลียร์ สิ่งเดียวที่จะใช้ต่อต้านการรุกรานจากต่างชาติที่อิหร่านมีก็เหลืออยู่แค่เทคโนโลยีด้านขีปนาวุธเท่านั้น ภายใต้มติ 2231 ของคณะมนตรีความมั่นคงซึ่งยุติการแซงก์ชั่นอิหร่านไปแล้วนั้น  อิหร่านไม่ได้ถูกห้ามจากการทดลองขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ  ฝ่ายบริหารของโอบามาพยายามที่จะรวมการห้ามการทดลองขีปนาวุธดังกล่าวไว้ในข้อตกลงด้วย  แต่ได้รับการคัดค้านไม่เฉพาะจากรัสเซีย  จีนแต่รวมทั้งพันธมิตรยุโรปของสหรัฐ ซึ่งเข้าไปเกี่ยวข้องกับข้อตกลงนิวเคลียร์กับอิหร่าน

อย่างไรก็ตาม ไม่อาจหยุดยั้งฝ่ายบริหารของทรัมป์จากการนำเอาการแซงก์ชั่นฝ่ายเดียวมาใช้ได้  ด้วยการมุ่งไปที่บริษัทและตัวบุคคล  ซึ่งถูกกล่าวอ้างว่าเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่ในโปรแกรมการทดลองขีปนาวุธ รวมไปถึงในส่วนของธนาคารด้วย

Flynn ซึ่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของทรัมป์อยู่ในเวลานั้นประกาศอย่างน่าตื่นเต้นว่าฝ่ายบริหารของทรัมป์ได้จับตามองอิหร่านอย่างเป็นทางการซึ่งมีผลทันทีหลังจากอิหร่านทดลองขีปนาวุธ

การโจมตีเรือรบซาอุดีอาระเบียโดยฝีมือของฝ่ายฮูษีถูกมองอย่างผิดๆ ว่าเป็นฝีมือของอิหร่าน  ก่อนขึ้นรับตำแหน่งที่เวลานี้เป็นอดีตไปแล้วนั้น Flynn ถึงกับกล่าวว่าเขาถือว่า “อิหร่านนั้นมีอันตรายมากกว่ากลุ่มดาอิชห์” หรือไอเอสเสียอีก

เขาพูดถึงอิสลามอย่างขาดความเข้าใจว่าเป็นดัง “มะเร็ง” ด้วยการยืมบทความเรื่องการปะทะทางวัฒนธรรม” ของฮันติงตัน (Samuel Huntington) มาใช้เขาเลือกที่จะนำภาพ “อิสลามสุดโต่ง” ตามการเรียกของเขามานำเสนอและอธิบายว่าเป็นการคุกคามที่เกี่ยวข้องกับความอยู่รอดของมนุษย์ (existential threal)

แต่ในโลกทรรศน์ของทรัมป์  แม้แต่ขบวนการหรือกลุ่มก้อนอย่างภราดรภาพมุสลิม (Muslim Brotherhood) หรือฮูษี (Houthis) ในเยเมนี     พร้อมๆ ไปกับประเทศอย่างอิหร่านซึ่งช่วยสหรัฐต่อสู้กับไอเอสอยู่ในอิรัก  ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกลุ่มอิสลามสุดโต่งทั้งสิ้น

Bannon ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของทรัมป์และสมาชิกสภาความมั่นคงกล่าวว่าพวกจูดาห์คริสเตียนตะวันตกกำลังเผชิญการทำลายล้างจากพวกอิสลามฟาสซิสต์

Flynn กล่าวว่าอิสลาม “ยังคงคุกคามสหรัฐและพันธมิตรในภูมิภาค”

ผู้นำอิหร่านได้เตรียมเผชิญกับเรื่องนี้อยู่แล้ว  หลังจากทรัมป์รวมอิหร่านเอาไว้กับเจ็ดประเทศ  ซึ่งประชากรถูกห้ามเข้าสหรัฐ  แม้ว่าในตอนหลังจะมีการเสนอให้ยกเลิกการห้ามอิรักลงไปเนื่องจากอิรักเข้าปราบไอเอสอย่างจริงจังก็ตาม

สิ่งที่ทำให้การรณรงค์เพื่อการเลือกตั้งได้รับการรบกวนโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวสหรัฐก็คือสิ่งที่เบียดแทรกเข้ามาอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ได้แก่การเหยียดชาติพันธุ์ (Racist) อย่างเปิดเผย การแสดงอาการหวาดกลัวอิสลาม (Islamophobic) การต่อต้านผู้อพยพและการสร้างโวหารชาตินิยมของคนผิวขาวอย่างเต็มที่โดยผู้สมัครจากพรรคริพับลิกัน

สำหรับผู้สังเกตการณ์ที่เฝ้าจับตาดูทรัมป์ อาจแปลกใจว่าเป็นไปได้อย่างไรที่ผู้สมัครจากพรรคใหญ่ให้การส่งเสริมการต่อต้านประชาธิปไตยได้อย่างไม่อาย  และทำลายค่านิยมของชาวอเมริกันได้อย่าโจ่งแจ้ง

ทำไมและเป็นไปได้อย่างไรที่นโยบาย ซึ่งขาดขันติธรรมดำรงอยู่ได้ท่ามกลางการหาเสียงของทรัมป์   ทั้งนี้นอกจากเขาจะได้รับการยอมรับแล้วยังมีผู้สนับสนุนนับล้านคนในช่วงการแข่งขันขั้นต้นเพื่อเลือกตัวแทนของพรรคลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีและได้รับการยอมรับจากพรรคให้เป็นตัวแทนลงแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ในที่สุด  ไม่มีใครคาดหมายมาก่อนว่าตัวแทนพรรครีพับพลิกันซึ่งเป็นพรรคของอับราฮัม ลินคอล์น (Abraham Lincolln) ที่เชิดชูประชาธิปไตยจะมีตัวแทนอย่างทรัมป์ได้

 

อิสลาโมโฟเบียกับการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2016          

            อิสลาโมโฟเบียเป็นความรู้สึกหวาดกลัวที่มีต่ออิสลามมากเกินไป  จนเปลี่ยนมาเป็นการทนไม่ได้ เป็นการกระทำด้วยความจงใจต่อความศักดิ์สิทธิ์ของอิสลาม  รวมแม้กระทั่งต่อต้านการแต่งกายแบบอิสลาม

อิสลาโมโฟเบียยังรวมไปถึงความพยายามอย่างตั้งใจที่จะทำลายภาพลักษณ์ของอิสลาม  อันเป็นศาสนาที่มีผู้นับถือนับพันล้านคน ซึ่งความจริงเป็นผู้สร้างอารยธรรมที่โดดเด่นมาจนถึงปัจจุบัน

อิสลามยืนหยัดในฐานะรูปแบบของความใจกว้างและความร่วมมือมายาวนานตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ

ความจริงแล้วอิสลาโมโฟเบียก็คือขบวนการที่ช่วงชิงสิทธิในเสรีภาพทางความคิด  ความเชื่อ อัตลักษณ์ และโจมตีเป้าหมายไม่เฉพาะด้านปฏิบัติการณ์ที่พวกเขาเลือกจะกระทำโดยเฉพาะ  แต่ยังกระทำบนพื้นฐานของการปรากฏให้เห็น และบนพื้นฐานทางศาสนา  เป็นการแย่งชิงสิทธิระดับพื้นฐานที่สุด

ด้วยเหตุนี้อิสลามโมโฟเบียจึงไม่ได้เป็นตัวแทนการคุกคามต่อชาวมุสลิมเท่านั้น  แต่ยังเป็นการคุกคามหลักการพื้นฐานทางด้านความยุติธรรม  ความเท่าเทียมและเสรีภาพ  เช่นเดียวกับการเป็นตัวแทนที่คุกคามความมั่นคงและความปรองดองทางสังคมอีกด้วย

เช่นเดียวกับ Phobia หรือความกลัวอย่างไม่มีเหตุผลอื่นๆ

Islamophobia เป็นรูปแบบหนึ่งของความกลัว หรือกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นความกลัวอิสลามมากเกินไป  รวมทั้งหวาดกลัวสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับอิสลาม

กลัวคนมุสลิม

กลัวมัสญิด

กลัวศูนย์กลางอิสลาม

กลัวหอสูงที่เรียกผู้คนมาละหมาด (Minarets)

กลัวการคลุมศีรษะหรือการแต่งกายอย่างมิดชิดของชาวมุสลิม (Hijab)

ความกลัวดังกล่าวจึงมุ่งตรงไปสู่การปฏิบัติบางประการเช่นมาตรฐานอาหารฮาลาล (Halal food standard) คนไว้เครา

หวาดกลัวคนที่ใช้ชื่อซึ่งมีที่มาจากภาษาอาหรับ (Arabic)  การเหยียดชาติพันธุ์และเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิม (Racism and discrimination against Muslims)  ทั้งในชีวิตประจำวัน   ในสื่อ ในที่ทำงานและในแวดวงการเมือง

อิสลาโมโฟเบียถูกฝังอยู่ในจิตใจของผู้คน  ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของทัศนคติที่เกลียดกลัวคนต่างชาติและการทนไม่ได้

ก่อนหน้านี้การไม่ยอมทนจะปรากฏให้เห็นในการกระทำที่ปรากฏออกมาเช่น

เผามัสญิด

ทำลายทรัพย์สินของชาวมุสลิม

ค่าทอสตรีมุสลิมที่ปกปิดร่างกายอย่างมิดชิด

เหยียดหยามสัญลักษณ์แห่งอิสลาม

ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติของอิสลาโมโฟเบียในเบื้องต้น จึงเกี่ยวข้องกับด้านจิตวิทยามากกว่าการเมือง เศรษฐกิจ ความขัดแย้งในสังคม  ความตึงเครียดทางศาสนา  ความรุนแรงสุดโต่ง ค่านิยมประชาธิปไตย เสรีภาพของการแสดงออก ฯลฯ

อิสลาโมโฟเบียเจริญเติบโตอยู่ในสังคมอื่นๆ ที่ไม่ใช่สังคมมุสลิม  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมที่ชาวมุสลิมเป็นชนกลุ่มน้อยหรือในบางแห่งที่ชาวมุสลิมเป็นคนกลุ่มใหญ่อยู่ในบางพื้นที่ตัวอย่างเช่น

อิสลาโมโฟเบียจะมีอยู่มากในประชากรชาวยิวที่อยู่ในฉนวนกาซา

อิสลาโมโฟเบียจะมีอยู่ในหมู่ชาวพุทธในสามจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทย อันเป็นดินแดนที่มีชาวมุสลิมเป็นคนส่วนใหญ่ (อ้างอิงจาก Ninth OIC Observatory report on Islamophobia May 2015 , September 2016 , Organization of Islamic Cooperations)

โดยทั่วไปอคติที่มีต่ออิสลามจะเข้มแข็งอยู่ในดินแดนที่มีประชากรมุสลิมอยู่จำนวนน้อย อย่างเช่นในสหรัฐอเมริกา เด็นมาร์ค เบลเยี่ยม อิตาลี สหราชอาณาจักร รัสเซีย เยอรมนี นอร์เวย์เมียนมาร์เนเธอร์แลนด์สวีเด็น อินเดีย และออสเตรเลีย

ในประเทศเหล่านี้จะมีชาวมุสลิมน้อยกว่าร้อยละ 5 จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ของการเป็นชนกลุ่มน้อยมุสลิมก็ไม่ได้เป็นตัวประกอบเดียว  เพราะเมล็ดพันธุ์ของอิสลาโมโฟเบียจะพบว่ามีอยู่หลากหลายในที่ต่างๆ

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่น เมียนมาร์มาและประเทศไทย  ความเติบโตของความหวาดกลัวอิสลามนั้น  อาจกล่าวได้ว่ามีช่องทางมาจากประเด็นทางการเมืองที่ดำรงอยู่

ในประเทศจีน ในจังหวัดซินเจียง (Xinjiang) อิสลาโมโฟเบียดูเหมือนจะมาจาก “รัฐบาลท้องถิ่น”

ในออสเตรเลีย การเติบโตของอิสลาโมโฟเบียมีรากมาจากปัจจัยภายนอกประเทศ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการก่อการร้าย อันเนื่องมาจากการโจมตียุโรปอย่างต่อเนื่อง  รวมทั้งปรากฏการณ์ของไอเอส (IS) ในตะวันออกกลาง

อิสลาโมโฟเบียบ่อยครั้งจะมีความเกี่ยวพันกับประเด็นความจริงทางประวัติศาสตร์  ซึ่งชาวมุสลิมส่วนใหญ่ที่อยู่ในประเทศตะวันตกเป็นผลิตผลจากการทะลักล้นของผู้อพยพรุ่นแรกๆ

ในความเป็นจริงของการดำรงอยู่  คนเหล่านี้กำลังดิ้นรนต่อสู้เพื่อรวมกับเป็นเนื้อเดียวกับคนส่วนใหญ่  โดยผ่านวัฒนธรรมสังคมและบ่อยครั้งโดยผ่านการกลมกลืนทางศาสนา

อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวมิได้ราบรื่นและบ่อยครั้งได้นำไปสู่การปะทะกับของอารยธรรมและอัตลักษณ์  กระบวนการดังกล่าวมีส่วนต่อการเจริญเติบโตของอิสลาโมโฟเบียในยุโรป  และมีมากขึ้นนับตั้งแต่ปี 2015 อันเนื่องมาจากปรากฎการณ์การก่อการร้ายและความสุดโต่ง

Jared Kushnerบุตรเขยของทรัมป์ซึ่งมีอาณาจักรเรียลเอสเตทของตัวเอง  แต่ไม่มีคุณวุฒิพอกับตำแหน่งใดๆ กลายมาเป็นที่ปรึกษาที่ใกล้ชิดที่สุดของทรัมป์  ร่วมกับผู้นำทางยุทธศาสตร์อื่นๆ ในชุดบริหารของเขา  รวมทั้งคณะทำงานในทำเนียบขาวอื่นๆ ที่ขาดมาตรฐานของความเป็นผู้นำ  เมื่อเข้ามาสู่ตำแหน่งประธานาธิบดี ทรัมป์ก็มีคำสั่งซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อชาวมุสลิมผู้อพยพจากเจ็ดประเทศ (เยเมน ซีเรีย อิรัก อิหร่าน โซมาเลีย ลิเบีย และซูดาน)

ผมเองได้มีโอกาสเดินทางไปประเทศต้องห้ามของทรัมป์เหล่านี้มาแล้ว 6 ประเทศ คือ เยเมน ซีเรีย อิรัก ประเทศละหนึ่งครั้ง ลิเบีย สองครั้ง (ได้มีโอกาสพบกัดดาฟี ผู้นำลิเบียที่บ้านของเขาในกรุงตริโปลี) อิหร่าน 8 ครั้ง (ได้มีโอกาสเข้าพบอะยาตุลลอฮ์ คอมาเนอี ผู้นำจิตวิญญาณสูงสุดคนปัจจุบัน และประธานาธิบดีมุฮัมมัด คอตามี อดีตประธานาธิบดีสายพิราบของอิหร่าน) และไม่เห็นว่าคนส่วนใหญ่ที่ในประเทศเหล่านี้จะมาเป็นอุปสรรคต่อความมั่นคงของสหรัฐได้อย่างใด การก่อการร้ายครั้งใหญ่ๆ ในสหรัฐแทบจะไม่มีคนใน 7 ประเทศนี้เข้าร่วมสังฆกรรมเลยแม้แต่น้อย

การห้ามดังกล่าวเป็นการปฏิเสธความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญสหรัฐที่มีต่อผู้อพยพจากประเทศเหล่านี้   รวมทั้งผู้คนของประเทศเหล่านี้  ซึ่งเข้าไปอยู่ในสหรัฐอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาช้านานเจ็ดปีที่ผ่านมาผมมีโอกาสไปเยือนชาวมุสลิมในสหรัฐเป็นเวลาหนึ่งเดือนในหลายๆ รัฐ  และพบว่าชาวมุสลิมจากทั่วโลกรวมทั้งจากเจ็ดประเทศล้วนอยู่อย่างมีความสุข  และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสหรัฐ  ผมจำได้ว่าแม้แต่อาคารรัฐสภาของสหรัฐยังมีที่ละหมาดให้ในวันศุกร์และมีชาวมุสลิมจากทั่วโลกมาละหมาดที่นั่น

ก่อนหน้าที่นายพล Michael Flynn จะหลุดออกไปจากวงโคจรของฝ่ายบริหารของทรัมป์อันเนื่องมาจากข้อกล่าวหาว่าด้วยความสัมพันธ์กับรัสเซียและอื่นๆ นั้น Flynn ซึ่งได้กลายเป็นอดีตที่ปรึกษาฝ่ายความมั่นคงของทรัมป์ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่มีอคติอย่างรุนแรงต่อศาสนาอิสลาม  อันเป็นศาสนาที่เติบโตเร็วที่สุด (fast growing religion) ในสหรัฐ  นอกจากนี้คนในแวดวงการบริหารของทรัมป์เช่น  JameMattis (แห่งกระทรวงกลาโหม) John F.Kelly (แห่งกิจการมาตภูมิ) ก็ได้กลายเป็นนายทหารที่ได้รับตำแหน่งสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ทั้งสองนายพลไม่ได้รับการยอมรับจาก Colin Powell อดีตนายทหารขวาจัดที่เคยดำรงตำแหน่งสำคัญของพรรครีพับลิกันมาก่อน เช่นเป็นที่ปรึกษาความมั่นคงของเรแกน ประธานร่วมฝ่ายเสนาธิการของบุชผู้พ่อ รัฐมนตรีต่างประเทศของบุขผู้ลูก ครั้งหนึ่ง Colin Powell เรียก Flynn ว่าเป็น “ขวาจัดคลั่ง” ซึ่งทำงานขัดแย้งกับนโยบาย” ส่วนMattis ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชาการ และได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายบริหารของโอบามาให้หยุดงานไปอย่างเงียบๆ   ก็ถูกมองว่าเป็นผู้ไม่ทำตามคำสั่งและก้าวร้าวโดยเฉพาะอย่างยิ่งชอบที่จะให้มีการเผชิญหน้ากับอิหร่าน

คนเหล่านี้ถูกมองโดยผู้คนโดยทั่วไปว่าเป็นพวกขวาจัดและเป็นอันตรายต่อรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย  การนำเอานายพลเกษียณอายุมาอยู่ในคณะรัฐมนตรีซึ่งดูแลกองกำลังทหารทั้งหมด   รวมทั้งความมั่นคงภายในนั้น ถือได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนสปิริตตามตัวอักษรของรัฐธรรมนูญสหรัฐ  ซึ่งเรียกร้องให้กองกำลังทางทหารอยู่ภายใต้คำแนะนำของผู้มีอำนาจหน้าที่ฝ่ายพลเรือน

การเหยียดชาติและอิสลาโมโฟเบีย

ดังได้กล่าวมาแล้วธงในการหาเสียงเพื่อขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์มีข้อใหญ่ใจความอยู่ที่อิสลาโมโฟเบียหรือโรคหวาดกลัวอิสลามอย่างไร้เหตุผล  และความเกลียดชังผู้อพยพที่ไม่ได้เป็นคนขาว

งานของทรัมป์ในเบื้องต้นคือการรณรงค์เพื่อสร้างกำแพงตลอดชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก  เพื่อป้องกันคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย  โดยทรัมป์จะเอาเรื่องคนเข้าเมืองผิดกฎหมายมารวมกับการค้ายาเสพติดและการลักลอบเข้าสหรัฐของผู้ก่อการร้าย  เขาเอาสองอย่างนี้มารวมกันทั้งโดยเปิดเผยและโดยปิดบัง

Flynn ถึงกับกล่าวว่าในความเป็นจริงพวกค้ากำไรจากยาเสพติดได้ส่งสัญญาณมาที่ชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโกแล้ว เช่นเดียวกับในโลกอาหรับ  ซึ่งยังมีการย้ำถึง “เส้นทางการเข้ามาของผู้ก่อการร้ายอิสลาม” เขาเอา  สงครามต่อต้านยาเสพติดและสงครามต่อต้านการก่อการร้ายที่เรียกอย่างไม่ถูกต้องว่าการก่อการร้ายอิสลามมาเป็นสองอย่างที่ถักทอเข้าด้วยกัน   ซึ่งจะนำอันตรายมาสู่คนอเมริกันผิวขาว

อุดมการณ์ของทรัมป์ (Trumpist) ดูเหมือนต้องการจะยกระดับในสิ่งที่Bannon เรียกว่านักญิฮาดอิสลามฟาสซิสม์ (Jehadist Islamic fascism) และบ่อยครั้งก็พาดพิงไปที่ศาสนาอิสลามเสียเอง

ในอดีตความคิดว่าด้วย การสมคบคิดของชาวยิว(Jewish conspiracy) เพื่อต่อต้านชาติเยอรมนีครอบครองอุดมการณ์นาซี (Nazi idology) มาตลอด

ในทำนองเดียวกัน การเรียกขานชาวเม็กซิกันของทรัมป์ว่าเป็นนักข่มขืนและผู้ผลักดันการค้ายาเสพติดหรือแม้แต่ “ผู้สังหารประชาชนของเรา”   จึงเท่ากับเปลี่ยนเม็กซิโกให้เป็นสิ่งคุกคามจากภายนอก

มีรายงานว่าทรัมป์ได้โทรศัพท์พูดคุยกับประธานาธิบดี Enrique Pena Nieto ว่า คุณจะต้องจ่ายสำหรับค่าทำกำแพงไม่ว่าคุณจะต้องการมันหรือไม่ก็ตาม จากข้อความของ Associated Press  เขายังพูดกับผู้นำเม็กซิโกต่อไปอีกว่า คุณมีพวกนี้อยู่มากที่บ้านคุณ  คุณไม่ได้หยุดยั้งพวกเขาอย่างเพียงพอ  ผมคิดว่าทหารของคุณหวาดกลัว   ทหารของเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น ผมอาจส่งพวกเขาไปดูแลก็ได้

ข้อความที่ยกมาแสดงให้เห็นความหลงตนเองของทรัมป์ หรือไม่ก็อาจจะเกิดจากความไม่รู้จริงๆ ของเขาในเรื่องพิธีการทางการทูตโดยเขาทำตัวเองเหมือนเป็นหัวหน้าของรัฐที่อ่อนแอกว่าโดยรัฐเหล่านั้นถูกมองราวกับเป็นทาสผู้รับใช้  เขาสร้างภาพการเป็นหัวหน้าในทุกเรื่อง   ด้วยเหตุนี้จึงมีแต่พวกเหยียดผิวขวาจัดเท่านั้นที่ชอบวิธีการของทรัมป์

จุดศูนย์กลางของทรัมป์ในตอนเริ่มต้นการทำหน้าที่ประธานาธิบดีของเขาจึงอยู่ที่ การต่อต้านชาวมุสลิมและชาวเม็กซิกัน   ด้วยการขยายความเชื่อที่ถูกตกแต่งขึ้นเพื่อให้คนเหล่านี้ตกเป็นเหยื่อของคนอเมริกันผิวขาว     นอกจากชาวมุสลิมและชาวเม็กซิกันแล้ว ยังรวมทั้งชาวจีนซึ่งเวลานี้กำลังหนีหายจากงานที่มาจากคนอเมริกันผิวขาว  การกระทำของทรัมป์ในเวลานี้จึงเป็นการทิ้งห่างความหลากหลายทางวัฒนธรรม (multiculturalism) ซึ่งมุ่งหมายที่จะดูแลทุกภาคส่วนโดยเท่าเทียมกัน

การอยู่ในสหรัฐของชาวมุสลิมถูกมองว่าเป็นการละเลยแนวทางจูดาห์-คริสเตียน (คนขาว) ในสังคมของชาวอเมริกัน

ตัวอย่างเช่น Flynn ได้ย้ำว่าในสหรัฐกฎหมายอิสลาม (ชะริอะฮ์) ได้เข้ามาแทนกฎหมายอเมริกัน ในแวดวงของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาของ Flynn จะเรียกข้อมูลของ Flynn อย่างติดตลกว่าข้อเท็จจริงของ Flynn(Flynn Facts) สิ่งนี้ไม่ต่างไปจากการที่นาซีตัวแทนของชาวเยอรมัน    ได้ละทิ้งชาวยิวกลุ่มน้อยจากภายในและต้องการอำนาจต่างประเทศมากขึ้นจากภายนอก  หรืออย่างที่ฮินดุตวา(Hindutva)หรือฮินดูชาตินิยมอ้างว่าจำนวนการเกิดของชาวมุสลิมเป็นการคุกคามด้านจำนวนประชากรต่อชาวฮินดูในอินเดีย

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *