ปีที่40ชัยชนะการปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน :อุดมการณ์กับการยืนหยัดและการท้าทาย (ตอนที่ ๒ )

โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
การยืนหยัดและการท้าทาย
ตั้งแต่การปฏิวัติประสบความสำเร็จ และได้สถาปนาสาธารณรัฐอิสลามขึ้นมา ในปี 1979 หรือ พ.ศ. 2522 ประเทศอิหร่านได้ต่อสู้กับความท้าทายอันใหญ่ยิ่ง ทั้งยังประสบกับความกดดันอย่างไม่หยุดยั้งจากฝ่ายต่างๆที่ต้องการบ่อนทำลายและไม่ต้องการให้อิหร่านยืนและก้าวสู่ในเวทีโลกและนานาชาติหรือจากบางประเทศที่ไม่เห็นด้วยกับการปรากฏของรัฐอิสลามในนิยามใหม่ และท่ามกลางความผันผวนนั้น ประชาชน และอิหร่านหลังจากการปฏิวัติ ยังถูกรุกรานโดยอดีตรัฐบาลของซัดดัม ฮุสเซน แห่งอิรัก ด้วยการสนับสนุนทางกองกำลังทหารจากฝ่ายพันธมิตร จนก่อให้เกิดเป็นสงคราม อิรัก-อิหร่าน กินระยะเวลายาวนานกว่า 8 ปี ได้ผลาญล้างผู้คนทั้งชาวอิหร่าน และอิรักหลายพันชีวิต กรอปกับความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ประมวลค่ามิได้ หรือจากการรุกรานด้วยอาวุธเคมีของอดีตประธานาธิบดีซัดดาม ฮุสเซน ต่อชาวอิหร่านที่สร้างความเสียหายต่อประชาชนและผลกระทบมาจนถึงวันนี้ แต่ทว่าอิหร่านได้ผ่านวิกฤตนั้นมาได้เหมือนอย่างมีปาฎิหาริย์เลยทีเดียว((www.abnewstoday.com)
หลังจากสงครามอิรัก-อิหร่านสิ้นสุดลง อิหร่านก็ได้เริ่มกระบวนการสร้างชาติใหม่ ที่ยากลำบากเป็นอย่างยิ่ง และจากบรรดาความพยายาม ที่ต้องการส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วของอิหร่าน อย่างไรก็ดี มาจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของชาติตะวันตก กลยุทธ์ที่ชัดเจนและเด็ดเดี่ยวในการกดดันทางการเมือง ดูเหมือนจะถูกนำไปใช้กับการสร้างเนื้อสร้างตัวของอิหร่านอย่างเต็มกำลัง และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ความตึงเครียด ระหว่างอิหร่าน และประเทศตะวันตกก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และอิหร่านก็ได้เผชิญหน้ากับสงครามเศรษฐกิจที่แสนจะหนักหน่วงทำให้ประชาชนชาวอิหร่านบางกลุ่มได้ลุกขึ้นมาเรียกร้องรัฐบาลของตนเองให้รีบแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในประเทศและทบทวนนโนบายต่างประเทศ โดยหันมาดูแลประชาชนในประเทศให้มากยิ่งขึ้น
อิหร่านยังถูกข้อกล่าวหาอีกว่า การปฏิวัติอิหร่านนำไปสู่การก่อการร้ายและการปฏิวัตินั้นคือเชื้อเพลงแห่งการทำลายสันติภาพโลก พวกเขากล่าวว่า รัฐบาลอิหร่านอยู่เบื้องหลังการก่อการร้ายในหลายๆประเทศหรือกล่าวว่ารัฐบาลอิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายเป็นเวลาหลายสิบปี โดยผ่านตัวแทนกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติของอิหร่านและกลุ่มฮิซบุลลอฮ์ ในเลบานอน และกล่าวหาว่า การระเบิดสถานทูตสหรัฐฯในกรุงเบรุต เมื่อ ปี 1983 มาจากรัฐบาลอิหร่าน หรือการลอบวางระเบิดโคบาร์ทาวเวอร์ในซาอุดิอาระเบีย ปี1996 หรือการลอบวางระเบิดศูนย์วัฒนธรรมอิสรอเอลในกรุงบัวโนสไอเรส ประเทศอาร์เจนตินา ปี 1994 จนทำให้สหรัฐอเมริกากล่าวว่า”อิหร่านเป็นประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายมากที่สุดในโลก”(อ้างจากหนังสือ อิลลารี คลีนตัน ชีวิตและทางเลือก หน้า 18-20)
อย่างไรก็ตาม แม้จะต้องเผชิญกับวิกฤตเหล่านี้ และบางครั้งถูกโดดเดี่ยว ทว่าท้ายสุด อิหร่านก็ผงาดขึ้นมา จากแผลสงครามอิรัก-อิหร่านอย่างเข้มแข็ง นอกจากนี้ อิหร่านยังผงาดขึ้นมาโดยยืนอยู่บนความชอบธรรมและแสดงให้นานาประเทศเห็นถึงการรุกรานต่างๆอย่างไม่เป็นธรรมนั้น
อิหร่านได้สร้างปรากฏการณ์ช็อกโลก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นั่นคือสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้กลายเป็นประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพทางการเมืองและอิสรภาพของตนอย่างน่าภาคภูมิ ทั้งยังสามารถโอบอุ้มบรรยากาศทางเศรษฐกิจและสังคมให้อยู่ในระดับที่สามารถจัดการได้ ถึงแม้ว่าจะเกิดปัญหาภายในอยู่บ้างก็ตาม โดยการถูกคว้ำบาตรทางเศรษฐกิจ ดังที่เกิดเหตุการณ์การประท้วงของประชาชนในหลายเมืองจากการมีสินค้าราคาแพงในปีที่ผ่านมา
สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านมีการพัฒนาการที่ก้าวกระโดด โดยนับจากปี 1980 จนถึงปี 2017 ค่าดัชนีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของอิหร่าน (HDI) ซึ่งคำนึงวัดจาก 3 ด้าน ด้านสุขภาพ (วัดจาก Life Expectancy หรืออายุขัยโดยเฉลี่ยของประชากร) ด้านการศึกษา (วัดจาก Adult Literacy rate หรืออัตราการอ่านออกเขียนได้ และ การเข้าชั้นเรียนโดยเฉลี่ย) และสุดท้ายด้านเศรษฐกิจ (วัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ หรือ GDP) มีการเติบโตขึ้นเพิ่มกว่าร้อยละ 67 ทั้งนี้ยังเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วโลก
ในปี พ.ศ. 2555 หรือเมื่อ7 ปีที่แล้ว มูลค่าดัชนีการพัฒนามนุษย์ของอิหร่านอยู่ที่ 0.742 ทำให้ประเทศนี้ถูกจัดอยู่ในประเภท “ประเทศที่มีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สูง” การเข้าถึงไฟฟ้าและน้ำประปาในชนบท อายุขัยโดยเฉลี่ย การเสียชีวิตของทารก และการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของประชาชน มีการพัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อัตราการรู้หนังสือ ซึ่งเคยอยู่ที่ร้อยละ 36 เมื่อปี พ. ศ. 2519 โดยจากตัวเลขดังกล่าว ยังระบุว่า มีเพียงร้อยละ 25 เป็นเพศหญิง ในวันนี้ตัวเลขเปลี่ยนค่า คิดเป็นร้อยละ 99 จากประชากรเพศชายและหญิงอายุระหว่าง 15-24 ปี นอกจากนี้ การศึกษาระดับอุดมศึกษาซึ่งปรากฏว่าไม่เคยมีการเข้าเรียนโดยนักศึกษาและประชาชนชาวอิหร่านมาก่อน มีตัวเลขที่เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จำนวนกว่า 2 ล้านคน เข้าเรียนในระดับมหาวิทยาลัย และในจำนวนนี้ มีมากกว่าร้อยละ 60 เป็นนักศึกษาเพศหญิง
ความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ของอิหร่านก็ไม่น้อยหน้าชาติอื่นๆ สาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านที่เคยถูกนักวิชาการหลายฝ่ายสบประมาทว่าเป็นการปกครองที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย ในวันนี้ สามารถจะมีพลังนิวเคลียร์เพื่อสันติได้ภายในประเทศ และจัดอยู่ในประเทศอันดับต้น ๆ ของ 10 ประเทศที่ทำการวิจัยด้าน Stem Cell และโคลนนิ่ง อิหร่านยังเป็นหนึ่งใน 20 ประเทศชั้นนำด้านนาโนเทคโนโลยี เคมี วิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์และคณิตศาสตร์ เป็นอันดับเก้าของโลก ในประเทศที่มีโครงการอวกาศเต็มรูปแบบ ซึ่งประสบความสำเร็จในการติดตั้งดาวเทียมเข้าสู่วงโคจร และเป็นผู้ผลิต การปลูกถ่ายอวัยวะดวงตา รายแรกของโลก สุดท้าย และ อิหร่านในวันนี้ก็มีความสามารถพอเพียง ในการสร้างเรือดำน้ำ เฮลิคอปเตอร์เครื่องบินรบ ขีปนาวุธและรถถัง ด้วยตนเอง โดยไม่ขอพึ่งพาไปยังชาติอื่นๆ
การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน เป็นการปฏิวัติของนักการศาสนา นักบวช และถือว่าเป็นการปฏิวัติของนักเคลื่อนไหว เพื่อสิทธิและเสรีภาพของประชาชนอย่างแท้จริงและวันนี้อิหร่านได้ยึดหลักสิทธิมนุษยชนให้เกียรติและศักดิ์ศรีแก่ทุกกลุ่มคน ทุกศาสนาและทุกเชื้อชาติ อิหร่านหลังการปฏิวัตินั้น นำประเทศสู่การมีเกียรติ เป็นการปฏิวัติในมุมของนักต่อสู้เพื่อกอบกู้คุณธรรม และสิทธิมนุษยชนและความเป็นอิสระชนและเสรีชนอย่างแท้จริง คือ การสถาปนาความยุติธรรม กอบกู้ศักดิ์ศรีและสิทธิของประชาชนอย่างเท่าเทียม และวันนี้ท่านอาจได้มีมุมมองใหม่ๆเกี่ยวกับการปฏิวัติอิหร่านที่ตั้งรากฐานด้วยธรรมะ เพื่อนำมนุษย์ไปสู่การเคารพภักดีพระเจ้า และออกห่างจากอำนาจกดขี่ทุกรูปแบบ อีกทั้งยังเป็นหัวหอกการต่อต้านการก่อการร้ายที่ถือว่าเป็นภัยคุกคามแก่สันติภาพโลก(อ้างอิงข้อมูลจากSeyed Hossein Mousavianผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและนโยบายนิวเคลียร์ของอิหร่าน ประจำมหาลัย พรินซ์ตัน อดีตโฆษกของอิหร่าน ในการเจรจานิวเคลียร์ และเป็นผู้เขียน เรื่องเกี่ยวกับ วิกฤตการณ์นิวเคลี ยร์ของอิหร่าน: “The Iranian Nuclear Crisis: A Memoir” 2012 และ Iran and the United States: An Insider’s View on the Failed Past and the Road to Peace” (อ้างอิงข้อมูลจากSeyed Hossein Mousavianผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและนโยบายนิวเคลียร์ของอิหร่าน www.abnewstoday.com)
โครงการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติกับการยืนหยัด
ปัจจุบันอิหร่านได้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นชนชาติที่ยิ่งใหญ่และผงาดขึ้นเป็นประเทศที่กล้าเปิดโปงความจริงหลายๆเรื่องเกี่ยวกับชาติมหาอำนาจและถือว่าเป็นประเทศที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับกลุ่มประเทศมหาอำนาจอย่างง่าย ๆ และปัญหานิวเคลียร์อิหร่านถือว่าเป็นการท้าท้ายหนึ่งและคือการยืนหยัดอีกเรื่องสำหรับอิหร่านวันนี้ เพราะ ว่าการสร้างโรงงานนิวเคลียร์เพื่อเตรียมชดเชยแหล่งพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งนั่นคือเป้าหมายเดิมที่อิหร่านยืนยันมาตลอดว่า เป็นพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ และอิหร่านกำลังดำเนินการคือ สิ่งที่ถูกต้อง นั่นคือ การแสวงหาพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ โดยใช้สโลแกนว่า”พลังงานนิวเคลียร์สำหรับทุกคน แต่ไม่ใช่อาวุธนิวเคลียร์สำหรับใครบางคน” และตลอดช่วงก่อนการถูกลงโทษทางเศรษฐกิจ อิหร่านแสดงความบริสุทธิ์ใจมาตลอดว่ามิได้แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์และยินดีจะเจรจาพูดคุยกับนานาประเทศและพร้อมที่จะให้องค์กรพลังงานนิวเคลียร์ (IAEA)มาตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ในเรื่องนี้
อิหร่านได้ถูกกล่าวหาว่าเป็น “รัฐสนับสนุนการก่อการ้าย” และ อิหร่านพยายามแสวงหา การครอบครองอาวุธร้ายแรงและเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง ในปี 2001 องค์กรจารกรรมกลางของสหรัฐรายงานว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธร้ายแรงและขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย และต่อมาในปี2007 สหรัฐอเมริกาเพิ่มมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ ต่ออิหร่านในข้อหา “ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย” และพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานอันชัดแจ้งหรือเป็นที่ยืนยัน แต่เป็นเพียงข้อกล่าวหาและการสงสัยเพื่อเป็นข้ออ้างเท่านั้น
นางเฮลลารี คลินตัน ได้กล่าวถึงอิหร่านไว้หนังสือพ๊อกเค๊ดบุคชื่อ”Hard Choices by Hillary Clinton”และได้วิจารณ์อิหร่านและพูดถึงปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่านว่าเนื่องจากความกร้าวและความไม่มีบุคลิกการประณีประณอมของอิหร่านและความไม่จริงใจของอิหร่านเอง เธอกล่าวว่า”ไม่มีเหตุผลเลยในการจะไว้วางใจอิหร่าน และอิหร่านจะฉวยโอกาสนี้เตะถ่วงและเบี่ยงเบนความสนใจ การเจรจาครั้งใหม่อาจกลายเป็นเหมือนเขาวงกต ที่อิหร่านจะใช้เพื่อซื้อเวลาในขณะที่เข้าใกล้เป้าหมายของการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่จะเป็นภัยคุมคามต่ออิสราเอล บรรดาประเทศเพื่อนบ้านและต่อโลกด้วย”
เธอกล่าวต่ออีกว่า”หากเราอ่อนข้อให้ในครั้งนี้ ก็อาจทำลายงานที่สู้อุตส่าห์ทำมาลายปี จนสามารถสร้างฉันทามติในหมู่ประเทศต่างๆให้ดำเนินมาตรการคว้ำบาตรและเพิ่มแรงกดดันอิหร่าน”
เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2556 อิหร่านได้บรรลุข้อตกลงชั่วคราว (JCPOA) กับสมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือ P5+1 (สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส รัสเซีย จีน + เยอรมนี) ณ กรุงเจนีวาโดยข้อตกลงดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้อิหร่านระงับการพัฒนาโครงการนิวเคลียร์ เพื่อแลกกับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ และการที่อิหร่านเข้าร่วมเจรจากับกลุ่มประเทศ P5+1 แสดงให้เห็นถึงท่าทีที่โอนอ่อนของอิหร่านที่มีต่อนานาชาติ และการบรรลุข้อตกลงชั่วคราว นับว่าเป็นสิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าอิหร่านมีเจตนาที่จะเจรจา และจะสานสัมพันธ์มิตรไมตรีอันดีกับนานาชาติ และเพื่อเป็นทางออกสำหรับการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่อิหร่านเผชิญอยู่ เนื่องจากถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจมาเป็นระยะเวลานาน แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือ การแสดงเจตจำนงอย่างบริสุทธิ์ของอิหร่านจะยืนยันในความชอบธรรมของโครงการพัฒนานิวเคลียร์เพื่อสันติไม่ใช่เพื่อสร้างอาวุธนิวเคลียร์
แต่เมื่อ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐฯ โดนัล ทรัมป์ ได้ฉีกข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน เรียกว่า “ข้อตกลงร่วมแผนปฏิบัติการที่ครอบคลุม”(Joint Comprehensive Plan of Action) หรือ JCPOA ในสมัยโอบาม่าพร้อมกับชาติพันธมิตร จนนำไปสู่การยกเลิกการคว้ำบาตรอิหร่านเพื่อแลกกับการยุติโครงการพัฒนานิวเคลียร์ และนอกจากทรัมป์ถอนตัวจากข้อตกลงนี้แล้ว ยังได้บังคับใช้มาตรการคว้ำบาตรทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุดกับอิหร่านและชาติใดก็ตามช่วยเหลืออิหร่านในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ จะถูกสหรัฐฯคว้ำบาตรอย่างรุนแรงด้วยเช่นเดียวกัน รวมไปถึงบรรษัทข้ามชาติที่ค้าขายและลงทุนกัยอิหร่านด้วย(อ้างจาก หนังสือ โดนัล ทรัมป กับโลกมุสลิม หน้า77-78) จนทำให้อิหร่านต้องประสบการการถูกคว้ำบาตรอีกครั้ง แต่ทว่าอิหร่านไม่ยอมจะเจรจาใดๆกับสหรัฐฯอีกถึงแม้ว่าจะมีการเรียกร้องผ่านทางการทูตให้มีการเจรจาก็ตาม และอิหร่านจะยืนหยัดและต่อสู้ในเรื่องนี้ต่อไป
วันนี้ประชาคมโลกและนานาประเทศต่างจับจ้องอิหร่านที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเป็นเวลาสี่สิบปีของการปฏิวัติอิสลามในสายตาของความเป็นมนุษยธรรม มองด้วยความเป็นธรรมและเข้าใจว่า แท้จริงสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านกับปัญหานิวเคลียร์และการคว้ำบาตรทางเศรษฐกิจ ถือว่าเป็นความไม่ชอบธรรมที่ชาติมหาอำนาจได้ปฎิบัติเช่นนั้น และการดำเนินโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติเป็นสิทธิอันชอบธรรมของอิหร่าน และไม่ได้เป็นภัยคุกคามแก่ชาวโลกและแก่ภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะอิหร่านยึดหลักนโยบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคือ”รักษาความสัมพันธ์ต่อนานาประเทศอย่างสันติและไม่ก่อการสงคราม” ซึ่งเป็นหลักสันติวิธี และเป็นหลักการอยู่ร่วมกันบนโลกใบนี้อย่างสันติสุข(อ้างอิง www.hamshari.ir www.presstv.ir นิตยสารวิเคราะห์การเมือง hamshari ฉบับภาษาเปอร์เซีย นิตยสารวิเคราะห์การเมืองรายสัปดาห์ Panjaereh weeklyHillary Rodham Clinton : ชีวิตและทางเลือก สุทธิชัย หยุ่น บรรณาธิการที่ปรึกษา)







