เรื่องของพวกคนไม่มีตีน

เรื่องของพวกคนไม่มีตีน
สมัยที่เรียนเกษตร ( ๒๕๐๗- ๒๕๑๑ ) ผมมันคนไม่มีตีน หมายความว่ายังไง ก่อนอื่นต้องรื้อฟื้นความจำก่อน ว่าเกษตรสมัยนั้น นิสิตทุกคนอยู่หอพักหมด ซึ่งทุกหอจะมีนิสิตคณะหรือภาควิชาต่างๆคละกัน แม้จะมีบ้านอยู่กรุงเทพฯ พอเข้ามาปีหนึ่ง ก็ต้องมาอยู่หอก่อน เป็นเวลา ๑ ปี พอขึ้นปี ๒ นิสิตบางคน ที่กลับไปอยู่บ้าน ก็ยังมีความสัมพันธ์กับหอที่อยู่มา มักจะกลับไปที่หอเมื่อมีเวลาว่างๆ เมื่อจบแล้ว พอเจอรุ่นพี่รุ่นน้องเกษตรด้วยกัน จะถามว่า “อยู่หอไหน” เพื่ออยากทราบว่าอยู่หอเดียวกันหรือใกล้กันไหม สำหรับเรื่องคณะและภาควิชา ส่วนใหญ่ก็เดาได้จากสถานที่ทำงาน เช่นอยู่กรมป่าไม้ ก็คิดว่าคงจะเรียนวนศาสตร์มา ถ้าทำงานภาคเอกชนด้านสารเคมี มักจะเป็นนักกีฏวิทยาและโรคพืช แบบนี้เป็นต้น
สำหรับนิสิตหญิงนั้น ทั้งหมด จะอยู่ หอ ๑๐ หรือตึก ๑๐ แต่ละหอ หรือตึก ก็จะมี ก. ข. กำกับไว้ เช่น ตึก ๑๐ก. ทั้งนี้เข้าใจว่า มีหอ หรือ ตึก ๑๐ หลายแห่ง แต่อยู่ในรั้วเดียวกัน ถึงเวลา ๑ ทุ่ม นิสิตหญิงจะเข้าหอหมด ถ้าใครจะออกไปไหน จะต้องแจ้งหัวหน้าหอ หรือปฏิบัติตามระเบียบของหอที่กำหนดไว้
การอยู่หอพัก (หอไม้) หรือตึกพัก(ตึกปูน) นิสิตชายส่วนใหญ่ จะให้นิสิตปี ๑ อยู่กระจายกับรุ่นพี่ ทุกๆหอ ไม่มีแยกคณะ หรือวิชาเรียน อยู่คละกันไปหมด และใครเข้าปี ๑ อยู่ตรงไหน ก็จะอยู่ยาวตลอดจนจบการศึกษา แต่สำหรับนิสิตหญิง ปี ๑ จะอยู่ที่ตึก ๑๐ก. ซึ่งเป็นตึก ๒ ชั้น แต่ตึก ๑๐ ข จนถึง ๑๐ ง.นั้น เป็นตึกชั้นเดียว ที่อยู่ของรุ่นพี่ๆปี ๒ ขึ้นไป สำหรับนิสิตหญิงรุ่นพี่ ปี ๔-๕ (สมัยก่อนเกษตรเรียน ๕ ปี รุ่น ๒๔ (๒๕๐๗-๒๕๑๑)เริ่มเป็นรุ่นแรกที่ลดหลักสูตรเหลือ ๔ ปี เหมือนๆกับหลักสูตรของ มช. มข. และมอ. ) จะอยู่หอไม้มีหลายหอ เรียกว่าหอ ๑๐ หรือ หอบางแค เพราะ ที่บางแคมีสถานพักฟื้นของคนชรา หอพัก นิสิตหญิงนี้ อยู่ติดกับสนามฟุตบอล มีประเพณีนิยม อยู่ประการหนึ่ง คือ วันสังสรรค์หอพัก ขอพวกนิสิตชาย ตอนย่ำรุ่ง ก่อนสว่าง สมาชิกหอชายจะนุ่งผ้าขาวม้า ไปเตะฟุตบอล โห่ร้อง ให้ ผู้สนใจตื่นมาดู ซึ่งแน่นอน ที่ วิ่งเร็วๆ ผ้าขาวม้าต้องหลุดลุ่ยเป็นธรรมดา แล้วพอตอนเย็น ก็จะเชิญนิสิตหญิงไปร่วมสังสรรค์ที่หอชาย โดยที่ปกติ นิสิตหญิงจะไม่ขี่จักรยาน ผ่านหอชายเลย กลัวว่าจะเห็นในสิ่งที่ไม่ควรเห็น
นิสิตเกษตรเกือบทุกคน หรือ เกิน ๙๙ เปอร์เซ็นต์ จะมีจักรยานคนละคัน การเรียนในเกษตร แต่ละวิชาเรียน จะแยกอยู่เป็นตึกต่างๆ เช่น ตึกเคมี ตึกชีวะ หรือห้องบรรยายขนาดใหญ่ที่บรรจุคนเป็นร้อยคน ก็จะกระจายตามตึกต่างๆ พอหมดชั่วโมงเรียน จะได้รับเวลาประมาณ ๑๕ นาทีให้ย้ายตึกเรียน ตามถนนในเกษตรจะเต็มไปด้วยจักรยานขี่ไปมาตลอดวัน นิสิตบางคน ที่จักรยานหายไปแล้ว ก็ขอซ้อนเพื่อนๆ หรือเดินเอา แล้วแต่สะดวก
มีนิสิตที่อยู่กรุงเทพฯ ขับรถยนต์มาเรียน แต่พอมาถึงตอนเช้า เข้าใจว่าต้องจอดรถ แล้วขี่จักรยานเหมือนเพื่อนๆ เพราะรถยนต์ไม่สามารถผ่านกองทัพจักรยานที่ขี่ไปมา ตามตึกเรียน ในช่วงเวลาเรียนได้ แต่ในช่วงสมัยนั้น มีเพียงไม่กี่คนที่ขับรถยนต์มาเรียนหนังสือ
นิสิตปี ๑ หลายสาขา ต้องเรียนวิชาเกษตรศิลป์ คือปลูกผัก คนละ ๕ แปลง ทั้ง ๒ เทอม ตอนเช้ามืด จะออกมารดน้ำผัก และตอนเย็นถึงย่ำค่ำ ก็มาดายหญ้า (ใส่ปุ๋ย) รดน้ำ เห็นนิสิตชายใส่หมวกแก๊ปสีเขียว และนิสิตหญิงติดโบว์สีเขียวไว้ที่เข็มกลัดพระพิรุณทรงนาค กระจายทำงานในแปลงกว้างริมถนนที่ผ่านไปมา ในช่วง เช้าๆ เย็นๆ เป็นภาพ ที่น่าทัศนา มีนิสิตชายรุ่นพี่บางคน เห็นน้องหญิงทำงานไม่ไหว ลงแปลงไปช่วยกลางดึก แล้วเขียนจดหมายใส่กะลาครอบไว้บนแปลง พี่ๆพวกนี้ ได้ฉายาว่า เฒ่าหัวงู หรือ ผีขุดแปลง บางคนโชคร้ายหน่อยจำแปลงน้องผู้หญิงผิดพลาด ไปทำแปลงน้องผู้ชายที่อยูข้างๆ ฉากน่ารักๆแบบนี้มีที่เกษตรเท่านั้น
สำหรับบรรยากาศตอนเย็นๆ ที่นิสิตขี่จักรยานออกจากหอ เพื่อไปหาข้าวกิน จักรยานก็ไปจอดที่โรงอาหาร หรือสถานที่ขายอาหารซึ่งมีอยู่หลายแห่ง รวมทั้ง cafeteria ที่มหาวิทยาลัยจัดบริการ บางคนก็ออกไปที่สามแยกเกษตร ซึ่งสมัยนั้น ไม่ค่อยมีรถยนต์ มีแต่จักรยานของนิสิตจอดเต็มไปหมด ส่วนใหญ่จะเป็นนิสิตชายที่ไปหา เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เรียกน้ำย่อยก่อนอาหาร บางคืนที่บางคน เรียกน้ำย่อยเกินเลย กินแต่ยอดข้าว อาจจะไม่มีข้าวลงท้องเลย นิสิตบางคนก็ไปกินขนม เกี้ยวแม่ค้าพอครึ้มๆ หรือบางคนก็จริงจัง ได้ผลหรือไม่ก็แล้วแต่ความสามารถ จำได้ว่า ที่สามแยกเกษตรมีร้านเย็น เย็น ขายลูกชิ้นเนื้อวัว ไปกินเกาเหลา ๑ ชาม ข้าวเปล่า ๒ จาน เป็นเงิน ๓ บาทอิ่มไป ๑ มื้อ
นิสิตชายบางคน มีภาระ ไปรับเพื่อนหรือรุ่นน้อง ที่หอหญิงทุกเวลาเย็น เพื่อนหรือน้องที่หอหญิงหลายๆคู่จะซ้อนท้ายจักรยาน นั่งหันข้างห้อยขา เพื่อไปกินข้าวกัน เพื่อนชาย ปากไม่อยู่สุข จะเห็นเท้า ๒ ข้าง ห้อยอยู่ที่ท้ายจักรยาน จึงเรียกนิสิตชายที่ขี่จักรยานมีสาวซ้อนท้ายว่า มีตีน สำหรับคนที่ไม่เอาไหน ไม่รู้จักจะบริการเพื่อนๆ เอาแต่สนุกของตัวเอง รวมทั้งผมด้วย เรียกว่าไม่มีตีน นอกจากไม่มีตีนแล้ว บางครั้งยังไม่มีจักรยาน ถูกยืมไป ต้องเดินเป็นเวลานาน
เมื่อคิดถึงเรื่องที่ผมไม่มีตีนแล้ว ยังมีสิ่งที่นิยมปฏิบัติสำหรับนิสิตเกษตรในสมัยนั้น ทำให้คิดถึงบรรยากาศเก่า เรื่องหนึ่งคือชมการแสดง หรือ กิจกรรมบนเวที ซึ่งเมื่อจบ ตอนท้าย นอกจากจะตบมือแล้ว ยังตะโกนว่า “เอาอีก“ หมายถึงว่าอยากชมอีก บางครั้งการแสดงก็ไม่ได้ ดีเด่นอะไร แต่ผู้ชมอยู่ข้างล่างให้กำลังใจ ตะโกนว่า “เอาอีก” คำว่าเอาอีกจึงเป็นประเพณี ทุกการแสดง เมื่อจบแล้ว ก็จะมีเสียงตะโกนว่า เอาอีก บางครั้ง มีการแสดงที่ต้องทนฟังหรือทนดูเบื่อจะแย่แล้ว แต่พอจบ ก็ตะโกนว่าเอาอีก เป็นกำลังใจให้ผู้แสดง ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าทำได้ดี
คำบางคำ ที่เราเอามาใช้พูดเล่นสนุกๆ เช่น “ ขอบคุณมาก มีอีกไหม “ มีวลีหนึ่งได้ยินหลายๆคนเอามาพูด แต่เป็นคำที่เพื่อนผมคิดขึ้นมาเอง คือคำว่า “ ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว” เลียนคำว่า ไหนๆก็มาแล้ว ไหนๆก็เริ่มแล้ว อะไรทำนองนี้ ยังมีอีกคำที่เรามักจะพูดเล่นๆ คือ “ มึงจะไปรู้กูเรอะ” ยกตัวอย่างเช่น ถามว่ากำลังจะไปไหน ก็ตอบว่า “ มึงจะไปรู้กูเรอะ “ กินข้าวหรือยัง “มึงจะไปรู้กูเรอะ ฯลฯ ตอนนี้ ที่เราเล่นโต้ตอบใน social media ก็มีเพื่อนๆ คุยเรื่องต่างๆ เช่นไปเที่ยวต่างจังหวัดมา ก็มีการสอบถามว่า สนุกไหม ไปกี่วัน หรือ เขียนว่าไปกินข้าวที่โน่นที่นี่มา ก็มีผู้ถามต่อว่า กินอะไรบ้าง กี่อย่าง ฯลฯ ผมจึงถามต่อว่า อยากรู้ไปทำไม (ไม่โดนเพื่อนเตะก็ดีแล้ว)
ถ้าตอนเรียนเกษตร ผมมีตีนกับเขาบ้าง ฮะแอ้มจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ผมก็มีความฝันลมๆแล้งๆอยู่บ้าง ไม่อยากเล่าเลย
บู๊ ชวาลวุฒิ (คนเคยหนุ่ม)
เชียงใหม่ ๒๗ สค. ๒๕๖๔







