INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การบริหารโดยสามัญสำนึก

การบริหารโดยสามัญสำนึก

พิม เดอ มอร์รี ณ คอรปอเรท เรเบิล ได้กล่าวว่าการบริหารไม่ได้เป็นวิทยาศาสตร์จรวด แม้ว่าที่ปรึกษา นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญหลายคน
ต้องการให้คุณคิด ที่จริงแล้วผู้บุกเบิกที่บรรลุความสำเร็จสูงหลายคนมุ่งสไตล์การบริหารที่มีพลังมากที่สุดแต่มักจะถูกมองข้ามไปคือ การบริหารโดยสามัญสำนึก ตลอดสี่ปีของการเดินทางไปสู่สถานที่ทำงาน
ก้าวหน้ามากที่สุดมากกว่า 100 แห่งของโลก เราได้ถูกบันดาลใจด้วย
พวกเขาบนพื้นฐานของสามามัญสำนึกที่ดี ไม่ใช่การพูดด้วยถ้อยคำคลุมเครือ หรือทฤษฎีซับซ้อนเกินไป ผู้บุกเบิกเหล่านี้ก้าวหน้าด้วยความ
เรียบง่าย เรามีตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ของบริษัทสามบริษัทคือ บรูทซรอก
เคทูเค และเซมโก ภายในหนังสือ “The First Book of Commonse Management” ไดเเอน เทรซี ผู้เขียน ได้กล่าวว่าสามัญสำนึกเป็นทรัพยากรยิ่งใหญ่ที่ไม่ได้ใช้อย่างมากภายในการบริหารวันนี้ ผู้นำธุรกิจท่วมท้นด้วยทฤษฎีและโมเดลการบริหารที่ก้าวหน้า แต่พวกเขาไม่ค่อยจะถูกสอนให่ไว้วางใจความรู้และภูมิปัญญาโดยกำเนิดของพวกเขาเอง ผลลัพธ์คือ การขาดดุลยพินิจที่ดี ความรู้สึกไว และความลุ่มหลงต่อบุคคล ทุกอย่างสำคัญต่อความเป็นผู้นำที่มีประสิทธิภาพ และการบรรลุเป้าหมายของบริษัท ไดเเอน เทรซี ได้เข้าใจ การนำเสนอการปฏิบัติที่ยิ่งใหญ่แก่ผู้บริหารใครก็ตามสามารถใช้ด้วยความสำเร็จ
*บรูทซอรก ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของบูรทซอรกคือ จอส เดอ บอลค คัดค้านอย่างรุนแรงต่อความไร้สาระของการบริหารทุกอย่าง เขาถูกรู้จักกันต่อการพูดว่า ผมคิดว่ากลยุทธ์เป็นเเค่เพียงขัดขวางการทำงานของเรา และต่อเราแล้ว งานทุกอย่างเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า โดยไม่มีความไร้สาระทางกลยุทธ์กับมัน องค์การของเขา – พยาบาล 14,000 คน และผู้บริหาร 0 คน ถูกสร้างบนความเรียบง่ายและสามัญสำนึก แต่พวกเขามีประสิทธิภาพสูงกว่าคู่แข่งขัน บรูทซอรกเป็นองค์การดูแลสุขภาพที่บ้านบริหารตัวเองภายในเนเธอร์แลนด์ บริษัทได้เจริญเติบโตอย่ารวดเร็วความพอใจชองลูกค้าสูงสุดภายในการดูเเลสุขภาพที่บ้านในขณะที่ความพอใจของบุคคลของพวกเขาผ่านหลังคา เมื่อ ค.ศ 2006 จอส เดอ บลอค ได้เริ่มต้นบรูคซอรกด้วยทีมพยาบาลสี่คน ภายหลังการเป็นพยาบาลตัวเขาเองหลายปี ณ องค์การดูแลสุขภาพที่บ้านสมัยเดิม เขารู้สึกว่าวิถีทางการทำงานของพวกเขาขัดขวางการให้การดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม เนื่องจากระบบราชการมากเกินไป และความเป็นอิสระน้อยเกินไป เขาถูกชักจูงว่าสไตล์บังคับบัญชาและควบคุมขัดขวางการให้การดูแลสุขภาพที่ดีเขาได้เริ่มต้นที่จะพิสูจน์ว่าทางเลือก – บนพื้นฐานความเป็นอิสระและความไว้วางใจ – ให้ประโยชน์แก่บุคคลทุกคน รวมทั้งสำคัญที่สุดคือ ผู้ป่วย การเริ่มต้นด้วยเพียงแค่พยาบาลสี่คน พวกเขาได้กลายเป็นความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มต้น พวกเขาได้ตัดสินใจที่จะไม่เจริญเติบโตลำดับชั้นสมัยเดิม แต่พวกเขาได้เลือกที่จะเจริญเติบโตเครือข่ายของทีมไม่มีข้อสงสัยเลยเทคโนโลยีมีบทบาทที่สำคัญต่อความสำเร็จชองบรูทซอรก แต่เราเชื่อว่าบางสิ่งบางอย่างแสดงบทบาทที่สำคัญมากกว่า มันเป็นสไตล์ความเป็นผู้นำสามัญสำนึกของจอส เดอ บลอค เมื่อถามคำถามคุณจูงใจบุคคลของคุณอย่างไร ครั้งหนึ่งเขาตอบสนองว่า ผมไม่คิดจะทำมันเป็นการเลี้ยงดู้เกินไป
* เซมโก ณ เซมโก เราได้เรียนรู้สไตล์ที่สง่างามของการบริหาร บนพื้นฐานของความคิดสามัญสำนึก ตัวอย่างเช่น การบริหารแบบมีส่วนร่วมเพียงแค่หมายความว่า ถ้าผมได้พบปัญหา ผมได้เชิญบุคคลที่มีใจเดียวกันมาร่วมกันรับผิดชอบแก้ปัญหา มันเป็นทัศนคติสามัญสำนึกโดยทั่วไปอยู่บนพื้นฐานคำพูดอ้่างอิง บุคคลเป็นผู้ใหญ่รับผิดชอบที่บ้าน ดังนั้นทำไมเราปฏิบัติต่อเขาทันทีเป็นวัยรุ่น…เมื่อพวกเขามาถึงสถานที่ทำงานคุณพูดคุยกับบุคคลที่ฉลาดและบันดาลใจมาก่อน ในขณะนี้คุณได้พบบุคคลที่แท้จริง มันเป็นถ้อยคำเเรกของโคลวิส โบจิเคียน เมื่อเราได้พบกัน ณ อพารตเม้นท์ของเขาภายในตัวเมืองซาง เปาโล บราซิล เขาได้อ้างถึงเพื่อนร่วมงานก่อนหน้านี้ของเขาริคาร์โด เซมเลอร์ บุคคลทั้งสองแสดงบทบาทที่สำคัญภายในการสร้างสถานที่ทำงานผิดธรรมดามากที่สุด ริคาร์โด เซมเลอร์ เป็นเจ้าของบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ และโคลวิส โบจิเคียน เป็นผู้อำนวยการเอชอาร์ ได้ช่วยทำให้ความคิดที่บ้ากลายเป็นความจริง เซมโก ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1952 โกยพ่อของริคาร์โด เซมเลอร์ แอนโตนิโอและเชี่ยวชาญภายในการผลิตปั้มเรือ ริคาร์โด เซมเลอร์ ได้ยึดครองบริษัทเมื่อ 1980 ณ อายุ 21 ปี หัวของเขาเต็มไปด้วยความคิดที่แตกต่างเกี่ยวกับธุรกิจควรจะดำเนินงานอย่างไร ภายในไม่กี่วันเขาได้ปลด 75% ของผู้บริหารออกไป และเริ่มต้นวางความคิดของเขาลงสู่การปฏิบัติริคาร์โด เซมเลอร์ ได้กระตุ้นบุคคลไปกับความกล้าของคุณ ภายในการตัดสินใจชองพวกเขา ก่อนหน้านี้ เซมโก เป็นบริษัทสไตล์เผด็จการ เมื่อ ริคาร์โด เซมเลอร์ กลายเป็นซีอีโอ เซมโกได้รับเอาสไตล์การบริหารใหม่ มันเป็นเพียงแค่สามัญสำนึกที่เรียบง่ายทุกวัน เซมโก ได้เริ่มต้นทดลองกับการมีส่วนร่วม
ของบุคคลภายในการตัดสินใจ พวกเขาได้เริ่มต้นกับเรื่องประจำวันที่กระทบต่อชีวิตของบุคคล ไม่ใช่กับการปฏิรูปที่ใหญ่ใต เรื่องที่เรียบง่ายเหล่านี้คือ โรงอาหารบริษัท ความสะอาดของห้องน้ำ สีของเครื่องแบบ วันหยุดและวันสุดสัปดาห์ เป็นต้น วิถีทางที่เซมโกสร้างสไตล์การบริหารใหม่ไม่ได้อยู่บนพื้นญฐานทฤษฎี มันเริ่มต้นจากวิถีทางอื่น การพัฒนาทฤษฎีจากการปฏิบัติภายในภาคสนาม มันไม่ได้เป็นวิธิการที่อยู่นิ่งหรือดื้อรั้น แต่เป็นกรอบข่ายที่มีชีวิตปรับปรุงด้วยการปฏิบัติใหม่จากทั่วโลก
* เคทูเค บริษัทการปฏิรูปของสเปน เคทูเค เชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงไม่สามารถบังคับต่อบุคคล แต่พวกเขาได้เชิญบุคคลเปลี่ยนแปลงด้วยการยอมให้พวกเขาออกเสียง คุณต้องการที่จะปฏิรูปไปสู่สถานที่ทำงานก้าวหน้า ใช่หรือไม่ใช่ ถ้าเสียงไม่ถึง 80% ว่าใช่ ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง ถ้าเสียงมากกว่า 80% ต้องการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะดำเนินการ มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ความเรียบง่ายที่สวยงาม มันได้พิสูจน์ เคทูเคสนับสนุนด้วย องค์การเเบบเนอร์ เป็นองค์การที่จุดศูนย์กลางเป็นบุคคล ตรงที่บุคคลมีส่วนภายในความเป็นทั้งหมดของพวกเขา ด้วยความรู้สึกของพวกเขาความคิดของพวกเขา และการกระทำของพวกเขา บุคคลไม่ได้เป็นต้นทุนไม่ได้เป็นแรงงาน หรือเเนวคิดอื่นใด บุคคลไม่ได้เป็นหุ่นยนต์ หรือเครื่องจักรถูกใช้และโยนทิ้ง เมื่อพวกเขาไม่มีประโยชน์อีกแล้ว บุคคลไม่ได้ถูกใช้เพียงแค่มือของพวกเขาเท่านั้น แต่เป็นความฉลาดและความลุ่มหลงงานของพวกเขาด้วย พวกเขาไม่เพียงแค่ต้องการงานเท่านั้น พวกเขาต้องการพื้นที่ของความเป็นอิสระส่วนบุคคล และความรู้สึกที่ลึกของความมุ่งหมายด้วยนับตั้งแต่ ค.ศ 2005 เคทูเค ได้ทุ่มเทปฏิรูปองค์การต้องการที่ต้องการวิวัฒนาการจากสไตล์ลำดับชั้นสมัยเดิม ไปสู่อะไรที่เราเรียกว่าสไตล์ใหม่ของความสัมพันธ์ – เนอร์ มาจากคำย่อของภาษาสเปน เนอร์ ได้รวมปรัชญาธุรกิจ ของด้านที่สำคัญที่สุดคือ ความเชื่อภายในบุคคล ความเชื่อว่าบุคคลมีเหตุผล รับผิดชอบ และจูงใจโดยธรรมชาติ ผู้นำควรจะเพียงแค่สร้าง สภาพแวดล้อมเพื่อบุคคลที่จะใช้ความสามารถ เคทูเค อ้างถึงตัวมันเองเป็นทีมของผู้เชี่ยวชาญภายในการเปลี่ยนแปลงองค์การ บนพื้นฐานของเนอร์บริษัทส่วนใหญ่สูญเสียข้อได้เปรียบของพวกเขาเมื่อพวกเขาเจริญเติบโตและความพยายามที่ไร้ประโยชน์ที่จะใช้การควบคุม ด้วยการแก้ไขอย่างวนเวียนไม่รู้จบถูกเพิ่มเข้ามา เช่น การประชุมมากขึ้น กฏมากขึ้น ระเบียบวิธีปฏิบัติงานมากขึ้น การรายงานมากขึ้น และเคพีไอมากขึ้น โดยสรุปเมื่อองค์การเจริญเติบโต ความคิดสมัยเดิมเสนอเเนะการเพิ่มระบบราชการที่ควบคุมความซับซ้อนมันได้สร้างตรงกันข้ามอะไรที่ถูกมุ่งหมาย มันทำให้นวัตกรรมท้อเเท้สูญเสียเวลา ฆ่าแรงจูงใจ และองค์การช้าลง โดยสรุปการเจริญเติบโตภายในกรณีนี้นำไปสูความเสียหาย ข้อแก้ปัญหาสามัญสำนึกอะไรเพื่อที่จะไม่ตกลงไปสู่กับดักนี้
*หยุดการเจริญเติบโตของคุณ
*แบ่งแยกก่อนที่คุณกลายเป็นใหญ่เกินไป

ตัวอย่างของวิถีทางแรกคือทีมไอคอน ณ เบสเเคมป์ ธุรกิจซอฟท์แวร์การบริหารโครงการ เบสเเคมป์ เริ่มต้นเป็น 37 ซิกแนลส์ ก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1999 โดย เจสัน ฟรีด คาร์ลอส เซกูรา และเอิรนเนสท์ คิม พวกเขาเริ่มต้นเป็นบริษัทออกแบบเว็บ การนำเสนอบริการออกแบบใหม่แก่บริษัท การมุ่งที่ความเรียบง่ายและการปรับปรุงการปรากฏเว็บของพวกเขา วิสัยทัศน์เพื่อความชัดเจนและความเรียบง่ายสำคัญอย่างมากต่อเบสแคมป์ เมื่อ2004 – 2005 บริษัทได้เปลี่ยนแปลงโมเดลธุรกิจของพวกเขา การก้าวไปจากบริการออกแบบเว็บ ไปสู่ผลิตภัณฑ์ การมุ่งที่ซอฟท์แวร์การบริหารโครงการ : เบสเเคมป์ และสร้างทำตราสินค้าใหม่ของบริษัทภายในหนึ่งปี เบสแคมป์สร้างรายได้แก่เรามากกว่าธุรกิจออกแบบเว็บของเรา ดังนั้นเราได้เลิกธุรกิจออกแบบเว็บ การมุ่งที่เบสแคมป์เท่านั้นบุคคลมักจะถามผมว่าทำไมเราสร้างเบสแคมป์ พวกเขาไม่เคยเห็นอะไรก็ตามเหมือนมันมาก่อน ดังนั้นพวกเขาอยากรู้ตรงที่ความคิดมาจากไหน ผมสามารถยกย่องต่อการจุดประกายของอัฉริยะ แต่ผมไม่สามารถความจริงคือ เราสร้างเบสเเคมป์จากความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะหยุดความละอายต่อหน้าลูกค้า เพราะว่าพวกเขาต้องการวิถีทางที่ดีกว่าบริหารโครงการ และตรวจสอบความก้าวหน้า
เจสัน ฟรีด เป็นผู้เขียนร่วมหนังสือขายดีที่สุดสามเล่ม “Getting Real” “Rework” และ “Remote” เเม้ว่าเบสเเคมป์สร้างรายได้สูงมาก พวกเขาเลือกที่จะรักษาฐานบุคคลของพวกเขาให้น้อย ความคิดคือ การสร้างงานที่ยิ่งใหญ่ ความรู้สึกที่ดีของการทำมัน การหลีกเลี่ยงแรงกดดัน ด้วยน้ำหนักขององค์การใหญ่ เจสัน ฟรีด เชื่อว่าธุรกิจขนาดเล็กควรจะเจริญเติบโตอย่างระมัดระวัง และหลีกเลี่ยงแนวโน้มของการแสวงหา การเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วพวกเขาไม่ต้องการเจริญเติบโตเพื่อความเห็นแก่การเจริญเติบโต พวกเขาพอใจที่จะอยู่อย่างค่อนข้างเล็ก – 56 คน รักษาสายผลิตภัณฑ์ของพวกเขาอย่างจำกัด และพอใจต่อธุรกิจที่สุขภาพดีและสงบ ธุรกิจขนาดเล็กเป็นธุรกิจที่ชอบของเรา เรารักษาบริษัทของเราให้เล็ก แหลมคม และกำไร – บนความมุ่งหมาย เพราะว่าเล็กไม่ใช่ต่ำกว่า มันเป็นยิ่งใหญ่กว่า มันรวดเร็วกว่า มันเป็นมิตรกว่า มันดีกว่าการเจริญเติบโตของบริษัทถูกประเมินค่าสูงเกินไป อะไรที่สำคัญอย่างแท้จริงคือ ขนาดที่เหมาะสม บริษัทบุคคลเดียวของคุณอาจจะทำกำไรมากกว่าบริษัทบุคคลหนึ่งร้อยคนของใครก็ตาม เจสัน ฟรีด กล่าวว่า เขาได้พบบริษัทเล็กเป็นสถานที่ที่ดีกว่า เรามีรายได้เจริญเติบโตบริษัท แต่ผมไม่คิดว่ามันคุ้มค่าการเจริญเติบโต เพราะว่ามันเสียหายต่อวัฒนธรรมของเรา เราค่อยเจริญเติบโตตลอด 14 ปีวัฒนธรรมสถานที่ทำงานของเบสแคมป์สามารถถูกสรุปด้วยถ้วยคำเดียว : เงียบสงบ เจสัน ฟรายด์ เปิดเผยมากตลอดหลายปีเขาบริหารบริษัทของเขาอย่างไร เมื่อผมพูดว่าเล็กเท่าที่เป็นไปได้ ผมหมายถึงจำนวนบุคคลทำงานที่นี่ เราต้องการอยู่เสมอที่จะมีอยู่ 50 คนหรือน้อยกว่า แต่ตอนนี้เรามี 56 คน และรู้สึกเป็นสถานที่ที่ดีอย่างแท้จริง เราสบายอย่างมากกับมัน ผมน่าจะไม่ดีต่อการบริหารบริษัทที่ใหญ่มากขึ้น เจสัน ฟรีด ผู้ก่อตั้งร่วมและซีอีโอของเบสเเคมป์ นำเสนอเครื่องมือการบริหารโครงการบนพื้นฐานเว็บ ผมเลือกที่จะทำน้อยลงไม่ใช่มากขึ้น เขาไม่ได้กำหนดเป้าหมาย เขาจะให้กลับแก่คุณ และสำคัญที่สุด เขาไม่ทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และเขาไม่ต้องการบุคคลของเขาด้วย เขาคิดว่ามันบ้าที่จะทำงานมากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และได้สิ้นสุดต่อวัฒนธรรม “ผมยุ่งเหลือเกิน” ต่อตัวเขาเองและบุคคลของเขามันเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชมต่อบุคคลใดก็ตาม การมองว่าสัปดาห์การทำงานของชาวอเมริกันโดยทั่วไปเกือบ 47 ชั่วโมง การบ้าบ้านเป็นโรคติดต่อได้ง่าย คุณไม่อาจจะหยุดการแพร่กระจาย ถ้าคุณเป็นบุคคลหนึ่ง นำมาสู่สำนักงานการแข่งขันไม่ชนะคุณ และคุณไม่ชนะมัน ด้วยการทำงานชั่วโมงมากขึ้นหรือการสละการนอนมากขึ้น คุณทำได้ดีด้วยการตัดสินใจอย่างฉลาดและความเข้าใจลูกค้าของคุณมากกว่าใครก็ตาม การปฏิบัติต่อบุคคลให้ดี การรักษาความสุขของลูกค้า และการสร้างสภาพแวดล้อม ตรงที่บุคคลสามารถทำงานของพวกเขาดีที่สุด มันไม่ใช่งานมากขึ้นที่จะนำคุณก้าวหน้า มันเป็นที่ถูกต้องบนสิ่งที่ถูกต้องและวิถีทางที่ถูกต้อง บุคคลจำนวนมากทำงานอย่่างหนัก ด้วยไม่มีอะไรแสดงที่จะแสดงมันณ เบสแคมป์ เราไม่มีการลงโทษทางการต่อบุคคลทำงานหลายชั่วโมงจนเกินไป แต่เราเตือนพวกเขาอย่างสุภาพว่าไม่มีใครคาดหวัง หรือต้องการให้พวกเขาใช้มากกว่า 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การบ้างานไม่ทำให้เกิดกำไร ประสิทธิภาพเกิดขึ้นเมื่อคุณได้ค้นพบวิถีทางรวดเร็วที่สุดฉลาดที่สุด และมีประสิทธิภาพที่สุด ทำงานให้สำเร็จ ไม่ใช่คุณทำงานตลอดคืนวัฒนธรรมของเรายกย่องความคิดของการบ้างาน เราได้ยินเกี่ยวกับบุคคลเผาไหม้น้ำมันตะเกียง พวกเขาทำงานทั้งคืน และนอน ณ สำนักงาน มันถูกมองเป็นป้ายแห่งเกียรติยศที่จะฆ่าตัวคุณเองกับโครงการไม่เพียงแต่การบ้างานนี้ไม่จำเป็นแลัว มันน่าโง่ด้วย การทำงานมากขึ้นไม่ได้หมายความคุณทำได้มากขึ้น มันเป็นเพียงแค่คุณทำงานมากขึ้น การบ้างานส่งท้ายสร้างปัญหามากขึ้นกว่ามันแก้ปัญหาเราทำมากด้วยน้อย คุณอาจจะคิดว่าคุณต้องการเงินจำนวนมากเข้า ไปสู่ธุรกิจ แต่คุณไม่ต้องที่จริงแล้ว คุณดีกว่าถ้าคุณเริ่มต้นธุรกิจของคุณด้วยน้อยเท่าที่เป็นไปได้ เพราะว่ามันจะบังคับคุณให้ประหยัด อย่าว่าจ้่างบุคคล อย่าเช่าพื้นที่สำนักงาน อย่าจ่ายค่าโฆษณา ทำทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณสามารถดำเนินธุรกิจของคุณด้วยเงินจำนวนเล็กน้อย อย่ามองข้อจำกัดงบประมาณหรือเวลาเป็นข้อกำหนดทางลบ การทำงาน ด้วยอะไรที่คุณมีนำไปสู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม เนื่องจากสิ่งเหล่านี้เจสัน ฟรีด สามารถดำเนินธุรกิจที่ทำกำไรและเจริญเติบโตสูงมากนานเป็นสองทศวรรษ บริษัทภูมิใจตัวมันเองต่อจำนวนบุคคลที่น้อย สัปดาห์ทำงานสูงสุด 40 ชั่วโมง และโอกาสทำงานที่ไหนก็ตาม แต่ความ
สำเร็จเหล่านี้ได้กลายเป็นความประทับใจ โดยเฉพาะเมื่อเราได้รับรู้ว่า เจสัน ฟรีด เป็นผู้ก่อตั้งและซีอีโอของเบสแคมป์ ชื่อครัวเรือนท่ามกลางแพลตฟอร์มการบริหารโครงการ มันง่ายที่จะคิดว่าบุคคลนำบริษัทที่บรรลุความสำเร็จเหมือนเบสแคมป์เผาใหม้น้ำมันตระเกียง และกระโดดข้ามการนอนที่ล้ำค่าเหมือนซีอีโอหลายคน แต่เจสัน ไฟรด์ ตระหนักที่จะไม่ตกเป็นเหยื่อต่อวัฒนธรรม “ผมยุ่งเหลือเกิน”ในขณะที่บุคคลหลายคนอาจจะคิดว่ามาสำนักงานแต่เช้าและอยู่จนสายเป็นวิถีทางที่จะชนะใจนาย เจสัน ฟรีด ทำให้มันชัดเจนว่าการทำงานล่วงเวลาไม่ได้เป็นวิถีทางที่จะได้รับการยกย่องจากเขา เขายึดต่อสัปดาห์การทำงาน 40 ชั่วโมงอย่างเคร่งครัด และภูมิใจตัวเขาเองต่อการรับรองว่าบุคคลทำงานที่ไหนก็ตาม 56 คนของเขามีชีวิตสมดุลอย่างดีระหว่างงานและชีวิต ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับการทำงานตามนาฬิกา ที่จริงเเล้วเขาได้บอกว่าระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงกันยายน สัปดาห์การทำงาน 32 ชั่วโมงที่เข้มงวดได้ถูกบังคับ ณ บริษัทของเขา และบุคคลทำงานทำงานสี่วันต่อสัปดาห์เท่านั้น “Rework : Change the Way You Work Forever” เป็นหนังสือเขียนโดยเจสัน ฟรีด และเดวิด ไฮเนอไมเออร์ แฮนส์สัน ผู้ก่อตั้งร่วมเบสแคมป์ ท้าทายธุรกิจและประเพณีงานสมัยเดิม พวกเขาเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟท์แวร์บนพื้นฐานเว็บ เบสแคมป์ เนื่องจากเบสแคมป์เป็นเครื่องมืแการบริหารโครงการออกแบบช่วยเหลือให้บุคคลทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พวกเขาได้มอง Reworkเป็นผลพลอยได้ของธุรกิจของพวกเขา มันได้ถูกเขียนเป็นหนังสือช่วยตัวเองร่วมทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับประสิทธิภาพและงานตลอดเส้นทางธุรกิจของพวกเขา หนังสือเล่มนี้เปิดตัวเมื่อ ค.ศ 2010 กลายเป็นหนังสือขายดีที่สุดทันที หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือภาคสนามเพื่อวิถึทางที่ดีกว่า รวดเร็วกว่า และประสิทธิภาพมากกว่าที่จะทำงานและบรรลุความสำเร็จภายในธุรกิจ “Rework” ก้าวเข้ามาภายในการเผชิญกัยกลยุทธ์บริษัทตามแบบแผนและเสนอแนะความคิด เช่น มันดีกว่าที่จะไม่สนใจการแข่งขัน ชั่วโมง การทำงานปรกติ และคุณต้องการน้อยลงไม่มากขึ้นก้าวไปข้างหน้า “Rework” เป็นหนังสือเศรษฐศาสตร์ที่แตกต่างอย่างแท้จริงเมื่อมันมาสู่ปัญหาของธุรกิจเหมือนเช่น น้อยลงดีกว่า หรือการประชุมเป็นมลพิษการประชุมเป็นมลพิษ เพราะว่าการประชุมมักจะนำมาแนวคิดที่ไม่มีตัวตน เรื่องราวข้างเคียง คำแถลงที่ไร้ความหมาย การประชุมยาวนานชั่วโมงคูณด้วยจำนวนของบุคคลที่เข้าร่วม ต้นทุนแท้จริงของการประชุมสูงเหลือเกิน การประชุทหนึ่งชั่วโมงด้วยบุคคลสิบคนที่จริงแล้วเป็นการประชุมสิบชั่วโมง ไม่ใช่การประชุมหนึ่งชั่วโมง คุณกำลังแลกระหว่างสิบชั่วโมงของประสิทธิภาพต่อเวลาการประชุมหนึ่งชั่วโมงพวกเขาได้ท้าทายแนวคิดของการทำงานยาวนานชั่วโมงเทียบเท่าประสิทธิภาพ พวกเขาสนับสนุนวิถีทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานฉลาดขึ้นไม่ใช่หนักขึ้น การมอบหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และลำดับความสำคัญเวลาและพลังของบุคคลต่องานที่มีผลกระทบสูงการรับเอาข้อจำกัดเป็นโอกาส แทนการมองข้อจำกัดเป็นข้อบังคับ  พวกเขาเสนอแนะให้สร้างกรอบใหม่มันเป็นโอกาสเพื่อนวัตกรรม ข้อจำกัด สามารถบังคับคุณค้นหาข้อแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ และทำการตัดสินใจได้ดีขึ้น เจสัน ฟรีด ได้ก่อตั้งบริษัทเทค 375 ซิกเนลส์ เมื่อ ค.ศ 1999 ไม่กี่ปีต่อมา เขาได้ว่าจ้างโปรแกรมเมอร์ เดวิด แฮนส์สัน ที่ได้ออกแบบกรอบข่ายเว็บ รูบี้ แอนด์ เรลส์ ที่มีชื่อเสียง ตั้งเเต่นั้นมาพวกเขาได้พัฒนาเบสแคมป์ แพลตฟอร์มการบริหารและการส่งข้อความออนไลน์ และ 37 ซิกแนลส์ ได้เริ่มต้นผงาดขึ้น เมื่อ ค.ศ 2006 นักลงทุนรวมทั้งเจฟฟ์ บีซอส และเอ็มไอที ได้เรียกเจสัน ฟรีด เป็นผู้ประกอบการวัยหนุ่มที่ยอดเยี่ยม

เจสัน ฟรีด เชื่อว่าวิถีทางยิ่งเล็กยิ่งสวยงามไม่ไร้สาระต่อธุรกิจ ทำไมการเจริญเติบโตเป็นเป้าหมายอยู่เสมอ ขนาดสำคัญที่สุดต่อบุคคลด้วยอัตตาที่ยิ่งใหญ่ เมื่อคุณเล็ก คุณคล่องตัว และสร้างสรรค์ คุณสามารถมีชีวิตงานที่มีความสุข ดังนั้นทำไม่ไม่อยู่ตามวิถีทางนั้น พวกเขาได้ท้าทายกรอบความคิดการเจริญเติบโตไม่ว่าอย่างไรก็ตาม และส่งเสริมความคิดของการอยู่อย่างเล็กและคล่องแคล่ว ด้วยการรักษาโครงสร้างที่ลีน และมุ่งอะไรที่สำคัญอย่างเเท้จริง ธุรกิจสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม อี เอฟ ชูเมคเกอร์ หัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐกิจต่อคณะกรรมการถ่านหิน อังกฤษ นานกว่ายี่สิบปี เขาได้พิมพ์ผลงานต้นแบบทางเศรษศาสตร์เมื่อ ค.ศ 1973 “Small is Beautiful : Economics as if People Mattered” ภายในหนังสือของเขา เขายืนยันว่าทุนนิยมนำมามาตรฐานการดำรงชีวิตที่สูงขึ้น ณ ต้นทุนของวัฒนธรรมที่้เสื่อมโทรม เขาเชื่อว่าทรัพยากรธรรมชาติควรจะถูกรักษา ได้นำเขาที่จะสรุปว่าความใหญ่ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมและเมืองใหญ่จะนำไปสู่การหมดลงของทรัพยากรเหล่านี้
ผู้ก่อตั้งเบสแคมป์ เจสัน ฟรีด และเดวิด แฮนส์สัน ดเหมือนไม่เพียงแค่รับเอาความคิดของชูเมคเกอร์ แต่ได้นำกระบวนการคิดมาสู่ระดับความแตกต่างและความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ การใช้ถ้อยคำกับธุรกิจของพวกเขาเป็น เล็กอย่างตั้งใจ เราเป็นบริษัทเล็กที่มุ่งหมายผลิตซอฟท์แวร์ ช่วยเหลือบริษัทเล็กทำงานให้สำเร็จด้วยวิถีทางที่ง่าย บุคคลมากกว่าสามล้านคนทั่วโลกใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา เราเริ่มต้นเมื่อ ค.ศ 1999 ด้วยบุคคลสามคน บริษัทที่ปรึกษาออกแบบเว็บ เมื่อ ค.ศ 2004 เราไม่มีความสุขกับซอฟท์แวร์การบริหารโครงการใช้โดยอุตสาหกรรม ดังนั้นเราได้สร้างของเราเอง : เบสแคมป์ เมื่อเราได้แสดงเครื่องมือออนไลน์แก่ลูกค้าและเพื่อนร่วมงาน พวกเขาทุกคนพูดอย่างเดียวกัน เราต้องการสิ่งนี้เพื่อธุรกิจของเราด้วย
ด้วยการทำงานเป็นหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์แก่บริษัทใหญ่แห่งหนึ่งของอังกฤษ ชูเมคเกอร์ ได้สัมผัสโดยตรงกับบริษัทยักษ์ใหญ่นิยมที่เขามองเป็นแนวโน้มใหญ่ของสมัยใหม่ เขาไม่เห็นด้วยแม้ว่านักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ยังคงเชื่อว่า “ยิ่งใหญ่ยิ่งดี” เขากล่าวว่านักสังคมวิทยาได้เตือนเราว่าภายในบริษัทใหญ่ บุคคลจำนวนมากรู้สึกเป็นฟันเฟืองตัวเล็กเท่านั้นภายในเครื่องจักรใหญ่ที่ลดความเป็นมนุษย์ของบุคคลทุกคน ข้อเสนอแนะของชูเมคเกอร์ว่าเศรษฐกิจที่เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วไม่เหมาะสมต่อบุคคลบนโลกเป็นข้อโต้เถียงกันอยู่ แต่เป็นความคิดที่สำคัญต่อโลกสมัยใหม่ “Small is Beautiful” ยังคงมีอิทธิพลทั่วโลกอยู่ การเขียนด้วยส่วนผสมของสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และปรัชญา โดยพื้นฐาน ชูเมคเกอร์ ได้สงสัยต่อการผลิตแบบจำนวนมากและโลกาภิวัฒน์ในขณะนี้ของเรา การวิเคราะห์การใช้ของทรัพยากรโลกที่หมดสิ้นของเรา เขาเสนอแนะว่าการเจริญเติบโตและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีไม่ได้เป็นเครื่องวัดดีที่สุดของความสำเร็จอยู่เสมอ แต่ “Small is Beautiful” เกี่ยวกับการรักษาการกระทำของเรา และเทคโนโลยีของเราภายในมุมมอง ณ ขนาดของมนุษย์ที่จะรับรองว่าเศรษฐกิจของเราอยู่แนวเดียวกับความยั่งยืนของมนุษย์และโลก

เอิร์น ชูเมคเกอร์ ได้เขียนอันตรายของขนาด การยืนยันว่าใหญ่ขึ้นไม่ใช่ดีขึ้น และเราต้องยุ่งยากกจากการหลงใหลของยักษ์ใหญ่นิยม ชูเมคเกอร์ ได้รับอิทธิพลโดยมหาตะมะ คานธี และเศรษฐศาสตร์แนวพุทธอย่างมาก เขาได้ระบุคานธี เป็นนักเศรษฐศาสตร์ของบุคคล ความคิดทางเศรษฐกิจสอดคล้องกับจิตวิญญานตรงกันข้ามกับวัตถุนิยม มหาตมะ คานธี ไม่ยอมปฏิบัติต่อเศรษฐศาสตร์ราวกับบุคคลไม่สำคัญ หนังสือบางฉบับของ ชูเมคเกอร์ “Small is Beautiful” มีภาพของมหาตมะ คานธื บนหน้าปก มันได้ให้การแนะนำต่อความคิดทางเศรษฐกิจของมหาตมะ คานธีภายในตะวันตก ชูเมคกอร์ มองว่าการคิดทางเศรษฐกิจของมหาตมะ คานธีอยู่บนพื้นฐานเกณฑ์จิตวิญญาน เขาได้รับเอาความคิดของสวาเดซี่

– การผลิตท้องที่ และคาดี
– เสื้อผ้าทอด้วยมือ ของคานธี และประยุกต์ใช้มันกับปัญหาเศรษฐกิจสมัยใหม่ “Small is Beautiful” มุ่งเน้นการทำอะไรบนขนาดเล็กและท้องที่ภายในหนังสือของเขา ชูเมคเกอร์ กล่าวว่า เมื่อคานธี กล่าวว่า “ไม่ใช่การผลิตแบบจำนวนมาก แต่การผลิดโดยมวลชน” หรือเมื่อเขาพูดเกี่ยวกับ “กระจายอำนาจชนบทบนพื้นฐานเศรษฐกิจเลี้ยงตัวเอง” หรือเมื่อเขาเรียกร้องว่า “การผลิตและการตลาดต้องถูกกลับมารวมตัวกัน” เขากำลังพูดภาษาของ “Small is Beautiful”
จุดศูนย์กลางปรัชญาของคานธีเป็นหลักการของสวาเดซี
หมายถึงการเลี้ยงตัวเองของท้องที่ มหาตมะ คานธี เป็นผู้ชนะของสวา เดซี หรือเศรษฐกิจบ้าน การเคลื่อนไหวสวาเดซี เป็นการเคลื่อนไหวการเลี้ยงตัวเองที่เป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนไหวอิสระภาพของอินเดีย มหาตมะ คานธี เป็นท่ามกลางการท้าทายครั้งแรกต่อความจำเป็นของการเป็นระดับโลกของการปฏิรูปอุตสาหกรรม การสนับสนุนกฏตัวเอง
– สวาราจ และความเป็นอิสระทางเศรษฐกิจ สวาเดซีภายในสถานที่ของ มัน มหาตมะ คานธีมีชีวิตอยู่ระหว่าง ค.ศ 1869 และ 1948 แต่เขาได้รับรู้อยู่แล้วว่าระบบเศรษฐกิจในขณะนี้ – ทุนนิยม ไม่ถูกต้องต่อการพัฒนามนุษย์ เมื่อถามอะไรคือวิสัยทัศน์เศรษฐกิจของเขา คานธี ได้ตอบว่า การผลิตแบบจำนวนมาก…. ไม่ใช่ภายในอุตสาหกรรม แต่ภายในบ้านของบุคคลชูมัคเกอร์ ได้สรุปแนวคิดด้วยถ้อยคำเหล่านี้ ไม่เป็นการผลิตแบบจำนวนมาก แต่เป็นการผลิตโดยมวลชน มรดกของมหาตมะ คานธี ได้กระตุ้นการทดแทนจีดีพีด้วยเครื่องวัดความก้าวหน้าที่ให้ความสำคัญลำดับแรกต่อความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมและสิ่งเเวดล้อมความคิดทางเศรษฐกิจที่มีชื่อเสียงที่สุดของคานธีคือ การให้ชีวิตใหม่ของอุตสาหกรรมหมู่บ้านและเศรษฐกิจท้องที่
มหาตมะ คานธีเชื่อว่าการผลิตแบบจำนวนมาก ด้วยธุรกิจที่รวมกันตามแนวดิ่ง และการรวมอำนาจทางเศรษฐกิจมีผลตามมาที่เลวร้ายต่อมนุษย์ เช่น ผลตามมาของการควบคุมอำนาจ เราต้องขึ้นอยู่กับอำนาจนั้นเพื่อแสงสว่าง น้ำ และอย่างอื่น มันเป็นความเลวร้ายอย่างมากตามมหาตมะ คานธี ปัญหาไม่เพียงแต่การรวมอำนาจเท่านั้น การผลิตแบบจำนวนมากถูกออกแบบต่อเราด้วยเครื่องจักรมากขึ้น ผลิตผลิตภัณฑ์มากขึ้นด้วยแรงงานน้อยลง ณ ต้นทุนที่ถูกลง เขาให้เหตุผลว่า ถ้าทุกประเทศใช้การผลิตแบบจำนวนมาก เราจะไม่มีตลาดใหญ่เพียงพอเพื่อผลิตภัณฑ์ของพวกเขา คานธียืนยันว่าความต้องการประสิทธิภาพการผลิตทำให้เกิดความเลวร้าย ทดแทนแรงงานมนุษย์ด้วยการผลิตอัตโนมัติ การปล่อย ให้บุคคลว่างงานมากขึ้น และไม่มีอำนาจซื้อเพียงพอที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิต

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *