รหัสยะนัยแบบลัทธิซูฟี :ว่าด้วยเรื่องมนุษย์ ความรัก และพระเจ้า ตอนที่ 1

รหัสยะนัยแบบลัทธิซูฟี :ว่าด้วยเรื่องมนุษย์ ความรัก และพระเจ้า ตอนที่ 1
ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ลัทธิซูฟี
ก่อนจะนำรหัสยะนัยว่าด้วยเรื่องมนุษย์ ความรักและพระเจ้าตามแนวทางซูฟีมากล่าวนั้น อยากจะให้ผู้อ่านเห็นภาพกว้างของลัทธิซูฟีสักนิด ปูพื้นในการเข้าใจลัทธิซูฟีมากขึ้นนะครับ ว่ากันแล้วลัทธิซูฟี ไม่ใช่ลัทธิน่าสะพรึงกลัวหรือเป็นลัทธิที่ต้องห้ามหรอก เพราะว่าพวกเขายืนอยู่บนแนวทางการทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ การขจัดอัตตา กิเลสตัณหา และยังถือว่าเป็นวิธีที่ดีเลิศทีเดียวของการสร้างตนเองให้มีจิตใจบริสุทธิ์ และจากความมุ่งมั่นของพระสาวกของศาสดามูฮัมมัด ต่อการสร้างจิตใจให้มีความบริสุทธิ์ ทำให้เป็นบ่อเกิดแห่งจุดสนใจของอนุชนรุ่นต่อมา ทำให้เห็นถึงความสำเร็จของพวกเขาในการจะใช้ชีวิตอย่างสมถะ ค้นคว้าหาแก่นแท้ของชีวิต จนในที่สุดเป็นที่ขานรับอย่างสูงในโลกอิสลามต่อการฝึกฝนจิตใจให้สู่ชั้นสูงสุด เพื่อสยบมารร้ายที่จะมายุแหย่เป็นที่ถูกรู้จัก ในนามของ “ลัทธิซูฟี”
กระแสตอบรับในช่วงแรก ๆ นั้นค่อนข้างจะเบาบาง เพราะว่าภาพภายนอกที่ได้แสดงออกมาค่อนข้างจะแปลกประหลาดทีเดียว การดำเนินชีวิต การอิบาดะฮ์(การปฎิบัติธรรม)หรือแม้แต่ การกิน การดื่มของพวกเขา ดูแล้วสวนกระแสของคนหมู่มากที่ถือปฏิบัติกันมา จนทำให้มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ต่อ ลัทธิซูฟี ถึงกับกล่าวว่า พวกเขาเหล่านั้นเป็นพวกนอกรีตบ้าง เป็นผู้นอกศาสนาบ้าง หรือร้ายแรงไปกว่านั้นกล่าวว่าเป็นผู้ปฏิเสธและทำลายโครงสร้างอิสลาม
แต่ทว่าพวกซูฟีไม่ท้อถอยและยังยึดมั่นต่อวิธีการสร้างความบริสุทธิ์ใจ และทำจิตใจให้สะอาดของพวกเขาโดยได้เดินหน้าต่อไป ถึงแม้ว่า บางตอนของประวัติศาสตร์ถึงกับต้องรักษามันไว้ด้วยการเอาชีวิตเป็นเดิมพัน หรือต้องหลั่งเลือดเสียชีวิตก็ตาม อย่างเช่นมันซูร ฮัลลาจ นักซูฟี ยิ่งใหญ่ถูกนำไปประหารชีวิต และอีกหลายคนที่ได้ดำรงรักษาแนวทางนั้นไว้ จนในที่สุดเป็นที่ยอมรับว่า แนวทางหนึ่งที่สามารถเข้าถึงแก่นแท้ของความจริง และสร้างความใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้าได้ดี คือแนวทางแห่งรหัสนิยมแห่งทางซูฟี
ในช่วงศตวรรษที่ห้าและย่างเข้าศตวรรษที่หก ฮ.ศ. หรือในช่วงศตวรรษที่๑๑ ค.ศ. กระแสของลัทธิซูฟีในอิหร่านได้ถูกขานรับอย่างมากและมีสำนักซูฟีเกิดขึ้นไม่ทั่วทุกวงการ ในขณะที่ผู้ปกครองทางการเมืองได้นิยมแบบจารีตนิยมและไม่ค่อยจะปลื้มกับลัทธิซูฟีสักเท่าไหร่นัก เราสังเกตใน แคว้นคุรอซาน อิหร่าน นักกวีอิหร่านได้เกิดขึ้นมากมายและได้นำเรื่องของความรักบทกวี และต่อมาได้นำบทกวีนั้นมาขับร้องและมีลักษณะของการเต้นแบบซูฟี จนทำให้นักนิติศาสตร์ฝ่ายจารีตนิยม ได้มองว่า การใช้คำว่า”อิชก์” ความรักของนักซูฟีนั้น ได้มุ่งเน้นความรักแบบมนุษย์ แบบหญิงชาย รวมไปถึงพาดพิงถึงเพศสัมพันธ์อะไรทำนองนั้น จนทำให้นักนิติศาสตร์บางสำนักออกคำฟัตวาว่าเป็นถ้อยคำที่อุตริกรรมและผิดหลักศาสนา หรือบางคนได้ออกคำวินิจฉัยว่า เป็นความหมายที่ลบลู่ศาสนาและผุ้ที่กล่าวบทกวีซูฟีถือว่าเป็นการออกนอกศาสนาเลยทีเดียว
หรือบางเวลาผู้นิยมในลัทธิซูฟีก็มีความสุดโต่ง ได้นำบทกวีที่พูดถึงความรักนั้นมาเสพและอ่านหรือเต้นระบำ ที่ไม่เคารพถึงนัยยะและความหมายทางรหัสยะนัยของบทกวีซูฟี ทำให้ถูกต่อต้านจากนักการศาสนาบ้างหรือถูกจับกุมบ้างจนทำให้ลัทธิซูฟีถูกมองภาพลบและถูกตราว่าเป็นพวกนอกรีต
ด้วยการเข้าใจถึงลัทธิซูฟีหรือกลุ่มก้อนหนึ่งที่ได้เกิดขึ้นทางประวัติศาสตร์ที่นิยมความลี้ลับและแสวงหาการชำระตนเองและกลุ่มก้อนนั้นยังคงธำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน บางคนได้นิยามว่า ลัทธิซูฟี คือกล่มที่บรรลุธรรมและเข้าถึงภาวะการรู้แจ้งเห็นจริงทางจิตวิญญาณ คือการเข้าถึงสัจธรรมด้วยรหัสยะนัย กอรปกับยึดหลักปรัชญาที่สามารถอธิบายต่อปรากฏการณ์ที่พวกเขาได้พบเจอได้ ซึ่งปรากฏการณ์เหล่านั้นถือว่าเป็นเอกลักษณ์ของผู้มีอารยธรรมและยังถือว่ามีอยู่ในทุกๆศาสนา
แนวคิดลัทธิซูฟีตั้งอยู่บนพื้นฐานของการแสวงหาการรู้จักองค์สัมบูรณ์เจ้า แสวงหาความรัก แสวงหาความเอื้ออาทรสูงสุดจากพระเจ้าเพียงผู้เดียว เป็นการแสดงออกที่งดงามตามวิถีแห่งรัก โดยปราศจากการคำนวณหรือการต่อรองใดๆ แต่เป็นการให้เข้าถึงพระเจ้าโดยแท้ที่ปรากฏขึ้นทางในและทางจิตวิญญาณ
แนวคิดแบบซูฟีได้ปรากฏเกิดขึ้นหลายพื้นที่และความเป็นซูฟีไม่ได้ถูกนิยามไว้ ณ สถานที่หนึ่งสถานที่ใด และประวัติศาสตร์ได้บันทึกถึงกลุ่มลัทธิซูฟีไว้น่าสนใจหลายแหล่ง เช่นในดินแดนเปอร์เซีย เราจะพบว่าแนวคิดแบบอิหร่านและนักซูฟีชาวอิหร่านมีจำนวนมากที่ทรงอิทธิพลต่อชาวโลก เป็นผู้มีบทบาทในการสร้างสรรค์ประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและอารยธรรมของโลกอิสลาม ซึ่งสิ่งนั้นเป็นตัวบ่งชี้ถึงหลักฐานและเครื่องหมายสำคัญที่แสดงออกถึง อำนาจ อิทธิพล และความสามารถอันยิ่งใหญ่ในการโน้มนำเข้าสู่อารยธรรมอิสลาม และยังได้ผลิตนักซูฟี ระดับแนวหน้าของวงการออกสู่สังคมภายนอก ดังที่เราได้รู้จักนามอันยิ่งใหญ่ของพวกเขา เช่น เมาลานา ญะลาลุดดีน รูมี ฮาฟีซ ชัมซุดดีน บายาซีฎ บัสตอมี อิมามฆอซซาลี อัลลาจญ์ มุลลาศ๊อดรอ และคนอื่นๆอีกจำนวนมาก พวกเขาเหล่านั้นเปรียนเสมือนดาวจรัสแสงแห่งวิชาการ ด้านรหัสยะนัย ด้านปรัชญา และหนึ่งจากเหตุผลของการใหลบ่าอารยธรรมด้านรหัสยะนัยสู่โลกภายนอกอย่างน่าชื่นชม เป็นเพราะว่าวัฒนธรรมอิสลามในแบบอิหร่านได้เปิดกว้างและรับฟังความคิดเห็นต่างพร้อมกับมีการยืดหยุ่น
ต่อมาในยุคหลังได้มีนักบูรพคดีหลายท่านอย่างเช่น นิโคลสัน ชาวอังกฤษและมาสซินอง ชาวฝรั่งเศสซึ่งได้ทำการศึกษาค้นคว้าอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับลัทธิซูฟีและรหัสยวิทยาแบบอิสลามและได้ทำให้พวกเขารู้จักลัทธิซูฟีอย่างลึกซึ้งต่างก็ได้ยอมรับอย่างเปิดเผยว่า อัลกุรอานและจริยวัตรแห่งศาสดามุฮัมมัดคือแหล่งที่มาพื้นฐานดุจหัวน้ำพุของรหัสยวิทยาแบบอิสลาม
นิโคลสันกล่าวว่า
“เราพบในคัมภีร์อัลกุรอานว่าอัลลอฮทรงตรัสว่า อัลลอฮคือแสงสว่างแห่งชั้นฟ้าทั้งหลายในโลกนี้ พระองค์คือแรกเริ่มสุดและพระองค์คือสุดท้าย ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ ทุกสรรพสิ่งนอกจากอัลลอฮคือความสูญสิ้น ฉันได้เป่าเข้าไปในมนุษย์ด้วยวิญญาณของฉัน เราได้สร้างมนุษย์และเรารู้ในสิ่งที่วิญญาณของเขากล่าวเพราะว่าเราใกล้ชิดเขามากกว่าเส้นเลือดที่คอหอยของเขา ไม่ว่าเจ้าหันหน้าไปทางทิศใด พระพักตร์ของอัลลอฮทรงอยู่ที่นั้น เขาผู้ซึ่งที่อัลลอฮไม่ทรงประทานแสงสว่างให้ไม่มีแสงสว่าง ไม่ต้องสงสัยเลยว่า รากเหง้าอันเป็นแหล่งที่มาของรหัสยะนัย(อิรฟาน)วางอยู่อย่างลึกซึ้งในโอการเหล่านี้ และสำหรับบรรดานักรหัสยะนัย(นักอาริฟ)ในยุคต้นๆนั้นอัลกุรอมิใช่เป็นเพียงแต่พจนารถของอัลลอฮ์เท่านั้น แต่มันยังเป็นวิถีทางที่จะให้บรรลุสู่ความใกล้ชิดต่อพระองค์ โดยการเคารพภักดีและการใคร่ครวญพิจารณาโองการในสว่นต่างๆของอัลกุรอานโดยเฉพาะโองการต่างๆที่ชี้แนะถึงการเดินทางขึ้นสู่เบื้องบน(อิสเราะห์เมียะร็อจญ์)ของท่านศาสนทูตนั้น บรรดานักรหัสยะนัยมุสลิมได้พยายามที่จะซึมซาบและสร้างคุณสมบัติทางด้านจิตวิญญาณแบบรหัสยะนัยของท่านศาสนทูต(ศ็อล)ให้เกิดขึ้นกับตัวเขาเอง”
อัลลามะฮฎะบะฎอบาอีย์ หนึ่งจากปราชญ์เรืองนามยุคปัจจุบันโลกชีอะฮ์ได้กล่าวว่า..
..”ความน่าสนใจและพลังแห่งการดึงดูดของแนวทางรหัสยะนัยอิสลาม ทำให้คนที่รู้จักในพระเจ้า มีความสนใจต่อโลกแห่งความสูงส่ง และจิตใจของเขาจะบรรจุไว้ซึ่งความรักที่มีต่ออัลลอฮเท่านั้น โดยปล่อยวางจากทุกสิ่ง พวกเขาจะออกห่างจากสิ่งที่เป็นโมฆะธรรม และนำตัวเขาเข้าสู่การภัคดีและการสรรเสริญต่อพระองค์ เป็นวิธีคิดและนำหลักปฏิบัติธรรมสู่การเป็นบ่าวที่แท้จริงต่อพระผู้เป็นเจ้า และทำลายกิเลสตัณหา ความอยากความต้องการ และยังได้ยกระดับจิตใจของตนเองให้หลุดพ้นจากโลกแห่งวัตถุ ไม่หลุ่มหลงต่อสิ่งใด ดังนั้นนักรหัสยะนัย(อาริฟ) หมายถึงบุคคลที่เคารพภัคดีต่อพระเจ้า ผ่านความรู้และเพราะความรักต่อพระองค์ ไม่ใช่การปฏิบัติเพื่อรางวัลตอบแทน หรือหวาดกลัวต่อบทลงโทษ เป็นผู้มีความสัมผัสพิเศษที่เข้าถึงรหัสยะภาวะ จิตของพวกเขาเกิดความรู้แจ่มแจ้งชัดเจน โดยไม่ต้องอาศัยการอ้างเหตุผล”(ชีอะฮในอิสลาม หน้า๑๒๐)







