วิกฤตเลบานอนกับการเมืองโลกตะวันออกกลาง ตอนที่ 1

วิกฤตเลบานอนกับการเมืองโลกตะวันออกกลาง ตอนที่ 1
ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ชาวโลกเริ่มหันมาสนใจเลบานอนมากขึ้นจากเหตุระเบิดครั้งใหญ่สุด ชอ๊คโลกในกรุงเบรุตเมื่อวันที่ 4 ส.ค.2020 ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมากมายทีเดียว มีคนไร้ที่อยู่อาศัยนับหมื่นคนนั้น อีกทั้งสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพและมีความขัดแย้งสูงระหว่างกลุ่มก้อนการเมืองที่ซาอุดิอาระเบียให้การสนับสนุนกับกลุ่มฮิซบุลเลาะฮ์ บวกกับการกระหน่ำซ้ำเติมประชาชนขาวเลบานอนที่กำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจเลวร้ายอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้ประชากรหลายแสนคนอยู่ในสภาพยากจน ปัญหาด้านพลังงานและน้ำมันที่วิกฤตหนักหน่วง ประชาชนเข้าแถวรอเติมน้ำมันหลายกิโลเมตร จนเกิดกระแสต่อต้านรัฐบาล ทำให้ประชาชนไม่พอใจกับการบริหารประเทศ จึงมีการประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งใหญ่ที่สุดในรอบกว่าทศวรรษเลยทีเดียว
มีรายงานชิ้นหนึ่งกล่าวว่า “เลบานอน” กำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เลวร้ายที่สุด นับตั้งแต่สงครามกลางเมืองสิ้นสุดลงเมื่อ 30 ปีก่อน ที่ผ่านมาการเมืองในประเทศเต็มไปด้วยการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แสวงหาอำนาจและประโยชน์ให้กับพรรคพวกของตัวเอง
ปลายปี 2562 ธนาคารโลกคาดการณ์เศรษฐกิจของเลบานอนว่าหากสถานการณ์ในประเทศยังเต็มไปด้วยความวุ่นวาย รัฐบาลไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ชาวเลบานอนครึ่งหนึ่งของประเทศจะเผชิญกับความยากจนและอัตราการว่างงานจะสูงถึงร้อยละ 25 ซึ่งนี่คือการคาดการณ์ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19 และก่อนที่จะเกิดระเบิดในกรุงเบรุต ดังนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้อาจจะเลวร้ายกว่าตัวเลขคาดการณ์เอาไว้มากก็เป็นไปได้
ปัจจุบันชาวเลบานอนกำลังเผชิญกับค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ ข้อมูลชี้ชัดว่าเมื่อเดือน พ.ค.2563 ราคาอาหารและเสื้อผ้าในเลบานอนเพิ่มสูงถึงร้อยละ 190 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี พ.ศ.2562
นอกจากนี้เมื่อเดือน ต.ค. พ.ศ.2563 เลบานอนยังเผชิญปัญหาขาดแคลนสกุลเงินตราต่างประเทศ ทำให้เงินปอนด์เลบานอนอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเป็นทางการอยู่ที่ 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อ 1,500 ปอนด์เลบานอน แต่ในตลาดมืดพบว่าอัตราแลกเปลี่ยนสูงถึง 8,200 ปอนด์ทีเดียว ในขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือ GDP ของเลบานอน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาลดลงอย่างมาก โดยการคาดการณ์ของปี 2563 ติดลบอยู่ที่ร้อยละ 5 แต่นี่คือตัวเลขคาดการณ์ก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของ COVID-19
ขณะที่เศรษฐกิจเลบานอนย่ำแย่อยู่แล้วนั้น เลบานอนพบกับการเกิดการระบาดโควิด-19 และการล็อกดาวน์ทั่วประเทศเพราะพบตัวเลขผู้ติดเชื้อโควิด-19ที่สูงมาก เป็นการซ้ำเติมวิกฤตเศรษฐกิจเลบานอนให้ยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ และยังสะท้อนความไม่สมบูรณ์ของระบบสวัสดิการสังคม สาธารณสุข ทำให้ประชาชนเพิ่มความยากลำบากมากยิ่งขึ้นและยังทำให้เป็นอุปสรรคอย่างหนักต่อการบริหารจัดการของภาครัฐ เป็นปัญหาที่รุมเร้าเข้ามาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าดูอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (Debt-to-GDP) สูงที่สุดเป็นอันดับสามของโลก อัตราคนว่างงานอยู่ที่ 25% และเกือบหนึ่งในสามของประชากรมีรายได้ต่ำกว่าเส้นแบ่งความยากจน
นักร้องสาวชื่อดังสัญชาติเลบานอน เอลีซ่าได้เขียนผ่าทวิตเตอร์ว่า”จงปลดแอกจากอิหร่านออกจากเลบานอนได้แล้ว” ทำให้กระแสการต้านอิหร่านเกิดขึ้นอีกครั้ง ชี้ให้เห็นว่า เลบานอนวันนี้ได้ผูกติดกับอิหร่านและกลุ่มการเมืองที่ผูกติดกับซาอุฯกำลังสูญเสียอำนาจ ถึงแม้ว่ามีนักวิเคราะห์มองว่า การที่นักร้องสาวผู้โด่งดังมีคนติดตามมากกว่าสิบห้าล้านทั่วโลกมาพูดเช่นนี้ เพราะเธอเองมีความเห็นต่างกับกลุ่มฮิซบุลเลาะและเธอยังทำงานให้กับซาอุดิอาระเบียอีกด้วย เพราะมีปรากฎภาพของเธอที่ไปเล่นคอนเสิร์ตที่นครเจดดะฮ์ประเทศซาอุดี้ฯได้รับการตอบรับจากรัฐบาลซาอุดี้ฯอย่างดีและเธอยังได้นั่งร่วมสนทนากับคณะทูตของสหรัฐฯ ฝรั่งเศสในกรุงเบรุตอีกด้วย ดังนั้นไม่เป็นสิ่งที่แปลกที่เธอจะแสดงจุดยืนต่อต้านอิหร่านและอิซบุลเลาะฮ์ และถ้าดูประวัติของเธอแล้วนั้น เอลีซ่ามาจากครอบครัวชาวคริสต์ในเลบานอนที่อยู่ในพื้นที่การปกครองของฮิซบุลเลาะฮ์ พ่อของเธอเข้าร่วมพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามกับฮิซบุลเลาะฮฺ ดังนั้นนักวิเคราะห์มองว่าเธอคือผู้ทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียงให้ซาอุดิอาระเบียและสหรัฐฯในการต่อต้านอิหร่านที่เข้ามาอิทธิพลเหนือเลบานอน
ถึงแม้ว่าในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา การเมืองในเลบานอนได้เกิดภาวะแตกแยกและมีการกล่าวถึงผลกระทบของอิทธิพลอิหร่านและอิซบุลเลาะฮ์มากขึ้นก็ตาม และสหรัฐฯกับตะวันตกต้องการจะลดบทบาทฮิซบุลเลาะและอิหร่าน กดดันเลบานอนด้วยปัญหาเศรษฐกิจและบีบให้รัฐบาลเลบานอนกดดันให้ฮิซบุลเลาะฮ์ปลดอาวุธและให้เลบานอนออกห่างอิหร่าน แต่นักวิเคราะห์มอว่าเป็นเรื่องยากและไม่ง่ายเลยกับเงื่อนไขการเมืองในตะวันออกกลางวันนี้กับบทบาทของอิหร่านและอิซบุลเลาะฮ์ เพราะว่ารัฐบาลเลบานอนยังมีท่าทีที่ดีต่ออิซบุลเลาะและไม่ได้มองว่าอิซบุลเลาะคือต้วถ่วงความก้าวหน้าของประเทศ และยังเห็นถึงความเข้มแข็งของฮิซบุลเลาะฮ์ต่อการต้านอิสราเอลและการสนับสนุนให้กลุ่มฮามาสได้รับชัยชนะสงคราม๑๑วันที่ผ่านอีกด้วย
อย่างไรก็ตามซัยยิดฮะซัน นัสรุลเลาะฮ์ เลขาธิการใหญ่พรรคฮิซบุลเลาะฮ์ได้ออกปราศรัยและกล่าวถึงวิกฤติเงินเฟ้อและการขาดแคลนน้ำมันว่าจะหาทางออกในเรื่องนี้ให้กับชาวเลบานอน โดยการขอให้อิหร่านส่งน้ำมันให้กับเลบานอน ซัยยิดฮะซัน นัสนุลเลาะฮ์กล่าวว่า” เราจะเสนอให้อิหร่านขายน้ำมันให้กับเลบานอน และเราในฐานะของพรรคอิซบุลเลาะฮ์ จะขอไปเจราจากับอิหร่านเอง และเราจะแก้ปัญหาการคลาดแคลนและวิกฤติขาดเชื้อเพลิงให้กับชาวเลบานอน”
การเมืองเลบานอน
ถ้าย้อนดูประเทศเลบานอนจะเห็นว่าการจัดสรรอำนาจทางการเมืองนั้น ขึ้นตามกลุ่มศาสนาและนิกายโดยให้แก่กลุ่มศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเป็นผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ กลุ่มศาสนาคริสต์นิกายมาโรไนต์ จะได้รับตำแหน่งประธานาธิบดี กลุ่มนิกายสุหนี่ จะได้จัดสรรตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และกลุ่มนิกายชีอะฮ์ จะได้จัดสรรตำแหน่งประธานรัฐสภา การจัดสรรอำนาดังกล่าวเป็นไปตามข้อตกลงเมื่อปี 2486 นอกจากนี้ตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร 128 ตำแหน่ง ยังมีการจัดสรรอย่างเท่าเทียมระหว่างกลุ่มชาวคริสต์กับมุสลิม
การแบ่งอำนาจดูเหมือนจะดี แต่กลับเป็นชนวนสำคัญที่เอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน การสรรหาตำแหน่งมักจะพิจารณาจากนิกายทางศาสนามากกว่าคุณสมบัติที่เหมาะสม จนนำไปสู่การคอร์รัปชั่นในแต่ละนิกาย โดยมาร์วัน มัวเชอร์ รองประธานกองทุนการกุศลคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ กล่าวว่า “การคอร์รัปชันถูกทำให้เป็นประชาธิปไตย มันไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่คนเดียว แต่มันกระจายอยู่ในทุกคนภายในนิกาย”
นักการเมืองเลบานอนส่วนใหญ่มักจะรักษาผลประโยชน์ผ่านระบบพวกพ้องและอุปถัมภ์ โดยอิริก แวร์แดล ศาสตร์จารย์ประจำมหาวิทยาลัยซียอง โป ของฝรั่งเศส กล่าวว่า “ประชาธิปไตยของเลบานอนตั้งอยู่บนพื้นฐานของชุมชนและนิกายทางศาสนา แต่ความเป็นจริงกลับขึ้นอยู่กับผู้นำของแต่ละนิกายแทน”
นอกจากปัญหาด้านการทุจริตแล้ว ระบบการเมืองยังทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างพรรค ซึ่งมีขั้วอำนาจที่ต่างกัน กล่าวคือ ฝ่ายมุสลิมชีอะห์ เช่น พรรค Free Patriotic Movement (FPM) ของประธานาธิบดีมิเชล อูน คนปัจจุบัน มีความสัมพันธ์ที่ดีกับอิหร่านและซีเรีย และสนับสนุนกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ แต่สหรัฐและอิสราเอลกลับมองว่าฮิซบุลเลาะห์เป็นกลุ่มก่อการร้าย ขณะที่พรรคฝ่ายนิกายมุสลิมสุหนี่ เช่น พรรค Future Movement และพรรคของฝ่ายคริสต์นิกายมาโรไนต์ เช่น พรรค Lebanese Forces และพรรค Kataeb มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสหรัฐฯ ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่า ระบบการเมืองที่แบ่งแยกอำนาจแก่ 3 นิกายทางศาสนานั้น ไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อการบริหารภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังบีบให้ต้องมีการเลือกขั้วอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จนก่อให้เกิดความขัดแย้งอยู่ตลอดมา
ความหลากหลายทางศาสนาและนิกายทำให้เลบานอนกลายเป็นพื้นที่ตัวแสดงของตัวแทนทางการเมือง(Proxy) กรอปกับเลบานอนมีชายแดนติดกับอิสราเอลที่พยายามจะรุกคืบเข้ายึดพื้นที่ของเลบานอน ทำให้เกิดกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเพื่อปกป้องการรุกรานจากอิสราเอล จนทำให้กลุ่มการเมืองพรรคอิซบุลเลาะห์ถูกมองว่าเป็นกลุ่มการเมืองและมีกองกำลังทางทหารที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประเทศ
หากมองไปในอนาคตนับจากนี้ หนทางข้างหน้าของเลบานอนยังดูมืดมน หาทางออกไม่เจอ ตราบใดที่การเมืองในประเทศเป็นปัญหา แม้ว่าขณะนี้นี้เลบานอนจะได้รับเงินกู้จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ มาแล้ว 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 3.1 แสนล้านบาท รวมถึงความช่วยเหลือจากนานาชาติที่กำลังทยอยเข้ามา แต่สิ่งที่ชาวเลบานอนกังวลคือ เงินและความช่วยเหลือเหล่านี้จะตกถึงมือประชาชนที่เดือดร้อนจริงหรือไม่ หรือจะตกไปอยู่กับฝ่ายการเมืองที่แสวงหาผลประโยชน์จากความเดือดร้อนของประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่อีกข้อต่อรัฐบาลเลบานอนในวันนี้
เลบานอนเป็นประเทศที่ถูกกล่าวถึงอีกครั้งหลังจากที่การแทรกแซงของสหรัฐฯและพันธมิตรพยายามอย่างสุดเหวี่ยงเพื่อชิงพื้นที่ในวาระระหว่างประเทศคืนกลับมาให้ได้และมิให้อิทธิพลของอิหร่านแผ่ขยายมาถึง ขณะที่ผู้มีส่วนได้เสียชาวตะวันตกกำลังเบื่อหน่ายกับความเชื่องช้าของเจ้าหน้าที่รัฐของเลบานอนต่อการสนองต่อยุทธศาสตร์ของพวกเขา ดังนั้นทำให้ตะวันตกและสหรัฐฯกลับให้ความสนใจต่อ “ขบวนการฮิซบุลเลาะฮ์” เพิ่มมากขึ้นด้วยอิทธิพลที่มีสูงในภูมิภาค ตามข้อมูลจากแหล่งข่าวภายใน มีการพูดคุยกันมากมายในวงการทูตตะวันตกเกี่ยวกับบทบาทและการมีส่วนร่วมของฮิซบุลเลาะฮ์ในการเมืองในระหว่างประเทศและการต่อสู้ในซีเรีย รวมไปถึงการสกัดขั้นของกลุ่มไอเอสและต่อสู้อย่างหนักกับกลุ่มไอเอสในซีเรีย อีกทั้งสร้างขีดความสามารถที่ทรงศักยภาพในการให้ความช่วยเหลืออย่างมีประสิทธิภาพในอิรัก การต่อต้านกับสหรัฐฯและกลุ่มไอเอสที่ผ่าน และสหรัฐฯเองยังพูดถึงบทบาทของฮิซบุลเลาะฮ์กับการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกลุ่มฮามาสในการต่อสู้กับอิสราเอลที่ผ่านอีกด้วย ดังที่ได้เห็นบทบาทสงคราม๑๑วันที่ระหว่างฮามาสกับอิสราเอล นำชัยชนะให้กับฮามาสและการก้าวอย่างมียุทธศาสตร์มากขึ้นการรบกับอิสราเอล
ไม่ว่าจะชอบหรือไม่ ฮิซบุลเลาะฮ์ก็คือรูปลักษณ์ของภูมิทัศน์ทางการเมืองใหม่ของตะวันออกกลาง และเป็นพันธมิตรสำคัญของหนึ่งในสองแกนอำนาจที่กำลังก่อร่างขึ้นในภูมิภาคนี้ อันได้แก่ “แกนของอิหร่าน” ที่ได้การสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัสเซีย และการขยายยุทธศาสตร์ไปยังอิรัก ซีเรีย และเลบานอน ซึ่งเป็นปรปักษ์กันกับแกนของซาอุดิอาระเบีย
การก่อตั้งฮิซบุลลอฮ์ได้รับแรงบันดาลใจจากความสำเร็จในการปฏิวัติอิสลามในอิหร่านปี ค.ศ.1979 โดยอิมามโคไมนี โดยวัตถุประสงค์ในการก่อตั้งก็เพื่อปกป้องอนาธิปไตยของมุสลิม และปกป้องมาตุภูมิเลบานอนให้พ้นจากการรุกรานของรัฐอิสราเอล จริงๆแล้วฮิซบุลลอฮ์ก่อตั้งโดยกลุ่มอุละมาอ์ในพรรคอัลอะมัล(มุสลิมชีอะฮ์)มากก่อน พรรคอะมัลเป็นการเมืองของมุสลิมชีอะฮ์โดยผ่านการชี้นำทางการเมืองจาก ซัยยิด มูซา ศ็อดร์ นักเคลื่อนไหวชาวอิรัก ซึ่งต่อมาได้เคลื่อนไหวในเลบานอน โดยเชื่อมสัมพันธ์ทางศาสนาและนิกาย เน้นด้านศาสนสัมพันธ์และเรียกร้องให้ต่อต้านรัฐไซออนิสต์ หลังจากเมื่อพรรคฮิซบุลลอฮ์มีสมาชิกและฐานเสียงมากขึ้นอีกทั้งมีความเข็มแข็งมากกว่าพรรคอะมัล ทำให้กลุ่มชีอะฮ์ในเลบานอนหันมาสนับสนุนพรรคฮิซบุลเลาะฮ์และเข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างมากทีเดียว
ในช่วงแรกของการก่อตั้ง ฮิซบุลลอฮ์เป็นเพียงขบวนการต่อสู้ที่ยังไม่ถูกกฎหมาย เป็นขบวนการต่อสู้กับอิสราเอลที่ปกป้องมาตุภูมิของตนจากการรุกรานของอิสราเอล จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1985 จึงมีการประกาศสถานภาพของกลุ่มอย่างเป็นทางการต่อสาธารณชน เนื่องจากพรรคฮิซบุลลอฮ์เน้นนโยบายอิสลามที่สนับสนุนความปรองดองระหว่างชาวเลบานอน เคารพสิทธิเสรีภาพของทุกศาสนาและลัทธิ และต่อสู้การรุกรานของอิสราเอล ฮิซบุลลอฮ์จึงเป็นที่ยอมรับของชาวเลบานอน เลขาธิการใหญ่ของพรรคคนแรก คือ เชค ศุบฮีย์ อัฏตุฟัยลีย์ (1989-1991) และ ซัยยิด อับบาส อัลมูสะวีย์ (1991-1992) ที่ถูกอิสราเอลลอบสังหาร และซัยยิด ฮะซัน นัศรุนเลาะฮ์ คือเลขาธิการใหญ่ของฮิซบุลเลาะฮ์คนปัจจุบัน







