INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

“โล่งอก” ที่ไม่ไล่ล่า “ธัมมชโย”

news hmwfOtyJei143712 533

 

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

“โล่งอก” ที่ไม่ไล่ล่า “ธัมมชโย”

ยังไม่ทันไร อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง ก็ออกมาชี้แจงเพื่อความเข้าใจอันดีแล้วว่า รัฐมนตรียุติธรรม”สมศักดิ์ เทพสุทิน” ไม่ได้สั่งการให้เร่งล่าตัวพระไชยบูรณ์ สุทธิผล (ธัมมชโย) ที่โดนหมายจับของศาลอาญา แต่อย่างไร

เพียงต้องการให้ติดตาม เร่งรัดคดีฉ้อโกงยักยอกทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัดและให้รายงานผลคืบหน้าคดีเกี่ยวพัน เพราะมีผู้ได้รับความเสียหายเป็นจำนวนมาก

ทั้งนี้พุทธศาสนิกชน ยังสามารถไปประกอบศาสนกิจและทำบุญที่วัดพระธรรมหายตามปกติ ไม่มีปัญหา

คดีฉ้อโกงยักยอกทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำกัด มีความสำคัญจริง เพราะมีผู้เสียหายเป็นจำนวนมากดังที่ว่า

จากกรณีสมาชิกสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่นจำนวนหนึ่ง ร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษขอให้ดำเนินคดีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ฯในข้อหายักยอกทรัพย์ หลังสำนักข่าวออนไลน์”ไทยพับลิก้า” ตรวจสอบพบว่านายศุภชัยเบิกเงินโดยไม่เป็นไปตามระเบียบข้อบังคับ รวมเป็นเงิน ๑๑,๐๐๐ ล้านบาท ให้ลูกหนี้รวม ๒๗ ราย ทำให้ขาดสภาพคล่องและกรมสอบสวนคดีพิเศษก็รับทำคดีนี้ จนในที่สุดสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) มีคำสั่งให้ยึดและอายัดทรัพย์นายศุภชัย เรียกนายศุภชัยไปรับทราบข้อหา และขยายผลดำเนินคดีกับผู้รับเช็ค ๘๗๘ ฉบับ

เหตุผลที่กรณีนี้ เกี่ยวข้องกับ”ธรรมกาย”ก็คือ”ไทยพับลิก้า”ระบุว่านายศุภชัยทดรองจ่ายเงินสหกรณ์ไปบริจาควัดพระธรรมกาย ๘๑๔ ล้านบาท และยังพบด้วยว่า นายศุภชัยเบิกเงินสหกรณ์ ๑,๐๐๐ ล้านบาทซื้อที่ดินใกล้วัดพระธรรมกายไปขายต่อนางสาวอลิสา ลูกสาวนายอนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งมีความสนิทสนมในฐานะลูกศิษย์”ธัมมชโย”

ทั้งหมดนี้นำไปสู่การดำเนินคดี”ธัมมชโย”ในข้อหาสมคบฟอกเงินและร่วมรับของโจร แต่หลังจากผลัดผ่อนไม่ยอมไปรับทราบข้อหาสามครั้งแล้ว กรมบังคับคดีจึงทำเรื่อง ขอให้ศาลออกหมายจับ โดยเข้าตรวจค้นวัดพระธรรมกายครั้งแรก แต่ถูกกลุ่มศิษยานุศิษย์ขัดขวาง จนต้องยกเลิกปฏิบัติการ

อันนำมาซึ่งการที่ศาลอนุมัติหมายจับครั้งที่ ๒ ก็ถูกทั้งพระและศิษย์ขัดขวาง ทำให้ต้องยุติการตรวจค้นอีก

จนกระทั่งวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๐ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา ๔๔ เข้าตรวจค้นเป็นครั้งที่ ๓ แต่ไม่พบตัว”ธัมมชโย” และไม่ได้พบอีกเลยแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

หลังสุด ก็มีการถอดถอนสมณศักดิ์”พระเทพญานมหามุนี”ในวันที่ ๕ มีนาคม ๒๕๖๐ แต่ความเป็นพระก็ยังคงดำรงอยู่ เพราะยังไม่ปรากฏว่าได้พ้นจากสมณเพศแล้ว

นั่นเป็นเรื่องของคดีโลกย์

แล้วในทางศาสนาเล่า มีความคืบหน้าไปถึงไหน

เรื่องของเรื่อง มาค้างเติ่งตรงที่ว่า “ธัมมชโย” ต้องอาบัติ”ปาราชิก” คือพ้นสภาพจากความเป็น”ภิกษุสงฆ์”หรือไม่ ตามที่อ้างพระลิขิตของสมเด็จพระญานสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก ที่ระบุโทษเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายว่าต้อง”อาบัติปาราชิก” แต่ผม(ผู้เขียนเรื่องนี้)ไม่มีรายละเอียดว่า”ด้วยเหตุผลอะไร”

แต่มหาเถรสมาคมไม่ชี้ขาดว่าเป็นปาราชิกตามพระลิขิต ซึ่งคงจะสงสัยว่า พระลิชิตนี้ของจริงหรือของปลอมกันแน่

อย่างไรก็ตามเมื่อปี ๒๕๔๒  นายมาณพ พลไพรินทร์ ผู้เชี่ยวชาญกรมการศาสนาและนายสมพร เทพสิทธา นายกยุวพุทธิกสมาคมยื่นเรื่องถึงเจ้าคณะจังหวัดปทุมธานีกล่าวหาพระธัมมชโยในสามประเด็นคือ

๑ สอนผิด บิดเบือน ลบล้างคำสอนพระพุทธเจ้า เป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

๒ อวด อุตริมนุษสธรรม ที่ไม่มีในตน

๓ ทำความผิด ลักทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ ฉ้อโกงและหลอกลวงประชาชน

แต่ข้อหานี้ตกไปตามคำทัดทานของ”ธัมมชโย”และ”ทัตตชีโว”(รองเจ้าอาวาดวัดพระธรรมกาย)ที่ว่าฆราวาส ไม่มีสิทธิกล่าวหาพระ

อย่างไรก็ตาม “ปาราชิก”นั้นมีอยู่สี่ข้อในศีล ๒๒๗ ข้อคือ

๑ เสพเมถุน แม้กับสัตว์เดรัจฉาน (ร่วมสัมพันธ์ทางเพศกับ มนุษย์ หรือกับ อมนุษย์ หรือสัตว์ หรือแม้แต่กับซากศพ ก็ไม่ละเว้น)

๒ ถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ มาเป็นของตน จากบ้านก็ดี จากป่าก็ดี(ขโมย) ได้ราคา ๕ มาสก( ๕ มาสกเท่ากับ ๑ บาท)

๓ พรากกายมนุษย์จากชีวิต (ฆ่าคน) แสวงหาและใช้เครื่องมือกระทำเอง หรือจ้างวานฆ่า หรือพูดพรรณาคุณแห่งความตายให้คนนั้นๆ ยินดีที่จะตาย(โดยมีเจตนาหวังให้ตาย) ไม่เว้นแม้แต่แท้งเด็กในครรภ์

๔ กล่าวอวดอุตริมุสธรรม ที่ไม่จริง อันเป็นความเห็นอย่างประเสริฐ อย่างสามารถ น้อมเข้าตัวเองว่า เรารู้อย่างนี้ เราเห็นอย่างนี้ (ไม่รู้จริง แต่โอ้อวดความสามารถของตัวเอง) ยกเว้นเข้าใจตัวเองผิด

ดังนั้น ขอท่านผู้รู้ได้โปรดพิจารณาว่า ข้อกล่าวหาของ”ท่านมาณพ”และ”ท่านสมพร”เข้าได้กับข้อใดบ้าง เนื่องจากผมเอง ก็ไม่รู้ได้ในรายละเอียด ในพฤติกรรมของ”ธัมมชโย”เพราะไม่เคยพบเห็นหรือได้ข้อมูลชัดเจน ที่ประจักษ์ด้วยตนเอง

แต่พอจะประมาณการณ์ได้ว่า การที่ยังไม่ตามควานหาตัว”ธัมมชโย”นั้น หากเกิดได้ตัวมาจริงๆ ก็จะทำให้

สังคมไทยที่สงบเงียบเรียบร้อยอยู่ในขณะนี้ อาจกลับมาอลหม่านกันอีกครั้งใหญ่ เพาะเครือข่ายลูกศิษย์ลูกหาของท่านช่างมากมายเสียเหลือเกิน ยิ่งถ้าหาก ถูกดำเนินคดีถึงกับต้องจำคุก ก็อาจจะวุ่นวายกันไปทั้งประเทศ เพราะเครือข่ายธรรมกายมีทั่วไป รวมทั้งในต่างประเทศ

การที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ออกมาปฏิเสธว่า ไม่ได้ถูกสั่งให้ไล่ล่า”ธัมมชโย”นั้น หลายคนที่สนใจใคร่รู้ความคืบหน้าของอดีตพระธัมมชโย ก็ไม่ได้ผิดหวังอะไร มากมายครับ เพราะคาดการณ์ได้อยู่

เอ…หรือว่า”ธัมมชโย”ท่านทำ”ยมกปาฏิหาริย์”(แปลว่าอะไรก็ไม่รู้) หายสาบสูญไปแล้ว

ขออย่าได้หายไปเฉยๆ อย่างอดีตทนายนักสู้ “สมชาย นีละไพจิตร” ก็แล้วกัน

เช่นนี้ครับ ท่านอธิบดี

 

 

 

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *