INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ระลึกอิมามโคมัยนี  : นวัตกรรมทางความคิดอิมามโคมัยนี ตอนที่ 2

 

636033908475625637

ระลึกอิมามโคมัยนี  : นวัตกรรมทางความคิดอิมามโคมัยนี ตอนที่ 2

 

ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน

อาจารย์ประจำคณะรัฐประศาสนศาสตร์   วทส.

 

นวัตกรรมทางความคิดอิมามโคมัยนี

อิมามโคมัยนี ได้สร้างนวัตกรรมทางความคิดไว้อย่างน่าสนใจจนกลายเป็นกรอบแนวคิดที่สำคัญในยุคต่อมา ไม่ว่าในด้านการเมือง  สังคม ศาสนาและวัฒนธรรม เป้าหมายของการให้กรอบแนวคิดเหล่านั้น เพื่อนำมาใช้ชี้นำสังคมและใช้มันเพื่อการควบคุมจิตใจ

อิมามโคมัยนีมีความก้าวหน้าทางด้านการใช้สติปัญญาอันสูงส่ง  เป็นนักปรัชญาที่มีหลักคิดต่อเรื่องภาววิทยาและจักรวาลวิทยาตั้งอยู่บนกรอบของสำนักปรัชญาปรีชาญาณสูงส่ง จนทำให้องค์ความรู้ในทุกๆด้านของอิมามโคมัยนีถูกสังเคราะห์ออกมาเป็นนวัตกรรมทางความคิด และสู่ความจริงเชิงรูปธรรม ซึ่งท่านอิมามโคมัยนีได้ทำให้เป็นที่ประจักษ์ว่า “องค์ความรู้” สามารถจะสร้างนวัตกรรมได้ จนปรากฏเป็น”ความจริงเชิงรูปธรรม”

อิมามโคมัยนีประสบความสำเร็จทุกๆสนามการต่อสู้ ไม่ว่าจะเป็นสนามการต่อสู้ที่เป็นสนามใหญ่”ญิฮาดุลอักบัร”(การต่อสู้กับภาวะจิต) หรือสนามการต่อสู้สนามเล็ก(ญิฮาดอัสฆ๊อร) การต่อสู้กับศัตรูภายนอก  จนทำให้เป็นที่ประจักษ์หนึ่งว่า การต่อสู้นั้นต้องไปควบคู่กับไปทั้งสนามใหญ่(การต่อสู้ทางจิต)และสนามเล็ก(การต่อสู้กับศัตรูภายนอก) และเกิดแรงบันดาลใจแก่นักต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ทั้งหลายว่า สิ่งนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปได้และจะต้องเดินไปตามวิถีนั้นถึงจะเป็นอารยบุคคล

แนวคิดทางการเมืองที่ได้ถูกถ่ายทอดจากนักคิดหรือนักปรัชญาการเมือง ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กับกระบวนการความคิดใจเชิงปรัชญาและญาณวิทยา หรือแม้แต่ในมุมมองทางด้านของมานุษยวิทยายังมีผลในเชิงทฤษฎีและการปฏิบัติโดยนำมาเป็นกรอบแนวคิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  ดังนั้นจะเห็นได้ว่านักวิชาการด้านการเมืองหรือนักคิดด้านปรัชญา และนักปรัชญาการเมืองไม่ว่าจะเป็นนักปรัชญาการเมืองในแวดวงอิสลามหรือไม่ใช่อิสลามก็ตามต่างก็มีมุมมองทางด้านการเมืองอยู่ในตัวของพวกเขา  เพราะว่าจากการยึดกรอบความคิดทางปรัชญาดังกล่าวจะมีผลสะท้อนของกรอบแนวคิดและหลักคิดที่กล่าวมาข้างต้น  โดยที่เขานั้นอาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวหรืออาจจะส่งผลทางตรงหรือทางอ้อมต่อหลักคิดของเขา   ดั่งที่จะเห็นตัวอย่างจากแนวคิดทางปรัชญาการเมืองอบูนัศร์ อัลฟารอบี(Al-Farabi)  ที่ได้ถ่ายทอดออกมาอย่างแหลมคมนั้น อยู่ภายใต้หลักญาณวิทยาและหลักปรัชญา  ซึ่งผ่านกรอบชุดความคิดในเรื่อง”ผู้นำที่ดี” ในการปกครองนครแห่งอารยะ”(อัลมะดีนะอัลฟาฎิละฮ์) และสู่รูปธรรมจริงของการปฎิวัติในอิหร่านปี1979 โดยบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ อิมามโคมัยนี

หลังจากปี ค.ศ. 1979  เป็นต้นมาประเทศอิหร่านได้มีการปกครองแบบสาธารณรัฐอิสลาม จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางทีเดียว มีการสมรู้ร่วมคิดของตะวันตกและชาติมหาอำนาจ ที่ไม่ปรารถนาที่จะเห็นการเติบโตของอิหร่าน  โดยกลุ่มประเทศมหาอำนาจนั้นได้ถือว่าอิหร่านคือภัยคุกคาม พวกเขาพยายามหาเหตุหรือสร้างเหตุจูงใจที่จะทำลายสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านจากวันนั้นจวบจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว  ผู้นำสูงสุดของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่าน คนปัจจุบัน อายาตุลลอฮ์ ซัยยิด อะลี คามาเนอี ได้ชี้ถึงความหลากหลายของภัยคุกคามและหนึ่งของภัยคุกคามวันนี้ คือสหรัฐอเมริกาที่มีความมุ่งร้ายต่อระบอบการปกครองอิสลาม  ดังนั้นถ้าสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านไม่มีอำนาจและอิทธิพลที่แข็งแกร่งเพียงพอ  บรรดาผู้ประสงค์ร้ายต่ออิหร่านคงไม่เร่าร้อนและโกรธเป็นผืนเป็นไฟดั่งที่เป็นอยู่  ปัจจุบัน   และการปฏิวัติครั้งนี้ยังคงเป็นต้นแบบ สำหรับนานาประเทศในการจะยืนหยัดอยู่กับความยุติธรรมและการต่อสู้ทางเมืองอีกทั้งจะเป็นต้นแบบแก่มนุษยชาติ ที่ได้ตื่นตัวขึ้นมาเพื่อเรียกร้องอิสรภาพและศักดิ์ศรีของการเป็นพลเมืองและการมีสิทธิ์ในการเลือกระบอบการปกครองและระบอบทางการเมืองของตนเองอย่างมีเสรีภาพ

หรือจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากชาติมหาอำนาจต่อรัฐอิสลามในอิหร่าน ก็เป็นอีกปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจในยุคปัจจุบัน จนทำให้เกิดการเชื่อมโยงถึงกรอบความคิดทางการจัดตั้งรัฐถะแบบรัฐอิสลามในอิหร่านโดยพิมพ์เขียวของอิมามโคมัยนี ดังที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาในยุค ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้แสดงจุดยืนต่ออิหร่านและได้ถูกกล่าวหาว่าเป็น “รัฐสนับสนุนการก่อการ้าย” และ อิหร่านพยายามแสวงหา การครอบครองอาวุธร้ายแรงและเป็นภัยคุกคามต่อภูมิภาคตะวันออกกลาง ในปี 2001 องค์กรจารกรรมกลางของสหรัฐรายงานว่าอิหร่านกำลังพัฒนาอาวุธร้ายแรงและขอความช่วยเหลือจากจีนและรัสเซีย  และต่อมาในปี2007 สหรัฐอเมริกาเพิ่มมาตรการลงโทษทางเศรษฐกิจ  ต่ออิหร่านในข้อหา “ให้การสนับสนุนการก่อการร้าย” และพยายามพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์  ทั้งๆที่ไม่มีหลักฐานอันชัดแจ้งหรือเป็นที่ยืนยัน แต่เป็นเพียงข้อกล่าวหาและการสงสัยเพื่อเป็นข้ออ้างเท่านั้น

นางเฮลลารี คลินตัน ได้กล่าวถึงอิหร่านไว้หนังสือพ๊อกเค๊ดบุคชื่อ”Hard Choices by Hillary Clinton”และได้วิจารณ์อิหร่านและพูดถึงปัญหานิวเคลียร์ของอิหร่านว่าเนื่องจากความกร้าวและความไม่มีบุคลิกการประณีประณอมของอิหร่านและความไม่จริงใจของอิหร่านเอง    เธอกล่าวว่า”ไม่มีเหตุผลเลยในการจะไว้วางใจอิหร่าน และอิหร่านจะฉวยโอกาสนี้เตะถ่วงและเบี่ยงเบนความสนใจ การเจรจาครั้งใหม่อาจกลายเป็นเหมือนเขาวงกต ที่อิหร่านจะใช้เพื่อซื้อเวลาในขณะที่เข้าใกล้เป้าหมายของการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ที่จะเป็นภัยคุมคามต่ออิสราเอล บรรดาประเทศเพื่อนบ้านและต่อโลกด้วย”

ไม่เป็นสิ่งที่แปลกเลยนักปรัชญาและนักคิดร่วมสมัยคนสำคัญของยุโรป ศาสตราจารย์ มิเชล ฟูโกต์เขาได้เขียนเกี่ยวกับการปฏิวัติอิหร่านเมื่อปี ค.ศ. 1978 และ 1979 นั้น เป็นบทความที่ได้รับการถกเถียงโต้แย้งมากที่สุด สี่สิบปีที่ผ่านมานี้ เขาถูกกล่าวหาว่าเพิกเฉยต่อความชั่วร้ายของรัฐอิสลาม ความจริงก็คือว่า ฟูโกต์นั้นหลงไหลในมิติด้านศาสนาของการลุกฮือครั้งนั้นของการปฏิวัติในอิหร่าน โดยจากการบันทึกบทสัมภาษณ์ในรายงานข่าวของ Nouvel Observateur ตีพิมพ์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 1978 ฟูโกต์นั้นถึงขั้นได้สรรเสริญยกย่องการปฏิวัติในอิหร่านว่าเป็นน “การเมืองแบบจิตวิญญาณ”

มิเชล ฟูโกต์ คุณได้เขียนใน “le Nouvel Observateur” ในรายงานข่าวเรื่องอิหร่าน ว่าประเทศนี้กำลังแสวงหาสิ่งที่ชาวตะวันตกสูญเสียไปตั้งแต่ยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการและยุควิกฤติของคริสตศาสนา สิ่งนั้นคือสิ่งที่คุณเรียกว่า “การเมืองแบบจิตวิญญาณ”

มิเชล ฟูโกต์ กล่าวว่า  “ผมพยายามจะหาคำตอบ ว่าอะไรเคยเป็นพลัง และยังเป็นพลังอยู่ทุกวันนี้ ที่ทำให้ประชาชนมือเปล่า ไร้อาวุธ ลุกขึ้นมาต่อสู้กับระบอบอันชั่วร้าย โหดเหี้ยม และแข็งแกร่งอย่างมาก เนื่องจากระบอบนั้นมีกองทัพ มีตำรวจที่ใหญ่คับฟ้าหนุนหลังอยู่ ผมไม่รู้ว่าประชาชนมีอาวุธไหม แต่ถ้ามีก็แสดงว่าพวกเขาซ่อนมันไว้เป็นอย่างดี หรือไม่ก็มีไม่มาก เพราะพวกเขาไม่เห็นจะใช้มัน ในขณะที่ทุกวันมีประชาชนเสียชีวิตหลายสิบคน ดังนั้นอะไรเล่า ที่เป็นพลังให้พวกเขา เป็นแรงผลักดันอันรุนแรง ดื้อรั้นต่อเนื่อง และเสริมสร้างขึ้นมาใหม่ได้ทุกวัน เป็นพลังที่ทำให้คนลุกฮือและยอมรับการเสียสละ ซึ่งเป็นการเสียสละของปัจเจกเหล่านั้นเอง และยอมรับความตาย?

มิเชล ฟูโกต์กล่าวอีกว่า: ชาวอิหร่านก็สามารถพูดอย่างง่ายๆ ไม่ใช่หรือ ว่า ”พวกเราไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ (แบบตะวันตก) ผมขอพูดนิดหน่อยเกี่ยวกับการไปสู่ความเป็นสมัยใหม่ (modernization) สิ่งที่อิหร่านกำลังปฏิเสธ ซึ่งตรงกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในตุรกีในช่วงสัปดาห์นี้ ไม่ใช่ความเป็นสมัยใหม่ แต่เป็นการปฏิเสธสิ่งโบราณคร่ำครึ ซึ่งเรียกว่า “เคมาลนิยม” (kemalnism) ในที่นี้หมายถึงการประกอบสร้างสังคมอิสลามที่หยิบยืมรูปแบบบางส่วนจากตะวันตก ซึ่งถูกกำหนดมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1920 โดยเคมาล อตาเติร์ก (Kemal Atatürk) ราชวงศ์ปาห์ลาวีในอิหร่านนั้นอ้างถึงรูปแบบนี้อย่างโจ้งแจ้งจนถึง ค.ศ 1938 – 1940 และอ้างถึงโดยอ้อมตลอดมา”

ความจริงก็คือ สำหรับประชากรส่วนใหญ่ของอิหร่าน ตั้งแต่ปัญญาชนจนถึงกรรมกรในโรงงานของเมืองอาบาดาน (Abadan) ตั้งแต่พ่อค้าในตลาดกรุงเตหะรานจนถึงชาวนาในแคว้นตะวันออกของอิหร่านอันห่างไกลที่สุดจากศูนย์กลาง พวกเขาเหล่านี้สนับสนุนคนอย่างโคมัยนี และโดยทั่วไปแล้ว ก็สนับสนุนผู้นำทางศาสนาและศาสนาอิสลาม พวกเขาเรียกร้องรูปแบบการใช้ชีวิตอีกแบบ ที่ไม่ใช่รูปแบบโบราณอันต่างจากรูปแบบสมัยใหม่ แต่เป็นรูปแบบการใช้ชีวิตที่จำเพาะและผูกโยงกับศาสนา

อะไรคือจิตวิญญาณ? ผมเชื่อว่ามันคือวิถีปฏิบัติที่ทำให้มนุษย์ก้าวข้าม เปลี่ยนแปลง แตกหัก และปฏิเสธสภาวะปัจเจกของตัวเอง ปฏิเสธสถานะผู้อยู่ใต้บงการ  ของตนเอง มันไม่ใช่หมายถึงการเป็นผู้ถูกกระทำของอำนาจทางการเมือง อย่างที่เราเชื่อกันถึงทุกวันนี้ เพียงอย่างเดียว หากแต่หมายถึงการต้องขึ้นต่อความรู้ ประสบการณ์ และความเชื่อด้วย สำหรับผม ดูเหมือนว่าความเป็นไปได้ที่จะลุกฮือขึ้นมาจากตำแหน่งผู้อยู่ใต้บงการ ที่ถูกกำหนดโดยอำนาจทางการเมือง อำนาจศาสนา กฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดต่างๆ ความเชื่อ ความเคยชิน โครงสร้างทางสังคม ฯลฯ นั้นคือเรื่องของจิตวิญญาณ กล่าวคือ เราได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวเราเองอีกต่อไป เป็นที่รู้กันว่า ศาสนาทั้งหลายนั้นมีโครงสร้างที่เปิดรับรูปแบบและปฏิบัติการทางจิตวิญญาณที่หลากหลาย แต่ขณะเดียวกันมันก็มีข้อจำกัด ศาสนานั้นกำหนดชัดว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเราให้กลายเป็นอะไร เพื่อไปสู่จุดไหน เพื่อมีสถานะแบบไหน ฯลฯ ความจริงก็คือ ศาสนานั้นกำหนดขอบเขตกฎเกณฑ์ของจิตวิญญาณ

สิ่งที่ผมต้องการจะบอกก็คือ แน่นอนว่าประชาชนชาวอิหร่านนั้นประสบกับความลำบากทางเศรษฐกิจ การกดขี่ของระบอบตำรวจ การปล้นสะดมทรัพยากรธรรมชาติต่อหน้าต่อตาพวกเขาทั้งโดยกลุ่มคนที่อยู่ในอำนาจและโดยพวกอเมริกัน แต่สิ่งที่เราสนใจก็คือ อะไรคือรูปแบบที่ชาวอิหร่านใช้ตอบสนองต่อสิ่งเหล่านี้ เป็นที่แน่ชัดว่าศาสนาอิสลามในขณะนี้เป็นสิ่งเดียวที่เข้ามาหนุนเสริมความต้องการเชิงจิตวิญญาณของพวกเขา นั่นหมายถึงความต้องการที่จะเป็นอย่างอื่นที่ตัวเองไม่ได้เป็น คือเป็นรูปแบบที่เป็นรูปธรรม แน่ชัด และจัดระบบเป็นขบวนการทางการเมืองได้

ผมคิดว่าการใช้จิตวิญญาณมาเป็นแนวทางในการลุกฮือของผู้ถูกกดขี่นั้นเกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์โลกร่วมสมัยอยู่เหมือนกัน มันสะท้อนความล้มเหลวของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ เป็นความล้มเหลวของการสถาปนารัฐที่มีเหตุมีผลและรับประกันความสุขของปัจเจกชน นี่คือเหตุผลที่คนแสวงหาจิตวิญญาณ และถ้าขบวนการต้องหยิบใช้อะไรสักอย่าง พวกเขาก็หยิบใช้ศาสนา (*แปลโดย ดิน บัวแดง จากต้นฉบับภาษาฝรั่งเศส “Michel Foucault, l’Iran et le pouvoir du spirituel: l’entretien inédit de  1979” ของ Eric Aeschimann)(บางส่วนจากบทความต้นฉบับเผยแพร่ครั้งแรกในเว็ปไซต์ BibliObs วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2561 (เข้าถึงได้จาก https://bibliobs.nouvelobs.com/idees/20180207.OBS1864/michel-foucault-l-…) และตีพิมพ์ฉบับย่อในนิตยสาร ]L’obs ฉบับวันที่ 8-14 กุมภาพันธ์ 2561)

นวัตกรรมทางความคิดอิมามโคมัยนีไม่ได้ส่งผลกระทบในแวดวงของมุสลิมเท่านั้น แต่ยังได้สร้างความสนอนสนใจไปยังทุกๆประเทศและทุกๆแวดวงเลยทีเดียว แม้กระทั้งในแวดวงของผู้นิยมการปกครองแบบแซคคิวล่าริสม์(Secularism)ฆราวาสนิยม โดยถือว่าศาสนาเป็นตัวถ่วงในการบริหารทางการเมือง จึงได้เกิดกระแสการเมืองแบบแยกออกจากศาสนา

การปฎิวัติอิสลามในอิหร่าน โดยอายาตุลลอฮ์ อิมามโคมัยนีทำให้กระแสของลัทธิฆราวาสนิยมในยุโรปต้องหันมาทบทวนวาทกรรมและปรัชญาการเมืองกันใหม่  โดยที่กลุ่มประเทศนิยมการเมืองแบบฆราวาสเชื่อว่ามาตลอดว่าศาสนาคือยาพิษของการปกครอง  แต่เมื่ออิมามโคมัยนีได้ฟื้นคืนชีพบทบาททางศาสนาในมิติการปกครอง โดยนำรัฐธรรมนูญที่เป็นหลักการทางศาสนาและประมุขสูงสุดเป็นนักบวช เป็นปราชญ์ ทำให้นักปรัชญาตะวันตกที่นิยมลัทธิฆราวาสนิยม เช่น ฮาเบอร์มาส ซึ่งในตอนแรกๆของการล่มสลายของการปกครองกษัตริย์ ชาฮ์ ปาเลวีแห่งอิหร่าน ไม่ค่อยจะกังวลสักเท่าไหร่  จนท้ายที่สุด การขึ้นมามีอำนาจของรัฐอิสลามแห่งอิหร่านที่ได้นำระบอบการปกครองแบบเทวธิปไตย ศาสนาไม่แยกออกจากการเมือง ถือว่าได้สร้างความสั่นสะเทือนให้กับการเมืองเศรษฐกิจสังคมที่ถูกกำกับด้วยความคิด”secular”ทีรัฐกับศาสนาไม่ได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทำให้พลังทางศาสนาการเมืองอิสลามในปลายศตวรรษที่๒๐ หวนกลับมีพลัง ซึ่งเคยถูกกล่าวกันว่า อิสลามเป็นแกนแห่งความชั่วร้าย  ดังนั้นการสร้างนวัตกรรมทางเมืองของอิมามโคมัยนี เป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของลัทธิฆราวาสนิยมอีกทั้งยังได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับคำสอนอิสลามในเรื่อง”ศาสนาไม่แยกออกจากเมือง”ได้อย่างเป็นรูปธรรมที่โลกจะต้องศึกษาและเรียนรู้ต่อไป

ดังนั้นสามารถกล่าวได้ว่า อิมามโคมัยนีเป็นบุคคลที่ถูกกล่าวถึงและเป็นที่ถูกยอมรับทั้งมิตรและศัตรูที่ได้รับอิทธิพลจากการปฏิวัติของเขามากที่สุดในศตวรรษนี้  อิมามโคมัยนีถูกเอ่ยถูงในฐานะผู้ชุบชีวิตแห่งคุณค่าทางมุนษยชาติและเป็นบุรุษแห่งศาสนาและจิตวิญญาณ  และเป้าหมายทั้งหมดนั่นคือ  การเรียกร้องสู่แนวทางแห่งศานติ  และนำทางประชาชาติออกจากความมืดสู่แสงสว่างในทุกมิติและทุกด้าน.

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *