อารยธรรมอิสลามกับวิทยาการด้านปรัชญาและตรรกวิทยา ปรัชญาอิสลาม : อัตลักษณ์และคุณค่าทางปัญญา ตอนที่ 3

อารยธรรมอิสลามกับวิทยาการด้านปรัชญาและตรรกวิทยา
ปรัชญาอิสลาม : อัตลักษณ์และคุณค่าทางปัญญา(ตอนที่๓)
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
แหล่งกำเนิดปรัชญาอิสลาม
ความคิดทางปรัชญาและศาสตร์ทางปรัชญามิได้เป็นสิ่งที่ตกลงมาจากฟ้าหรือถูกขุดเจอใต้ดินอะไรทำนองนั้น และมิได้ผุดขึ้นมาจากพื้นดินหรือท้องมหาสมุทร แต่ทว่าปรัชญามันเกิดจากสติปัญญาของมนุษย์เอง ที่ทำปฏิกริยาต่อสิ่งแวดล้อมและผ่านการขบคิดและไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผล ในช่วงเริ่มต้นอาจจะแสดงออกโดยการตั้งคำถาม และความพยายามแสวงหาคำตอบสลับกันเรื่อยมา และเริ่มตั้งแต่มีมนุษย์จนถึงวันนี้ มนุษย์ทุกคนเป็นนักปรัชญาโดยชาติกำเนิด เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์ปัญญา เมื่อไหร่ที่เกิดคำถามและข้อสงสัย มนุษย์จะพยายามแสวงหาคำตอบ จะได้รับคำตอบแบบสมบูรณ์หรือแค่บางส่วนก็แล้วแต่ พรสวรรค์ที่แต่ละคนได้รับจากธรรมชาติ คนทั่วไปมีปฏิกริยาอย่างกว้าง ๆ หยาบ ๆ เรียกว่ามีปรัชญาระดับสามัญ และเป็นนักปรัชญาระดับสามัญ บางคนมีพรสวรรค์พิเศษในเรื่องนนี้ จึงมีปฏิกริยาลึกซึ้ง หลักแหลม ละเอียดละออ ละเมียดลมัย พวกนี้มีปรัชญาระดับวิชาการ และเป็นนัก ปรัชญาระดับนักปราชญ์ทางปรัชญา ที่เราเรียก”นักปรัชญา” เรามักจะ หมายถึงบุคคลกลุ่มนี้ เป็นพวกที่ได้เห็นคำถามใหม่หรือคำตอบใหม่ หรือ ทั้ง 2 อย่าง ซึ่งเป็นที่รับรู้กันในวงนักปราชญ์ว่าสำคัญและมีประโยชน์ต่อ มนุษยชาติ
ต่อมามนุษย์มีความกังวลใจและเกิดภาวะการไร้จุดหมายของชีวิต ถือว่าเป็นภาวะสำคัญยิ่งของมนุษย์ที่จะต้องแสวงหาคำตอบของชีวิตให้เจอ และผลกระทบนั้นมิใช่เกิดกับปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีผลต่อปัญหาทางสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้แต่ลัทธิต่างๆทางการเมืองหรือลัทธิทางศาสนาก็เจอปัญหานี้ และความวิตกและความกังวลของสังคมต่อการดำเนินชีวิตที่ไร้ทิศทางและไม่มีคำตอบที่สร้างความเชื่อมั่นได้ ก็ยิ่งทำให้สังคมตกอยู่ในภาวะของความสับสนและไร้ทิศทาง ดังนั้นปรัชญาคือกุญแจหนึ่งที่จะนำพามนุษยชาติและสังคมสู่แสงสว่างและให้มนุษย์มีเป้าหมายในชีวิตมีหลักคิดที่เป็นเหตุเป็นผล ซึ่งนั่นแหละ การมีหลักคิดแบบปรัชญา
อีกหนทางหนึ่งในการรู้จักถึงความสำคัญและความจำเป็นต่อปรัชญาและอภิปรัชญา คือ แท้จริงปรัชญาเป็นศาสตร์ที่ให้คุณค่าและความสูงส่งต่อความเป็นมนุษย์ คือว่า รากฐานของความเป็นมนุษย์ และการเข้าถึงแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ คือการผ่านกระบวนทัศน์เชิงปรัชญาอย่างถูกวิธีนั่นเอง กล่าวคือสัตว์ทุกประเภท มีคุณลักษณ์เฉพาะที่จะทำให้รู้จักและเรียนรู้ เพื่อให้การกระทำของตนนั้นสอดคล้องกับสัญชาตญาณและความต้องการ แต่ทว่ามีอีกตัวแปรหนึ่งที่สามารถแยกแยะและสามารถชี้ถูกชี้ผิดได้โดยตัวของมัน นั่นคือ สติปัญญา เพราะสติปัญญามีพลังในการแยกแยะ และทำให้มนุษย์นั้นเหนือความเป็นสัตว์ กล่าวคือ ความพิเศษและความสูงส่งของมนุษย์ คือ จากการมีโลกทัศน์ มีความคิด มีสติปัญญา
วิวัฒนาการความคิดทางปรัชญา
- เป็นกระบวนทัศนของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์ เริ่มมีคำถามว่าภัยธรรมชาติมาจากไหน แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร พบคำตอบที่พอใจกันอย่างกว้างขวางว่า ภัยธรรมชาติมาจากน้ำาพระทัยของเบื้องบน(ของเทพเจ้าหรือผีสางตามความเชื่อ) ซึ่งเป็นอำนาจลึกลับในธรรมชาติ จะแก้ไขปัญหาหรือจะได้รับความสุขในชีวิตได้ก็ต้องเอาใจเบื้องบนและถ้าเอาใจเบื้องบนได้สำเร็จจะมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า นั่นคือ การใช้หลักคิดการแก้ปัญหาที่ฝากไว้กับองค์เทพหรือผีสางตามความเชื่อของตน
- เป็นกระบวนทัศน์ของมนุษย์ยุคโบราณ เริ่มมีคำถามต่อปัญหาว่า เราจะอธิบายเหตุการณ์ทั้งหลายในธรรมชาติ(รวมทั้งภัยธรรมชาติด้วย) โดยไม่ต้องอ้างเบื้องบนจะได้ไหม คำตอบที่พอใจกันอย่างกว้างขวางก็คือได้ โดยอ้างกฎธรรมชาติที่ตายตัว ไม่เข้าใครออกใคร เราจะมีความสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้าได้โดยรู้และ ทำตามกฎธรรมชาติ
- เป็นกระบวนทัศน์มนุษย์ยุคกลาง เริ่มมีปัญหาว่า เราจะมีความสุขสมบูรณ์แบบ โดยอาศัยกฎธรรมชาติได้หรือไม่ คำตอบที่พอใจกันอย่างกว้างขวางก็คือ ไม่ได้ เพราะความสุขสมบูรณ์แบบและถาวรจะมีก็ในโลกหน้าเท่านั้น
- เป็นกระบวนทัศน์มนุษย์ยุคสมัยใหม่ เริ่มมีปัญหาว่า เราจะมีความสุขสมบูรณ์แบบ ในโลกนี้ไม่ได้เชียวหรือ คำตอบที่พอใจกันอย่างกว้างขวางก็คือได้ โดยใช้วิธีการวิทยาศาสตร์สำหรับค้นคว้าและแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์
- เป็นกระบวนทัศน์มนุษย์ยุคปัจจุบัน เริ่มมีปัญหาว่า เราจะแก้ปัญหาที่เทคโนโลยี ปัจจุบันสร้างสะสมไว้จนอาจจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้หรือไม่ คำตอบที่ พอใจกันอย่างกว้างขวางก็คือได้ โดยอาศัยปรัชญาโลกาภิวัตน์ที่ใช้ วิจารณญาณอย่างแท้จริงคือวิเคราะห์ ประเมินค่า และสรุปสู่การปฏิบัติที่ ไม่เข้าข้างตนเองหรือเห็นแก่พวกเท่านั้น แต่เพื่อความสุขของทุกคนอย่าง แท้จริงตามวิสัยของแต่ละคน( ศ.กีรติ บุญเจือ ปรัชญาหลังนวยุค)
ถ้าเรามองผ่านประวัติศาสตร์ในโลกของอิสลามจะพบว่า แท้จริงแล้วสำนักคิดต่างๆของอิสลาม ไม่สำนักคิดมุตะซีละฮ์ ได้นำหลักการและทฤษฎีทางปรัชญามาแก้ปัญญาหลักการศรัทธาและเพียรพยายามจะนำหลักการทางปรัชญามาอธิบายต่อหลักความเชื่อบางอย่าง ที่บางบทบัญญัติหรือบางตัวบททางศาสนามีความคลุมเคลือ จนเกิดปรากฏการณ์ที่สร้างความแปลกใหม่ต่อวงการนักเทววิทยาเป็นอย่างมาก เพราะว่าทฤษฎีทางปรัชญานั้นทำให้เกิดผลบวกต่อเรื่องความเชื่อที่ดีเกินคาด ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าตำราด้านเทววิทยาของสำนักคิดมุตะซีละฮ์มีกลิ่นอายของปรัชญาและศัพท์แสงทางปรัชญาปะปนอยู่มากมีเดียว ต่อมาสำนักคิดอะชาอิเราะฮ์ถือว่าเป็นอีกสำนักคิดหนึ่งที่ได้นิยมทางหลักปรัชญาอิสลาม จะเห็นได้จากผลงานของอิมามฟักรุ รอซี และคนอื่นๆจากนักเทววิทยาบได้นำหลักการทางด้านปรัชญามาแก้ปัญหาทางหลักความเชื่อว่าด้วยเรื่อง หลักเอกภาพพระเจ้า หลักภาวการณ์กำหนด(กอฎอกอดัร) เรื่องชีวิตหลังความตาย ชีวิตปรโลกและเรื่องอื่นๆ เป็นหลักการที่น่าสนใจมาก ส่วนสำนักคิดชีอะฮก็เช่นกันเป็นอีกสำนักหนึ่งที่ได้นำศาสตร์ปรัชญาอิสลามมาให้มีบทบาทในการอรรถาธิบายด้านศาสนศาสตร์และด้านเทววิทยา ไม่ว่าผลงานของคอญะฮ์นะศีรุดดีน ตูซี อัลลามะฮ์ฮิลลี้ และมุลลา ศ็อดรอ จนกระทั้งในศาสตร์ด้านเทววิทยาของชีอะฮอิมามียะฮได้มีเนื้อหาทางปรัชญาปะปนอยู่อย่างเห็นได้ชัดและในปัจจุบันเกือบจะแยกแยะไม่ออกว่าตำราด้านเทววิทยากับตำราด้านปรัชญาอิสลาม เพราะว่าความมีอิทธิพลทางปรัชญาต่อเทววิทยาของสำนักคิดชีอะฮ์
ความพยายามของนักปรัชญาอิสลามในยุคแรกๆนั้นต้องการที่จะทำเห็นว่าระหว่างวะฮ์ยูกับปรัชญานั้นไม่ได้ขัดแย้งกันเลย แต่กลับกันคือเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกัน และความเชื่อหรือการศรัทธาใดๆที่ประกอบด้วยที่ตั้งอยู่บนหลักคิดทางปรัชญานั้นจะสร้างความมั่นใจมากกว่า และผู้ที่นับถือศาสนาที่มีกรอบแนวคิดทางปรัชญา จะทำให้การนับถือศาสนาของเขามีเหตุมีผลมากยิ่งขึ้น ไม่งมงาย และต่อไปนี้เราจะนำประเด็นเรื่องของแหล่งกำเนิดของปรัชญาอิสลามมากล่าว มีทัศนะต่างๆดังนี้
๑.ปรัชญาอิสลามมีแหล่งกำเนิดจากอุ้งตักของอิสลาม
ส่วนมากนักปรัชญามุสลิมหรือผู้ทีสนับสนุนศาสตร์แห่งปรัชญาในแวดวงของอิสลามเชื่อว่า แท้จริงศาสตร์ด้านปรัชญามีแหล่งที่มาจากพระคัมภีร์อัลกุรอานและมาจากอัลฮะดีษ วจนะพระศาสดามุฮัมมัด เป็นผู้นำเสนอในเรื่องนี้เอาไว้ และมีโองการอยู่หลายโองการจากพระคัมภีร์ที่ได้กล่าวกระตุ้นและสนับสนุนให้มนุษย์ใช้สติปัญญา ให้มีปัญญา ให้ไตร่ตรองการเกิดขึ้นสรรพสิ่งต่างๆในโลกนี้ อีกทั้งให้คบคิดสิ่งที่มีอยู่รอบๆตัวเอง
(ซูเราะฮอัซซุมัร อายะฮที่ ๒๗) “และโดยแน่นอนยิ่ง เราได้ยกอุทาหรณ์ทุกประการสำหรับมนุษย์ใว้ในอัลกุรอาน เพื่อพวกเขาจะได้ใคร่ครวญ”
(ซูเราะฮอัซ ซาริยาติ อายะฮที่ ๒๐-๒๒)“และในแผ่นดินนี้มีสัญลักษณ์ต่างๆ สำหรับบรรดาผู้เชื่อมั่น และในของสูเจ้าเอง สูเจ้าไม่เห็นดอกหรือ และในฟากฟ้ามีปัจจัยยังชีพของสูเจ้า และสิ่งที่สูเจ้าถูกสัญญาไว้”
(ซูเราะฮยูนุส อายะอที่ ๕)“พระองค์คือผู้ทรงทำให้ดวงตะวันมีแสงจรัสจ้า และดวงเดือนมีแสงนวล และทรงกำหนดตำแหน่งไว้แก่มันเพื่อสูเจ้าจะได้รู้จำนวนของปีและการคำนวณ อัลลอฮมิได้ทรงสร้างสิ่งเหล่านี้เพื่ออื่นใด(โดยไร้ประโยชน์) เว้นแต่เพื่อความจริง พระองค์ได้ทรงจำแนกสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ ให้แจ่มแจ้งแก่ปวงชนผู้รู้”
(ซูเราะฮ อัล นะฮลุ อายะฮที่ ๑๗)“ดังนั้นผู้สร้าง จะเสมือนผู้กับผู้ไม่สร้างกระนั้นหรือ สูเจ้าไม่ใคร่ครวญหรือ?”
นี่คือบางโองการที่ได้กล่าวถึงความเป็นมาของเอกภพและโลก เพื่อให้มนุษย์ได้คิดในเชิงปรัชญา ไตร่ตรองต่อการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ และยังมีโองการที่กล่าวถึงเรื่องพระเจ้าและพระคุณลักษณะของพระเจ้า ซึ่งในโองการเหล่านั้นมีคำสอนเชิงทฤษฎีทางปรัชญาอยู่
“มาตแม้นว่าชั้นฟ้าและชั้นดินมีพระเจ้าอื่นอีกนอกเหนือจากพระองค์อัลลอฮ แน่นอนโลกนี้ต้องพินาศ”
ในโองการนี้สามารถนำทฤษฎทางปรัชญาอ้างอิงได้ดังนี้
หนึ่ง มาตแม้นว่าโลกนี้มีพระเจ้ามากว่าหนึ่งองค์ แน่นอนโลกนี้ต้องพินาศ
สอง แต่ทว่าโลกนี้ไม่พินาศ
สาม ดังนั้นพระเจ้ามีองค์เดียว
เป็นหลักทางตรรกศาสตร์แห่งการหาเหตุผลในการพิสูจน์การมีพระเจ้าองค์เดียว และเป็นต้นกำเนิดแห่งการสนับสนุนให้มนษย์ใช้ปัญญา และใช้ความคิดนั่นเอง
ส่วนคำสอนของพระศาสดามุฮัมมัด(ศ) มีกลิ่นอายของเนื้อหาปรัชญาอยู่มากมาย ซึ่งเป็นการชี้ให้เห็นว่าศาสตร์แห่งปรัชญานั้นมีแหล่งมาจากอิสลาม และคำสอนอิสลามได้สนับสนุนในเรื่องนี้ ดังที่ท่านศาสดาได้กล่าวก่อนแก่ทายาท อะลุลบัยต์ของท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านอิมามอะลี อิบนิอะบีฎอลิบ ซึ่งเป็นทายาททางวิชาการและเป็นผู้สืบทอดตำแห่งผู้นำภายหลังจากท่านศาสดา และต่อมาท่านอิมามอะลี ได้ถ่ายทอดวิชาการแห่งล้ำลึกแห่งศาสตร์ปรัชญานี้แก่ลูกของท่านและสาวกของท่าน ดังที่มีรายงานไว้ในหนังสือ อุซูลุลกาฟี ว่าด้วยบทเตาอฮีด หรือบทแห่งความรู้ และบทแห่งพระคุณลักษณะของพระเจ้า ซึ่งในตำรานั้นได้นำฮะดีษมากมายจากอิมามผู้นำผู้เป็นทายาทแห่งท่านศาสดามากล่วไว้ และตำราอีกเล่มหนึ่งที่ลืมเสียไม่ได้ นั่นก็คือ”นะฮญุลบะลาเฆาะฮ” โดยได้รวบรวมคำพูด คุฎบะฮของท่านอิมามอะลี ซึ่งในตำราเล่มนั้นได้กล่าวถึงเนื้อหาและทฤษฎีแห่งปรัชญาในการพิสูจน์การมีพระเจ้า คำสอนในเรื่องโลก คำสอนในเรื่องวิญญาณ ชีวิตหลังความตาย กฎสภาวะ การกำหนดและการมีเสรีภาพมนุษย์และเรื่องอื่นๆ
อิมามอะลี บินอะบีตอลิบ กล่าวว่า…
“สิ่งแรกสุดของศาสนาคือการรู้จักพระผู้เป็นเจ้า ความสมบูรณ์ของการรู้จักคือการเชื่อมั่น ความสมบูรณ์ของการเชื่อมั่นอยู่ที่การยอมรับความเป็นเอกะของพระองค์ ความสมบูรณ์ในการเชื่อมั่นต่อความเอกะ อยู่ที่การเชื่อถึงความบริสุทธิ์ของพระองค์และทรงเหนือธรรมชาติ”
“ผู้ใดก็ตามได้อ้างคุณลักษณะ(ที่บกพร่อง)ต่อพระองค์ เท่ากับยอมรับว่ามีสิ่งคล้ายคลึงกับพระองค์ ผู้ใดยอมรับว่ามีสิ่งหนึ่งคล้ายคลึงกับพระองค์ เท่ากับยอมรับว่าพระองค์มีสอง ผู้ใดยอมรับว่าพระองค์มีสอง เท่ากับแยกพระองค์ออกเป็นส่วนๆ ผู้ใดแยกพระองค์ออกเป็นส่วนๆ เท่ากับเขาเข้าใจผิดต่อพระองค์ และผู้ใดที่เข้าใจผิด เท่ากับเขาชี้ยังพระองค์ ผู้ใดชี้ยังพระองค์เท่ากับเขายอมรับขีดจำกัดในพระองค์ และผู้ใดที่ได้ยอมรับขีดจำกัดของพระองค์ ก็เท่ากับว่าเขาได้นับพระองค์ว่ามีจำนวนเท่าใด
ใครก็ตามที่กล่าวว่า พระองค์อัลลอฮอยู่ในอะไร เท่ากับยอมรับว่าพระองค์อยู่บรรจุอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ใครก็ตามที่กล่าวว่าพระองค์อยู่บนอะไร ก็เท่ากับยอมรับว่าพระองค์อยู่บนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พระองค์เป็นพระเจ้าที่เกิดขึ้นมาไม่ใช่เป็นสภาวะสิ่งใหม่ พระองค์มีอยู่แต่เดิม ไม่ได้มาจากสิ่งที่มีอยู่ พระองค์ทรงอยู่กับทุกสิ่ง แต่ไม่ได้อยู่ร่วมกับสิ่งเหล่านั้น พระองค์ทรงแยกกับทุกสิ่งแต่ไม่แยกจากสิ่งนั้น(เหมือนแยกทางร่างกาย) พระองค์ทรงกระทำ ไม่ไม่ได้ใช้เครื่องมือและการเคลื่อนไหว พระองค์ทรงเห็น แม้ว่าไม่อะไรให้มองดูจากสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างก็ตาม พระองค์ทรงเอกะเพียงผู้เดียว แม้ว่าจะไม่ผู้ใดที่อยู่ร่วมด้วย”
ดร.อะหมัด อะมีน นักประวัติศาสตร์ร่วมสมัยชื่อดังชาวอียิปต์ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ในหนังสือ”ซุฮ์รุลอิสลาม”โดยยอมรับว่าในสมัยการปกครองของราชวงศ์ฟาติมียะฮในอิยิปต์ ถือว่าศาสตร์ปรัชญาอิสลามได้มีความรุ่งเรือง และเขายังถือว่าปรัชญาอิสลามเป็นจุดเด่นหนึ่งของสำนักคิดชีอะฮ
“แน่นอนศาสตร์แห่งปรัชญาในโลกของชีอะฮได้เริ่มขึ้นก่อนในโลกของอะลิซซุนนะฮ ซึ่งเราสามารถเห็นได้ในสมัยการปกครองของราชวงศ์ฟาติมียะฮในอิยิปต์ และการปกครองของราชวงศ์อะลิบาวัยในอิหร่าน และแม้ในปัจจุบันจะเห็นว่าในอิหร่านได้ให้ความสำคัญต่อศาสตร์แห่งปรัชญามากกว่าประเทศอื่นๆ ท่านซัยยิดยะมาลุดดีน อะซะดาบาดีย์ได้เรียนศาสตร์ปรัชญาในอิหร่านและเป็นชีอะฮ ต่อมาได้มามีอิทธิพลทางปรัชญาในอิยิปต์และนำศาสตร์ปรัชญานี้สู่อิยิปต์”
อัลลามะฮฎอบะฎอบาอี(ปราชญ์ด้านปรัชญาของสำนักคิดชีอะฮฺ)ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า
“เนื้อหาทางปรัชญาถือว่าเป็นบทบาทหนึ่งที่นำมาแก้ไขปัญหาต่างๆ(ที่มนุษย์ยังคลุมเครือ) ซึ่งเนื้อหานั้นในแวดวงของมุสลิมยังไม่ให้การยอมรับเท่าที่ควร และในโลกอะหรับก่อนอิสลามก็ยังไม่มีตำราที่เฉพาะในเรื่องนี้ จนกระทั้งได้มีการพัฒนามาเรื่อยโดยนักปรัชญาอิสลามได้นำเนื้อหาทางปรัชญามากล่าวเป็นรูปแบบทางวิชาการมากขึ้น เช่นนำเรื่อง ความเป็นเอกภาพของพระเจ้า การพิสูจน์ต่อการมีอยู่(วูยูด) วูยูดวายิบ (การมีอยู่ที่เป็นของแท้ไม่พึ่งพา) วุยูดมุมกิน(การมีอยู่ที่เป็นการพึ่งพา)….ได้เกิดขึ้นในปรัชญาอิสลาม(นัชรีอะตุ รีซาละ มักตับชีอะฮ เล่ม ๒ หน้า ๑๒๐)
๒.ปรัชญาอิสลามได้รับอิทธิพลจากต่างชาติ
หลังจากที่ท่านศาสดาได้เสียชีวิตลง อาณาจักรอิสลามได้แผ่อำนาจและขยายไปทั่วทุกมุมเมือง และยังได้ขยายออกไปครอบคลุมยังพื้นที่ต่างๆ อย่างกว้างขวางทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินแดนของชนชาติที่เคยมีอารยธรรมมีความเจริญมาก่อน จึงได้เกิดผสมผสานทางวัฒนธรรมและเกิดการใหลบ่าของอารยธรรมต่างชาติสู่โลกอิสลาม จากอารธรรมของกรีก โรมัน เปอร์เซีย บาบิโลน อียิปต์ อินเดียและอารยธรรมอื่นๆ และจากจุดเริ่มต้นนี้ทำให้วัฒนธรรมเหล่านั้นเข้ามามีบทบาทในแวดวงของมุสลิม โดยเฉพาะแนวคิดทางปรัชญาและตำราด้านปรัชญากรีกและปรัชญาเปอร์เซีย จนทำให้ผู้ปกครองได้นำตำรับตำราปรัชญากรีกมาแปลเป็นภาษาอาหรับ และนำหลักคิดทางปรัชญากรีกมาสอนในสถาบันทางการศึกษาของมุสลิม จนทำให้นักวิชาการมุสลิมได้นำทฤษฎีทางปรัชญามาแก้ปัญญาทางหลักการศรัทธาและนำมาเป็นกรอบแนวคิดและใช้เป็นหลักพื้นฐานของศาสตร์อื่นๆอย่างไม่เกิดปรากฏมาก่อน จนทำให้ปรัชญาได้รับความสนอกสนใจของบรรดานักเรียนและปราชญ์มุสลิม และสร้างความรุ่งเรืองที่สุดก็ว่าได้ในสมัยการปกครองของราชวงศ์บะนีอับบาสียะฮที่มีราชธานีอยู่ ณ กรุงแบกแดด และผู้ปกครองยุคนั้นได้สร้างนครแบกแดดให้เป็นเสมือนสนามแห่งการประลองของวิทยาการแก่ผู้คงแก่เรียนทั้งหลาย และยังเป็นที่ชุมชุมของนักคิดจากฟากฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก จนกรุงแบกแดดกลายเป็นศูนย์กลางแห่งวิชาการและศูนย์กลางแห่งอารยธรรม และในสมัยการปกครองคอลีฟะฮมะมูน(ค.ศ.๘๑๓-๘๓๓) ได้ตั้งสถาบัน”บัยตุลฮิกมะฮ”(The House of Wisdom ) เป็นเป็นแหล่งวิทยาการ และเป็นที่รวบรวมหนังสือนานาวิชาการทั้งภาษากรีก และภาษาซีเรีย ภาษาเปอร์เซีย และมีการแปลเป็นภาษาอาหรับ ประธานคณะกรรมการแปลที่ได้รับการแต่งตั้งคนแรกได้แก่ท่าน ฮุนัยน์ บินฮิสฮาก จนทำให้ตำราปรัชญานั้นได้รับการแพร่หลายในสังคมมุสลิม และสำนักคิดที่นิยมในศาสตร์ปรัชญามากสำนักหนึ่งคือสำนักมุตะซีละฮ เพราะได้รับการสนับสนุนจากคอลีฟะฮในสมัยนั้น.
จากการที่มุสลิมได้เกี่ยวพันกับต่างชาติและต่างศาสนิกมากมาย ทำให้นักปราชญ์มุสลิมต้องหาข้อพิสูจน์เพื่อเป็นคำตอบต่อความเชื่อของตน และพิทักษ์หลักคำสอนของอิสลามให้คงความบริสุทธ์ไว้ จึงทำให้การศึกษาศาสนาเชิงปรัชญามีความจำเป็นมากขึ้น จึงเป็นที่มาของศาสตร์ปรัชญาอิสลาม(อ้างจากหนังสือปรัชญาอิสลาม หน้า๕ จัดทำโดยกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการปี๒๕๒๔)
ในโลกปรัชญา เราจะพบว่าชื่อของนักปรัชญามุสลิมที่มีชื่อเสียงได้กระจายไปทั่ว เช่น อัลฟารอบี อะวิเชนน่า อิบนุบาญะฮ(อะเว็นเพส) อิบนุ รุชด์(อะเวโรส) อิมามอัลฆอซาลี และท่านอื่นๆอีกมากมาย โดยเฉพาะแนวคิดของ อิบนุสีนา และอิบนุ รุชด์ มีอิทธิพลอย่างมากในหมู่นักปราชญ์ตะวันตกสมัยใหม่
แนวคิดอิทธิพลของอิบนุ รุชด์ในยุโรป หรือที่เรียกว่า”ลัทธิอเวโรส” มิใช่เป็นแนวคิดที่เปิดทางแก่ยุคฟื้นฟุเท่านั้น แต่ยังเป็นบิดาแห่งแนวคิดแบบตะวันตกสมัยใหม่ด้วยแนวคิดของอิบนุรุชด์ มีอิทธิพลเข้าสู่ยุโรปโดยผ่านนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงหลายท่านเช่นโธมัส อคิวนัส เบอร์เนดิกตัส เออะสปีโนซ่า และฟรันซิส เบคอล
ศาสตราจารย์โอลีรี ได้เขียนบทความไว้ตอนหนึ่งในหนังสือ”Arabic Thought and Its Place in History “ ว่า
“เราได้เดินตามรอยที่นักปราชญ์ชาวเฮเลนได้เดินผ่านจากชาวกรีกสู่ชาวซีเรีย จากชาวซีเรียไปสู่ชาวมุสลิมที่พูดภาษาอะหรับ และมุสลิมนี่เองที่นำจากเอเชียสู่ตะวันตก”
ดร.เฟรดริก อัลเบิร์ต แลงได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในหนังสือ”The History of Materialism “หน้า ๑๗๘ว่า..
“อิบนุ รุชด์ผู้ซึ่งทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลก(ปรัชญา) เปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง(การอธิบาย)เกี่ยวกับการเกิดและการสิ้นสลายของทุกสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งพระผู้เป็นเจ้าเพียงแต่แสดงอานุภาพของพระองค์ในเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในรูปที่ชัดแจ้ง”(อ้างจากหนังสือ ปรัชญาอิสลาม โดยกระทรวงศึกษาธิการปีการศึกษา๒๕๒๔หน้า ๖)
ในหนังสือ” Novun Organum “ ของแฟรนซิส เบคอล ได้เน้นว่าการเสริมของปรัชญาอิสลามทำให้ปรัชญาที่พบในโลกตะวันตกปัจจุบันสมบูรณ์ยิ่งขึ้น(จากหนังสือ ปรัชญาอิสลาม โดยกระทรวงศึกษาธิการปีการศึกษา๒๕๒๔หน้า ๖)







