”ข้อมูลผิดพลาด”กรณี”โคโรนาไวรัส”

สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
”ข้อมูลผิดพลาด”กรณี”โคโรนาไวรัส”
เริ่มต้นข้อเขียนวันนี้ ผมต้องตำหนิตนเองเป็นประเดิม กรณีเผยแพร่ข่าวที่ไร้ที่มาที่ไป เพื่อเตือนให้คนไทยระวัง จะติดเชื้อจาก”โคโรนาไวรัส” ผมจึงมีความผิด ฐานมีส่วนเกี่ยวข้อง ทำให้เกิดความตื่นตระหนกใน”สื่อสังคม”
ทั้งมีส่วน ทำให้รัฐบาลพลอยถูกตำหนิตามมาว่า เชื่องช้าไม่ทันการณ์ เท่ากับผมฉวยโอกาสต่อต้านรัฐบาล ที่พยายามทำดี แต่ไม่ทันใจชาวบ้าน ประชาสัมพันธ์รัฐล้มเหลว
ผมก็เลยต้องระมัดระวังในการเลือกข่าวมากขึ้น นับเป็นบทเรียนในตอนแก่ ว่าจงมีสติอย่างต่อเนื่องให้ตลอด อย่าตกใจตื่นเต้นหรือพลั้งเผลอผิดพลาด เป็นอันขาด เพราะอาจทำให้”สังคมฉิบหายวายป่วง”ตามไปด้วย
ที่เขียนประชดอย่างนี้ เพื่อจะได้”สะใจ”ตัวเองและที่สำคัญเป็นวิธีแก้ อาการป่วยทางจิต ที่คุกรุ่นไม่สบายมาหลายวัน เข้าหลัก”ผัสสะ”เป็นปัจจัยทำให้เกิด”เวทนา”(ซึ่งเป็น”ทุกข์” คือความคับข้องขุ่นใจ ทนทานไม่ได้) ตามหลักปฏิจจสมุปบาทที่ว่า “ผัสสะปัจจะยา เวทะนา”
นี้ก็คือการ”หนามยอก เอาหนามบ่ง”แก้อาการป่วยทางจิตด้วยวิธีการของผมเอง
ทีนี้มาเข้าเรื่องที่ว่า”อะไรคือ”ข่าวปลอม”ในกรณี”โคโรนาไวรัส””
เรียนว่า ผมเรียบเรียงและสรุปมาจากสำนักข่าวบีบีซี (ที่ผมไม่ค่อยจะชอบหน้าเท่าไร) เนื่องจากไม่มีสติปัญญา ไปหาข่าวมาด้วยตนเอง
บีบีซี เน้นรายงานในประเด็น”ข้อมูลผิดพลาด”ว่าด้วย”ต้นกำเนิด”และ”จำนวนผู้ป่วย”ของ”โคโรนาไวรัส”ใน”ออนไลน์”เป็นหลัก
มิใช่การรายงาน”ข่าวปลอม”ที่สร้างข่าวขึ้นมาเองหรือ”บิดเบือนข่าว” เช่นที่เกิดในบ้านเรา
ในกรณีนี้ บีบีซี ตั้งทีมติดตามข้อเท็จจริง มาแต่แรกที่เกิดการแพร่ระบาด ว่ามีการสมคบกันสร้างเรื่องแล้ว แม้ยกเว้นไม่พูดถึง”ซุปค้างคาว”
แต่กรณี วิดีโอ นำเสนอภาพชาวจีนกินซุปค้างคาวในขณะที่เกิดการแพร่ระบาด ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายขึ้น
ในภาพเคลื่อนไหวแสดงให้เห็นสตรีสาวชาวจีนโชว์ค้างคาวที่ปรุงแล้ว จากนั้นเธอก็บอกว่า”รสชาติคล้ายเนื้อไก่”
ทีนี้ ภาพก็เลยแพร่หลายไปทาง”ออนไลน์”อันนำไปสู่ข้อกล่าวหาว่า”นิสัยการกิน”ของชาวจีน คือ”ตัวการ”ในการระบาดของ”โคโรนาไวรัส”สายพันธุ์ใหม่
ข้อเท็จจริงก็คือ วิดีโอนี้ไม่ได้ถ่ายในเมือง”หวูฮั่น”(หรือ”อู่ฮั่น”)หรือในเมืองจีน แท้ที่จริงถ่ายในปี ๒๐๑๖ โดยบล็อกเกอร์”หวาง
เหมิงหยุ่น”ช่วงเดินทางไปยัง”ปาเลา”หนึ่งในหมู่เกาะแปซิฟิกตะวันตก
จากนั้น “คลิป”นี้ก็ถูกนำมาเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมหลังที่”โคโรนาไวรัส”สายพันธุ์ใหม่ ปรากฏตัวขึ้นใน”หวูฮั่น”เมื่อปลายปีที่ผ่านมา
เมื่อเกิด”การตีกลับ”อย่างแรง”เหมิงหยุ่น”ก็ออกมาขอโทษ ภาพนั้น เพียงสะท้อนว่าคนท้องถิ่น(ปาเลา)เขาอยู่กินกันอย่างไร ไม่เคยรู้เลยว่าค้างคาวเป็นพาหะไวรัส จากนั้นวิดีโอ ของเธอก็ไม่ปรากฏให้เห็นอีกต่อไป
เชื่อกันว่า”โคโรนาไวรัส”สายพันธุ์ใหม่มาจากการค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมายในตลาดเมือง”หวูฮั่น” แม้ผลวิจัยล่าสุดของจีนจะระบุว่าค้างคาวอาจเป็นที่มาของไวรัส แต่”ซุปค้างคาว”ก็ไม่ใช่ของกินที่มีอยู่ตามปกติในจีน ดังนั้น จึงต้องสอบสวนต่อไปว่า”ต้นกำเนิดไวรัส”นั้นมาแต่ไหนแน่
รายงานของ ทีม”บีบีซี”บ่งชี้ข้อมูลผิดพลาดที่ว่า”มีการวางแผนกันล่วงหน้าว่า จะต้องมีการแพร่ระบาดของไวรัสนี้
คนแรกๆที่ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าร่วม”วางแผน”ก็คือ “จอร์แดน ซาเธอร”นักทฤษฎีว่าด้วยการสมคบคิด”และ”ยูทูเบอร์”
เขา”รีทวีต”เอกสารนี้นับเป็นพันๆ ครั้งหลัง”แชร์”มาจากเอกสารจดทะเบียนสิทธิบัตรปี ๒๐๑๕ ของ”พีร์ไบรท์ อินสติทูต”ในเมือง”เซอร์เรย์”อังกฤษ พูดถึงการพัฒนา”โคโรนาไวรัส”ให้อ่อนแอลง เพื่อใช้ทำวัคซีนป้องกันหรือเพื่อรักษาโรคทางเดินหายใจ
“ลิงค์”หรือโยงใยนี้ ถูกนำมาโพสหมุนเวียนอย่างกว้างขวางใน”เฟซบุ๊ก” ส่วนใหญ่โดยกลุ่มสมคบคิดและกลุ่มต่อต้านวัคซีน
“ซาเธอร์”ใช้ข้อเท็จจริงที่ว่า กองทุน”บิลล์ แอนด์ เมลินดา เกตส์”ได้บริจาคเงินอุดหนุนให้ทั้ง”พีร์ไบรท์”และการพัฒนาวัคซีน ซึ่งส่อนัยว่า การแพร่ระบาดของไวรัสที่กำลังเกิดขึ้นนี้ จงใจทำให้เกิดขึ้น เพื่อดึงดูดความสนใจ ให้มีการสนับสนุนการผลิตวัคซีนป้องกัน
แต่ที่จริง สิทธิบัตร”พีร์ไบรท์”ไม่ได้กำหนดการผลิตวัคซีนสำหรับ”โคโรนาไวรัส”สายพันธุ์ใหม่ แต่ผลิตเพื่อใช้ครอบคลุมการติดเชื้อทางปอดจากไข้หวัดนก ซึ่งเป็น”โคโรนาไวรัส”อีกตระกูลหนึ่งที่แพร่เชื้อจากสัตว์ปีก
นี่คือหนึ่งในข้อเท็จจริง ที่ทำให้ข้อมูลข่าวสารออกมาผิดพลาด
อีกประเด็นหนึ่งที่ทีม”บีบีซี”พยายามตีแผ่ให้ปรากฏข้อเท็จจริงก็คือ ข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นผลพวงจากการผลิตอาวุธชีวภาพ
ในสังคม”ออนไลน์”พูดกันมาก ว่าการอุบัติของ”โคโรนาไวรัส”สายพันธุ์ใหม่ มาจากโครงการลับปกปิด ว่าด้วยการผลิตอาวุธชีวภาพ ที่จีนแอบทำขึ้น แต่หลุดเล็ดลอดออกมาจาก”สถาบันไวรัสวิทยาในเมืองหวูฮั่น”
เรื่องนี้ไปปรากฏ ด้วยการลงข้อเขียน ในรูปของบทความสองชิ้น ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์”วอชิงตัน ไทมส์” โดยอ้างคำบอกเล่าของอดีตเจ้าหน้าที่ข่าวกรองทหารของอิสราเอล แต่ก็ไม่มีหลักฐาน
ใดๆ ยืนยันว่าไวรัสรั่วไหลออกมา
หนังสือพิมพ์”เดลี สตาร์”ก็ตีพิมพ์บทความที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน อ้างว่าไวรัสอาจจะเริ่มต้นจากห้องทดลองลับ แต่ในที่สุดก็แก้ไขข้อมูลแล้วบอกว่า ไม่มีหลักฐานที่จะไปกล่าวอ้างเช่นนั้น
อีกเรื่องก็คือ กรณี ดร.คิว นักไวรัสวิทยาชาวจีนกับสามีและนักศึกษาจีนหลายคนถูกระงับไม่ให้ทำงานที่ห้องทดลองจุลชีววิทยาแห่งชาติแคนาดา เพราะเป็นผิดนโยบาย แต่ถูกสื่อสังคมตั้งข้อสงสัยว่าเธอและสามี จะเป็นสายลับ ทั้งๆ ที่ตำรวจแคนาดาชี้แจงต่อสำนักข่าวซีบีซี ของแคนาดาว่า พวกเขาไม่ได้คุกคามความปลอดภัยแห่งรัฐ เหตุเป็นเพราะเธอและสามี(ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้าน”โคโรนาไวรัส”)เคยไปเยี่ยมเยียนห้องทดลองความปลอดภัยทางชีววิทยาแห่งชาติที่เมือง”หวูฮั่น” แต่ในที่สุด ซีบีซี ก็ออกข่าวยืนยันว่า ข้อสงสัยที่ว่า ไม่เป็นความจริง
ทีนี้มาว่ากันถึงยอดผู้ป่วยในจีน ว่ามีเท่าไรแน่ หลังจากสตรีผู้หนึ่ง(ไม่ชัดเจนว่าเป็นใคร)เปิดเผยที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในมณฑล”หูเป่ย”(ไม่ระบุชัดเจนว่าที่ไหน) ว่ามีผู้ป่วยทั้งสิ้นราว ๙๐,๐๐๐ ราย แต่ตัวเลขของทางการ ยืนยันเมื่อวันพุธ(๒๙ มค.)ว่า อยู่ที่กว่า ๔,๕๐๐ ราย (เฉพาะใน”หูเป่ย”ป่วย ๒,๗๐๐ ราย”)
ส่วนที่เสียชีวิตนั้น ทะลุ ๑๐๐ รายไปแล้ว
คงจะเป็นการดีมาก หากผู้อ่านทุกท่าน จะได้เรียนรู้อะไรบ้าง ไม่มากก็น้อย จากข้อเขียนทั้งหมด ขออนุญาตจบห้วนๆ ตรงนี้ละครับ







