ลักษณะบางประการของวัฒนธรรมจีน

ลักษณะบางประการของวัฒนธรรมจีน
รศ.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ต่อเนื่องยาวนานหลายพันปี คนจีนมีวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่ต่างกับประเทศอื่นๆ แม้ในปัจจุบัน ความคิดและอุปนิสัยของคนจีนก็ยังมีความแตกต่างกับคนในประเทศอื่นๆหลายประการ วัฒนธรรมและประเพณีที่สืบทอดกันมาเป็นเวลานานมีส่วนในการหล่อหลอมความคิด ความเชื่อและพฤติกรรมที่ของคนจีนในปัจจุบัน การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมที่สำคัญ ก็มีส่วนทำให้ความคิดความเชื่อและพฤติกรรมของคนจีนเปลี่ยนไป ประเพณีและขนบธรรมเนียมบางอย่างที่ล้าสมัยไปแล้ว ก็อาจมีการเปลี่ยนแปลงหรือเลิกล้มไป การรุกเข้ามาประเทศจีนของวัฒนธรรมตะวันตกเมื่อกว่าร้อยปีก่อน การเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบคอมมิวนิสต์ การปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ล้วนมีส่วนทำให้ความคิดความเชื่อและรูปแบบในการดำเนินชีวิตของคนจีนมีการเปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว วัฒนธรรมขนบประเพณีของคนจีนก็ยังมีความแตกต่างไปจากคนชาติอื่นมาก
ในที่นี้จะกล่าวถึงลักษณะเด่นบางประการของวัฒนธรรมจีน
1. จีนเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับประวัติศาสตร์
ประเทศจีนมีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีการบันทึกเรื่องราวในยุคสมัยต่างๆอย่างไม่ขาดตอน ประเทศจีนมีการจดบันทึกเรื่องต่างๆในประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและต่อเนื่อง กล่าวกันว่ามีการบันทึกประวัติศาสตร์อย่างเป็นรายลักษณ์อักษรมาเป็นเวลากว่าสามพันปี แม้คนจีนมักกล่าวว่าประเทศตนมีประวัติศาสตร์กว่า 5000 ปี แต่เรื่องราวในสมัยโบราณยุคแรกๆ มักมีลักษณะเป็นตำนานที่มีการเล่าขานกันโดยไม่มีการระบุกาลเวลาที่ชัดเจน
ในช่วงราชวงศ์เซี่ย(夏)และซาง(商)ก่อนคริสตศักราช2000 ปีหรือประมาณ 4000 ปีก่อน ก็มิได้มีการบันทึกเหตุการณ์อย่างละเอียด เพียงแต่ระบุชื่อของกษัตริย์บางองค์และเหตุการณ์สำคัญบางอย่างเท่านั้น มาถึงราชวงศ์โจว(周)เมื่อประมาณ 3000 ปีก่อน การบันทึกทางประวัติศาสตร์จึงมีความละเอียดชัดเจนมากขึ้น เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่ก็มีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เช่น อียิปต์ อินเดีย และประเทศในแถบตะวันออกกลาง ประวัติศาสตร์จีนมีรายละเอียดและมีความต่อเนื่องที่มากกว่า
เริ่มตั้งแต่ยุคเลียดก๊กในราชวงค์โจว(东周列国)ผู้ครองรัฐจะมีการแต่งตั้งขุนนางบันทึกเรื่องราวสำคัญในรัฐ หลังจากนั้นในราชวงศ์ต่างๆ ก็มีการบันทึกเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญอย่างต่อเนื่อง นอกจากประวัติศาสตร์ทางการแล้ว ในยุคสมัยต่างๆ ยังมีการจดบันทึกประวัติศาสตร์ในลักษณะอื่นในรูปบันทึกเหตุการณ์ นิทานและพงษาวดารอีกเป็นจำนวนมาก.
จากการศึกษาของนักประวัติศาสตร์จีน ยุคที่มีความสำคัญต่อการกำหนดวัฒนธรรมจีนในสมัยโบราณคือสมัยราชวงศ์โจว(周)ซึ่งรวมทั้งราชวงศ์โจวตะวันตก(西周)และโจวตะวันออก(东周)ที่เรียกกันว่าสมัยเลียดก๊ก(东周列国) เป็นสมัยที่เกิดความคิดหลายอย่างที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมจีน ในสมัยเลียดก๊ก มีนักปราชญ์หรือนักคิดที่เป็นผู้มีส่วนในการวางรากฐานวัฒนธรรมจีนอยู่หลายคน เช่น ขงจื๊อ(孔子)เล่าจื๊อ(老子)และเม่งจื๊อ(孟子)ทั้งยังมีนักปราชญ์สำนักอื่น เช่น สำนักกฏหมาย(法家) และสำนักกลยุทธการทำสงคราม(兵家)เป็นต้น (ปรัชญาความคิดของสำนักต่างๆในยุคนั้นจะมีการกล่าวถึงในตอนต่อๆไป)
2. ภาษาจีนมีลักษณะที่แตกต่างกับภาษาอื่น
อักษรในภาษาจีนมีการเขียนออกมาเป็นคำโดดๆโดยไม่มีตัวสะกด โดยตัวหนังสือแต่ละตัวมีความหมายของมันเอง แต่ในบางครั้งตัวหนังสือที่เขียนเหมือนกัน อาจมีความหมายหรือมีการออกเสียงที่ไม่เหมือนกันในลักษณะการใช้ในบริบทที่แตกต่างกัน.
จีนเป็นประเทศที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ คนจีนในแต่ละท้องที่มีการพูดภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ตัวหนังสือตัวเดียวกันเมื่ออ่านเป็นภาษาท้องถิ่นจะมีการออกเสียงที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเป็นภาษาเขียนแล้ว คนจีนในท้องถิ่นต่างกันก็จะมีความเข้าใจความหมายตรงกันแม้ออกเสียงไม่เหมือนกัน ดังนั้น ภาษาเขียนในประเทศจีนจึงไม่ถูกจำกัดโดยการมีภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างกัน นอกจากนั้น ภาษาจีนยังไม่ถูกจำกัดโดยกาลเวลาด้วย คนจีนในสมัยปัจจุบันยังสามารถอ่านหนังสือที่เขียนโดยคนในสมัยก่อนด้วยความเข้าใจ นอกจากตัวหนังสือบางตัวที่ปรากฏในยุคแรกๆของประวัติศาสตร์ซึ่งมีความแตกต่างกับตัวอักษรในปัจจุบันมาก
3. ความคิด ความเชื่อ และขนบธรรมเนียมประเพณี.
ความคิดและพฤติกรรมหลายประการของจีนได้มีการสืบทอดมาเป็นเวลานาน เช่น การเคารพบรรพบุรุษ การให้ความสำคัญกับครอบครัว และความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่มีฐานะต่างๆในครอบครัว โดยมีหลักการหรือหลักปฏิบัติที่ชัดเจน เช่น หลักหรือกฎระเบียบความสัมพันธ์ที่เรียกกันว่าสามหลักการ(三纲)คือพระมหากษัตริย์เป็นแกนหลักของขุนนางข้าราชการ(君为臣纲)สามีเป็นแก่นของภรรยา(夫为妻纲)และพ่อเป็นหลักของลูกๆ(父为子纲)คนจีนถือว่าความสัมพันธ์ภายในครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ เและต้องรักษากฎระเบียบในความสัมพันธ์นี้อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ คุณธรรมสำคัญประการหนึ่งของความประพฤติและอุปนิสัยของคนจีนคือความกตัญญูโดยเฉพาะความกตัญญูที่มีต่อพ่อแม่ของตนเอง
ในสมัยเลียดก๊ก รัฐต่างๆล้านมีศาลาเพื่อกราบไหว้บรรพบุรุษ และมีการทำพิธีกราบไหว้ทำความเคารพบรรพบุรุษอย่างเป็นทางการอย่างน้อยปีละครั้ง กษัตริย์ในราชวงศ์ต่างๆในสมัยต่อมาก็มีการทำพิธีกราบไหว้บรรพบุรุษในเทศกาลเช็งเม้ง(清明节)ในฤดูใบไม้ผลิและวันตังโจ่ย(冬至)ในฤดูหนาว
4. ความคิดในเรื่องจริยธรรมและกฎระเบียบของสังคม
คำสอนของนักปราชญ์โบราณ เช่น ขงจื๊อ(孔子)และเม่งจื๊อ(孟子)ที่เกี่ยวกับมารยาท จริยธรรม และกฎระเบียบในสังคม มีอิทธิพลต่อความคิดและความประพฤติของคนจีนชนชั้นต่างๆ โดยเฉพาะต่อผู้ที่มีโอกาสเรียนหนังสือและอ่านตำราของนักปราชญ์เหล่านี้ ที่พร่ำสอนความคิดที่เกี่ยวกับการเป็นคนดี มีมารยาท มีความซื่อสัตย์ทุจริต รักษาคำพูด เชิดชูความถูกต้อง และจงรักภักดีต่อประเทศชาติและวงศ์ตระกูล.
อย่างไรก็ดี ในประวัติศาสตร์จีน มีคนจำนวนมากที่แม้ได้ร่ำเรียนตำราที่เขียนโดยนักปราชญ์โบราณจนสามารถสอบเข้ารับราชการได้ และบางคนก็มีตำแหน่งใหญ่โต แต่กลับมีความคิดและความประพฤติที่แตกต่างกันมากกับสิ่งที่ได้ท่องจำกันมา และกลายเป็นคนที่ชั่วร้าย ไม่ซื่อสัตย์ มีความโลภโกรธ หลง อิจฉา และทำความเสียหายให้แก่ประเทศชาติและสังคม นอกจากนั้น เมื่อเวลาผ่านไปสภาพของเศรษฐกิจสังคมและการเมืองเปลี่ยนแปลงไป ความเชื่อความคิดและพฤติกรรมของคนจีนจำนวนมากก็ได้เปลี่ยนแปลงไปด้วย มาถึงปัจจุบัน คุณธรรมต่างๆที่นักปราชญ์โบราณได้สอนไว้แม้ยังมีการพูดกันมาก แต่ในทางปฏิบัติ ก็มิได้มีการยึดถือที่เคร่งครัดดังเช่นสมัยก่อน
5. ความเชื่อในศาสนา
คนจีนส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนาและไม่เชื่อในเรื่องพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกและดลบันดาลให้เกิดทุกสิ่งทุกอย่างในโลก ทั้งนี้มิได้หมายความว่าคนจีนไม่เชื่อโชคลางเลย ถ้าพิจารณาอย่างเคร่งครัดแล้ว ลัทธิหรือสำนักขงจื๊อ(儒家)และสำนักเล่าจื๊อหรือลัทธิเต๋า(道家)ที่มีส่วนในการกำหนดความเชื่อและความคิดของคนจีนเป็นเวลานานนั้นไม่ใช่ศาสนา และนักปราชญ์ที่เป็นศาสดาของสำนักเหล่านี้ก็ไม่ได้ถูกถือว่าเป็นพระเจ้า
ศาสนาต่างๆเช่นศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลามที่มีการเผยแพร่เข้ามาในประเทศจีนในสมัยต่างๆ แม้มีคนที่นับถือศรัทธาเป็นจำนวนไม่น้อย แต่คนจีนส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เป็นศาสนิกชนของศาสนาใดศาสนาหนึ่ง. อย่างไรก็ตาม การที่คนจีนส่วนใหญ่ไม่นับถือศาสนานั้น ไม่ได้หมายความว่าคนจีนจะไม่นับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆเลย คนจีนทั่วไปก็เชื่อโชคลางและมีการไหว้เจ้า พระภิกษุสงฆ์และเทพเจ้า มีประเพณีทำบุญและไหว้พระไหว้เจ้า ทั้งยังมีการนับถือวีรบุรุษในสมัยก่อนหรือแม้แต่ตัวละครในนิทานนิยายและตำนาน เช่น กวนอู(关羽)เจ้าแม่กวนอิม(观音大士)และเจ้าพ่อเฮ่งเจีย(孙悟空)ตลอดจนการกราบไหว้เจ้าที่(土地神) เทพเจ้าเฝ้าบ้านหรือผู้เฝ้าประตู(门神) และเทพเจ้าเตาไฟ(灶神)
เกษตรกรรมมีความสำคัญต่อสังคมจีนตั้งแต่สมัยโบราณ เทศกาลต่างๆของจีนมักเป็นไปตามสภาพดินฟ้าอากาศและฤดูการเพาะปลูก คนจีนมีความเกรงขามต่อปรากฏการณ์ธรรมชาติ และมีการนับถือบูชาฟ้า คำว่า”ฟ้า”ไม่ได้หมายถึงพระเจ้าหรือสวรรค์ แต่มีความหมายคล้ายพรหมลิขิต อำนาจที่กำหนดความเป็นไปของชีวิตและสิ่งอื่นๆในโลก หรือสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติ ในปรัชญาจีน มีการกล่าวถึงคำว่าฟ้าค่อนข้างมาก โดยเห็นว่าการกระทำของมนุษย์ต้องสอดคล้องกับหลักและกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติและไม่ควรฝืนธรรมชาติ แนวคิดอย่างหนึ่งที่สำคัญในปรัชญาจีนก็คือ “มนุษย์และธรรมชาติต้องมีความกลมกลืนกัน”หรือ”ธรรมชาติและมนุษย์รวมกันเป็นหนึ่ง”(天人合一)นอกจากนั้น ยังมีคำอื่นๆที่มีความหมายที่เกี่ยวของกับจริยธรรมและหลักธรรมชาติ เช่น คำว่าหลักธรรม(天理)จิตสำนึก(天良) ความสัมพันธ์ทางสายเลือด(天倫)และอายุขัย(天年)ล้วนมีคำที่มีความหมายว่า”ฟ้า”(天)รวมอยู่ด้วย กษัตริย์ในราชวงศ์ต่างๆก็เรียกตัวเองว่า”ลูกหรือโอรสของฟ้า”(天子) และเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆก็เป็นไปตามเจตนารมย์ของฟ้า(天意)ซึ่งมนุษย์ไม่สามารถทำอะไรที่ต่างจากนั้นได้.
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบบคอมมิวนิสต์ ความคิดหรือมโนทัศน์เกี่ยวกับฟ้าและการเคารพนับถือในธรรมชาติหรือกฏธรรมชาติ ก็ได้เปลี่ยนแปลงไปจากการเกรงกลัวฟ้าดินเป็น”มนุษย์สามารถชนะธรรมชาติ”หรือคนย่อมชนะฟ้า(ธรรมชาติ)ได้(人定胜天)ตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคม
6. กฎระเบียบ และเสรีภาพทางความคิด
ประเทศจีนมีการปกครองในระบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นเวลานาน ประชาชนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของสังคม โดยไม่มีความคิดในเรื่องเสรีภาพ เสมอภาคและประชาธิปไตยมากนัก แม้ในสมัยเลียดก๊ก การแสดงความคิดของนักวิชาการและประชาชนสามารถทำได้อย่างเสรี และนักปราชญ์จีนบางคน เช่น เม่งจื๊อ(孟子)และจวงจื่อ(荘子)ก็มีการกล่าวถึงความคิดในเรื่องเสรีภาพและประชาธิปไตยอยู่ไม่น้อย แต่ตั้งแต่ราชวงศ์ฉิน(秦)เป็นต้นมาซึ่งพระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ สามารถลงโทษคุณนางข้าราชการและประชาชนได้ตามพระราชอัธยาศัย ความคิดในเรื่องเสรีภาพ เสมอภาคและประชาธิปไตยจึงได้หายไปและประชาชนจีนมีความเคยชินกับการปกครองในระบอบเผด็จการมาเป็นเวลากว่า 2000 ปีแล้วจนมีความเคยชินในเรื่องถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพมากกว่าเมื่อเทียบกับคนในประเทศทางตะวันตก
7. ความคิด ความเชื่อและประเพณีที่ไม่ดีบางอย่าง
ความคิด และขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างที่มีอยู่ในสังคมจีนตั้งแต่สมัยโบราณมีความไม่สมเหตุสมผลอยู่มาก เพิ่งจะได้รับการแก้ไขบ้างหลังจากสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 แต่ความเชื่อและความคิดบางอย่างก็ยังฝังลึกอยู่ในใจของคนจีนจำนวนมาก เช่น การให้ความสำคัญแก่เพศชายมากกว่าเพศหญิงและความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศในลักษณะอื่น
ในสมัยก่อน ชายที่มีฐานะมีภรรยาหลายคนได้ สำหรับบุคคลทั่วไป ถ้าภรรยาไม่มีบุตร ก็สามารถหย่าขาดแล้วมีภรรยาคนใหม่ได้ ในขณะที่ผู้หญิงเมื่อมีสามีแล้วแม้เพียงแต่มีการหมั้นหมายแต่ยังไม่ได้ทำพิธีแต่งงานก็ไม่สามารถแต่งงานกับชายอื่นได้ เมื่อสามีเสียชีวิตไปแล้ว ก็ไม่ควรแต่งงานกับชายคนอื่นอีกแก่
แต่ก่อนนี้ สังคมจีนมีการแบ่งชนชั้นตามกลุ่มอาชีพเป็นนักวิชาการและข้าราชการ(士)ชาวไร่ชาวนา(农)ช่างฝีมือหรือคนงาน(工) และพ่อค้าวานิช(商)โดยกลุ่มนักวิชาการถือกันว่าเป็นผู้สูงส่งและพ่อค้าถูกมองว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ทำประโยชน์ต่อสังคม
สังคมจีนมีประเพณีการรัดเท้า(纏足)สตรีมาเป็นเวลากว่าพันปี ประเพณีนี้ไม่ทราบว่าเริ่มตั้งแต่สมัยไหน แต่กล่าวกันว่ามีสืบทอดมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซ่ง(宋)จนถึงปลายราชวงศ์ชิง(清)ในตอนต้นศตวรรษที่ 20 ขนบธรรมเนียมอีกอย่างนึงคือการเฝ้าศพ(อาจเป็นโลงศพ สุสานหรือหลุมฝังศพหรือป้ายชื่อของผู้เสียชีวิต)ของพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้วเป็นเวลาสามปี ในช่วงหนึ่ง ซึ่งอาจเป็นเวลานับ 1000 ปี ขุนนางข้าราชการเมื่อพ่อแม่เสียชีวิตไปแล้ว ต้องลาราชการไปเฝ้าศพที่บ้านของตนเป็นเวลาสามปี ประชาชนทั่วไปก็ไม่สามารถจัดงานมงคลหรือไปสอบเข้ารับราชการในช่วงสามปีนี้ แต่ขนบธรรมเนียมประเพณีบางอย่างก็ได้รับการแก้ไขเมื่อเวลาผ่านพ้นไป เช่น การจับคนที่ยังมีชีวิตไปฝังพร้อมกับกษัตริย์ที่เสียชีวิตไปแล้ว และการนำวัตถุสิ่งของที่มีค่าไปใส่ไว้ในสุสานซื้อหลุมศพของกษัตริย์ เป็นต้น
8. การเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมจีน.
วัฒนธรรม ประเพณี และความคิดของคนจีนมีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา คนจีนสามารถนำเอาวัฒนธรรมจากที่อื่นๆมาหลอมรวมเข้ากับสภาพการณ์ในประเทศของตน ในประเทศจีน คนเผ่าฮั่น(汉族)เป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ก็มีชนกลุ่มน้อยอยู่หลายสิบกลุ่มที่มีภาษาและวัฒนธรรมของตนเอง ชนเผ่าฮั่นได้ปกครองประเทศเป็นเวลานาน แต่ก็มีอยู่บางช่วงเวลาที่มีคนชนเผ่าอื่นเข้ามาปกครองประเทศ อาจเป็นเพียงพื้นที่บางส่วนหรือทั้งหมดเช่น ในยุคเหนือใต้(南北朝)ในศตวรรษที่ 18 มีรัฐชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ทางเหนือหลายรัฐ ในราชวงศ์ซ่ง(宋)อาณาจักรจิน(金)ซึ่งเป็นชนเผ่าแมนจูได้ครองพื้นที่ทางเหนือของประเทศจีนเป็นเวลาประมาณ 150 ปี ในราชวงศ์เหวียน(元) คนเผ่ามองโกปกครองประเทศประมาณ 100 ปี และราชวงศ์ชิง(清)ปกครองโดยชนเผ่าแมนจูเป็นเวลา 267 ปี แต่ชนกลุ่มน้อยต่างๆที่เข้ามายึดอำนาจการปกครองประเทศ ก็ไม่ทำให้ประเพณีและวัฒนธรรมจีนที่มีอยู่เดิมของชนเผ่าฮั่นต้องเปลี่ยนแปลงไปมาก ในทางตรงกันข้าม ชนกลุ่มน้อยที่เข้ามามีอำนาจในการปกครองประเทศได้ยอมรับวัฒนธรรมประเพณีโดยส่วนใหญ่ของชนเผ่าฮั่น ยกเว้นในบางเรื่อง เช่น การบังคับให้ประชาชนชาวจีนทุกคนต้องโกนหัวและไว้ผมเปียเช่นเดียวกับคนแมนจูในราชวงศ์ชิง.
แม้แต่ศาสนาพุทธ ที่นำเข้ามาจากอินเดีย เมื่อได้เผยแพร่เข้ามาจีนแล้ว ก็มีการดัดแปลงให้เข้ากับความคิดและความเชื่อที่มีอยู่เดิมในจีน เช่น การเน้นในเรื่องความกตัญูและกฎระเบียบสังคม.
การรุกเข้ามาของวัฒนธรรมตะวันตกในศตวรรษที่ 20 การเข้าปกครองประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์ และการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจเป็นระบบตลาดในปี 1978 ล้วนมีส่วนทำให้ความคิดความเชื่อและวัฒนธรรมของคนจีนมีการเปลี่ยนแปลงไป และหลอมรวมกับวัฒนธรรมจีนและความเชื่อความคิดบางอย่างของคนจีนที่มีอยู่เดิม จนกลายเป็นวัฒนธรรมจีนที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน.
ตั้งแต่ตอนปลายของราชวงศ์ชิงเมื่อประมาณ 200 ปีก่อน ก็เริ่มมีนักวิชาการหัวก้าวหน้าบางคนแปลหนังสือภาษาต่างประเทศออกเผยแพร่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นที่สนใจของชนชั้นปกครองและประชาชนทั่วไปมากนัก จนถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบกษัตริย์มาเป็นสาธารณรัฐในต้นศตวรรษที่ 20 วัฒนธรรมประเพณีและความรู้ความคิดของประเทศตะวันตกจึงมีการนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศจีนมากขึ้น.
ในปีค.ศ. 1919 ประเทศจีนเกิดเหตุการณ์สี่พฤษภาคม(五四运动) มีนักศึกษาและประชาชนเดินขบวนประท้วงรัฐบาล หลังจากนั้น ก็มีนักวิชาการหัวก้าวหน้าหลายคนนำเอาความคิดและค่านิยมของชาติตะวันตกเข้ามาเผยแพร่ในจีนและความคิดเรื่องเสรีภาพ เสมอภาค สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยก็ได้มีการกล่าวขวัญกันมากขึ้นในหมู่ประชาชน
อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่การปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองในปีค.ศ. 1911 จนถึงพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจในปีค.ศ. 1949 ประเทศจีนมีสภาวะบ้านเมืองที่ยุ่งเหยิงจากการแย่งชิงอำนาจของฝ่ายต่างๆภายในประเทศ การรุกรานของญี่ปุ่นและการต่อสู้ระหว่างพรรคก๊กมิตั๋ง(国民党)กับพรรคคอมมิวนิสต์(共产党).
หลังจากปีค.ศ. 1949 รัฐบาลจีนทีนำโดยเหมาเจ๋อตง(毛泽东) มีนโยบายที่เน้นในความคิดการต่อสู้ทางชนชั้นและการเร่งรัดการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรและอุตสาหกรรมที่ขัดแย้งกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองเกิดความเสียหาย โดยเฉพาะในช่วงที่เรียกกันว่า”การปฏิวัติทางวัฒนธรรม”(文化大革命)ซึ่งกินเวลานานถึง 10 ปี(ค.ศ. 1966-1976)
การปฎวัติวัฒนธรรมเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศจีนมาก นางเจียงชิง(江青) ภรรยาของเหมาเจ๋อตงและพรรคพวกได้ยุยงให้เยาวชนผู้ไร้เรียงสา ทำลายวัฒนธรรมและทำร้ายร่างกายผู้ที่เขาเห็นว่าเป็นศัตรูทางการเมืองโดยกล่าวหาว่าเป็นพวกปฏิกิริยา ข้าราชการจำนวนมากถูกปลดออกจากตำแหน่ง นักวิชาการ ครูอาจารย์และคำสอนทางนักปราชญ์โบราณถูกวิพากษ์วิจารณ์ โบราณสถานและโบราณวัตถุถูกทำลายลงมาก เศรษฐกิจจีนทุกภาคส่วนหยุดชะงักลง ประเทศชาติมีความวุ่นวายมาก “การปฏิวัติวัฒนธรรม”แท้ที่จริงแล้วจึงเป็นเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดผลเสียต่อวัฒนธรรมจีนมาก.
การปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจที่เริ่มตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1970 ก็มีผลกระทบต่อวัฒนธรรมจีนไม่น้อย สังคมจีนมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นลักษณะที่ใกล้เคียงกับระบบทุนนิยมมากขึ้น วัฒนธรรมตะวันตกได้เผยแพร่เข้าไปในจีนอย่างรวดเร็ว คนจีนสามารถสะสมทรัพย์สมบัติ นับถือศาสนา และรับรู้ความคิดและวัฒนธรรมจากต่างประเทศมากขึ้น ประเพณีของชาติตะวันตกบางอย่าง เช่นการฉลองเทศกาลคริสต์มาสและวันวาเลนไทน์ การแต่งกายและการกินอาหารแบบชาวตะวันตก ก็ได้เผยแพร่เข้ามาในจีนมากขึ้น.
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนก็พยายาเผยแพร่วัฒนธรรมจีนออกสู่นานาประเทศ เช่น ภาษาจีน การแพทย์แผนจีนและปรัชญาความคิดของนักปราชญ์จีนโบราณ ซึ่งบางคนเห็นว่าการทำสิ่งเหล่านี้ เป็นลักษณะหนึ่งของการสร้าง”อำนาจอ่อน”(软实力)ของประเทศจีน







